เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 13
  พิมพ์  
อ่าน: 69562 เก็บตกจากโต๊ะอาหาร
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4080


ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 20 ธ.ค. 12, 17:52

ขอย้อนกลับไปในช่วงดื่มก่อนเข้าโต๊ะอาหารอีกเล็กน้อย

จะขอเล่าเพิ่มเพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติม เผื่ออาจจะมีเหตุต้องไปงานหรือต้องจัดเลี้ยงในลักษณะนี้ในอนาคตครับ

ช่วงดื่มก่อนเข้าโต๊ะอาหารนี้ แท้จริงแล้วนอกจากจะใช้เพื่อรอความพร้อมแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาที่สามารถใช้สำหรับการเรียกน้ำย่อยได้อีกด้วย มันเป็นศิลปะในการจัดของเจ้าภาพเหมือนกัน  คือแทนที่จะไปอยู่ในโต๊ะอาหาร ซึ่งจะต้องวางแก้วสำหรับเครื่องดื่มประเภทนี้เพิ่มขึ้นอีกใบหนึ่ง ให้เกิดความเกะกะเต็มโต๊ะไปหมด ก็ทำเสียนอกโต๊ะอาหารให้จบไปเสียก่อน

การเรียกน้ำย่อยนั้น ฝรั่งเขาจะใช้เครื่องดื่มประเภทที่มีแอลกอฮอลล์สูงกว่าปรกติ โดยมีของแกล้มชิ้นเล็กๆพอคำสักคำหรือสองสามคำ
 
เครื่องดื่มที่ใช้ก็จะมีหลายอย่างให้เลือกตามใจชอบของแขก เช่น วิสกี้ เบียร์ ยิน (Gin) คัมปารี (Campari) และพวก Fortified wine ต่างๆ   รวมทั้งเหล้าผสมประเภทค๊อกเทลพื้นฐานแบบง่ายๆ เช่น ยินโทนิค คำปารีผสมน้ำส้ม เป็นต้น

ของขบเคี้ยว ก็อาจจะเป็นถั่ว เป็นเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ทำนองนี้  และกับแกล้มพอคำก็จะเป็นพวกขนมปังหน้าต่างๆ (Canape) ที่หั่นเป็นชิ้นพอคำ หรือเราจะใช้เปาะเปี๊ยะทอด ขนมปังหน้าหมูก็ไม่ผิดกติกา 

จะว่าไป ของไทยก็ทำนะครับ  แบบชาวบ้านไกลปืนเที่ยงจริงๆ ก็ซดเหล้าขาว หรือเหล้าสี หรือเหล้ายาดองหนึ่งจอก แกล้มด้วยมะขามจิ้มเกลือ หรือของเปรี้ยวๆ  แต่ในเขตเมืองการเรียกนำย่อยแบบนี้หายไปเกือบหมดแล้วครับ 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30829

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 20 ธ.ค. 12, 18:01

คานาเปหน้าต่างๆ


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4080


ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 20 ธ.ค. 12, 20:46

^
ดูน่ากินนะครับ

ทำให้นึกถึงการกิน คาร์เวีย (Caviar) วิธีการหนึ่ง   แ่ต่ โอ้ ไข่คาร์เวียสุดแสนแพง  จะไหวหรือ

ที่จะกล่าวถึง คือ อย่าไปสนใจว่าไข่ปลานั้นจะต้องเป็นไข่ปลา Sturgeon ที่เราเรียกว่าไข่ปลาคาร์เวียเลยครับ ของเทียมทำจากแป้งก็มี จากปลาอื่นๆก็มี หรือจะใช้ไข่กุ้งสีสดสวยที่เราเห็นใช้ทำซุชิขายอยู่ทั่วไปก็ได้    เม็ดดำๆที่เราเห็นโปะอยู่บนหน้าของคานาเปในงานเลี้ยงรับรองหรืองานแต่งงานต่างๆตามโรงแรมหรูๆนั้น เป็นของปลาอะไรบ้างก็ไม่รู้  ของจริงๆนั้นมันแพงเกินกว่าคนที่ไม่มีเงินถุงเงินถังจะถลุงกินได้ แล้วก็จะกินให้รู้สึกได้รส ได้สัมผัสกับมันจริงๆ คงจะมิใช่เพียงเอามาหยอดลงบนครีมเป็นสีดำๆไม่ถึงสิบเม็ด คงจะต้องใช้ช้อนกาแฟตักควักโปะบนหน้าแครกเกอร์หรือขนมปังกันเลยทีเดียว     เอาเป็นว่าหากอยากจะลอง ก็ไปหาซื้อของถูกๆที่มีขายกัน (ที่ทำจากปลาอื่นๆหรือแป้ง) ซึ่งแม้ว่าราคาจะยังดูสูงหน่อยแต่ก็อาจจะพอทน  หรือไม่ก็ไม่ต้องสนใจเลย จะลองใช้ไข่แมงดาทะเล ไข่ปู ต้มหรือเผาสุกแล้วก็ยังพอได้

กรรมวิธีกินแบบ high class แต่ low touch ได้รสชาติ   ลองดูครับ   ต้มไข่ไก่ 1 ฟองให้สุกจริงๆ พอเย็นแล้ว แกะออกแล้วแยกก้อนไข่แดงออกมา เอาซ่อมยีให้ละเอียด ใสถ้วยไว้ ไข่ขาวเอามาซอยหั่นเป็นชั้นเล็กๆ ขนาดประมาณเมล็ดถั่วเขียว ใส่อีกถ้วยหนึ่งไว้ เอาหอมใหญ่มาซอยให้ได้ชิ้นพอๆกับไข่ขาว ใส่ถ้วยแยกไว้  เอามะนาวมาฝานเป็นซีก แกะเมล็ดออก แยกวางไว้  คราวนี้ก็เอาขนมปังมาหั่นออกเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอคำ แผ่นหนึ่งจะได้ 4 หรือ 6 ชิ้นตามแต่ชอบ เอาน้ำมันใส่กระทะ ทอดขนมปังให้เหลืองเกรียมพอประมาณทั้งสองด้าน ตักออกวางบนกระดาษซับน้ำมัน พอหายร้อนพอกินได้แล้ว ก็หยิบขนมปังทอดมาชิ้นหนึ่ง ตักเอาเครื่องทั้งหมดที่เตรียมไว้ทีละอย่างโปะลงไปในปริมาณและสัดส่วนตามชอบ ปิดยอดด้วยไข่ปลาคาร์เวียเทียม ไข่ปู ไข่แมงดา เหยาะเกลือให้เค็มนิดหน่อย บีบมะนาว เอาเข้าปาก  เท่านั้นก็อร่อยดีนักแล้ว       

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30829

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 20 ธ.ค. 12, 20:55

ไข่ปลาคาเวียร์แบบต่างๆค่ะ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30829

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 21 ธ.ค. 12, 09:29

อาหารไทยมักมีรสมากกว่าหนึ่งปนกันอยู่  ไม่โดดไปทางใดทางหนึ่งล้วนๆ อย่างกินปลาเค็มก็ต้องบีบมะนาว ซอยหอมโรยพริกลงไปด้วย  ถึงจะกินอร่อย     ต้มยำก็เหมือนกัน ไม่โดดออกไปทางเปรี้ยวหรือเค็ม  แต่ผสมกันสัดส่วนกลมกล่อมพอดีๆ     กินอร่อยเพราะมันมีสองหรือสามรสนี่เอง
ร่ายยาวมาเพื่อจะบอกว่า เคยกินคาเวียร์ค่ะ แต่ไม่รู้ว่าถูกหรือแพงเพราะเขาเอามาให้กิน ไม่ได้จ่ายสตางค์ซื้อเอง    พบว่าไข่ปลาคาเวียร์มันรสเดียวคือเค็ม   กินกะแครกเกอร์จืดๆ มันก็เหมือนกินข้าวเปล่ากับปลาเค็ม    ไม่มีรสอื่นผสม   กินหมดเข้าไปคำหนึ่งก็งั้นๆแหละค่ะ   ไม่รู้สึกอยากกินอีก   
นับเป็นความไร้รสนิยมที่ทำให้ปลอดภัยแก่กระเป๋าสตางค์เป็นอันมาก
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4080


ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 21 ธ.ค. 12, 19:39

ครับ

เรื่องรสชาติเป็นเสน่ห์ของอาหารไทยที่ชาติอื่นเลียนแบบได้ยากมาก

อาหารฝรั่งหรือของต่างชาติอื่นๆ  การ enhance รสชาติ คือการพยายามดึงเอากลิ่น เอารส เอาความนุ่มนวลออกมาจากวัตถุดิบที่นำมาปรุงเป็นอาหารให้มากที่สุด หรือไม่ก็เพิ่มความเข้มข้นในความมัน (fatty, creamy) ให้สุดๆ

อาหารไทย  การ enhance รสชาติ คือการใช้เครื่องปรุงหรือเครื่องเคียงที่เป็นพืชผักอื่นๆ ช่วยปรับลดกลิ่น ความคาว ความมัน ความเลี่ยน ฯลฯ  อาทิ การใช้กระชายลดความคาวในผัดเผ็ดปลาที่คาวทั้งหลาย   การใช้ยอดกระถินกินกับหอยนางรมสด   เอากระชายสับกับกะปิชุบแล้วแป้งหรือไข่ทอดกินกับข้าวแช่  ใช้ขมิ้นขาวกินหลนต่างๆ  โขลกหอม กะปิ และพริกไทย แกงกับยอกผักต่างๆ (แกงเลียง) ฯลฯ

บรรดาไข่ปลาเราก็เอามาทำของอร่อยๆมากมายเช่นกัน ผมว่าอร่อยกว่าไข่คาเวียร์ที่ต้องละเลียดกิน หรือกินอย่างเกรงใจ หรือกินอย่างระวังกระเป๋าเสียอีก    ไข่ปลาสลิดตากแห้งหรือแดดเดียว ทอดให้ฟูดีก็อร่อย กินได้ทั้งเป็นของแนม หรือกินกับข้าวร้อนๆก็ได้    ไข่ปลาดุกเอามานึ่งให้สุก กินกับน้ำปลาพริกซอยหอมซอยบีบมะนาวหรือจะยำกับมะม่วงก็อร่อย   ไข่แมงดาทะเลก็เอามากินกับน้ำจิ้มพริกกระเทียมตำ หรือจะเอามาแกงคั่วสับปะรดก็อร่อย     ไข่มดแดงเอามาใส่ไข่เจียวก็อร่อย    ไข่และพุงปลาช่อนเอามาต้มยำก็สุดอร่อย  อ้้อลืมไป ไข่ปลาริวกิวอีกอย่างหนึ่ง ทำได้ทั้งอขงคาวและของหวาน ก็อร่อย   ไข่ข้าวจิ้มเกลือพริกไทยก็อร่อย     สารพัดเลยครับ 

ครั้งหน้าคงจะได้เริ่มเข้าโต๊ะอาหารแล้วครับ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4080


ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 21 ธ.ค. 12, 19:52

ด้วยผมจะต้องไปต่างจังหวัด  จึงจะขออนุญาตเว้นวรรคการปรากฎในกระทู้นี้ประมาณ 10 วัน  ซึ่งถิ่นที่อยู่ของผมยังอยู่ในเขตพัฒนาน้อย การสื่อสารต่างๆยังคงอยู่ในระดับไม่เกิน 1G เท่านั้น

จึงขอถือโอกาสนี้อวยพรให้ท่านทั้งหลายได้ก้าวสู่วันสิ้นปีเก่าด้วยผลสำเร็จจากการดำเนินงานตลอดปีที่ผ่านมา ด้วยความสุข ด้วยความสมบูรณ์ทางร่างกายและพลานามัย แล้วก้าวต่อไปสู่ปีใหม่ด้วยความสุขเกษมเปรมปรีย์ตลอดทั้งปี ด้วยความสำเร็จต่อๆไป ด้วยสุขภาพพลานามัย ด้วยจิตใจที่เบิกบานตลอดไปครับ 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30829

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 21 ธ.ค. 12, 20:00

คุณตั้งจะไปฉลองปีใหม่เสียแล้ว     กว่าจะกลับมาก็คงเลยปีใหม่
ขอขอบคุณในนามชาวเรือนไทย  พรประเสริฐใดๆที่มอบให้มา ขอให้คืนกลับไปอำนวยผลอันประเสริฐแก่ผู้ให้เช่นเดียวกันค่ะ


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4080


ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 02 ม.ค. 13, 19:50

นึกขึ้นได้ว่าในวันขึ้นปีใหม่หรือในช่วงสัปดาห์แรกของปีใหม่นี้ แต่ละชาติดูจะมีวีธีปฏิบัติที่ต่างกัน   ผมได้ประสบมาไม่มากแห่ง แต่พอจะเล่าได้ดังนี้

สำหรับพวกฝรั่งนั้น ในวันที่ 1 มักจะไม่ทำอะไรกัน ส่วนมากก็จะตื่นสายๆ เนื่องจากช่วงคืนวันที่ 31 จะออกไปนอกบ้านไป countdown กันตามลานกลางแจ้งที่มีการจัดงาน   คนในยุโรปก็มักจะถือขวดไวน์และแก้วออกจากบ้านไปช่วงสัก 3-4 ทุ่ม ไปยืนจับกลุ่มคุยกัย เฮฮากัน พอถึงเที่ยงคืนก็ดื่มไวน์ให้หมดแก้วและ้ก็ขว้างแก้ว จากนั้นก็กลับบ้าน   เช้าวันที่ 1 จึงค่อนข้างจะต้องระวังเศษแก้วตามถนนให้มากเป็นพิเศษ   ก็คงจะเพราะนอนดึกมากและต้องยืนโต้อากาศหนาวเลยนอนตื่นสาย  ช่วงตลอดวันของวันที่ 1 ถนนต่างๆจึงมักจะค่อนข้างเงียบ ไม่มีคนเดินพลุกพล่าน  ก็คงจะเป็นเพราะอากาศหนาวอย่างหนึ่งและเพิ่งจะผ่านการกินฉลองวันคริสมาสที่ผ่าน มาไ่ม่กี่วันอีกอย่างหนึ่ง   สำหรับในอเมริกานั้นไม่แน่ใจนักว่าในปัจจุบันเป็นอย่างไร  ในเมืองใหญ่เช่นนิวยอร์ค ก็คงเป็นภาพดังที่เล่ามา  แต่ในเมืองเล็กต่างๆนั้นดูจะไม่มีการฉลองใดๆเลย    ในแคนาดาที่เมืองอ๊อตตาวาซึ่งอากาศค่อนข้างจะหนาวจัดมากๆ ก็มีการ countdown เหมือนกัน แล้วในวันรุ่งขึ้นก็เงียบสนิท


สำหรับในญี่ปุ่นนั้น   คนจะไปวัดใกล้บ้านกัน พอเที่ยงคืนก็ไปเข้าแถวเรียงคิวเพื่ออธิฐานและเคาะระฆังใหญ่ จากนั้นก็มีบะหมี่หรือโซบะน้ำที่ทางวัดจัดให้กินกัน แถมมี (เหล้า) สาโทอุ่นๆให้ดื่มกันอีกด้วยคนละจอกสองจอก 
 
ยังไม่นอกเรื่องนะครับ ที่จะเล่าคือ

ในวันที่ 1 ช่วงเที่ยง ตามบ้านของคนญี่ปุ่นจะจัดให้มีการเลี้ยงภายในครอบครัว  (ที่ผมเคยได้รับเชิญไปร่วมกินด้วยนั้น เป็นการจัดตามประเพณีแบบชาววัง ซึ่งผู้จัดเป็นแม่ของสามีของหญิงไทย ซึ่งตัวเธอแองนั้นสืบสายมาจากพวกที่ทำงานเป็นข้าราชบริพารในวัง)   อาหารที่เตรียมนั้นจัดได้ว่าเป็นเป็นมื้อใหญ่และมีเกือบจะครบตามความเื่ชื่อที่ถ่ายทอดกันมาของชาวญี่ปุ่น  ประกอบด้วยอาหารใส่ถ้วยและจานวางบนโต๊ะเต็มไปหมด   ที่จำได้ก็มี แผ่นสาหร่ายสำหรับห่อข้าว เนื้อปลาสดส่วนที่ดีๆที่สูงด้วยราคาหลายชนิด สันจมูกปลาหั่นบางๆ ถั่วคล้ายๆถั่วปากอ้าต้ม  รากบัวต้มหั่นเป็นแว่นๆ  มีเท็มปุะ (ทั้งประเภทเนื้อสัตว์ พืชผัก และดดอกไม้)  มีพวกประเภทผลของธัญพืชหลากหลาบชนิด (จำไม่ได้)  มีเส้นหมี่คล้ายมี่ซั่วเส้นยาวๆ  มีเหล้าสาเก (ทั้งแบบร้อนและเย็น) มีเบียร์  มีขนมหวานหลายอย่าง (ทั้งแบบแป้งห่อถั่วกวน ถั่วกวนใส่ก้อนแป้ง วุ้นเคลือบน้ำตาล วุ้นที่หั่นเป็นเส้นจุ้มน้ำอ้อยเคี่ยว ฯลฯ) และอื่นๆ รวมทั้งชาเขียวที่ใช้ดื่มระหว่างกินกับชาเขียวชั้นยอดที่ดื่มกันในพิธีชงชา  มากมายจนจำไม่ได้ครับ   เรียกได้ว่า กินอย่างละคำก็อิ่มแปร้ ดื่มอย่างละจอกก็พอตึงเลยทีเดียว   ฝ่ายหญิงเจ้าบ้านจะเป็นผู้เสิร์ฟ ไม่นั่งร่วมวงด้วย  ใช้เวลานานพอสมควร พอที่จะรู้สึกว่าแม้จะลุกขึ้นจากการนั่งในท่าขัดสมาธิก็ยังรู้สึกขัดยอก

จำได้ว่า อาหารทุกอย่างที่จัดเตรียมนั้นมีความหมายทั้งหมด ในความหมายในองค์รวมก็คือ มีกิน มีใช้ มีความสุข มีความสมบูรณ์ในเชิงของอาหารการกินตลอดปีใหม่     มีสมอง มีปัญญา มีสายตาที่ดี (ในการคาดการณ์ที่ถูกต้อง)      และมีสุขภาพพลานามัยที่ดี ปราศจากโรคภัยภยัยตรายต่างๆ

กระบวนขั้นตอนวิธีการกิน คือ เมื่อนั่งพร้อมกันแล้ว จะเริ่มด้วยเจ้าบ้าน (คำว่าเจ้าบ้านนี้ต่อไปจะหมายถึงฝ่ายแม่บ้านครับ) เปิดเบียร์รินใส่แก้วให้ญาติหรือแขกทุกคน ฝ่ายชายหัวหน้าครอบครัวจะกล่าวอวยพรแล้วดื่มกัน  อาจจะมีการรินเพิ่มเติมแล้วดื่มอวยพรกันอีกสักรอบสองรอบ จากนั้นก็จะเริ่มกินกัน 

 
บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 02 ม.ค. 13, 22:26

ผมลองไปค้นดูราคา caviar สูงสุดแพงกว่าต่ำสุดเกิน 4000 เท่า ถ้าทำจากใข่ปลาแซมมอน (wild คือไม่ได้เลี้ยงไว้) กะปุกเล็กๆ $11.25  ถ้าจาก Kaluga sturgeon กะปุกขนาดพอๆกัน $1,200  ถ้า Caspian Imperial $4,500.   ถูกสลากเมื่อไหร่จะส่ง Caspian Imperial ไปให้คุณเทาชมพูลองทาน แต่อาจต้องรอนานหน่อย เพราะผมนานๆซื้อหวยสักที รอจนเงินกองกลาง PowerBall เป็นร้อยๆล้านแล้วซื้อสักสิบเหรียญ
บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 03 ม.ค. 13, 00:21

ขอโทษครับ  ท่าทีตกเลขคณิต ป.๒ ราคา caviar สูงสุดแพงเป็น ๔๐๐ เท่าของถูกที่สุด ไม่ใช่ ๔๐๐๐ เท่า
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4080


ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 03 ม.ค. 13, 18:58

^
ใช่ครับ แพงระดับนั้นทีเดียว  และที่มาจากปลา stergeon เหมือนกัน แต่มีขนาดเม็ดโตหน่อยและไม่ออกสีดำจัด ก็ยิ่งแพงหนักเข้าไปใหญ่ ราคาถึงระดับเหยียบ 10,000 $ ต่อ กก.เลยทีเดียว  ยังกับทองคำ กินเข้าไปแล้วคงจะพอเหาะเหินเิดินอากาศได้เลยครับ

ของทำเทียมราคาถูกกว่ามากๆ ก็อร่อยเหมือนกัน เพราะเขาปรุงรสและกลิ่นได้เหมือนธรรมชาติ     ก็เหมือนเรากินน้ำพริกใส่แมลงดานา ก็มีการปรุงแต่งเทียม ซึ่งมีทั้งใส่ใบแมดงดา (ซึ่งเป็นพืช) หรือใส่สารประกอบทางเคมีที่ให้กลิ่นของแมลงดา กินไปแล้วยังแทบจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำไปว่าเป็นของจริงหรือของปลอม    พอๆกับปูอัดที่เป็นที่นิยมกินกันในบ้านเรา ก็ทำมาจากเื้นื้อปลาปนแป้งแล้วใส่กลิ่นปูลงไปเท่านั้น ที่บางยี่ห้อราคาสูงหน่อยก็เพียงมีเนื้อปลามากหน่อยผสมแป้งน้อยหน่อยเท่านั้นเอง     

ผมว่า เอาไข่ปลาดุกห่อใบตองนึ่งให้สุก เอามาคลุกข้าว ใส่หอมซอย เหยาะน้ำปลาดีๆ โรยด้วยพริกขี้หนูสวนซอยละเอียดปริมาณตามชอบ อร่อยกว่ามาก ถูกปากเบากระเป๋าสตางค์อีกด้วย     

บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4080


ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 03 ม.ค. 13, 19:32

กลับมาเรื่องของความหมายของเมนูอาหารบนโต๊ะมื้อกลางวันของคนญี่ปุ่น

เล่ามาถึงตอนยกแก้วเบียร์อวยพรกันแล้ว  ก็เริ่มกินกัน เนื่องจากเป็นเรื่องภายในครอบครัว ใครสนใจจะกินอะไรก่อนก็ไม่ว่ากัน   จานปลาดิบจะกินแบบ Sashimi ก็ได้ จะเอาสาหร่ายแผ่นมา คีบข้าวใส่ คีบปลาใส่ แล้วห่อกินเป็นแบบ sushi ก็ได้ ความหมายโดยรวมก็คือ เป็นการนำโชคให้มีกินอย่างสมบูรณ์ในรูปแบบต่างๆตามที่ประสงค์   สันจมูกปลานั้นเป็นการนำโชคให้มีความล้ำหน้า เป็นผู้นำ เนื่องจากเป็นจุดแรกของปลา  ถั่ว ก็คือ ทำอะไรก็จะมีความเจริญงอกงามเหมือนกับต้นถั่งและฝักถั่ว   รากบัวต้ม (คัดส่วนที่มีรูโตๆ) ก็คือให้มีหูตากว้างไกล มองเห็นเรื่องที่จะทำต่อไปได้ชัดเจนและถูกต้องแม่นยำ  เทมปุระ (ส่วนมากจะทำจากดอกไม้และผลของพืช) ก็ให้ความหมายถึง จะทำอะไรก็เกิดดอกออกผล    เส้นหมี่ยาวๆ ก็หมายถึง ให้มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงและมีอายุยืนยาว  ส่วนเหล้าสาเกและน้ำชา (แบบที่ใช้ในพิธีงชา) และขนมหวานนั้น จำไม่ได้แม่น ดูจะเป็นเรื่องทางสังคมและการมีฐานะที่ดี  ถือกันว่าต้องกินให้ครบทุกอย่างนะครับ   

นึกขึ้นได้ว่าในเมนูอาหารนั้น คือ พยายามจัดให้มีของกินทุกอย่างที่ต้องกินกันในชีวิตประจำวันตลอดปีเท่าที่จะทำได้ (ไข่หอยเม่น ปู สาหร่ายสด ฯลฯ)

ก็เหมือนๆกับปรัชญาความคิดของคนจีน    แบบไทยก็เป็นอีกแบบหนึ่ง คือ ดูจะใช้วิธีการออกไปกินอาหารกลางวันนอกบ้านกับครอบครัวตามร้านอาหารภัตตาคารต่างๆ 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30829

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 43  เมื่อ 03 ม.ค. 13, 20:56

ผมลองไปค้นดูราคา caviar สูงสุดแพงกว่าต่ำสุดเกิน 4000 เท่า ถ้าทำจากใข่ปลาแซมมอน (wild คือไม่ได้เลี้ยงไว้) กะปุกเล็กๆ $11.25  ถ้าจาก Kaluga sturgeon กะปุกขนาดพอๆกัน $1,200  ถ้า Caspian Imperial $4,500.   ถูกสลากเมื่อไหร่จะส่ง Caspian Imperial ไปให้คุณเทาชมพูลองทาน แต่อาจต้องรอนานหน่อย เพราะผมนานๆซื้อหวยสักที รอจนเงินกองกลาง PowerBall เป็นร้อยๆล้านแล้วซื้อสักสิบเหรียญ

ผมว่า เอาไข่ปลาดุกห่อใบตองนึ่งให้สุก เอามาคลุกข้าว ใส่หอมซอย เหยาะน้ำปลาดีๆ โรยด้วยพริกขี้หนูสวนซอยละเอียดปริมาณตามชอบ อร่อยกว่ามาก ถูกปากเบากระเป๋าสตางค์อีกด้วย    
^
อ่านแล้วน้ำลายไหล  เดี๋ยวไปทำกินระหว่างรอ Caspian Imperial (ในรูปซ้าย)จากคุณหมอศานติดีกว่าค่ะ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30829

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 04 ม.ค. 13, 13:09

ช่วงตลอดวันของวันที่ 1 ถนนต่างๆจึงมักจะค่อนข้างเงียบ ไม่มีคนเดินพลุกพล่าน  ก็คงจะเป็นเพราะอากาศหนาวอย่างหนึ่งและเพิ่งจะผ่านการกินฉลองวันคริสมาสที่ผ่าน มาไ่ม่กี่วันอีกอย่างหนึ่ง   สำหรับในอเมริกานั้นไม่แน่ใจนักว่าในปัจจุบันเป็นอย่างไร  ในเมืองใหญ่เช่นนิวยอร์ค ก็คงเป็นภาพดังที่เล่ามา  แต่ในเมืองเล็กต่างๆนั้นดูจะไม่มีการฉลองใดๆเลย    ในแคนาดาที่เมืองอ๊อตตาวาซึ่งอากาศค่อนข้างจะหนาวจัดมากๆ ก็มีการ countdown เหมือนกัน แล้วในวันรุ่งขึ้นก็เงียบสนิท 
ปีใหม่ในเมืองเล็ก เรียกให้ถูกคือปีใหม่ในเมืองร้าง     โดยเฉพาะเมืองมหาวิทยาลัยที่ปิดกัน 1 เดือนล่วงหน้า ไปเปิดอีกทีก็คือเปิดเทอมประมาณ 10-15 มกราคม      ผู้คนหายออกจากเมืองกันหมด   ถนนหนทางบ้านช่องโหวงเหวงว่างเปล่า    ยิ่งถ้าหิมะตก จะเห็นแต่ภาพเนกาตีฟไปทั้งเมือง คือสีขาวของหิมะตัดกับสีดำของกิ่งไม้ และท้องฟ้าสีเทามัวๆ     ใครคิดถึงบ้านมากๆ ก็แทบจะเป็นโรคซึมเศร้าตายกันตอนนี้เองค่ะ
สีสันเท่าที่เห็นก็คือการตกแต่งห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้าในเมือง   แต่พูดก็พูดเถอะ  แพ้บรรยากาศคริสต์มาสในห้างของเราชนิดไม่เห็นฝุ่น      ห้างใหญ่ๆในกรุงเทพตกแต่งบรรยากาศคริสต์มาสได้สวยกว่ามาก


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 13
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.04 วินาที กับ 19 คำสั่ง