เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9 10 ... 34
  พิมพ์  
อ่าน: 156672 “พม่ารบฝรั่ง” บทสุดท้ายของ “มาดูรูปพิธีกรรมสำเร็จโทษเจ้านายในพม่ากัน”
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 105  เมื่อ 05 ม.ค. 13, 10:09

ดูรูปถ่ายจริงๆของป้อมแล้วก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไมทำทางลาดใหญ่โตไว้อำนวยความสะดวกแก่ศัตรูให้วิ่งขึ้นไปปล้นค่ายได้ง่ายๆอย่างงั้น ผมคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก คุณสยามหนุ่มช่วยถามคนพม่าให้หน่อยว่าเขาคิดยังไง


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 106  เมื่อ 05 ม.ค. 13, 10:14

^
ดูอีกทีหนึ่งก็เหมือนฐานพระเจดีย์ที่สร้างค้างไว้(เพราะส่วนหนึ่งทรุดพังลงมา)นะครับ

ทหารพม่าไปตั้งรับบนนั้นเพราะเห็นเป็นชัยภูมิที่สูง ฝรั่งเลยมั่วว่าเป็นป้อมค่ายไปเลย
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 107  เมื่อ 05 ม.ค. 13, 10:52

^
ดูอีกทีหนึ่งก็เหมือนฐานพระเจดีย์ที่สร้างค้างไว้(เพราะส่วนหนึ่งทรุดพังลงมา)นะครับ

ทหารพม่าไปตั้งรับบนนั้นเพราะเห็นเป็นชัยภูมิที่สูง ฝรั่งเลยมั่วว่าเป็นป้อมค่ายไปเลย

ผมก็มองไม่ออกว่าจะเป็นป้อมได้ เป็นกองอิฐใหญ๋โต คงจะเป็นการสร้างพระเจดีย์ค้างไว้ และถูกดัดแปลงเป็นที่เก็บอะไรสักอย่างเพราะเห็นประตูโค้งด้านหน้าอยู่ด้วย คงเป็นห้องที่เข้าไปได้ เพราะลักษณะการสร้างป้อมควรมิดชิดมากกว่านี้
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 108  เมื่อ 05 ม.ค. 13, 11:07

วันนี้ผมไปค้นหนังสือ “พม่าเสียเมือง” ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ออกมาจากหิ้ง และนำมาอ่านในช่วงนี้อีกครั้งหนึ่งอย่างเพลิดเพลิน ใจความที่ท่านนำมาเขียนแม้จะไม่เหมือนที่ผมเอามาจากฝรั่งก็คล้ายกันมาก แต่สำนวนของท่านนั้นเป็นสำนวนบรมครู ใครที่ยังไม่ได้อ่านขอให้ไปอ่านซะ แล้วค่อยกลับมาดูภาพในกระทู้ของผม จะได้รสชาติยิ่งขึ้นดุจกุ้งเผาได้น้ำจิ้มแซ่บๆ


ผมก็คว้ามาอ่านตอนท้าย ๆ เล่มได้อ่านว่า เหล่าบรรดาผู้หญิงที่วิ่งค้นหาสมบัติกันอย่างบ้าคลั่ง รวมทั้งหญิงจากภายนอกวังก็เข้ามารื้อหาสมบัติ ต่างคนต่างตบตีกัน และร้องเสียงหลงเมื่อได้พบสิ่งมีค่าที่ติดไม้ติดมือออกไปได้ บ้างทะเลาะกันเพื่อแย่งสมบัติ ส่วนพระเจ้าสีป่อก็ทำอะไรไม่ได้เลย น่าเศร้ามาก ๆ
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 109  เมื่อ 05 ม.ค. 13, 11:23

ผมไปเจอบทความเกี่ยวกับป้อมนี้ครับ ชื่อป้อม  Min-hla ซึ่งสมเด็จกรมพระนริศราฯ ทรงเล่าไว้

http://www.soas.ac.uk/sbbr/editions/file64347.pdf


บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 110  เมื่อ 05 ม.ค. 13, 11:29

โครงสร้างป้อมภายในเป็นมวลอิฐ คั่นกลางด้วยแกนดินถม และหุ้มด้วยอิฐภายนอก ซูมให้ชมครับ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 111  เมื่อ 05 ม.ค. 13, 12:36

สรุปว่าสถาปนิกบรมครูอย่างสมเด็จท่านก็ยังมิทรงจะลงให้ว่าเป็นป้อมทหารแต่ต้นตามความเห็นฝรั่ง แต่ก็มิได้ทรงระบุโดยแท้แล้ว มันถูกสร้างขึ้นเพื่อจะให้เป็นอะไร

เอ้า เราไปต่อกัน

ครั้นอังกฤษผ่านเมืองตาแยเมียวมาแล้วก็ฝ่ากระแสน้ำหลากทวนอิระวดีขึ้นไปอย่างช้าๆต่อไป ผ่านเมืองมากวี(Magwe) ที่ในพม่าเสียเมืองเรียกว่าเมืองมะกอย ความจริงมีฐานทัพแต่ไม่มีทหารพม่ายอมอยู่ให้โง่แล้ว เจ้าเลี่ยนสองคนที่ชื่อแบบโก้ว่าคอมมอตโต้กับโมลินารีก็เขย่งเก็งกอยมามอบตัวกับอังกฤษที่เมืองมะกอยนี่ ยอมเป็นเชลยสงครามแทนที่จะตามทหารพม่ากลับไปมัณฑเลย์ให้โดนใส่ตะกร้อเอาช้างเตะ ฐานเบิกพระเนตรพระเจ้าแผ่นดินเอาค่าจ้างไปแล้วทำไม่ได้ดังที่โม้ ข่าวไม่แจ้งว่าเจ้าอิตาเลี่ยนทั้งสองโดนอังกฤษรีดไถต่อยังไงหรือไม่ เป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง เพราะหลังจากนี้แล้วก็ตกจากหน้าประวัติศาสตร์ไปเฉยๆ

๒๒ พฤศจิกายน กองเรือมาถึงเขตเมืองพุกาม บริเวณNyaungu ผมยังไม่ได้ถอดชื่อไว้ ขอเรียกตามท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ว่า “ยองคู” ไปเลย พม่าเอาปืนใหญ่ไปตั้งไว้บนเนินเขาแล้วยิงมาที่อังกฤษ ถูกเรือปืนอังกฤษยิงสวนกับไปสักพักก็เงียบเสียง ทหารพม่าที่นั่นนับพันคนบนนั้นก็ล่องหนหายเข้าป่า


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 112  เมื่อ 06 ม.ค. 13, 09:03

ภาพจากสมรภูมินี้บรรยายไว้สั้นๆว่าถ่ายที่เมืองพุกาม เทียบแบบไทยๆแล้วพุกามใหญ่ระดับอำเภอเมือง ส่วนยองคูก็แค่ระดับตำบลที่อยู่ติดพุกามเท่านั้น บางครั้งจดหมายเหตุต่างๆที่อังกฤษบันทึกจึงมักกล่าวปะปนกัน เรือที่อับปางอยู่อาจจะเป็นเพราะโดนกระสุนปืนใหญ่ของพม่าแต่ไม่จมทันทีก็ได้ จึงลากจูงมาจมไว้ริมตลิ่งมิให้ขวางทางน้ำ และอาจเป็นเหตุที่ทำให้การเดินทางล่าเมืองขึ้นของกองเรือต้องล่าช้าไปหนึ่งวัน ซึ่งบันทึกฉบับที่ผมนำมาเป็นหลักในการดำเนินเรื่องนี้กล่าวไว้ แต่ไม่ได้ระบุถึงสาเหตุ

แม่ทัพพม่าซึ่งมีนามกรว่า Hlethin Atwin Wun เอาละซี หนักอกผมอีกแล้วที่ต้องถอดชื่อให้เป็นไทยๆ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ท่านยังเลี่ยงไปเขียนว่า “เจ้ากรมเรือหลวงซึ่งเป็นแม่ทัพหน้า” ไม่ยอมออกชื่อมาให้ผมยืมใช้เลย ก็เอาเป็น“เละติ๊นอัศวินหวุ่น”ก็แล้วกัน แกเห็นว่านั่งเพ่งแม่น้ำรออยู่ในฐานที่มั่นเมืองเมียงยางเหนือขึ้นไปทั้งวันทั้งคืนอังกฤษไม่โผล่มา เลยนั่งเทียนเอาเอง โทรเลขไปกราบบังคมทูลพระเจ้าสีป่อว่า เราชนะอังกฤษแล้ว ทำเอาราชสำนักตื่นเต้นยกใหญ่ จัดงานฉลองกันมโหฬารงานช้าง


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 113  เมื่อ 06 ม.ค. 13, 09:09

โทรเลขใบนั้นเองเมื่ออังกฤษยึดพระราชวังมัณฑเลย์ได้แล้วไปพบเข้า ก็เอามาประจานแบบขำกลิ้ง แต่ในวโรกาศในคืนฉลองชัยนั้น พระเจ้าสีป่อได้มีพระราชบัญชาให้จัดคณะขุนนางเชิญทองคำไปพระราชทานแก่นายทัพนายกอง โดยเละติ๊นอัศวินหวุ่นจะได้รับการจัดหนักคนเดียวเป็นทองคำแท่งถึง๑๐วีส(viss) และยังจัดเต็มรางวัลแบบเหรียญและถ้วยทองคำแท้อีก๒๗๐ชิ้น สำหรับนายทหารระดับรองๆลงมาด้วย

แต่ ยังครับยังท่านผู้อ่านที่รัก เวปฝรั่งที่แปลมาจากเอกสารพม่าฉบับหนึ่งบอกว่า คณะนำทองคำพระราชทานน่ะเดินทางออกมาจากมัณฑเลย์แล้ว แต่พอข่าวสะพัดไปทั่วคุ้งน้ำว่า กองเรืออังกฤษโผล่หัวมาอีกแล้ว ขบวนเชิญทองคำพระราชทานก็ล่องหนไปเฉยๆโดยอ้างว่าหลงทาง จบสงครามอังกฤษบันทึกไว้ว่าได้ไปเจอเหลืออยู่ประมาณ๔วีส เละติ๊นอัศวินหวุ่นทราบเข้าก็ไปตามตื้อขอคืนอ้างว่าเป็นสิทธิ์ของตน นายพันเอกสลาเดน(คนนี้จอมเจ้าเล่ห์)ก็ทำเป็นสัตย์ซื่อคืนให้ไป ผมคิดเอาเองว่า ถ้าจริงตามข่าวก็ถือว่าเป็นการสร้างภาพเพราะแกกำลังโดนพระนางศุภยลัตทวงคืนพลอยหงามุกอย่างหนักหน่วงแบบไม่ไว้หน้า และแกอาจจะยักทองคำที่เจอเอาไว้ส่วนหนึ่งด้วยแล้วก็ได้

วีสเป็นหน่วยวัดน้ำหนักที่ใช้ในพม่า ท่านที่อยากทราบว่าทองคำ๑๐วีส(viss)มูลค่าเท่าไหร่ ผมค้นมาให้แล้วดังนี้ครับ
 
๑ วีส = ๓.๖ ปอนด์ หรือเท่ากับ ๑.๖๓๒ กิโลกรัม
๑๐ วีส จึงเท่ากับ ๑๖.๓๒ กิโลกรัม ยกมือเดียวแทบจะไม่ขึ้น
ในบ้านเราทองคำ๑บาท = ๑๕.๒๔๔กรัม
ดังนั้นทองคำ๑๖.๓๒ กิโลกรัม = น้ำหนักทอง ๑๐๗๐.๕๘บาท
ทองคำเยาวราชวันนี้บาทละ ๒๓,๘๐๐.๐๐ บาท
ทองคำ ๑๐๗๐.๕๘บาท จะสามารถเปลี่ยนเป็นเงินไทยในปัจจุบันได้ ๒๕,๔๗๙,๙๒๖.๕๒บาท

ท่านก็ไปฝันต่อเอาเองก็แล้วกันนะครับว่าถ้าท่านเป็นเละติ๊นอัศวินหวุ่น ได้ทองไปขนาดนี้จะเอาไปทำอะไรบ้าง


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30826

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 114  เมื่อ 06 ม.ค. 13, 10:16

นายพันเอกสลาเดน(คนนี้จอมเจ้าเล่ห์)ก็ทำเป็นสัตย์ซื่อคืนให้ไป ผมคิดเอาเองว่า ถ้าจริงตามข่าวก็ถือว่าเป็นการสร้างภาพเพราะแกกำลังโดนพระนางศุภยลัตทวงคืนพลอยหงามุกอย่างหนักหน่วงแบบไม่ไว้หน้า และแกอาจจะยักทองคำที่เจอเอาไว้ส่วนหนึ่งด้วยแล้วก็ได้


เรื่องทับทิมพม่านั้น มีเม็ดงามที่สุดสีแดงเข้ม ใหญ่เท่าไข่นกพิลาปตกทอดเป็นพระราชมรดกมาหลายรัชกาล ชื่อว่าหงามุก Ngamauk จนถึงในรัชสมัยพระเจ้ามินดง ทรงถูกอังกฤษบีบคั้นหนัก จึงพยายามดำเนินวิเทโศบายที่จะเอาฝรั่งเศสมาคานอำนาจอังกฤษ โดยเอาทรัพยากรของพม่าที่ฝรั่งอยากได้มาล่อให้โลภ คุณตั้งเล่าไปแล้ว ครั้งหนึ่งทรงเอาพระธรรมรงค์หงามุกมาอวดคณะทูตการค้าที่เดินทางจากปารีสมาดูลาดเลา พวกฝรั่งเศสเห็นเข้าถึงกับตกตะลึง เมื่อถูกพระเจ้ามินดงรบเร้าให้ตีราคา จึงกราบทูลว่าทับทิมนี้มีค่าเท่ากับประเทศหนึ่งประเทศ พระเจ้ามินดงไม่ทันคิดในความหมายแฝง จึงทรงหัวเราะชอบพระทัย ในที่สุดก็ทรงเสียประเทศให้อังกฤษจริงๆ และสิ่งแรกที่อังกฤษปล้นไปจากพระราชวังที่มัณฑเลย์ก็คือ หงามุก ว่ากันว่าพระนางวิกทอเรียได้เคยนำมาประดับมงกุฏองค์หนึ่ง พออดีตพระราชินีไร้บัลลังก์ของพม่าเห็นรูปในหนังสือพิมพ์เข้าโวยวาย หงามุกก็ดำดินหายไป ปัจจุบันก็ยังไม่โผล่

เรื่องของพลอย หรือทับทิมหงามุกที่ท่าน NAVARAT.C เกริ่นไว้ เป็นเรื่องจริงเบื้องหลังปวศ.ที่สนุกแบบมันส์หยดติ๋ง     ดิฉันตามรอยอินทรเนตรไปจนเจอตอนจบของเรื่อง  เลยอยากจะมาแบ่งปันความมันกันบ้าง
แต่จะแทรกไว้ในกระทู้นี้ก็จะยาวเกินไป  และจะไปเสียจังหวะการรบของพม่ากับฝรั่งด้วย   เลยขอแยกไปอีกกระทู้ดีกว่าค่ะ

ติดตามได้ที่นี่
http://www.reurnthai.com/index.php?topic=5501.new#new
ทับทิมหงามุก Padamyar Ngamauk รัตนะแห่งบัลลังก์พม่า


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 115  เมื่อ 06 ม.ค. 13, 11:09

^


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 116  เมื่อ 06 ม.ค. 13, 11:13

โอ้ยแสงทับทิมแยงตาเหลือเกิน
.
.
เอาละครับ ใกล้เมืองหลวงเข้าไปทุกทีแล้ว เรามาดูแผนที่กันอีกทีดีกว่า กันงง

กองเรือรบได้ยาตราผ่านเมืองปาท่องโก๋ Pakokko ในวันที่๒๔ ข่าวว่าที่นั่นมีทหารจากมัณฑเลย์ประมาณ๑๐๐๐นายถูกส่งมารักษาการ แต่ทหารพวกนี้ก็หลบเอาตัวรอดไปแล้วในทันทีที่เห็นกองเรือขนาดมหึมาโผล่คุ้งน้ำเข้ามา บ่ายคล้อยของวันนั้นเองกองเรือก็เข้าสู่เขตเมืองสำคัญที่ตั้งควบคุมบริเวณที่แม่น้ำสำคัญสองสาย คืออิระวดีกับชินวินมาบรรจบกัน ชื่อว่าเมืองเมียงยาน รายงานของอังกฤษระบุว่าพม่าได้มาตั้งค่ายทหารรออยู่


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 117  เมื่อ 06 ม.ค. 13, 11:26

เมื่อเข้าใกล้ระยะสายตาพอจะส่องกล้องเห็นแล้ว นายทหารอังกฤษจึงสังเกตได้ว่านอกจากปืนใหญ่แล้ว ทหารพม่าที่เรียงรายอยู่บนตลิ่งห่างออกไปสักสามไมล์จากฝั่งนั้น ประมาณได้สัก๒๐๐๐นาย ล้วนมีแต่อาวุธล้าสมัยไร้น้ำยา แต่งกายด้วยเครื่องแบบปอนๆสีแดง ขาว และม่วง นอกจากพวกนายกองเท่านั้นที่มีสัปทนสีทองกั้นเหนือศีรษะล่อเป้าเสียเหลือเกิน แต่กองทัพทั้งสองก็มิได้เปิดฉากรบพุ่ง อาจจะเป็นเพราะใกล้จะค่ำแล้ว รบกันพรุ่งนี้เช้าก็ยังได้ไม่ช้าไป แต่ก่อนที่อรุณจะรุ่งทหารพม่าก็สลายตัวไปหมดแล้วในคืนนั้น ทิ้งปืนใหญ่ที่ถูกทำให้ใช้งานต่อไปไม่ได้แล้วทั้ง๒๑กระบอกไว้ให้เป็นที่ระลึก อังกฤษจึงยาตราทัพเข้าสู่เมืองเมียงยานโดยไร้การต้านทาน

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์เดียวกันนี้ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้พรรณนาไว้ในพม่าเสียเมืองไว้อย่างสุดยอด ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของเรื่องดังนี้

"ฝ่ายกองทัพอังกฤษนั้นก็ยกทัพมาตามแม่น้ำอิรวดีจนถึงเมืองเมียงยาน อันเป็นเมืองเจ้ากรมเรือหลวงแม่ทัพพม่ายกทัพหน้าไปรอรับอยู่ กองทัพเรืออังกฤษมาถึงหน้าเมืองเมียงยานในตอนบ่าย บนฝั่งแม่น้ำหน้าเมืองเมียงยานนั้นกองทัพอังกฤษได้เห็นภาพที่งดงามน่าดูที่สุดภาพหนึ่ง ซึ่งมีบรรยายไว้บ่อยครั้งในพระราชพงศาวดารไทยและพระราชพงศาวดารมอญพม่า ภาพนั้นก็คือภาพกองทัพพม่าซึ่งตั้งอยู่อย่างสง่าภาคภูมิเต็มตามตำรับพิชัยสงคราม

บนตลิ่งหน้าเมืองเมียงยานนั้น เจ้ากรมเรือหลวงได้ยาตราทัพออกมาตั้งคอยรับข้าศึกอยู่ ทหารอังกฤษมองไปก็เห็นทหารพม่ายืนอยู่แน่นขนัด ถือหอก ดาบ ปืนและเกาฑัณฑ์ แต่งกายสีต่างๆตามหมวดหมู่ ดูดาษไสวไปด้วยธงเทียวเขียว เหลือง ขาว แดงทุกหมวดกอง ภู่ปลายทวนและทิวยอดหอกนั้นสะบัดอยู่กลางสายลมประดุจดอกอ้อดอกแขมริมฝั่งแม่น้ำ เสียงฆ้องกลองเสียงช้างม้าก็ดังอยู่สนั่นครั่นครื้น มีทหารพม่ามาเซิ้งหน้าทัพเข้ากับจังหวะฆ้องกลองท้าทายข้าศึกอยู่อย่างองอาจ แม่ทัพพม่านั้นยืนช้างกั้นสัปทนประกอบด้วยกระบวนอิสริยยศมีคนเชิญธงชัยมยุระและธงฉาน พร้อมด้วยเครื่องยศและดุริยดนตรีประโคมอยู่ นายกองนายหมวดทั่งปวงนั้นก็แต่งเต็มยศ อันประกอบด้วยแพรพรรณหลากสีประดับกายด้วยสุวรรณอลงกรณ์ยืนม้ากั้นร่มระย้าสีต่างๆอยู่ตามหมวดกองของตน เป็นภาพที่สง่างามน่าชมยิ่งนักและเป็นภาพที่ได้เห็นกันเป็นครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ของชาติพม่า

ทหารอังกฤษทั้งปวงตั้งแต่แม่ทัพนายกองตลอดจนไพร่พลเมื่อได้เห็นภาพอันตื่นตาประทับใจเช่นนั้นก็ได้แต่รอเรือไว้แล้วตกตะลึงแลดูอยู่นาน จะใช้ปืนใหญ่ระดมยิงก็มิใคร่จะทำได้ แต่การสงครามก็เป็นการสงคราม เมื่อกองทัพสมัยใหม่จำเป็นต้องรบกับกองทัพอันงดงามที่ยาตราออกมาจากหนังสือพงศาวดารก็จำเป็นต้องทำ แม่ทัพอังกฤษก็สั่งให้เอาปืนใหญ่ระดมยิงเข้าไปยังภาพอันวิจิตรนั้น และระดมยิงเมืองเมียงยานอีกด้วย พอใกล้พลบค่ำแต่ตะวันยังไม่ทันตกดินกองทัพพม่าก็ปลาสนาการไป และอังกฤษก็เข้ายึดเอาเมืองเมียงยานได้"


โปรดอย่าถามผมนะครับว่า อันที่จริงแล้ว เหตุการณ์เย็นวันนั้นเกิดขึ้นอย่างไร แต่ผมขอให้ท่านชมภาพเขียนลายเส้นแม่ทัพนายกองและภาพถ่ายทหารเลวพม่าร่วมสมัย เพื่อสร้างจินตนาการของท่านเองในเรื่องนี้แบบตัวใครตัวมัน


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30826

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 118  เมื่อ 06 ม.ค. 13, 11:59

ความเห็นส่วนตัว
น่าจะเป็นอย่างคุณนวรัตนว่า  คือกองทัพพม่าเห็นว่าสู้ไปก็เสียเวลาเปล่า และตายเปล่าอีกด้วย  ไหนๆก็แตกพ่ายกันไปทุกเมืองแล้ว ก็สลายตัวดีกว่า
แต่ภาพที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บรรยายนั้นมีสีสันดราม่าเร้าใจกว่าเยอะ   ถ้าหากว่าทำละครหรือหนัง ก็น่าจะเป็นภาพนี้แหละค่ะ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 119  เมื่อ 06 ม.ค. 13, 16:58

ถ้าเช่นนั้นก็ต้องชมภาพยนตร์พม่าเรื่องนี้ แต่ต้องทนๆหน่อยนะครับ เพราะลงทุนสร้างน้อยจึงออกแนวยี่เกทั้งภาพทั้งเสียง จะดูมั่งข้ามมั่งก็ได้ เน้นตั้งแต่ตอนฝรั่งยกกองเรือมา ซึ่งผู้สร้างไปเช่าเรือเมล์มาเข้ากล้องได้หลายลำเหมือนกัน แต่งบไม่พอจ้างฝรั่งกับแขกจริงๆ จึงมีแต่พม่าปลอมตัวเป็นผู้แสดงแทนแบบไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่  มีฉากพระเจ้าสีป่อกับพระนางศุภยาลัตด้วย แต่ตัวแสดงเป็นขิ่นหวุ่น มิงจีเหมือนในรูปดี เวลาพม่าเขากราบบังคมทูลพระเจ้าแผ่นดินจะยกมือมาตั้งคู่ขนานกันเฉยๆ ไม่ยักพนมเข้าหากันแบบไทย เราดูก็รู้สึกแปลกดี



จากนาทีที่ 0.21:30 เป็นต้นไป
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9 10 ... 34
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.042 วินาที กับ 19 คำสั่ง