เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 10491 เมืองกบิลพัสดุ์จริงๆ แล้วอยู่ที่ไหน ในอินเดีย หรือเนปาล
bahamu
อสุรผัด
*
ตอบ: 38


 เมื่อ 25 ก.ย. 12, 16:31

แล้วมีที่ไหนในสังเวชนียสถาน ยังมีขัดแย้งเรื่องที่ตั้งอีกบ้าง เพราะเวลาฟังคนอธิบายก็ไม่รู้จริงหรือเปล่า ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือถูกสร้างขึ้นเพื่อการท่องเที่ยว
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 6578


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 25 ก.ย. 12, 17:31

ผมเข้าใจว่าเขาถือตามหลักฐานทางโบราณคดีนะครับ เท่าที่เคยไปสังเวชนียสถานมา ทุกแห่งจะมีทรากเสาอโศกที่ขุดพบเสมอ สมัยพระเจ้าอโศกห่างจากสมัยพุทธกาลประมาณ๕๐๐ปี ถือว่าหลักฐานยังชัดอยู่ก่อนถูกพวกเติร์กทำลาย และหลักฐานที่พระราชาองค์นี้บันทึกไว้อีกทีหนึ่งก็ชัดเจนว่าได้ทรงตั้งเสาอโศกที่ไหนบ้าง นักโบราณคดีอังกฤษอาศัยเป็นลายแทง ไปเที่ยวค้นคว้าหาจนเจอ

กรุงกบิลพัสดุ์สมัยอังกฤษปกครองอินเดียก็อยู่ในเขตที่อังกฤษครอบครองนะครับ หลักฐานที่แน่นหนาอีกอย่างหนึ่งคือการขุดค้นเจอพระบรมสารีริกธาตุที่มีศิลาจารึกกำกับอยู่ แกะออกมาแล้วระบุว่าเป็นของพระศากยโคดม และรัฐบาลอังกฤษได้ทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงแบ่งต่อให้ประเทศที่ถือพระพุทธศาสนาอีกทีหนึ่ง ส่วนที่ไทยได้ไว้ โปรดเกล้าฯให้นำไปบรรจุ ณ ยอดพระสุวรรณบรรพต

เส้นแบ่งเขตแดนทางภูมิศสาตร์ทำให้ทุกวันนี้ กรุงกบิลพัศดุ์อยู่ฝั่งเนปาล ก็เป็นประโยชน์ด้านรายได้จากผู้แสวงบุญชาวต่างประเทศ จขกท.สงสัยอะไรหรือครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 25932

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 25 ก.ย. 12, 18:13

คุณ bahamu สงสัยเรื่องเมืองกบิลพัสดุ์เก่า กับเมืองกบิลพัสดุ์ใหม่หรือเปล่าคะ
บันทึกการเข้า
bahamu
อสุรผัด
*
ตอบ: 38


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 26 ก.ย. 12, 07:11

คุณ bahamu สงสัยเรื่องเมืองกบิลพัสดุ์เก่า กับเมืองกบิลพัสดุ์ใหม่หรือเปล่าคะ

ใช่ครับ ที่ฟังๆมาบางคนว่าต่างฝ่ายต่างมีหลักฐานยืนยันว่าเป็นเมืองกบิลพัสดุ์ ไม่ลงรอยกัน แม้ปีนี้ทางอินเดียก็ไม่ยอมรับ
แต่ฝั่งเนปาลมีหลักฐานสมัยพระเจ้าอโศก เลยได้เป็นมรดกโลก ทางอินเดียไม่พอใจ แต่ในมุมมองธุรกิจท่องเที่ยวเป็นผลประโยชน์มหาศาล

ไกด์ท้องถิ่นจะบอกแบบว่า เขตครอบครองแต่ละที่จะเป็นของฮินดู้บาง มุสลิมบ้าง ทำให้ชาวพุทธจัดการอะไรไม่ได้ ก็เลยงงว่าที่รัฐบาลเนปาลจะปรับปรุง จะทำได้อย่างไร
แล้วมีการสร้างสถานที่แบบที่จีนทำเพื่อสร้างเรื่องราวในการท่องเที่ยวหรือเปล่า เช่น สระที่บอกว่าเทวทัตถูกธรณีสูบ เพราะไกด์บอกว่านักท่องเที่ยวชอบฟังเรื่องปาฏิหารย์มากกว่าข้อเท็จจริง

อย่างที่ทัชมาฮาล หรือปราการอัครา ก็ไปนับเลขกันตีความแบบไสยศาสตร์ ไม่ได้สนใจความสุดยอดทางสถาปัตยกรรมที่ไม่ปรากฏที่อื่นอีก(ที่อิหร่านก็มีคล้ายๆ แต่ไม่แน่ใจว่าขนาดจะใหญ่เท่านี้หรือเปล่า ยังหาข้อมูลทางอาหรับไม่ได้) ไกด์ไทยที่มีความเชิงประวัติศาสตร์ศิลป์ก็ไม่รู้ว่าอยู่บ.ใด ไปแล้วรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจว่าของจริง ของซ่อม หรือสร้างใหม่ สร้างยังไง เหมือนต้องรับข้อมูลสำเร็จรูป แบบจีนทำ ซึ่งไม่ดีเท่าที่ควร

อย่างปักกิ่งหลายวังก็สร้างใหม่ ของจริงไฟไหม้เกือบหมด มีกู้กงที่ไม่ช้ำมาก แต่ไม่ค่อยพูดกับลูกทัวร์ เพราะคนสนใจน้อยมาก จะช้อบลูกเดียว ฟังมากหลับหมด พอเรื่องอิทธิปาฏิหารย์ ไหว้แล้ว ซื้อไว้จะได้นั่น ได้นี้ หูตาตื่นตั้งใจฟัง อนิจจา
บันทึกการเข้า
samun007
พาลี
****
ตอบ: 363


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 26 ก.ย. 12, 17:17


กรุงกบิลพัสดุ์สมัยอังกฤษปกครองอินเดียก็อยู่ในเขตที่อังกฤษครอบครองนะครับ หลักฐานที่แน่นหนาอีกอย่างหนึ่งคือการขุดค้นเจอพระบรมสารีริกธาตุที่มีศิลาจารึกกำกับอยู่ แกะออกมาแล้วระบุว่าเป็นของพระศากยโคดม

ด้วยความเคารพครับ น่าจะเป็น "พระสมณโคดม" ซึ่งมาจากราชสกุล "ศากยะ" นะครับ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 6578


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 26 ก.ย. 12, 17:52

"พระนามของพระพุทธเจ้า"
พระพุทธเจ้าในที่นี้หมายถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลายหรือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนั้นเอง มีคำเรียกกล่าวนามพระพุทธเจ้าของเรามากมาย ซึ่งพอจะนำมาประมวลไว้ได้ ดังต่อไปนี้
     ๑.พระบรมโพธิสัตว์, พระโพธิสัตว์ หมายถึงท่านผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งกำลังบำเพ็ญบารมี ๑๐ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิฐาน เมตา อุเบกขา
     ๒.อังคีรส หมายถึง มีรัศมีแผ่ซ่านจากพระกาย เป็นพระนามแรก เมื่อพราหมณ์ ๘ คน ผู้ทำหน้าที่ถวายพระนามและทำนายลักษณะพระกุมาร กล่าวถึงเมือพินิจจากลักษณะแรกพบเห็น
     ๓.สิทธัตถกุมาร เป็นพระนามที่พราหมณ์ ๘ คนผู้ทำหน้าที่ถวายพระนามและทำนายลักษณะพระกุมาร ตั้งถวาย "สิทธัตถ" แปลว่า มีความต้องการสำเร็จ หรือสำเร็จตามที่ต้องการ คือสมประสงค์จะต้องการอะไรได้หมด
     ๔.สิทธัตถะ , เจ้าชายสิทธัตถะ , พระสิทธัตถะ พระนามเดิมของพระพุทธเจ้าก่อนเสด็จออกบรรพชา
     ๕.พระมหาบุรุษ หมายถึง บุรุษผู้ยิ่งใหญ่เป็นคำใช้เรียกพระพุทธเจ้าเมื่อก่อนตรัสรู้
     ๖.โคดม , โคตมะ , พระโคดม ,พระโคตมะ , พระสมณโคดม, โคดมพระพุทธเจ้า หมายถึง ชื่อตระกูลของพระพุทธเจ้า มหาชนเรียกพระพุทธเจ้าตามพระโคตรของพระองค์
     ๗.ตถาคต พระนามอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า เป็นคำที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกหรือตรัสถึงพระองค์เอง แปลได้ความหมาย ๘ อย่างคือ ๑. พระผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น ๒. พระผู้เสด็จไปแล้วอย่างนั้น ๓. พระผู้เสด็จมาถึงตถลักษณะ ๔. พระผู้ตรัสรู้ตถธรรมตามที่มันเป็น ๕. พระผู้ทรงเห็นอย่างนั้น ๖. พระผู้ตรัสอย่างนั้น ๗. พรุผู้ทำอย่างนั้น ๘. พระผู้เป็นเจ้า
     ๘.ตถาคตโพธิสัทธา หมายถึง เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต
     ๙.ธรรมกาย หมายถึง ผู้มีธรรมในกาย เป็นพระนามอย่างหนึ่งของ พระพุทธเจ้า
   ๑๐.ธรรมราชา คือพระราชาแห่งธรรม หมายถึงพระพุทธเจ้า
   ๑๑.ธรรมสวามิศร, ธรรมสามิสร คือผู้เป็นใหญ่โดยฐานเป็นเจ้าของธรรม หมายถึง พระพุทธเจ้า
   ๑๒.ธรรมสามี คือ ผู้เป็นเจ้าของธรรม เป็นคำเรียกพระพุทธเจ้า
   ๑๓.ธรรมิศราธิบดี คือ ผู้เป็นอธิปดีโดยฐานเป็นใหญ่ในธรรมเป็นคำกวีหมายถึงพระพุทธเจ้า
   ๑๔.บรมศาสดา, พระบรมศาสดา คือ ศาสดาที่ยอดเยี่ยม พระผู้เป็นครูสูงสุด พระบรมครู หมายถึง พระพุทธเจ้า
   ๑๕.พระผู้มีพระภาคเจ้า หมายถึง พระนามของพระพุทธเจ้า
   ๑๖. พระพุทธเจ้า คือ พระผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ แล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม, ท่านผู้รูดีรู้ชอบด้วยตนเองก่อนแล้ว สอนประชุมชนให้ประพฤติชอบด้วยกาบ วาจา ใจ
   ๑๗.พระศาสดา หมายถึงผู้สอนเป็นพระนามเรียกพระพุทธเจ้า
   ๑๘. พระสมณโคดม เป็นคำที่คนภายนอกนิยมใช้เมื่อกล่าวถึงพระพุทธเจ้า
   ๑๙.พระสัมพุทธเจ้า, พระสัมมาสัมพุทธเจ้า,พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า,สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ พระผู้ตรัสรู้เอง หมายถึงพระพุทธเจ้า
   ๒๐. ภควา คือ พระนามของพระพุทธเจ้า แปลว่า ทรงเป็นผู้มีโชค คือหวังพระโพธิญาณก็ได้สมหวัง ประกาศพระศาสนาก็ชักจูงผู้คนให้ได้บรรลุธรรมสมปรารถนา มีผู้คิดร้ายก็ไม่อาจทำร้ายได้ คำแปลอีกนัยหนึ่งว่า ทรงเป็นผู้จำแนกแจกธรรม
   ๒๑. มหาสมณะ พระนามหนึ่งสำหรับเรียกสมเด็จพระสัมพุทธเจ้า
   ๒๒. โลกนาถ, พระโลกนาถ เป็นที่พึ่งแห่งโลก หมายถึงพระพุทธเจ้า
   ๒๓.สยัมภู,พระสัมภู พระผู้เป็นเอง คือตรัสรู้ได้เองโดยไม่มีใครสั่งสอน หมายถึง พระพุทธเจ้า
   ๒๔.สัพพัญญู, พระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้า หมายถึง ผู้รู้หมด,ผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง คือ พระนามของพระพุทธเจ้า
   ๒๕.พระสุคต,พระสุคโต หมายถึง ผู้เสด็จไปดีแล้ว เป็นพระนามของพระพุทธเจ้า

เออ…นะครับ ไม่มีคำว่าศากยโคดมจริงๆ ขอบคุณครับ

บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 6578


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 26 ก.ย. 12, 18:05

มีเหมือนกันแต่ไม่ค่อยนิยมใช้

บุรพกรรมในสมัยระหว่างพุทธกัล์ป
ในระหว่างกัปของพระ กัสสปพุทธเจ้า และกัปของพระศากยโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านมาบังเกิดในเรือน ของกุฎุมพีผู้มีทรัพย์ ในกรุงพาราณสี สมัยนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าหลายองค์มาแต่ภูเขาคันธมาทน์ นั่งฉันบิณฑบาตในที่ ๆ สะดวกสบาย ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา เขตกรุงพาราณสี กุฎุมพีนั้นทราบว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น กระทำ การแบ่งปันภัตรที่บิณฑบาตได้นั้นในที่ตรงนั้นเป็นประจำทีเดียว จึงลาดแผ่นหิน ไว้ ๘ แผ่น บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายอยู่จนตลอดชีพ ตอนนั้น ท่านเวียนว่ายไปในเทวดาและมนุษย์ถึงพุทธันดรหนึ่ง
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 6578


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 26 ก.ย. 12, 19:44

เอาแผนที่ที่ผมหาจากกูเกิลแมปมาให้พิจารณาครับ ทิศทาง ระยะทาง ของเมืองกบิลพัศดุ์-ลุมพินี-เทวทหะ อยู่ในระยะที่เป็นไปได้ที่พระนางศิริมหามายาผู้เจริญพระครรภ์แก่ จะเสด็จจากเมืองพระสวามีไปทรงคลอดที่เมืองของพระบิดา แต่พระกุมารได้ทรงอุบัติขึ้นก่อนระหว่างทางนั้นในสวนป่าตำบลลุมพินี


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 6578


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 26 ก.ย. 12, 19:47

ภาพที่อ้างว่าเป็นหลักฐานของโบราณสถานเมืองเทวทหะ คือทรากเสาอโศกที่หลงเหลืออยู่


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 6578


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 26 ก.ย. 12, 19:50

คราวนี้มาดูที่ตั้งทรากเมืองโบราณ ที่อ้างนักโบราณคดีของอินเดียเชื่อว่าเป็นเมืองกบิลพัศดุ์

เราไม่ใช่นักโบราณคดี แต่สามารถเลือกที่จะเชื่อได้จากแผนที่นี้ครับ


บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 6131


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 26 ก.ย. 12, 20:09

เอาแผนที่ให้ชมอีกแบบหนึ่งครับ


บันทึกการเข้า
bahamu
อสุรผัด
*
ตอบ: 38


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 27 ก.ย. 12, 11:33

ขอบคุณ คุณNAVARAT.C ที่อธิบายครับ แสดงว่ากรุงเทวทหะ มีแห่งเดียว ไม่มีสองแห่ง จึงไม่สัมพันธ์กับข้อมูลทางเอกสาร
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 25932

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 27 ก.ย. 12, 12:35

ไปเจอบทความเรื่องกบิลพัสดุ์ใหม่ค่ะ

http://www.oknation.net/blog/mylifeandwork/2009/08/14/entry-1

หลังจาก พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เจ้าศากยะแห่งกบิลพัสดุ์ ต่างก็ได้รับส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุจากกุสินาราแล้ว จึงได้สร้าง พระสถูปในรามคามในแคว้นศากยะเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตั้งไว้เป็นที่สักการบูชาสืบไป.
ในจดหมายเหตุ โบราณ กล่าวถึง สถานการณ์ ของเมืองกบิลพัสดุ์ ในระยะหลังพุทธกาลว่า:-
กบิลพัสดุ์ไม่มีราชาปกครอง บ้านเมืองสกปรกเต็มไปด้วยฝุ่น ครอบครัวศากยะยังมีอยู่ประมาณ 20 คน สืบเชื้อสายจากพระเจ้าสุทโธทนะ และเป็นกำลังสำคัญแก่พระพุทธศาสนาสืบมา และยังคงมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคงอยู่.

กบิลพัสดุ์ในพุทธศตวรรษที่ 10
ในพุทธศตวรรษที่ 10 หลวงจีนฟาเหียนได้บันทึกว่า ในเมืองกบิลพัสดุ์พบแต่สิ่งปรักหักพัง และในครั้งนั้น มีพระภิกษุอยู่เป็นจำนวนน้อย พุทธบริษัทเหลืออยู่ไม่กี่คน พระสถูปในที่ต่างๆ ซึ่งสร้างอุทิศแด่พระพุทธเจ้านั่นก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่.

กบิลพัสดุ์ในพุทธศตวรรษที่ 13
ในพุทธศตวรรษที่ 13 หลวงจีนเฮียงจัง หรือ พระถังซัมจั๋ง ได้พรรณนา เมืองกบิลพัสดุ์แห่งนี้ว่า:-
“แคว้นกบิลพัสดุ์ มีอาณาเขตโดยรอบ ประมาณ 4000 ลี้ เขตนครหลวงโดยรอบ ประมาณ 1000 ลี้ เป็นที่ร้าง ปรักหักพัง กำแพงพระราชวัง โดยรอบราว 15 ลี้ เหลือแต่ฐาน ก่อด้วยอิฐแข็งแรงมาก.
ภายในนั้น ยังมีฐานพระราชวัง ของพระเจ้าสุทโธทนะ (พระพุทธบิดา) แต่ได้สร้างปราสาทขึ้นไว้ ณ ที่นั้น และได้ประดิษฐานพระรูปของพระมหากษัตริย์ พระองค์นั้น. ด้านเหนือมีฐานเดิมห้องบรรทมของพระนางมหามายา (พระพุทธมารดา) และได้สร้างปราสาทขึ้น ทั้งมีพระรูปของพระนางประดิษฐานไว้เช่นเดียวกัน
ข้างปราสาทนี้ ยังมีปราสาทอีกแห่งหนึ่งเป็นอนุสาวรีย์พระศากยมุนีโพธิสัตว์ เมื่อเสด็จสู่ปฏิสนธิในมาตุคัพโภทร (ตามที่พระพุทธมารดา ทรงสุบิน) และมีรูปแสดงไว้ด้วย (ภาพวาดที่ฝาผนัง).
ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ มีสถูปอันเป็นที่ซึ่งพระอสิตดาบสทำนายลักษณะพระมหาบุรุษราชกุมาร เบื้องซ้ายขวาของเมืองเป็นที่ซึ่งพระราชโอรสประลองศิลปศาสตร์ในท่ามกลางวงศ์ศากยราช
อีกแห่งหนึ่งเป็นที่ซึ่งทรงม้าออกจากราชธานี  (สู่มหาภิเนกษกรม) กับยังมีแห่งอื่นๆ อันเป็นที่ได้ทอดพระเนตรเห็นคนชรา คนป่วย คนถึงมรณกรรม กับพระสมณะ แล้วเสด็จกลับ ด้วยพระหฤทัย เหนื่อยหน่ายในโลกิยวิสัย”


ต่อจากนั้น พระถังซัมจั๋ง ได้เดินทางไปตามป่าทึบทางทิศตะวันออก ประมาณ 500 ลี้ ถึงรามคามอันเป็นถิ่น มีผู้คนอาศัยอยู่น้อย ด้านตะวันออกของเมืองเก่า มีสถูปก่อด้วยอิฐสูง 100 เฉี้ยะ เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้รับส่วนแบ่ง มาจากโทณพราหมณ์.


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 25932

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 27 ก.ย. 12, 12:38

กบิลพัสดุ์สมัยปัจจุบัน

กรุงกบิลพัสดุ์ ในปัจจุบันเป็นเพียงชนบทเล็กๆ อยู่ที่ Piparawaจังหวัดสิทถัตถะนคร(Sidharatnagar) ชายแดน เขตประเทศอินเดีย ต่อกับประเทศเนปาล.
พระราชวัง และบ้านเมือง เหลือให้เห็นแต่เพียง ซากอิฐซากหิน ซึ่งมีไม่มาก ส่วนใหญ่น่าจะจมอยู่ใต้พื้นดินที่ยังไม่มีการขุดค้นหากันแต่อย่างใด. ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของกองโบราณคดีอินเดีย

หมายเหตุ
      กบิลพัสดุ์ใหม่แห่งนี้ สันนิษฐานว่า หลังจากเจ้าศากยวงศ์ทั้งหลายถูกทำลายโดยพระเจ้าวิฑูทภะ ส่วนที่ยังเหลืออยู่ได้มาสร้างวังแห่งใหม่ ณ สถานที่แห่งนี้ และสร้างสถูปพร้อมบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้วย  ซึ่งเมืองกบิลพัสดุ์เก่า ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเนปาล ห่างจากลุมพินีวันทางทิศเหนือ ๒๒ กิโลเมตร

 


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 25932

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 27 ก.ย. 12, 13:35

อ่านพุทธประวัติจากข้างบนนี้  แสดงว่ากรุงกบิลพัสดุ์มี 2 เมืองด้วยกัน   
1  กรุงเก่าที่ตั้งมานานหลายร้อยหรือเป็นพันปี มีเจ้านายในศากยวงศ์สืบสายกันมาไม่ขาดสาย ก็คงเป็นเมืองใหญ่เป็นปึกแผ่นแน่นหนา  แต่ต่อมาสมัยพุทธกาล  เมืองนี้ถูกทัพของพระเจ้าวิฑูฑภะเข้าโจมตี  จับเจ้านายศากยวงศ์ฆ่าล้างวงศ์  เหลือรอดไปได้ไม่กี่องค์      เมื่อทำอย่างนี้ได้ก็แปลว่าตัวเมืองน่าจะถูกทำลายไปแทบไม่เหลือในสงครามครั้งนี้เช่นกัน   
2  กรุงใหม่ สร้างเป็นที่อยู่อาศัยของเจ้านายไม่กี่องค์ที่เหลือรอดไปได้   เพราะกรุงเก่าคงเสียหายเกินกว่าจะซ่อมได้  หรือเกินกำลังจะรักษาให้ดีดังเดิม    แบบกรุงศรีอยุธยาของเราหลังพ.ศ. 2310    เจ้าศากยวงศ์ในเมืองใหม่นี่เอง ที่ได้รับส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานไว้ในพระสถูปในเมือง
เมืองใหม่คงเป็นเมืองเล็กกว่าเมืองเก่า  จากนั้นเชื้อสายศากยวงศ์ก็คงร่วงโรยลงไป  ไม่เหลือเจ้านายอีก เหลือแต่ผู้สืบเชื้อสายระดับย่อยๆจำนวนน้อย ดังที่บันทึกไว้ในจดหมายเหตุ
เมื่อหลวงจีนฟาเหียนเดินทางผ่านมาในอีก 100 ปีต่อมา  กรุงกบิลพัสดุ์ใหม่ก็เหลือแต่ซากปรักหักพังเป็นส่วนใหญ่เสียแล้ว


จุดสิ้นสุดของศากยวงศ์จากน้ำมือของพระเจ้าวิฑูฑภะ  มีเรื่องเล่าไว้ในพระไตรปิฏก  มีที่มาจากพระเจ้าปเสนทิโกศลแห่งเมืองสาวัตถีซึ่งมีศรัทธาในพุทธศาสนา  ประสงค์จะได้เป็นญาติกับพระพุทธเจ้า เพื่อจะสร้างความคุ้นเคยเป็นกันเองกับพระสงฆ์สาวก   จึงแต่งทูตไปกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อขอขอเจ้าหญิงแห่งศากยวงศ์มาเป็นพระมเหสีสักองค์หนึ่ง
ฝ่ายทางศากยวงศ์ถือตัวว่าสกุลสูงกว่าพระเจ้าปเสนทิโกศล แต่เวลานั้นแคว้นโกศลเป็นใหญ่กว่า จะปฏิเสธคำขอเดี๋ยวก็เกิดหมางใจกัน   แต่จะให้เลือดเจ้านายฝ่ายตนไปปะปนกับเลือดสกุลอื่นที่ต่ำกว่าก็ไม่ได้   ท้าวมหานามแห่งศากยะ จึงเสนอต่อที่ประชุมเจ้านายว่า จะยกธิดาชื่อวาสภขัตติยาอันเกิดจากนางทาสีไปให้โดยปิดบังความจริงไว้    ที่ประชุมเห็นชอบก็จัดนางส่งไป
พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทราบจึงโปรดปรานมาก ให้สตรีมาเป็นบริวาร ๕๐๐ ต่อมานางประสูติพระโอรส นามว่าวิฑูฑภะ

เมื่ออายุได้ ๑๖ ปี วิฑูฑภะก็เสด็จเยี่ยมพระญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์   ทางศากยวงศ์ก็ประชุมกัน  ตกลงส่งเจ้าชายเล็กๆอายุน้อยกว่าวิฑูฑภะออกไปพักในชนบทหมด เพื่อจะได้ไม่ต้องไหว้ทำความเคารพลูกของทาสี
เมื่อวิฑูฑภะเสด็จมา ถึง ทางกบิลพัสดุ์ก็ต้อนรับดีพอสมควร วิฑูฑภะต้องเที่ยวไหว้คนโน้นคนนี้ ที่เป็นตายาย ลุงป้า น้า อา พี่ แต่ไม่มีใครไหว้พระองค์ก่อนเลย เมื่อถามก็คำตอบว่าลูกพี่ลูกน้องวัยเยาว์ด้วยกัน พากันออกไปตากอากาศกันหมด วิฑูฑภะก็เก็บความสงสัยไว้ในใจ
พระองค์ประทับอยู่เพียง ๒-๓ วัน ก็เสด็จกลับ  เมื่อทัพกำลังจะยกออกไป นายทหารคนหนึ่งได้ลืมดาบไว้ จึงวิ่งกลับไปเอา เห็นหญิงรับใช้กำลังเอาน้ำเจือน้ำนมซึ่งถือว่าเป็นน้ำล้างเสนียดจัญไรล้างแผ่นกระดานที่วิฑูฑภะนั่ง พลางก็บ่นว่า นี่คือกระดานที่วิฑูฑภะ บุตรนางทาสีนั่ง
ทหารผู้นั้น เข้าไปถาม ก็รู้ความจริง เป็นที่ซุบซิบกันไปทั้งกองทัพ   วิฑูฑพะก็ทรงทราบก็พิโรธมาก อาฆาตพวกศากยะว่า เวลานี้ขอให้พวกศากยะล้างแผ่นกระดานที่ประทับนั่งด้วยน้ำเจือด้วยน้ำนมก่อน เมื่อใดที่ได้ครองแคว้นโกศลจะกลับมาล้างแค้นโดยเอาเลือดในลำคอของพวกศากยะ ล้างแผ่นกระดาน
ต่อมาวิฑูฑภะได้เป็นกษัตริย์จริงๆ ก็เตรียมทัพไปตีพวกศากยะ  พระพุทธเจ้าเสด็จไปห้ามถึง 3 ครั้ง วิฑูฑภะก็ใจอ่อนยอมยกทัพกลับไปทุกครั้ง    แต่พักเดียวก็กลับแค้นขึ้นมาอีก ก็ยกมาอีก  พอถึงครั้งที่ 4  พระพุทธเจ้า ทรงเห็นว่าเป็นกรรมที่ศากยวงศ์จะต้องวิบัติ  จึงมิได้เสด็จไปห้ามอีก
พระเจ้าวิฑูฑภะยกทัพเข้ากบิลพัสดุ์ จับพวกศากยะฆ่าเสียมากมาย ไม่เว้นแม้แต่เด็กกำลังดื่มนม รับสั่งให้เอาโลหิตในลำคอของพวกศากยะล้างแผ่นกระดานที่เคยนั่ง แล้วกลับสาวัตถี

ขากลับแวะตั้งค่ายพักแรมที่ริมฝั่งแม่น้ำอจิรวดี   เกิดพายุฝนอย่างหนัก  น้ำหลากพัดเอาวิฑูฑภะกับบริวารบางพวกลงสู่มหาสมุทรตายกันทั้งหมด
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006, Simple Machines LLC
XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.249 วินาที กับ 19 คำสั่ง