เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 1989 ภาษาอเมริกันวันละคำ In His Shoes
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 100


 เมื่อ 25 ธ.ค. 12, 08:36

In His Shoes
เอาใจเขามาใส่ใจเรา

ชายวัยกลางคนผู้ซึ่งพิกลพิการอย่างเห็นได้ชัดผู้หนึ่งค่อย ๆ ก้าวอย่างทุลักทุเลขึ้นมาบนรถประจำทางสายที่สาวไทยกำลังโดยสารอยู่    ด้วยเหตุที่แขนขาทั้งสองข้างเขานั้นลีบเล็กไม่มีเรี่ยวแรง   ชายคนนั้นจึงใช้เวลานานกว่าผู้โดยสารคนอื่น ๆ ในอันที่จะก้าวข้ามบันไดแต่ละขั้น     ทำให้ทั้งกระเป๋ารถและผู้โดยสารที่อยู่ข้างหลังเขาอีก 2-3 คนต้องช่วยกันแบกเขาขึ้นมาบนรถ    พร้อม ๆ กับพาเขาไปส่งยังที่นั่งที่ว่างอยู่ด้วย   พี่คนขับเองก็ใจดีเหลือเกิน   แทนที่จะออกรถไปในขณะที่ชายพิการผู้นั้นยังตะเกียกตะกายไปไม่ถึงที่นั่งของเขา   ก็รอให้ชายคนดังกล่าวนั่งให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อนแล้วค่อยเคลื่อนรถออก   ทำให้สาวไทยนึกขอบคุณเขาอยู่ในใจที่เห็นความปลอดภัยของผู้โดยสารสำคัญกว่าการเร่งให้ถึงจุดหมายปลายทางเหมือนที่คนขับรถขสมก. หลายต่อหลายคนชอบทำ

ขณะที่กำลังปลื้มอกปลื้มใจกับประสบการณ์ดี ๆ  ที่ได้พบเห็นอยู่นั้นเอง   เสียงถอนหายใจของคุณเจ๊ที่นั่งอยู่แถวหลังสาวไทยไปหนึ่งแถวก็ลอยมาให้ได้ยิน  ก่อนที่คุณเจ๊จะบ่นออกมาดัง ๆ อย่างไม่เกรงใจใครว่า 

“เมื่อไหร่จะออกรถเสียทีล่ะ   เสียเวลาจัง” 
บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 100


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 25 ธ.ค. 12, 08:36

สาวไทยหันไปมองหน้าคุณเจ๊อย่างนึกตำหนิ     เพราะเธอมีแขนขาดีครบทั้งสองข้าง  คุณเจ๊เลยไม่เข้าใจว่าความยากลำบากของคนพิการในอันที่จะดำเนินชีวิตประจำวันของเขาโดยปกติเช่นคนทั่วๆ ไปที่เกิดมาครบ 32 น่ะเป็นยังไง    คุณเจ๊เลยหงุดหงิดที่คนพิการคนหนึ่งทำให้เธอต้องเสียเวลารอ   อดรนทนไม่ไหว  สาวไทยเลยหันไปส่งเสียงเข้มใส่คุณเจ๊ว่า

“พี่เสียเวลาแค่นี้ยังรู้สึกว่าชีวิตมีอะไรให้ต้องบ่น  แล้วพี่คิดว่าพี่ผู้ชายคนนั้นน่ะเขาจะรู้สึกยังไงบ้างคะที่เขาพิกลพิการจนทำอะไรเองไม่ได้เต็มที่   พี่คิดว่าเขาตั้งใจจะทำให้พี่เสียเวลาเหรอ   ถ้าเขาเลือกได้เขาก็คงไม่เลือกเกิดมาเป็นคนพิการหรอกค่ะ   ลองมองอะไรจากมุมมองของเขาบ้างเถอะ”

ได้ผลค่ะ  คุณเจ๊เงียบไปทันที

“To be in someone’s shoes”  คือสำนวนที่ฝรั่งชอบใช้เวลาจะบอกให้ใครพยายามทำความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่ผู้อื่นต้องเผชิญ  จะได้ไม่ “ตัดสิน” คนอื่นอย่างง่ายดายจนเกินไปนัก    ถ้าเหตุการณ์ที่เอ่ยถึงไปแล้วข้างต้นเกิดขึ้น ณ ที่ใดที่หนึ่งในอเมริกา    ประโยคที่สาวไทยใช้เตือนสติเพื่อนร่วมรถโดยสารประจำทางก็คงจะรวมวลีที่ว่า “Put yourself in his shoes” เข้าไว้ด้วย   เพราะรองเท้าของเราแต่ละคนต่างก็มีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน  การเอาเท้าของเราไปใส่ในรองเท้าของผู้อื่นจึงเปรียบได้กับการ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” อย่างที่เรามักจะพูดกันในสำนวนไทยนั่นเอง   
บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 100


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 25 ธ.ค. 12, 08:37

เมื่อไหร่ก็ตามที่คนใกล้ตัวของสาวไทยต้องการให้ภรรยาของเขามองอะไรจากมุมมองของผู้อื่น  เขาก็มักจะพูดเสมอ ๆ ว่า “Try walking a mile in his shoes, and you’ll know what it’s like to be him.”  ลองใส่รองเท้าของคนอื่นเดินสักไมล์หนึ่ง  แล้วคุณจะเข้าใจว่าเขารู้สึกอย่างไรที่เป็นเขา      ไม่ได้หมายความว่าให้ไปหยิบรองเท้าใครมาใส่จริง ๆ   แต่ให้ลองหลับตานึกภาพตัวเองในสถานการณ์ที่คนอื่นต้องเผชิญอยู่ในแต่ละวัน   แล้วถามตัวเองว่า “ถ้าเป็นเรา  เราจะรู้สึกอย่างไร”   

ตัวอย่าง (ที่ไม่ค่อยดี) อีกตัวอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการไม่รู้จัก “put yourself in someone’s shoes” นี้  เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วตอนที่สาวไทยป่วยจนลากสังขารไปทำงานไม่ไหว    ด้วยความที่เป็นห่วงงาน  สาวไทยจึงรีบส่ง SMS ไปบอกเพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติคนที่สาวไทยคาดว่าจะต้องถูกเจ้านายขอให้ปฏิบัติหน้าที่แทนตัวเองแน่ ๆ    เพื่อให้เขาได้รู้ล่วงหน้าและมีเวลาเตรียมตัว     ปรากฎว่าเพื่อนต่างชาติหงุดหงิดมากที่ได้รับ SMS จากสาวไทยตอนที่เขาจวนเจียนจะออกจากบ้านไปทำธุระส่วนตัวอยู่แล้ว    เลยตอบกลับมาว่า  “ไม่เป็นไร  แต่คราวหน้าช่วยบอกล่วงหน้านานกว่านี้หน่อยก็แล้วกันนะ”   ถ้าเพื่อนร่วมงานผู้นี้รู้จักมองอะไรจากมุมมองของผู้อื่นบ้าง   เขาก็อาจจะเข้าใจได้โดยที่ไม่ต้องให้ใครมาสอนว่า   การบอกคนอื่นล่วงหน้าว่าตัวเองจะป่วยนั้นมันทำกันไม่ได้ง่าย ๆ   เพราะบางทีความเจ็บไข้ได้ป่วยมันก็วิ่งเข้ามาหาเราโดยที่ไม่มีสัญญาณเตือน    คิดได้ดังนั้นสาวไทยก็เลยส่ง SMS ตอบกลับไปอย่างสุภาพว่า “I’m sorry my sickness inconvenienced you.”   แหม...ดิชั้นต้องขอโทษด้วยนะคะที่สะแหล็นมาป่วยเอาวันนี้  ทำให้ชีวิตของคุณต้องลำบากโดยใช่เหตุ   (จริง ๆ ที่นึกอยู่ในใจตอนนั้นแต่พูดออกไปไม่ได้ก็คือ  “ไอ้เวร  ตูจะรู้ได้ยังไงล่ะตูจะป่วยวันไหน   แล้วระหว่างคนที่ต้องนอนซมเพราะพิษไข้อยู่บนเตียงกับคนที่ต้องทำงานแทนคนอื่นแค่ไม่กี่ชั่วโมงน่ะ  ใครมันจะแย่กว่ากันฟะ  ลองมาเป็นตูดูบ้างมั้ยล่ะ”) 
บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 100


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 25 ธ.ค. 12, 08:39

ตัวอย่างของการ “Put yourself in someone’s shoes” ที่ดีที่สุดที่สาวไทยเคยเห็น   ก็คือวันที่คุณพ่อของเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งซึ่งเสียชีวิตไปในเหตุการณ์สังหารหมู่ที่โรงเรียนประถมแซนดี้ฮุคในรัฐคอนเน็คติกัต   ออกมาบอกสมาชิกในสังคมคนอื่น ๆ ที่กำลังช็อคอย่างรุนแรงว่า 
“ขอให้เห็นใจครอบครัวของเด็กหนุ่มที่เป็นมือปืนด้วย  เพราะพวกเขาเองก็ต้องเผชิญกับการสูญเสียเช่นเดียวกับเราเหมือนกัน”   
แม้ในขณะที่ตัวเองกำลังโศกเศร้าจากการสูญเสียเลือดเนื้อเชื้อไขไปอย่างไม่มีวันกลับ   คุณพ่อคนนี้ก็ยังมีแก่ใจที่จะมองเหตุการณ์อันโหดร้ายจากมุมมองของผู้อื่น    และถามตัวเองว่ามันจะเจ็บปวดสักแค่ไหนเวลาถ้าสมาชิกคนใดคนหนึ่งในครอบครัวของเราเองกลายเป็นฆาตกรสังหารเด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ อย่างเหี้ยมโหดเช่นนั้น   ที่สำคัญ  ครอบครัวของมือปืนเองก็ต้องสูญเสียสมาชิกไปสองคนจากเหตุการณ์นี้  คือตัวมือปืนเอง  และแม่ของเขาซึ่งเป็นเหยื่อรายแรก      (น่าเสียดายจริง ๆ ที่ลูกสาวของคุณพ่อต้องลาโลกไปก่อนวัยอันควร   เพราะเมื่อได้ยินคุณพ่อของหนูพูดประโยคนี้แล้วสาวไทยก็เดาได้เลยว่า   สมัยหนูยังมีชีวิตอยู่   คุณพ่อคงต้องอบรมสั่งสอนให้หนูเป็นคนดีและมีความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ อยู่ตลอดเวลา   เพราะคุณพ่อเองก็เป็นเช่นนั้นด้วยเหมือนกัน    ดังนั้นถ้าหนูมีชีวิตอยู่ต่อไป  โตขึ้นหนูก็คงจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ดีคนหนึ่งของสังคมแน่ๆ   ไม่เหมือนผู้ใหญ่บางคนในประเทศสารขัณฑ์ที่คิดถึงแต่ตัวเองเป็นที่ตั้ง)

การ “put yourself in someone’s shoes” นี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนบางคน   เพราะมันบังคับให้เราคำนึงถึงความยากลำบากในชีวิตของผู้อื่นก่อนที่จะให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเราเองในยามที่สถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง    แต่ถ้าเราฝึกตัวเองให้ทำแบบนี้ได้บ่อย ๆ  เราก็จะกลายเป็นคนที่มีเมตตาต่อผู้อื่นมากขึ้นโดยอัตโนมัติ      น่าจะเป็นของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดที่เราจะให้แก่เพื่อนร่วมโลกเดียวกันได้    และอาจจะเป็นของขวัญที่มีคุณค่ามากที่สุดที่เราไม่ต้องใช้เงินซื้อแม้แต่บาทเดียวด้วยซ้ำไป     
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 25 ธ.ค. 12, 20:32

มีหนังเก่าปี 1968 เรื่องหนึ่งที่เอามาฉายทางทีวี ไม่นานมานี้   ชื่อ The Shoes  of the Fisherman  เป็นหนังดังที่แอนโธนี ควินน์เล่นเป็นพระคาร์ดินัลรัสเซียคนแรกที่ได้ขึ้นถึงตำแหน่ง Pope หรือสันตปาปา
คำบรรยายของหนัง เรียกสันตปาปาว่า The man who walks in the shoes of the Fisherman.   ชายผู้เดินด้วยรองเท้าของชาวประมง 
ชาวประมงในที่นี้  หมายถึงเซนต์ปีเตอร์ อัครสาวก  ผู้มีอาชีพเป็นชาวประมงมาก่อนที่พระเยซูคริสต์จะตั้งเป็นสันตปาปาองค์แรกของคริสตศาสนา   สันตปาปาองค์ต่อๆมาจึงได้ชื่อว่า walks in the shoes of the Fisherman หรือเจริญรอยตามสันตปาปาองค์แรก
     
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.05 วินาที กับ 19 คำสั่ง