เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 34
  พิมพ์  
อ่าน: 155319 “พม่ารบฝรั่ง” บทสุดท้ายของ “มาดูรูปพิธีกรรมสำเร็จโทษเจ้านายในพม่ากัน”
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30779

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 28 ธ.ค. 12, 20:09

ขอแยกซอยออกไปค่ะ
พิธีกรรมฝังคนเป็นๆลงในหลุมเมื่อสร้างเมือง  เป็นพิธีที่คนไทยบางคนเชื่อเอาจริงๆจังๆว่าไทยเองก็มี      ยิ่งได้ดูละครเรื่อง"เจ้ากรรมนายเวร" ยิ่งเชื่อกันเข้าไปใหญ่ว่าทำกันจริงสมัยอยุธยา  
ในเรือนไทยเคยมีการพูดกันเรื่องนี้ในกระทู้เก่ามาแล้ว     จึงยังไม่พูดถึงอีกในตอนนี้  แต่ขอเล่าว่า มีบันทึกไว้ในพงศาวดารมอญเรื่องราชาธิราช   เล่าความเมื่อครั้งมะกะโทได้เสวยราชสมบัติ เป็นกษัตริย์เมืองเมาะตะมะ     พระร่วงแห่งสุโขทัยซึ่งเป็นพ่อตา พระราชทานพระนามมะกะโทว่าพระเจ้าฟ้ารั่ว  และพระราชทานเครื่องกกุธภัณฑ์ให้ด้วย
เมื่อพระเจ้าฟ้ารั่วสร้างราชธานีใหม่    ในหนังสือบรรยายไว้ตามนี้ค่ะ
 
     ฝ่ายมะกะโทรับพระราชทาน แล้วบ่ายหน้ามาต่อบูรพทิศ ยกพระหัตถ์ขึ้นถวายบังคมสมเด็จพระร่วงเจ้า ก็โสมนัสยินดีนัก แล้วมะกะโทให้หาฤกษ์ปลูกปราสาท โหรถวายฤกษ์นั้นว่า วันพฤหัสบดี เดือนหก แรมสามค่ำ พุทธศักราช ๖๔๘ ปี นักษัตรฤกษ์ยี่สิบสอง เป็นราชาฤกษ์ เมื่อได้เวลาฤกษ์นั้น จะมีหญิงมีครรภ์แปดเดือนเดินมา เป็นนิมิตได้ฤกษ์เอาเสาลงหลุม จึงมุขมนตรีแลคนทั้งปวงครั้นวันฤกษ์ก็พร้อมกันคอยท่าฤกษ์แลนิมิต ถึงฤกษ์เวลากลางวัน พอหญิงมีครรภ์คนหนึ่งเดินมาริมหลุม คนทั้งปวงพร้อมกันว่า ได้ฤกษ์แล้ว ก็ผลักหญิงนั้นลงในหลุม จึงยกเสาปราสาทนั้นลงหลุม โลหิตสตรีนั้นกระเด็นขึ้นมาเป็นอสรพิษแปดตัว อสรพิษเจ็ดตัวนั้นตายในสถานที่นั้น แต่ตัวหนึ่งนั้นเลื้อยไปข้างประจิมทิศ แลโหราทำนายว่า เมืองนี้จะบังเกิดกษัตริย์แปดพระองค์ จะทิวงคตในเมืองนี้เจ็ดพระองค์ แต่พระองค์หนึ่งนั้นจะไปทิวงคตฝ่ายประจิมทิศ ครั้นสร้างปราสาทสำเร็จแล้ว จึงให้พระโหราพฤฒามาตย์ตั้งพระราชพิธีราชาภิเศษ รับพระนามซึ่งสมเด็จพระร่วงเจ้าพระราชทานมานั้น ทรงพระนามชื่อว่า พระเจ้าฟ้ารั่ว แต่รามัญชาวเมืองเมาะตะมะทั้งนั้นเรียกว่า พระเจ้าวาโรตะละไตเจิญภะตาน เป็นปฐมกษัตริย์ในเมืองเมาะตะมะในศักราช ๖๔๓ ปี

    คำบรรยายนี้ อ่านแล้วอดรู้สึกไม่ได้ว่าบรรยายแบบไม่ค่อยจะเต็มปาก  ซัดไปที่เหตุบังเอิญว่า หญิงมีครรภ์แปดเดือนที่ไหนไม่รู้   แถมเกิดจะเดินที่ไหนไม่เดิน  เผลอเดินมาริมหลุมเสาหลักเมืองในเวลาที่ได้ฤกษ์พอดี     ข้อนี้โหราพฤฒามาตย์ทายไว้ล่วงหน้าว่าคุณเธอจะมา แล้วก็แม่นยำเป๊ะเสียด้วย เดินมาจริงๆ
พอเธอเดินมาถึงตรงตามเวลา    คนทั้งปวงก็ร้องว่าได้ฤกษ์ เลยผลักเธอลงไปในหลุมแล้วยกเสาลงหลุม    สรุปว่าฝังกันทั้งเป็น จะเรียกอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากฆ่าคนเอาผีตายโหงเฝ้าเสาหลักเมือง
ดูตามรูปการณ์แล้ว ที่ว่าบังเอิญนั้นเห็นทีจะเชื่อไม่ได้     เห็นชัดๆว่าเตรียมการกันเอาไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว  ผู้หญิงคนนั้นคงจะถูกจับตัวมารออยู่ปากหลุม  รอเวลาถูกผลักตามฤกษ์ยาม    แต่ขออนุญาตเดาต่อว่าผู้แปลคือเจ้าพระยาพระคลัง(หน) ท่านไม่ได้แปลตรงๆ อาจจะเห็นว่าโหดร้ายเกินไป  หรือมิใช่ธรรมเนียมที่ไทยจะเห็นเรื่องพรรค์นี้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ   หรืออะไรก็ตาม    ท่านก็เลยแปลให้ได้ความพอเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น  แต่ผ่อนเพลาลงว่าผู้หญิงเดินมาเอง   ไม่ได้ถูกจับตัวมา    
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30779

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 28 ธ.ค. 12, 20:15

อ่านเรื่องฝังคนทั้งเป็นลงในหลุมหลักเมืองได้ ที่กระทู้เก่า
http://www.reurnthai.com/index.php?topic=3439.0

พิธีฝังคนทั้งเป็นในหลุมหลักเมือง โดย ส. พลายน้อย

เมื่อละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่งนำเหตุการณ์เกี่ยวกับการยกเสาหลักเมืองหรือประตูเมืองว่ามีการฝังคนทั้งเป็นออกเผยแพร่ ทำให้คนสงสัยว่าการกระทำดังกล่าวมีจริงหรือไม่ และในฉากนั้นมีพระสงฆ์นั่งทำพิธีอยู่ด้วยดูไม่เป็นการสมควร เท่ากับนำพระเจ้าไปรู้เห็นเป็นใจกับการฆ่าคน จึงเกิดความสงสัยถามไถ่กันขึ้น บางคนก็ว่าเคยได้ยินได้ฟังมาอย่างนั้น ทำท่าจะเชื่อ แต่บางคนก็สงสัยว่าได้หลักฐานมาจากตำราใด และเชื่อได้หรือไม่

ความเชื่อเรื่องฝังคนทั้งเป็นนี้เข้าใจว่าจะมีการบอกเล่าสืบต่อกันมา เป็นการเชื่อแบบชาวบ้านโดยที่ไม่มีหลักฐานไตร่ตรองจนถึงกับนำมาเขียนเป็นประวัติศาสตร์ก็มี เท่าที่พบมีอยู่แห่งหนึ่งคือการฝังหลักเมืองของเมืองถลาง ในหนังสือ "ประวัติจังหวัดภูเก็ตฉบับฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ" เมื่อพ.ศ. ๒๕๐๐ ได้กล่าวถึงการฝังหลักเมืองไว้ตอนหนึ่งว่า

"เมื่อท้าวเทพกษัตรีและท้าวศรีสุนทรได้ถึงอสัญกรรมแล้ว พระยาถลาง (ทองพูน) ได้เป็นเจ้าเมืองถลาง ได้จัดหาสถานที่เพื่อสร้างเมืองใหม่ขึ้น และได้ตกลงให้สร้างเมืองใหม่ขึ้น ที่ตำบลเทพกษัตรี อำเภอถลางในปัจจุบันนี้ โดยเรียกว่า "บ้านเมืองใหม่" เมื่อจัดหาที่ได้แล้ว จึงได้ประกอบพิธีกรรมขึ้นเพื่อฝังหลักเมืองโดยนิมนต์พระภิกษุสงฆ์รวม ๓๒ รูป เจริญพระพุทธมนต์อยู่ ๗ วัน ๗ คืน แล้วจึงให้อำเภอทนายป่าวร้องหาตัวผู้ที่จะเป็นแม่หลักเมือง (ผู้ที่จะเป็นแม่หลักเมืองได้ต้องเป็นคนที่เรียกกันว่า สี่หูสี่ตา คือกำลังมีครรภ์นั่นเอง) การป่าวร้องหาตัวแม่หลักเมืองนี้ได้ประกาศป่าวร้องไปเรื่อย ๆ ไปตลอดทุกหมู่บ้านว่า โอ้เจ้ามั่น โอ้เจ้าคง อยู่ที่ไหนมาไปประจำที่ ในที่สุดจึงไปได้ผู้หญิงชื่อนางนาคท้องแก่ประมาณ ๘ เดือนแล้ว นางนาคได้ขานตอบขึ้น ๓ ครั้ง แล้วได้เดินตามผู้ประกาศไป ขณะนั้นเป็นเวลาพลบค่ำแล้ว เมื่อไปถึงหลุมที่จะฝังหลักเมือง นางนาคก็กระโดดลงไปในหลุมนั้นทันที ฝากหลุมก็เลื่อนปิด เจ้าพนักงานก็กลบหลุมฝังหลักเมืองเป็นอันเสร็จพิธีการฝังหลักเมือง

ตามเรื่องข้างต้นนี้ไม่มีในพงศาวดาร คนเขียนขึ้นตามที่เคยฝังเขาเล่ากัน หรือจับเอาเรื่อง "ราชาธิราช" เมื่อพระเจ้าฟ้ารั่วสร้างปราสาทมาเป็นพิธีฝังหลักเมืองดังมีข้อความตอนหนึ่งว่า
 
"ครั้นวันฤกษ์พร้อมกันคอยหาฤกษ์แล้วนิมิตกึ่งฤกษ์เวลากลางวัน พอหญิงมีครรภ์คนหนึ่งเดินมาริมหลุม คนทั้งปวงพร้อมกันว่าได้ฤกษ์ แล้วก็ผลักหญิงนั้นลงในหลุม จึงยกเสาปราสาทนั้นลงหลุม"

บางทีจะเป็นเรื่องนี้เองก็ได้ ที่คนเอาไปโจษขานเล่าลือกัน แล้วเลยหลงเข้าใจผิดไปว่า การฝังหลักเมืองหรือประตูเมืองนั้นต้องฝังคนท้องทั้งเป็นหรือคนที่มีชื่อว่า อิน จัน มั่น คง จนพวกฝรั่งฟังไม่ได้ศัพท์จึงเอาไปเขียนอธิบายกันยืดยาว และที่น่าอัศจรรย์ใจก็คือ หนังสือประวัติจังหวัดภูเก็ตเล่มดังกล่าวได้ตีพิมพ์เรื่องตอนนี้ไปได้อย่างไร คนอ่านไม่ได้คิดก็จำเรื่องผิด ๆ ไป
 
ตามตำราพระราชพิธีฝังหลุมพระนคร หรือที่เรียกอีกอยางหนึ่งว่า "ตำราพระราชพิธีนครฐาน" ฉบับโบราณก็มีอยู่หลายฉบับ ได้พรรณนาพิธีการตั้งแต่ต้นจนสุดท้ายอย่างละเอียดพิสดาร ก็ไม่มีตอนใดกล่าวถึงคนชื่อ อิน จัน มั่น คง หรือคนมีท้อง มีแต่ให้เอาดินจากทิศทั้ง ๔ มาปั้นเท่าผลมะตูม สมมติว่าเป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มีคนถือก้อนดินคนละก้อนยืนปากหลุมทั้ง ๔ ทิศ เมื่อทำพิธีมีโหรผู้ใหญ่ถามถึงก้อนดินแต่ละก้อนนั้นมีคุณสมบัติประการใด ผู้ที่ถือก้อนดินก็ตอบไปตามลำดับ คือธาตุดินมีพระคุณจะทรงไว้ซึ่งอายุพระนครให้บริบูรณ์ด้วยคามนิคมเป็นที่ประชุมประชาชนพลพาหนะตั้งแต่ประถมตามเท่าอวสาน, คนถือธาตุน้ำตอบว่า มีพระคุณให้สมเด็จบรมกษัตริย์แลเสนาอำมาตย์ราษฎรทั้งหลายเจริญอายุวรรณะสุขะพละสิริสวัสดิมงคลทั้งปวง, คนที่ถือธาตุไฟตอบว่า มีพระคุณให้โยธาทหารทั้งปวงแกล้วกล้า มีตบะเดชะแก่หมู่ข้าศึก, คนที่ถือธาติลมตอบว่า มีพระคุณให้เจริญสมบัติธนธัญญาหารกสิกรรมวาณิชกรรมต่าง ๆ เมื่อกล่าวตอบครบแล้วก็ทิ้งก้อนดินนั้นลงในหลุมแล้วเชิญแผ่นศิลายันต์ลงในหลุม และเชิญหลักตั้งบนแผ่นศิลานั้น อัญเชิญเทวดาเข้าประจำรักษาหลักพระนคร

พิธีสำคัญก็มีเพียงเท่านี้ ไม่มีการฝังคนทั้งเป็นแต่อย่างไรเลย

จากนิตยสารสารคดี ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๑๙๐ เดือนธันวาคม ๒๕๔๓
http://www.sarakadee.com/feature/2000/12/contemporary_siam.htm
 
   
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10771



ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 28 ธ.ค. 12, 20:19

ขอแยกซอยออกไปค่ะ
พิธีกรรมฝังคนเป็นๆลงในหลุมเมื่อสร้างเมือง  เป็นพิธีที่คนไทยบางคนเชื่อเอาจริงๆจังๆว่าไทยเองก็มี      ยิ่งได้ดูละครเรื่อง"เจ้ากรรมนายเวร" ยิ่งเชื่อกันเข้าไปใหญ่ว่าทำกันจริงสมัยอยุธยา  

จัดหามาสำหรับบางคนที่ยังไม่เคยดูละครเรื่องนี้



 ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10932


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 28 ธ.ค. 12, 20:59

ผมไม่เคยดูละครทีวีเรื่องนี้ แต่คุณเพ็ญอำนวยความสะดวกให้เลยดูซะหน่อย ดูแล้วเชื่ออย่างเดียวว่าคณะละครชุดนี้คงได้รับเวรรับกรรมหนักแน่ๆที่ทะลึ่งเอาพระสงฆ์องค์เจ้ามาเข้าฉากอนุโมทนาการทำปาณาติบาตขนาดฆ่ามนุษย์ ซึ่งทางพุทธศาสนาถือเป็นอนันตริยกรรม

คนไทยสมัยนี้ทำไมถึงไร้ความคิดได้ขนาดนี้ แล้วผู้หลักผู้ใหญ่เขาปล่อยให้ฉายออกอากาศได้อย่างไร
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10932


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 28 ธ.ค. 12, 23:51

ระหว่างรอ ขอย้อนกลับไปถกกับคุณหนุ่มสยามหน่อยครับ

อ้างจาก: NAVARAT.C ที่ วันนี้ เวลา 09:06
อ้างถึง
ที่แต่งเครื่องแบบหล่ออย่างนั้นเห็นจะมีแค่ระดับนายทัพนายกองไม่กี่คน

หาได้วิลิศมาหราเหมือนตำนานที่ท่านมุ้ยวาดฝันไว้ในหนังดังของท่านไม่ หาใช่ว่าเวลารบกับไทยแล้วแต่งตัวซะหล่อเฟี๊ยว ทีรบกับฝรั่งละก็ แต่งอย่างกับขอทาน

siamese
อ้างถึง
ก็เป็นการโฆษณาอย่างหนึ่งครับ ให้คนมองว่าบ้านเมืองไม่มีความศิวิไลซ์ สามารถรบได้สบาย ๆ ยึดได้เป็นยึด ครับ

ผมคิดว่าคงไม่ใช่มั้งครับ เพราะความศิวิไลซ์ไม่ใช่ว่าดูที่เครื่องแต่งกายทหารเลว ตอนนั้นฝรั่งก็วาดรูปสถาปัตยกรรมพม่าอย่างสง่าสวยงาม เป็นการแสดงออกว่าประเทศพม่าไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนเหมือนอาฟริกา เพียงแต่ทหารพม่าไม่ค่อยจะต่างกับนักรบเผ่าซูลูเท่าไหร่

นี่ก็เป็นรูปเขียนการรบในสงครามครั้งที่๑ ที่เห็นความแตกต่างระหว่างทหารทั้งสองฝ่ายอย่างชัดเจน


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10932


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 28 ธ.ค. 12, 23:59

ขอเลยไปเอาภาพเปรียบเทียบในสงครามครั้งที่๓มาให้ดู ทหารพม่าในรูปเป็นทหารรักษาวังนะครับ หาใช่ทหารเลวซะที่ไหน ยังแต่งหล่อได้แค่เนี้ยะ ส่วนทหารอังกฤษก็ปรับเครื่องแบบให้เหมาะกับอากาศร้อนชื้น ไม่ให้ตับแตกตาย

เดี๋ยวท่านออกมาจากซอยฆ่าฝังหลุมกันแล้ว ผมจะพาไปสงครามครั้งนั้นเลย


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10932


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 29 ธ.ค. 12, 14:33

สงสัยไปส่งท้ายปีเก่ากันหมดแล้ว ผมต่อเลยก็แล้วกัน

ขอนำท่านไปสู่สถานการณ์ก่อนที่จะเริ่มตึงเครียดระหว่างพม่ากับอังกฤษ ฝรั่งอั้งม้อผู้เฉือนพระราชอาณาจักรพม่าอันยิ่งใหญ่แห่งอุษาคเนย์ออกเป็นสองภาค และเข้าครอบครองพม่าภาคใต้ไว้ในกำมือแล้ว ตั้งแต่สงครามพม่ารบฝรั่งครั้งที่๑


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10932


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 29 ธ.ค. 12, 14:37

หลังจากเสียพม่าตอนล่างให้อังกฤษแล้ว พม่าได้ดิ้นรนหามหาอำนาจเบอร์เดียวกันมาคานอำนาจนักเลงข้างบ้านบ้าง ในปี๑๘๕๖ พระเจ้ามินดงได้ส่งคณะราชทูต นำโดยขิ่นหวุ่น มินจี(Kinwun_Mingyi)ไปฝรั่งเศส และมีโอกาสถวายพระราชสาส์นแด่พระเจ้านโปเลียนที่๓  ณ ปราสาทซังส์ คลูด์ แต่ฝรั่งเศสยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอังกฤษและสนใจญวนมากกว่า จึงได้แค่ขายอาวุธให้บ้าง ความพยายามของพม่าจึงไม่เป็นผล


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 ม.ค. 13, 09:37 โดย เทาชมพู » บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10932


ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 29 ธ.ค. 12, 14:40

ราชทูตขิ่นหวุ่น มิงจีท่านนี้ต่อมามีชื่อเสียงโด่งดังในประวัติศาสตร์ของพม่า ในปี๑๘๗๒ ก็ได้เป็นราชทูตไปยุโรปอีกครั้ง เพื่อเข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการต่อสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย
ในภาพข้างล่างนี้คือตอนเป็นหนุ่มดาวรุ่งอนาคตสดใส ได้ กลับไปแล้วเจริญในราชการจนพระเจ้ามินดงสถาปนาให้เป็นถึงสมุหนายก ครั้นเปลี่ยนรัชกาลมาเป็นพระเจ้าสีป่อ ขิ่นหวุ่น มิงจี ถึงแม้จะดำรงตำแหน่งเดิม แต่ก็กลายเป็นขุนนางแก่อิทธิพลร่อยหลอ ถูกราชสำนักที่คุมบังเหียนโดยพระราชินี ซึ่งมีพระมารดาเป็นกุนซือใหญ่อีกทีหนึ่ง ริดรอนไปให้ข้าบริวารของตนเสียเยอะ

ท่านผู้อ่านพม่ารบฝรั่งของผมมาแล้วอาจจำได้ ตอนที่ราชสำนักทราบว่าอังกฤษจะบุกแน่ ขิ่นหวุ่น มิงจี ผู้เป็นสมุหนายกเสนอให้รีบประนีประนอม แต่ถูกพระนางศุภยลัตกริ้วจัด บริภาษสวนมาว่าขี้ขลาดตาขาว แถมให้นางพระกำนัลนำสำรับเครื่องแต่งกายสตรีไปให้ที่บ้านเป็นการหยามน้ำหน้าอีกต่างหาก
 
ก็จะไม่ให้เกรงกลัวอำนาจของอังกฤษได้อย่างไร ไปเห็นถึงบ้านเมืองของเขามาแล้วก็ทราบดีว่าในโลกใบนี้ เปรียบลำหักลำโค่นกันแล้ว ใครเป็นหมู่ใครเป็นจ่า ใครเป็นแค่หมาน่อยธรรมดาๆ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 ม.ค. 13, 09:11 โดย เทาชมพู » บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10932


ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 29 ธ.ค. 12, 14:44

ในปี๑๘๘๔นั้นเอง พอพม่าถูกอังกฤษขู่ตะคอกหนักขึ้น ก็แอบส่งราชทูตคณะหนึ่งไปยังฝรั่งเศส ซึ่งตอนนั้นสถานการณ์การเมืองภายในของตนเองก็วุ่นวายอยู่ พม่าใช้เวลาเจรจาอยู่นานกว่าจะสามารถลงนามในข้อตกลงทำการค้า ส่วนเรื่องการเมืองที่พม่าต้องการจะไปเจรจาให้ฝรั่งเศสทำสนธิสัญญากับตนว่า จะเข้าช่วยทางการทหารเมื่อถูกรุกรานจากประเทศที่สามนั้น กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสก็ไม่ยอมนัดหมายไปเจรจาสักที ขอเข้าพบทีไรรัฐมนตรีก็สับขาหลอกทุกครั้ง รอมาจนปี๑๘๘๕ก็ได้ข่าวว่า อังกฤษประกาศสงครามและยึดประเทศของตนไปผนวกเป็นจังหวัดหนึ่งของอินเดียเรียบร้อยไปแล้ว ราชทูตก็สิ้นสถานะ ถูกโรงแรมสั่งเช็คบิลก็ไม่มีเงินจะจ่ายเขา ต้องบากหน้าไปหาพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ อัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส ร่ำไห้ขอความช่วยเหลือ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ท่านก็ใจดีเหลือหลายกับอดีตศัตรูเก่า รับเป็นธุระไปช่วยเจรจากับกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสจนเขารับปาก และให้ความช่วยเหลือชำระหนี้ให้แทนรัฐบาลพม่าที่สลายไปแล้ว ทั้งยังเป็นสปอนเซ่อร์ในการส่งคณะทูตเดินทางกลับบ้านด้วย


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 ม.ค. 13, 09:37 โดย เทาชมพู » บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10932


ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 29 ธ.ค. 12, 14:52

เอาเป็นว่า ผมต้องแปลไทยเป็นไทยอีกทีหนึ่ง เรียกว่าถอดความก็แล้วกันนิ

พระราชสาส์นจากกษัตริย์ผู้ทรงกฤษดานุภาพยิ่งเหนืออุษาคเนย์ แห่งพระราชอาณาจักรพม่า ถวายแด่ สมเด็จพระกษัตรียาธิราชเจ้าผู้ทรงกฤษดานุภาพยิ่ง แห่งพระราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์

พระขนิษฐาธิราชของหม่อมฉัน – หม่อมฉันขอกราบทูลพระองค์ถึงความปรารถนาที่จะทำในสิ่งซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบแห่งกษัตริย์ผู้ปกครองเสรีอารยประเทศ ในอันที่จะสร้างมิตรกับกษัตริย์พระองค์อื่นที่ยังมิได้มีสัมพันธ์ต่อกัน และเพื่อสร้างเสริมความแน่นแฟ้นในทางพระราชไมตรีให้มั่นคงหากได้มีการสถาปนาต่อกันแล้ว หม่อมฉันได้ประมวลสิ่งเหล่านั้นมาสู่การพิจารณาอย่างจริงจังและรอบคอบเพื่อไตร่ตรองหาหนทางดีที่สุด เพื่อที่จะส่งเสริมมิตรภาพอันประเสริฐที่ดำเนินมาระหว่างประเทศอังกฤษและพม่า บนพื้นฐานของสันติสุขอันยั่งยืนแท้จริง หม่อมฉันมีความปรารถนาอย่างจริงจังที่จะสร้างทวิสัมพันธ์เฉกกษัตริย์ทั้งหลายพึงมีต่อกันโดยอิสระ หม่อมฉันจึงได้แต่งตั้งราชทูตผู้ได้รับความไว้ใจจากหม่อมฉันให้เชิญพระราชสาส์นนี้มาถวายต่อพระองค์

เมื่อเดินทางมาถึงประเทศอังกฤษแล้ว ราชทูตจักได้มีโอกาสแถลงความรู้สึกของหม่อมฉันในเรื่องความสัมพันธ์ฉันมิตรที่หม่อมฉันปรารถนาจะส่งเสริมระหว่างทั้งสองประเทศ หม่อมฉันขอภาวนาให้พระผู้เป็นเจ้าปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีทั้งปวงให้พ้นไปจากพระองค์ และปกป้องคุ้มครองพระองค์และพระเจ้าลูกเธอ ลูกยาเธอ ตลอดจนพระราชวงศ์ ขุนนาง และข้าราชการทั้งปวงด้วย

พระราชทาน ณ พระราชวังรัตนบุระ (Royal Palace of Ratnabon-มัณฑเลย์) ประเทศพม่า ที่ วันแรมแปดค่ำ จุลศักราช 1233 ตรงกับวันที่ 5 กุมภาพันธุ์ คริตส์ศักราช 1872

แต่พม่าก็ไม่ค่อยได้อะไรกลับไปเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ นอกจากฝรั่งจะพาไปเที่ยวไปชมอะไรๆในเชิงข่มเสียมากกว่า อย่างไรก็ดี พระเจ้ามินดงเลยได้ชื่อว่าเป็นสายพิลาป รักสงบ บ้านเมืองจึงอยู่รอดปลอดภัยมาจนสิ้นสมัย เพราะอังกฤษวางใจ เอากำลังทหารไปล่าเมืองขึ้นในซูลูและอัฟกานิสถานแทน



บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10932


ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 29 ธ.ค. 12, 14:58

และการไปอังกฤษครั้งนี้ คณะราชทูตพม่าก็ได้แวะไปเจริญทางไมตรีกับฝรั่งเศสด้วย แต่ก็ไม่ได้โฉ่งฉ่างอะไร เพราะเกรงใจอังกฤษอยู่มาก


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10932


ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 29 ธ.ค. 12, 17:15

พักยกประเดี๋ยว


ไปเจอรูปที่ศิลปินพม่าเขียน คนละแนวกับของฝรั่งเลยครับ ทหารพม่าแต่งหล่อทั้งนายทั้งพล

ถ้าสงครามครั้งแรกรบกับฝรั่งได้ขึงขังอย่างนี้จริงๆก็คงชนะไปแล้วเนอะ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30779

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 29 ธ.ค. 12, 17:36

ขอแยกซอยใหม่ เล็กๆ   ส่วนซอยผีหลักเมืองนั้นปิดทางเข้าออกไปแล้วค่ะ

เห็นชุดทหารพม่ารักษาวังในค.ห. 20 ของคุณ NAVARAT.C    แกนุ่งแบบที่เราเรียกว่าถกเขมร หรือขัดเขมร  คือนุ่งแบบเดียวกับโจงกระเบน แต่ถกชายผ้าขึ้นมาสูงเหนือเข่าเกือบถึงต้นขา      ชายไทยสมัยก่อนนุ่งผ้าแบบนี้กันเวลาทำกิจกรรมที่ต้องลุยน้ำ เช่นลงไปจับปลา
ไม่ทราบว่าทำไม เรียกว่าถกเขมร   หรือขัดเขมร  อาจจะเห็นแบบอย่างมาจากเขมรละมังคะ   แต่รูปนี้น่าจะเรียกว่าถกพม่าหรือขัดพม่าได้ด้วย

รูปซ้ายคือถกพม่า  รูปขวาเป็นภาพประกอบในเรื่อง ถกเขมร ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช


บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 29 ธ.ค. 12, 17:39

พักยกประเดี๋ยว


ไปเจอรูปที่ศิลปินพม่าเขียน คนละแนวกับของฝรั่งเลยครับ ทหารพม่าแต่งหล่อทั้งนายทั้งพล

ถ้าสงครามครั้งแรกรบกับฝรั่งได้ขึงขังอย่างนี้จริงๆก็คงชนะไปแล้วเนอะ

น่าสงสารชะตากรรมของพม่ายิ่งนัก  ร้องไห้
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 34
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.04 วินาที กับ 19 คำสั่ง