เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
อ่าน: 8506 ตกลงว่า ประเพณีลอยกระทง ไม่ได้เกิดขึ้นสมัยสุโขทัยหรือครับ
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10734



ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 27 พ.ย. 12, 18:16

คุณสุจิตต์ :
ไม่มีหลักฐานใด ๆ ปรากฏว่ามีอยู่ในเมืองที่อยู่เหนือกรุงศรีอยุธยาขึ้นไป เช่น สุโขทัย ที่ตั้งอยู่บนที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง จึงไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารค ส่วนตระพังหรือสระน้ำในสุโขทัยก็มีไว้เพื่อกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการบริโภคอุปโภคของวัดและวังที่อยู่ในเมือง และมิได้มีไว้เพื่อกิจกรรมสาธารณะอย่างเช่น ลอยกระทง ฯลฯ

คุณม้า :
เมืองเก่าสุโขทัยไม่ได้อยู่ริมแม่น้ำ ถ้าชาวสุโขทัยคิดจะลอยกระทงก็เป็นไปได้สองอย่างคือ
1.ลอยในตระพัง วิธีนี้คงจะแย่หน่อยเพราะแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของชาวสุโขทัยอยู่ที่นี่ ยิ่งกำลังจะเข้าหน้าแล้งอย่างนี้ มีหวังได้เกิดโรคระบาดหลังลอยกระทงเป็นประจำแน่
2.ลอยในแม่น้ำ วิธีนี้ต้องเดินป่าไปที่แม่น้ำ ลอยกระทงเสร็จก็มืดแล้ว ยังต้องเดินป่ากลับมาอีก ในสภาพที่สมัยก่อนเป็นป่าดง ผมว่าเป็นทางเลือกที่เสี่ยงมากทีเดียว เพราะอาจจะได้ทำทานวันลอยกระทงเป็นอาหารเสือกันบ้างแน่ะครับ

โดยส่วนตัว ผมว่าไม่มีเหตุผลที่จะคิดได้ว่าเคยมีประเพณีลอยกระทงในสุโขทัยจริง แต่จะมีในช่วงต้นอยุธยาหรือยุคอโยธยาหรือไม่นั้น ถือว่าน่าสนใจครับ


เจ้าเรือน :
คุณCrazyHOrse
ดิฉันขอแถมข้อ ๓ ได้ไหมคะ  คือลอยในคลอง หรือลำน้ำขนาดเล็กอื่นๆที่ไม่จำเป็นต้องเป็นแม่น้ำ
สุโขทัยคงไม่ได้มีแต่แม่น้ำสายใหญ่และสระเท่านั้น


คุณม้า :
ผมก็อยากให้เป็นอย่างนั้นครับคุณเทาฯ แต่จนใจจริงๆ เพราะเมืองเก่าสุโขทัยตั้งอยู่ในที่ดอน คลองน่ะมีเป็นคลองขุด ลักษณะเป็นลำรางส่งน้ำจากสรีดภงส์ซึ่งเป็นเขื่อนกั้นน้ำจากเชิงเขานอกเมือง ลำรางนี้ส่งน้ำมาลงตระพังซึ่งอยู่ในเมืองครับ เป็นอันว่าน่าจะตัดไปได้อีกเหมือนกันครับ อีกอย่างเมืองเก่าสุโขทัย ไม่ได้อยู่ริมแม่น้ำยมเหมือนเมืองสุโขทัยปัจจุบันนะครับ ห่างแม่น้ำไกลทีเดียว

คุณเพ็ญ :  

ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 27 พ.ย. 12, 19:45

ทบทวนความหลังในเรือนไทย

คืนวันนั้นในสระใหญ่ที่พระราชวังบางปะอิน สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ สิ่งที่เรียกร้องความสนใจที่สุดก็คือ กระทงใหญ่ต่างๆ ที่ลอยอยู่ในสระ พลอยลงเรือพายกับช้อยและพวกข้าหลวงตำหนักเดียวกันอีกสองคน เที่ยวพายดูกระทงเหล่านั้นด้วยความตื่นตาตื่นใจ กระทงใหญ่ ที่มาลอยอยู่ในสระนั้นเป็นของเจ้านายข้าราชการ และพ่อค้าคฤหบดีจัดทำมาสนองพระเดชพระคุณ ทุกกระทง จุดไฟสว่างไสวและประดิษฐ์เป็นรูปต่างๆ มีเครื่องยนต์กลไกลอยู่ในนั้น บางกระทงทำเป็นรูปเรือรบ ย่อส่วนจากของจริงลงมาได้ขนาดและมีครบทุกอย่าง อีกกระทงหนึ่งทำเป็นรูปนางธรณีบีบมวยผม มีเครื่องสูบน้ำซ่อนอยู่ข้างใน สูบน้ำจากสระให้ไหลออกมาทางมวยผมได้จริงๆ เลยไปอีกทางหนึ่งเป็นกระทง ทำเป็นรูปพระยานาคจำศีล งดงามวิจิตรด้วยลวดลายสลัก จนดูเหมือนกับว่าพระยานาคนั้นมีชีวิต ถ้าใครไปกระทบ เข้าก็เคลื่อนไหวสำแดงอิทธิฤทธิ์ กระทงของอีกเจ้าของหนึ่ง ทำเป็นรูปกระโจมแตรที่มีของจริงอยู่ในพระราชวังนั้น ย่อส่วนลงมาจนเหลือเล็กน่าเอ็นดู ต่อจากนั้นไปเป็นกระทงแสดงหุ่นภาพเรื่องพระอภัยมณี ตอนสุดสาครเข้าเมืองผีดิบ ทำเป็นผีรูปต่างๆหน้าตาดุร้ายน่ากลัว แล้วยังมีกระทงทำเป็นเรือนขุนช้างขนาดย่อส่วน น่ารักรูปร่างเป็นเรือนแบบไทยเหมือนเรือนต้นที่สวนดุสิต ข้างในนั้นมีกระถางไม้ดัด ตลอดจนเครื่องใช้ และเครื่องตกแต่งพร้อมสรรพ ทุกอย่างเล็กๆ ได้ส่วนกับตัวเรือนไปสิ้น พลอยพายเรือวนเวียนดูกระทงเหล่านั้น อยู่จนดึก ดูเท่าไรก็ไม่รู้จักเบื่อ ในสระนั้นก็เต็มไปด้วยเรือเจ้านายและเรือข้างใน ออกพายเวียนวนดูกระทง อยู่ทั่วกัน เสียงทักทายกันเบาๆ เสียงชมกระทงนั้นเปรียบกับกระทงนี้ดังอยู่ไม่ขาด กระทงที่นำมาลอยในสระนี้ ลอยอยู่จนครบสามวัน อันเป็นเวลาตั้งพระศพบำเพ็ญพระราชกุศล ในคืนต่อมาเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร พร้อมด้วยคณะกรรมการประกวดกระทง กระทงใดที่ได้รับรางวัลที่ ๑ ก็ให้ปักธงเหลืองไว้เป็นสำคัญ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 27 พ.ย. 12, 19:46

^
^


น่าจะเป็นงานพระราชทานเพลิงศพพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์ กรมขุนสุพรรณภาควดี

คุณวิกกี้เล่าไว้ว่า

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์ กรมขุนสุพรรณภาควดี ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประสูติแต่เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าคุณจอมมารดาแพ บุนนาค) ก่อนที่พระองค์จะเสด็จฯ ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ

ทรงเป็นพระราชธิดาคู่ทุกข์คู่ยากของรัชกาลที่ ๕ หลังจากการทรงกรมเป็น "กรมขุนสุพรรณภาควดี "ได้เพียง ๑ ปี ก็สิ้นพระชนม์ รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานบำเพ็ญพระราชกุศล ณ พระราชวังบางปะอิน โดยใช้พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์เป็นที่ประดิษฐานพระศพ และโปรดให้จัดงานพระราชทานเพลิงพระศพ ณ วัดนิเวศธรรมประวัติ ซึ่งถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก จนเป็นที่กล่าวขานในหมู่ชาววังว่า ใครไม่ได้มาร่วมงานในครั้งนี้ถือเป็นคนนอกสังคมชาววัง

ในระหว่างการจัดงานพระราชทานเพลิงพระศพนั้น สมเด็จเจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร ซึ่งทรงสนิทกับพระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์มาก เกิดทรงพระประชวรและสิ้นพระชนม์ ณ วรนาฎเกษมสานต์ ภายในพระราชวังบางปะอินนั่นเอง ซึ่งในนวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ไว้ว่า

"เชิญพระศพพระเจ้าลูกเธอพระองค์หนึ่งขึ้นไป แล้วก็กลับต้องเชิญพระศพอีกพระองค์หนึ่งลงมา"

http://th.wikipedia.org/wiki/พระราชวังบางปะอิน

http://th.wikipedia.org/wiki/พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าศรีวิไลยลักษณ์_สุนทรศักดิกัลยาวดี_กรมขุนสุพรรณภาควดี






http://th.wikisource.org/wiki/สี่แผ่นดิน_-_แผ่นดินที่ ๑_-_บทที่ ๑๖_(หน้าที่ ๒)

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10734



ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 28 พ.ย. 12, 15:48

ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ เสด็จพระราชดำเนินลงลอยพระประทีปตรงพระตำหนักแพลอย (หน้าท่าราชวรดิฐปัจจุบันนี้) เป็นการเสด็จฯออกนอกกำแพงพระราชวังและนอกกำแพงพระนคร จึงต้องจัดการป้องกันรักษาพระองค์อย่างแข็งแรง พนักงานกรมต่างๆ ทั้งกรมวัง กรมทหาร กรมพระตำรวจ กรมอาสา ฯลฯ ลอยเรือล้อมวงทอดทุ่นเป็นสามสาย สายใน สายกลาง และสายนอก สายละประมาณยี่สิบลำ

หน้าพระตำหนักแพลอยทอดเรือบัลลังก์สองลำขนานกัน เรือบัลลังก์ลำหนึ่งสำหรับเสด็จลงจุดพระทีปและประทับทอดพระเนตร เรือบัลลังก์ลำหลังจัดเป็นที่บรรทม ที่สรงลงพระบังคน และทอดเครื่องเสวย มีพระสุธารสเป็นต้น เพราะมักจะเสด็จลงประทับตั้งแต่หัวค่ำไปจนสิ้นเวลาลอยประทีป

ในรัชกาลที่ ๑ และที่ ๒ นั้น กระทงหลวงทำเป็นเรือต่าง ๆ ประดิษฐ์รูปสัตว์ต่าง ๆ  มีเรือหยวกบริวาร ๕๐๐ ทรงจุดประทีปเรือหลวง แล้วก็เรือสำเภาของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี เรือพระบรมวงศานุวงศ์ แล้วจึงโปรดฯให้ปล่อยเรือกระบวนของข้าราชการ จุดประทีปลอยมากลางน้ำระหว่างทุ่นสายในกับเรือบัลลังก์ที่ประทับ

ในรัชกาลที่ ๑ มีเหตุ พระองค์เจ้าจันทบุรีพระชันษา ๕ ปี พลัดตกลงไปในน้ำระหว่างเรือบัลลังก์ก็จอดขนานกันในขณะตามเสด็จฯลงลอยพระประทีปนี้ ซึ่งเคยเล่ามาแล้ว

พระราชพิธีลอยพระประทีปครั้งที่ยิ่งใหญ่มโหฬารที่สุด คือในแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ ซึ่งเป็นเวลาที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองที่สุด ถึงขนาดราษฎรมีเงินมาก พากันเก็บเงินฝังดินไว้ไม่นำออกมาใช้ จนไม่มีเงินหมุนเวียนในบ้านเมือง เป็นระยะที่อาจเรียกได้ว่า ‘ไพร่ฟ้าหน้าใส’ จดหมายเหตุโหรจดไว้ว่าราษฎรพูดจากันไพเราะไม่ด่าทอกัน

“จ.ศ. ๑๑๙๑ (พ.ศ.๒๓๗๒) ครั้งนั้นราษฎรชายหญิงเด็กรุ่นพูดกันต่าง ๆ ว่า พ่อขา แม่ขา ลุง ตายาย”

ผิดจากเมื่อ ๑๒ ปีก่อน เมื่อเพิ่งสถาปนาพระนครได ๓๕ ปี (พ.ศ. ๒๓๖๐) จดว่า “ครั้งนั้นชาวพระนครราษฎรด่ากัน ไอ้ห่ากิน ไอ้ห่าฟัด ไอ้ห่าหักคอ ทุกหญิงชายเด็ก”

ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจดี มั่งคั่งร่ำรวยกันตั้งแต่ขุนนางคหบดีลงไปถึงชาวบ้าน ใน พ.ศ.๒๓๖๘ และ พ.ศ.๒๓๖๙ ทั้งสองปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ จึงโปรดฯให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ ซึ่งมีกำลังทรัพย์ ทำกระทงใหญ่ถวาย

พระราชพิธีลอยประทีปครั้งนี้ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ พรรณนาไว้ในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ ดังนี้
 
“ผู้ต้องเกณฑ์ต่อเป็นถังบ้าง ทำเป็นแพหยวกบ้าง กว้าง ๘ ศอกบ้าง ๙ ศอกบ้าง กระทงสูงตลอดยอด ๑๐ ศอก ๑๑ ศอก (๔ ศอก = ๑ วา) ทำประกวดประขันกันต่าง ๆ  ทำอย่างเขาพระสุเมรุทวีปทั้ง ๔ บ้าง และทำเป็นกระจาดชั้น ๆ บ้าง วิจิตรไปด้วยเครื่องสด คนทำก็นับร้อย คิดในการลงทุนทำกระทงทั้งค่าเลี้ยงคนเลี้ยงช่างเบ็ดเสร็จก็ถึง ๒๐ ชั่งบ้าง หย่อนกว่า ๒๐ ชั่งบ้าง กระทงนั้นวัน ๑๔ ค่ำ เครื่องเขียว วัน ๑๕ ค่ำเครื่องขาว แรมค่ำ ๑ เครื่องแดง ดอกไม้สดก็เลือกหาตามสีกระทง และมีจักรกลต่างกันทุกกระทง มีมโหรีขับร้องอยู่ในกระทงนั้นก็มีบ้าง เหลือที่จะพรรณนาว่ากระทงท่านผู้นั้นทำอย่างนั้น ๆ คิดดูการประกวดประขันกันจะเอาชนะกัน คงวิเศษต่าง ๆ กัน เรือมาดูกระทงตั้งแต่บ่าย ๔ โมง เรือชักลากกระทงขึ้นไปเข้าที่บ่าย ๕ โมง เรือเบียดเสียดกันแน่นหลีกไม่ใคร่จะไหวดูเป็นอัศจรรย์ เรือข้าราชการและราษฎรมาดูเต็มไปทั้งแม่น้ำที่ทรงขอแรงทำกระทงนั้น ในพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ คือ กรมหมื่นสุรินทรรักษ ๑ กรมหมื่นรักษรณเรศร ๑ กรมหมื่นเดชอดิศร ๑ กรมหมื่นพิพิธภูเบนทร ขุนนาง คือ ท่านเจ้าพระยาอภัยภูธร ๑ ท่านเจ้าพระยาพระคลัง ๑ ท่านพระยาศรีพิพัฒน์ ๑ พระยาพิชัยวารี ๑ พระยาราชมนตรี ๑ พระยาโชฎึกราชเศรษฐี ๑ รวม ๑๐ กระทง เวลาค่ำเสด็จลงพระตำหนักน้ำ ทรงลอยพระประทีป

เจ้าพระยาพระคลัง พระยาศรีพิพัฒน์ ได้ชักชวนขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยที่เข้ามาเฝ้าตามเสด็จลงไปอยู่ที่โรงเรือหลังพระตำหนักน้ำรักษาด้านนอกอยู่ ครั้นเสด็จกลับขึ้นมาทอดพระเนตรเห็น ก็ได้พระราชทานส่วนพระราชกุศล ทรงปราศรัยด้วยทุกคน ด้วยแต่ก่อนเสด็จลงลอยพระประทีปแล้วขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยที่เข้าไปเฝ้าต่างคนต่างไปบ้านก่อนเวลาเสด็จขึ้น การที่เจ้าพระยาพระคลังทำจึงเป็นอย่างเป็นธรรมเนียมติดมาจนทุกวันนี้

ปีรุ่งขึ้น พ.ศ.๒๓๖๙ เมื่อโปรดฯให้ทำอีกยิ่งงดงามวิเศษยิ่งขึ้น ทรงทราบว่าต้องลงทุนมากมาย จึงมีพระราชดำรัสว่า “ไม่รู้เลย ลงทุนรอนมากมายหนักหนา ตั้งแต่นี้ต่อไปอย่าให้ทำอีกเลย”

จาก เรื่องพระราชพิธีลอยกระทง โดย จุลลดา ภักดีภูมินทร์

สุขสันต์วันลอยกระทง

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10734



ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 28 พ.ย. 12, 21:47

ในหลวงและสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯท่าน้ำโรงพยาบาลศิริราช ทรงลอยพระประทีปในวันลอยกระทง พ.ศ. ๒๕๕๕



http://www.youtube.com/watch?v=RkAX7BSj35c&feature=youtu.be

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 29 พ.ย. 12, 09:29

เอาภาพกระทงที่วัดยานนาวา ที่ได้รับการบูรณะแล้วนำมาให้ชมครับ


บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 29 พ.ย. 12, 09:32

ภาพขยายล่างสุด จะเห็นมีกระทงน้อย ๆ เหมือนอย่างปัจจุบันลอยให้เห็นด้วยครับ


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10734



ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 29 พ.ย. 12, 14:28

กระทงน้อยน่าจะถูกแต่งเติมขึ้นใหม่คราบูรณะ

 ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10734



ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 30 พ.ย. 12, 18:54

ส่วนพวกประทัด ดอกไม้ไฟ ข้างบนนี้ ก็คงเติมเข้ามาคราเดียวกัน

 ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10734



ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 01 ธ.ค. 12, 15:42

ประตูเดียวกันแต่บูรณะคนละครั้ง หรือคนละประตู  ฮืม


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.036 วินาที กับ 19 คำสั่ง