เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 4613 ภาษาอเมริกันวันละคำ Say It With Silence
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 100


 เมื่อ 04 ต.ค. 12, 08:50

เอื้อนเอ่ยด้วยความเงียบ
Say It With Silence

คุณเจ๊ที่นั่งห่างไปไม่กี่คืบบนม้านั่งที่จัดไว้ให้แขกของโรงแรมต่าง ๆ ได้นั่งพักระหว่างรอเรือรับส่งของโรงแรมที่ใต้สะพานตากสิน  ยื่นมือมาสะกิดเราที่ต้นแขนโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย  ก่อนจะเอ่ยปากถามว่า
 
"น้อง ๆ  ตกลงเพื่อนน้องนี่คนไทยหรอกเหรอ  เห็นพูดภาษาอังกฤษกัน พี่ก็นึกว่าเป็นต่างชาติเสียอีก"
 
คุณน้องซึ่งปกติแล้วจะเป็นคนที่มีอัธยาศัยไมตรีต่อเพื่อนร่วมโลกอยู่พอสมควร  กลับทำตัวไม่ถูกไปพักใหญ่  ด้วยความที่ไม่ค่อยจะคุ้นชินกับการถูกจู่โจมด้วยคำถามจากคนแปลกหน้า  โดยเฉพาะในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับคนถามเลยแบบนี้   พอรวบรวมสติได้แล้วจึงหันไปตอบสั้น ๆ ว่า "ใช่ค่ะพี่" ก่อนที่จะหันกลับไปสนทนากับเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องที่ถูกคุณเจ๊สงสัยว่าเป็นชาวต่างชาติต่ออย่างระมัดระวัง  (เพราะตอนนี้รู้แล้วว่ามีคนอื่นที่เราไม่รู้จักกำลังตั้งอกตั้งใจฟังการสนทนาของเราอยู่ด้วยอย่างใจจดใจจ่อ)
 
เคยอ่านเจอที่ไหนก็ไม่รู้ว่าในวันหนึ่ง ๆ จะมีความคิดต่าง ๆ เป็นจำนวนมากถึง 50,000 ความคิดวิ่งผ่านเข้าออกในสมองน้อยๆ ของเราแต่ละคน   (นี่คงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้เขียนนอนไม่ค่อยหลับ  เพราะในจำนวน 50,000 ความคิดที่ว่านี้  ประมาณ 15,000 ความคิดน่าจะได้ชอบย่องเข้ามาในสมองของเราหลังสี่ทุ่ม  ทำให้สมองยังตื่นตัวอยู่จนครึ่งค่อนคืน  แม้ว่าร่างกายจะเหนื่อยล้าแค่ไหนก็ตาม)
บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 100


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 04 ต.ค. 12, 08:51

ถ้าหากเราพูดทุกอย่างที่เราคิดเหมือนที่คุณเจ๊ข้างบนทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง    ในแต่ละวัน   เราก็คงต้องเปล่งคำพูดออกมาจากปากทั้งหมดอย่างน้อย 50,000 คำ    ซึ่งก็แน่นอนว่า  คำพูดบางคำอาจจะไม่ใช่คำพูดที่รื่นหูสำหรับผู้อื่นสักเท่าไหร่   เพราะไม่ใช่ทั้ง 50,000 ความคิดในหัวของเราจะเป็นความคิดดี   ความคิดในเชิงบวก  หรือความคิดที่เป็นประโยชน์ต้อสังคมและคนรอบข้าง   การถนอมคำพูดหรือพูดน้อยกว่าที่คิดจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ใหญ่แตกต่างไปจากเด็ก  เด็กนั้นนึกอยากพูดอะไรก็พูด  เพราะเด็กยังไม่เข้าใจถึงผลที่จะเกิดจากการพูดโดยไม่คิด  หรือไม่ก็ยังอ่อนต่อโลกเกินกว่าที่จะตระหนักว้า  บางอย่างที่เราพูดออกไป  คนอื่นเขาอาจจะไม่ชอบหรือไม่สนใจที่จะฟังก็เป็นได้
 
การพูดต่อเมื่อมีคนอยากฟังนั้น  เป็นสิ่งที่ง่ายที่จะคิด  แต่ทำได้ยากมากในทางปฏิบัติ  เพราะการพูดคือวิธีหนึ่งที่มนุษย์ใช้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตนเองให้ผู้อื่นได้รับทราบ
 
แต่สำหรับมนุษย์บางคน  บางครั้งการไม่พูดอะไรเลยก็อาจจะแสดงออกถึงความรู้สึกได้ดียิ่งกว่าการพูด    ฝรั่งเขาจึงมีประโยคในภาษาอังกฤษอยู่หลายประโยคที่เกี่ยวข้องกับการ "ไม่พูด"  แต่ยังสามารถ "สื่อ" หรือถ่ายทอดความคิดในหัวและความรู้สึกลึก ๆ ในใจได้ดีกว่าคำพูดเป็นไหนๆ    เท่าที่พอจะนึกได้ตอนนี้ก็มี "Some things are better left unsaid (หรือ unspoken)."  บางอย่างไม่พูดเสียเลยจะดีกว่า   "If you have nothing nice (หรือ good) to say, say nothing at all."  ถ้าไม่มีอะไรดี ๆ จะพูดก็นิ่งไว้เถอะ    "Silence has the loudest voice"  เสียงของความเงียบเป็นเสียงที่ดังที่สุด   และ "Saying nothing sometimes say the most." การไม่พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว  บางครั้งก็ถ่ายทอดความรู้สึกของเราได้ดีที่สุด
บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 100


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 04 ต.ค. 12, 08:52

นักปราชญ์ละตินคนหนึ่งเคยพูดไว้อย่างแหลมคมว่า "I have often regretted my speech, but never my silence."  บางครั้ง  สิ่งที่เราพูดออกไปแล้วก็ทำให้เราต้องเสียใจในภายหลัง  แต่การนิ่งเงียบไม่พูดนั้นไม่ทำให้ใครเสียใจแน่ๆ     การที่เราจะเอ่ยปากพูดสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกไปนั้นบางทีก็ต้องมีเหตุผลมารองรับว่าทำไมเราถึงจำเป็นที่จะต้องพูด   พูดแล้วมันดีกับใครหรือเปล่า   แต่การไม่พูดนั้นไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล  หรือถ้ามี  ก็คงเป็นเพราะว่าเมื่อพูดแล้วจะทำให้สถานการณ์แย่ลง  หรือเมื่อเราตระหนักว่าสิ่งที่เราอยากพูดนั้นไม่มีความหมายแต่อย่างใดเลยสำหรับคนที่เราจะพูดด้วย  พูดไปก็เปลืองน้ำลายเปล่าๆ
 
คำพูดไม่ใช่อีเมลที่เมื่อส่งออกไปแล้วยังพอเรียกคืนได้   เมื่อเรียกคืนแล้วความเสียหายจากการส่งสารที่ไม่ควรจะส่งก็ยังไม่เกิด (ถ้าผู้รับยังไม่ได้เปิดอีเมลของเราอ่าน)    แต่ในเมื่อการพูดคือการแบ่งปันถ่ายทอดความรู้สึก   หนุ่มสาวในห้วงรักบางคนจึงมักจะอยากให้คนที่ตนรักพูดอะไรออกมามากกว่าที่จะเก็บงำความรู้สึกไว้  ไม่ว่าจะเป็นในเวลาที่ดอกรักกำลังเบ่งบานในหัวใจหรือในเวลาที่ความสัมพันธ์กำลังง่อนแง่น  ใครไม่รู้เคยพูดเอาไว้ว่า "Words can hurt your feelings, but silence breaks your heart."  คำพูดบางคำอาจทำให้เรารู้สึกเสียใจ  แต่ความเงียบนั้นฆ่าเราให้ตายได้ทีเดียว....อันนี้คงใช้ได้กับความรักเท่านั้น เอามาใช้กับชีวิตประจำวันไม่ได้....
 
ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อน   การรักษาความสัมพันธ์ให้ยืดยาวมักจะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง  ปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คงเป็นความมุ่งมั่นของคนทั้งคู่ที่จะรักษาสัมพันธภาพนั้นให้ยั่งยืนนั่นเอง  "It takes two to tango."  มีใครที่ไหนเต้นแทงโก้คนเดียวได้บ้างล่ะ
บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 100


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 04 ต.ค. 12, 08:53

การรักษาความสัมพันธ์ให้ยั่งยืนนั้นว่ายากแล้ว  การบอกเลิกความสัมพันธ์กลับยิ่งยากกว่าเป็นสิบเท่า  เพราะคนที่เราบอกเลิกด้วยย่อมต้องการเหตุผลหรือคำอธิบายเป็นธรรมดา    แต่การให้เหตุผลว่าทำไมความสัมพันธ์ถึงต้องสิ้นสุดลงนั้นบางครั้งก็ต้องดำเนินไปควบคู่กับการกล่าวโทษหรือการยกความไม่ดีของอีกฝ่ายขึ้นมาอ้าง  อันอาจจะทำให้ผู้ที่เราบอกเลิกความสัมพันธ์ด้วยยิ่งเสียใจเข้าไปใหญ่   ฝรั่งเขาถึงมีคำพูดสั้น ๆ เอาไว้ใช้กับสถานการณ์แบบนี้ว่า "It's not you. It's me."  เธอไม่ใช่คนผิดหรอกจ้ะ  ชั้นเองที่ชั่ว ที่เลว ชั้นมันไม่ดีพอสำหรับเธอ
 
ขึ้นต้นเป็นครูลิลลี่  ไหงลงท้ายเป็นศิราณีไปได้
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 04 ต.ค. 12, 09:08


แต่สำหรับมนุษย์บางคน  บางครั้งการไม่พูดอะไรเลยก็อาจจะแสดงออกถึงความรู้สึกได้ดียิ่งกว่าการพูด    ฝรั่งเขาจึงมีประโยคในภาษาอังกฤษอยู่หลายประโยคที่เกี่ยวข้องกับการ "ไม่พูด"  แต่ยังสามารถ "สื่อ" หรือถ่ายทอดความคิดในหัวและความรู้สึกลึก ๆ ในใจได้ดีกว่าคำพูดเป็นไหนๆ    เท่าที่พอจะนึกได้ตอนนี้ก็มี "Some things are better left unsaid (หรือ unspoken)."  บางอย่างไม่พูดเสียเลยจะดีกว่า   "If you have nothing nice (หรือ good) to say, say nothing at all."  ถ้าไม่มีอะไรดี ๆ จะพูดก็นิ่งไว้เถอะ    "Silence has the loudest voice"  เสียงของความเงียบเป็นเสียงที่ดังที่สุด   และ "Saying nothing sometimes say the most." การไม่พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว  บางครั้งก็ถ่ายทอดความรู้สึกของเราได้ดีที่สุด

เคยเห็นเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นครับ การนิ่งเงียบแสดงออกได้หลายประการ

บุรุษสูงวัยชาวญี่ปุ่น ทุกปีจะมาหาเพื่อนบ้านหลังหนึ่ง เพื่อทำการเคารพดวงวิญญาณให้กับผู้ตายจากระเบิดปรมาณู ฮิโรชิม่า ซึ่งเพื่อนบ้านเอง และตัวบุรุณสูงวัย ทั้งคู่ได้มีชีวิตรอดตายมาได้อย่างปาฏิหารย์ เมื่อทั้งคู่ต่างเจอหน้ากัน บรรยากาศก็เริ่มเงียบงัน ไม่มีการพูดจากนอกจากการกระทำ เมื่อการเคารพดวงวิญญาณที่จัดในบ้านเสร็จแล้ว ทั้งคู่จะมานั่งหันหน้าเข้าหากันแบบญี่ปุ่น คือนั่งบนท่อนขา ทั้งคู่นั่งมองหน้ากัน มองหน้ากัน และมองหน้ากัน ด้วยความเงียบ ไม่มีเสียงใด ๆ นอกจากลมหายใจ ความเงียบและความนิ่งไร้เสียง ช่วยผลักดันอะไรบางอย่างออกมานั่นคือ น้ำตาและความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน ทั้งคู่อาจจะนึกถึงช่วงชีวติที่ยากลำบากซึ่งฝ่าฟันมาด้วยกัน ซึ่งมันอาจจะเหนือคำพูดที่จะอธิบาย ปล่อยให้ความรู้สึกและความเงียบเป็นตัวเล่าเรื่องของมันเอง
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6212


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 04 ต.ค. 12, 09:38

          ความเงียบจากความขัดสนจนคำพูด

จากตอนหนึ่งในเรื่อง เจ้าชายน้อย ครับ

           ในขณะที่ "ฉัน" (คนเล่าเรื่อง-คนแต่ง) ซึ่งเป็นนักบินกำลังเคร่งเครียดกับการซ่อมเครื่องบิน
ในทะเลทรายเวิ้งว้าง เจ้าชายน้อยก็พร่ำพรรณนาเป็นห่วงกังวลว่าดอกไม้บนดาวของตัวเองจะถูกเจ้าแกะ
(ที่นักบินวาดเป็นภาพให้)กิน แล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นจน "ฉัน" ต้องวางมือจากการงานสำคัญมาเจรจา
ปลอบโยน แต่ไปได้ไม่กี่ประโยคแล้วก็...เงียบ เพราะ

           ไม่รู้จะพูดอะไรอีก ไม่รู้จะเข้าถึงได้อย่างไร  

             I did not know what to say to him. I felt awkward and blundering.
I did not know how I could reach him, where I could overtake him and go on
hand in hand with him once more.

           It is such a secret place, the land of tears.


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30982

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 04 ต.ค. 12, 10:08

ไทยมีสำนวนว่า "พูดไปสองไพเบี้ย  นิ่งเสียตำลึงทอง"   ฝรั่งมีคำว่า Silence is golden
อย่างเพลงนี้


Silence Is Golden lyrics


Oh,
don't it hurt deep inside
To see someone do something to her
Oh,
don't it pain to see someone cry

Oh, especially when someone is her.

Silence is golden...
but my eyes still see.

Silence is golden, golden.
But my eyes still see.

Talkin' is cheap
People follow like sheep.
Even tho' there is nowhere to go
How could she tell, he deceived her so well

Pity she'll be the last one to know.

Silence is golden ...
(From: http://www.elyrics.net/read/t/tremoloes-lyrics/silence-is-golden-lyrics.html)
but my eyes still see

Silence is golden, golden,
but my eyes still see

How many times did she fall for his line?
Should I tell her or should I keep cool
and if I tried I know she'll say I lied
Mind your business
don't hurt her you fool.

Silence is golden...
but my eyes' still see.

Silence is golden,
golden.
But my eyes' still see.
But my eyes' still see.
But my eyes' still see.

เพลงนี้ คนร้องพูดถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังถูกผู้ชายหลอก    เขาเองก็รู้อยู่เต็มอกว่าอะไรเป็นอะไร   แต่จะบอกก็ไม่ได้เพราะเธอต้องไม่เชื่อแน่นอน    ก็เลยจำใจต้องนิ่งเสียตำลึงทอง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่วายบอกว่า...ก็ยังมองเห็นตำตาอยู่ดี
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30982

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 04 ต.ค. 12, 10:59

เสียงแห่งความเงียบ  เพลงดังในยุค 1960s

บันทึกการเข้า
นอแรด
มัจฉานุ
**
ตอบ: 99


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 04 ต.ค. 12, 12:47


เอ ทำไมฟังเพลง....เสียงแห่งความเงียบ  ทำไมให้คิดถึงวีรกรรมของ Mrs. Robinson ได้หนอ (God bless you Mrs. Robinson )
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30982

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 04 ต.ค. 12, 13:33

คงเป็นเพราะมาจากหนังเรื่องเดียวกันน่ะค่ะ   The Graduate (1967) 



ฉากนี้มิสซิลรอบินสันกำลังจะเคี้ยวหญ้าอ่อน แสดงโดยดัสติน ฮอฟแมน ซึ่งย้อนไปยุคนั้นยังคงเป็นละอ่อนอยู่

บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6212


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 04 ต.ค. 12, 16:01

^ ขอตามเข้าซอยด้วย ครับ

              เคยเตรียมจะพูดถึงฉากนี้ไว้ในกระทู้เก่า แต่ในที่สุดก็ไม่ได้นำลง ได้โอกาสพูดถึง
จากความทรงจำที่ยังพอหลงเหลือที่นี่ ครับ

              ดัสตินแสดงหนังเรื่องนี้ด้วยวัย 30 ปีแล้วแต่หน้ายังอ่อนได้อยู่ ส่วนคุณป้าแอนน์ แบนครอฟท์
ความจริงแล้วอายุมากกว่าดัสตินแค่ 6 ปี แต่รับบทคุณนายรอบินสันได้เนียนมาก
              ฉากนี้มีคนวิเคราะห์เจาะลึกไว้ว่า การออกแบบงานสร้างจงใจให้เป็นห้องกระจกใสแลเห็น
ต้นไม้รกครึ้มภายนอกให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในป่า ส่วนคุณนายก็ถูกวางตัวให้เป็นแม่เสือที่หมายจะ
ขย้ำสมันหนุ่มน้อยโดยออกแบบชุดที่เธอสวมให้เป็นลายเสือ


บันทึกการเข้า
นอแรด
มัจฉานุ
**
ตอบ: 99


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 04 ต.ค. 12, 16:14


Wow ลึกล้ำทีเดียวครับ

ขอคาราวะ 1 จอก
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30982

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 04 ต.ค. 12, 16:39

พอคุณ SILA เล่า ความจำก็กลับมา
นึกถึงอาจารย์สดใส พันธุมโกมล ค่ะ   ท่านสอนถึงสัญลักษณ์ในหนังเรื่องนี้ด้วย   ที่จำได้คือตอนท้ายเรื่องที่พระเอกเอาไม้กางเขนมาขัดประตูไว้ ไม่ให้คนในโบสถ์วิ่งออกมาได้    แล้วเขาก็พาเจ้าสาววิ่งหนีไป
ท่านบอกว่าโบสถ์และไม้กางเขนนั้นก็เป็นสัญลักษณ์   ของขนบธรรมเนียมในสังคม  ของกฎเกณฑ์ข้อห้ามต่างๆ    บัญญัติไว้โดยศาสนา   พระเอกแหกคอก ฝ่าฝืนปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด    ในขณะที่คนอื่นๆที่มาร่วมงานวิวาห์ยังอยู่ในระเบียบสังคม  พวกนั้นจึงออกมาภายนอกไม่ได้  ไม่เหมือนเขากับนางเอก
บันทึกการเข้า
นอแรด
มัจฉานุ
**
ตอบ: 99


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 04 ต.ค. 12, 17:10


Wow ไม่ยักรู้ว่าการทำหนังเขาลงรายละเอียดไปมากถึงขนาดนี้

ในฐานะคนดู ก็เพลิดเพลินไปกะเนื้อเรื่อง  และเนื้อหนังของดารา  (เนื่องจากยังละอ่อนอยู่ ) ประทับใจในรถที่พระเอกใช้ Alfa Romeo

พอทำงานได้ก็กระเสือกกะสน หามาขับจนได้ ( คงอยากจะเป็นพระเอกมั่ง )

ผมว่าหนังมีอิทธิพล กับวัยรุ่นมาก เพราะว่ายังไม่ค่อยรู้จักโลกเท่าใด

เช่นเดียวกับวรรณคดีไทย ที่ให้ความคิดผิดๆกับเด็กว่า....เป็นพระเอกต้องมีแฟนเยอะๆแบบขุนแผน

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30982

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 04 ต.ค. 12, 17:45


ประทับใจในรถที่พระเอกใช้ Alfa Romeo
พอทำงานได้ก็กระเสือกกะสน หามาขับจนได้ ( คงอยากจะเป็นพระเอกมั่ง )

ผมว่าหนังมีอิทธิพล กับวัยรุ่นมาก เพราะว่ายังไม่ค่อยรู้จักโลกเท่าใด
   

คุณนอแรดยิ่งเล่า ยิ่งดูออกว่าเป็นวัยรุ่น...
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
.....รุ่นฌอน คอนเนอรีเป็นเจมส์ บอนด์ ยิงฟันยิ้ม

ขับรถอัลฟา โรเมโอนี่มันแฟชั่นสมัยโน้นนี่คะ   สมัยนี้เขาขับเฟอร์รารีกันต่างหาก


บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.044 วินาที กับ 19 คำสั่ง