เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 17 18 [19] 20 21 ... 39
  พิมพ์  
อ่าน: 85126 รำลึกถึงดาวเสียงต่างชาติต่างภาษาที่ดับแสงไปแล้ว
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30598

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 270  เมื่อ 06 พ.ย. 12, 21:09

ดาวของเอ็ดดี้เริ่มหรี่แสงลงเรื่อยๆ   ชื่อเสียงสมัยเป็นนักร้องแถวหน้าของบริษัทแผ่นเสียง RCA เทียบเท่าเพอรี่ โคโมและเอลวิส เพรสลีย์ จางหายไปกับกาลเวลา   เขาออกจากฮอลลีวู้ดไปร้องเพลงในลาสเวกัส และหาเวทีได้เล็กลงทุกที    แต่งงานอีก 2 ครั้งก็หย่าทั้งสองครั้ง  จนแต่งอีกครั้งที่สาม อยู่กันมาจนภรรยาตายจากไปก่อน   
เอ็ดดี้มีชีวิตยืนยาวมาจนอายุ 82  จึงถึงแก่กรรมเมื่อค.ศ. 2010

ฟังเพลงเก่าๆของเอ็ดดี้  ก็ยังเพราะอยู่ดี สมกับเป็นนักร้องขวัญใจของอเมริกามาแล้วในยุคหนึ่ง

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30598

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 271  เมื่อ 06 พ.ย. 12, 21:14

สามดาวเสียงเสียงทอง  เอ็ดดี้ ฟิชเชอร์  แอนดี้ วิลเลียมส์ และบ๊อบบี้ ดาริน  ซึ่งล้วนแล้วแต่ขึ้นสวรรค์ไปหมดแล้ว  ร่วมกันร้องเพลงจากหนัง The Sound of Music    Do-Re-Mi

บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 272  เมื่อ 07 พ.ย. 12, 09:44

Full Moon and Empty Arms เป็นอีกเพลงหนึ่งที่เอ็ดดี้ร้องได้เพราะมาก



จำได้ว่าเพลงนี้ดัดแปลงมาจากเพลงคลาสสิค  แต่ไม่แน่ใจว่าเป็น  Piano Concerto No. 2 ของ Sergei Rachmaninoff หรือเปล่า ใครทราบบ้างคะ

        ครับ นำทำนองมาจาก Rachmaninoff's Piano Concerto  หมายเลข 2

         
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 273  เมื่อ 07 พ.ย. 12, 09:48

         นอกจากเพลง Oh My Papa แล้วอีกเพลงหนึ่งที่ชอบมากคือเพลงนี้ ครับ

                             Cindy Oh Cindy

       

          ทำนองไพเราะมาก และเนื้อเพลงบรรยายความอ้างว้างท่ามกลางท้องทะเลเวิ้งว้างได้จับใจ ครับ
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 274  เมื่อ 07 พ.ย. 12, 10:25

       คลิป(เรท น ๑๘+) Carrie Fisher ลูกสาว(อดีตนางเอก Star Wars) "ทอล์ค โชว์" ย้อนรอย
เรื่องอื้อฉาวของพ่อ Eddie Fisher/Elizabeth Taylor Scandal ในรายการ Oprah Winfrey show

       

       
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30598

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 275  เมื่อ 07 พ.ย. 12, 13:54

เสียงของเอ็ดดี้หวานเศร้า ร้องเพลงหวานๆแล้วละลายใจแฟนเพลงยุค 1950s ได้โดยง่าย    เพลง Take My Love เพลงนี้มาจากหนังเรื่อง The Glass Slipper ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นหนึ่งของเทพนิยายซินเดอเรลลา ที่เลสลี่ คารอง ดาวเต้นนักบัลเลต์ของฝรั่งเศสที่มาเอาดีในฮอลลีวู้ดแสดงนำ
เอ็ดดี้ออกเพลงนี้ในค.ศ. 1955   ติดอันดับ 36 ในบิลบอร์ด



ทำนองเพลงนี้ ไทยนำมาดัดแปลงเป็นเพลง ดาวประจำใจ ขับร้องโดยสุเทพ วงศ์กำแหง


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30598

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 276  เมื่อ 09 พ.ย. 12, 09:06

เพลงดังอีกเพลงหนึ่งของเอ็ดดี้
I Need You Now
 


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30598

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 277  เมื่อ 09 พ.ย. 12, 09:08

นี่คือ Coke Time  รายการเล็กๆที่ทำให้เอ็ดดี้แจ้งเกิด

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30598

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 278  เมื่อ 09 พ.ย. 12, 09:10

ส่งท้ายเพลงของเอ็ดดี้ด้วยเพลงนี้ค่ะ

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30598

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 279  เมื่อ 13 พ.ย. 12, 10:23

คุณ SILA ยังไม่เข้ามาแนะนำดาวดับแสงคนต่อไป     ขอคั่นโปรแกรมด้วยดาวเสียงวัยรุ่นคนหนึ่งที่เคยโด่งดังในยุค 1950s ปลายๆมาจน 1960s  ช่วงที่ร็อคแอนด์โรลเขย่าอเมริกาจนสั่นสะเทือนไปทั้งประเทศ    นักร้องวัยรุ่นทั้งชายหญิงเกิดใหม่นับไม่ถ้วน ตอบสนองคนดูกลุ่มใหญ่ซึ่งเป็นพวก baby boomers คือเด็กที่เกิดหลังสงครามโลก และเป็นกลุ่มบริโภคใหญ่ของประเทศ
นักร้องคนนี้ชื่อบ๊อบบี้ ดาริน   ค่อนข้างโชคดีกว่านักร้องอื่นตรงที่ชีวิตไม่ได้ล้มลุกคลุกคลานกว่าจะดัง   เขาเป็นทั้งนักร้องและนักแต่งเพลงเอง   พออายุ 22 ได้รับเชิญไปออกรายการของดิ๊ค คลาร์ค ดีเจดังแห่งยุค    เพลงที่นักร้องหนุ่มหน้าใหม่คนนี้ร้องก็ดังระเบิดเถิดเทิงขึ้นมาชั่วข้ามคืน

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30598

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 280  เมื่อ 13 พ.ย. 12, 10:26

เพลงแรกจำหน่ายไปได้กว่าหนึ่งล้านแผ่น   ก็ไม่มีอะไรฉุดบ๊อบบี้ ดารินได้อีกแล้ว  ปีต่อมาคือปี 1959 เป็นปีทองของเขา  เขาได้รางวัลแกรมมี่ 2 รางวัลซ้อน คือได้จากเพลงยอดเยี่ยม Mack the Knife  และรางวัลนักร้องดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี
เพลงนี้ติดอันดับสิบอันดับแรกของบิลบอร์ดอยู่ถึง 52 สัปดาห์ และติดอันดับ 1 อยู่ 9 สัปดาห์

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30598

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 281  เมื่อ 13 พ.ย. 12, 10:34

บ๊อบบี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ร้องเพลง  เป้าหมายต่อไปของเขาคือก้าวเข้าสู่ฮอลลีวู้ด     ในปี 1960  เขาแต่งเพลงนำให้ภาพยนตร์เรื่อง Come September และแสดงร่วมในเรื่องนั้นด้วย  ดารานำคือร็อค ฮัดสัน และจิน่า ลอลโลบริจิดา ดาราสาวเซกซี่ชาวอิตาเลียน 
ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำในโรม  เป็นเรื่องรักโรแมนติคเบาๆ   ถ่ายทำในยุโรปตามเมืองสวยๆ เห็นวิวงามๆ  ให้คนดูอเมริกันได้ตื่นตาตื่นใจ  ตามความนิยมสมัยนั้น

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30598

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 282  เมื่อ 13 พ.ย. 12, 10:41

หนังเรื่องนี้มีพระเอกนางเอก 2 คู่ นอกจากดาราหนุ่มใหญ่สาวใหญ่แล้วก็มีหนุ่มน้อยสาวน้อยอีกคู่หนึ่ง   บ๊อบบี้ได้ประกบคู่กับดาราสาวขวัญใจวัยรุ่นที่กำลังดังที่สุดในฮอลลีวู้ดยุคนั้น  เธอชื่อแซนดรา ดี   อายุเพียง 16 ปี  หลังจากพบกัน 2 เดือน ทั้งคู่ก็หมั้นกัน   เข้าสู่ประตูวิวาห์เมื่อแซนดราอายุ 18 ปี   ทั้งสองมีลูกชายด้วยกันคนหนึ่ง


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30598

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 283  เมื่อ 13 พ.ย. 12, 14:25

บ๊อบบี้ได้เล่นหนังคู่กับแซนดราต่อมาอีก  เป็นขวัญใจวัยรุ่นด้วยกันทั้งคู่   เพลงดังของเขาก็ยังมีออกมาสู่วงการอีกเช่นกัน


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30598

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 284  เมื่อ 13 พ.ย. 12, 14:55

ยังไงก็ตาม    ชีวิตสมรสของขวัญใจวัยรุ่นจบลงหลังแต่งงานกันได้ 6 ปีกว่า    ทั้งคู่อยู่กันไม่ได้ด้วยปัญหาส่วนตัวซึ่งสะสมกันมาเรื่อย  อย่างหนึ่งคือต่างคนต่างยุ่งอยู่กับงานจนไม่มีเวลาให้กัน  อย่างที่สองคือสภาพทางจิตของแซนดรา ดี ที่มีปัญหามาตั้งแต่วัยรุ่น    จบลงด้วยการหย่าในปี 1967  
ผลกระทบจากการหย่าร้าง ทำให้อนาคตทั้งบ๊อบบี้และแซนดราดิ่งลงเบื้องล่างไปด้วยกันทั้งคู่    แซนดรากลายเป็นดาวดับไปเลย หาบทเล่นอีกไม่ได้   ส่วนบ๊อบบี้ก็พบว่าชื่อเสียงเริ่มเสื่อมความนิยม    เขาไม่ใช่นักร้องวัยรุ่นอย่างเมื่อก่อนอีกแล้ว แต่เป็นหนุ่มใหญ่วัยสามสิบกว่า     กว่าจะกลับมามีรายการโชว์ของตัวเองทางทีวี "The Bobby Darin Show" ก็ผ่านไปถึงปี 1973
ชื่อเสียงของบ๊อบบี้เริ่มกระเตื้องขึ้นมาอีกครั้ง จากร้องเพลงโชว์ตามไนท์คลับ    แต่โรคร้ายที่เป็นมาแต่เล็ก คือไข้รูมาติคที่ส่งผลกระทบต่อหัวใจ ทำให้โรคหัวใจกลับมาคุกคามอีกครั้ง  จนเสียชีวิตเมื่อค.ศ.1973   อายุเพียง 37 ปี

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 17 18 [19] 20 21 ... 39
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.037 วินาที กับ 19 คำสั่ง