เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12 13
  พิมพ์  
อ่าน: 54643 "คำถามจากหนังสือ "การเมืองในอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี" - "วีรกรรมนี้เกิดขึ้นจริงหรือ?"
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 150  เมื่อ 08 ก.ย. 12, 09:01

ยินดีที่ทุกท่านเข้ามาร่วมวงอภิปราย

ก่อนจะตอบคำถามคุณสุจิตราขอเสริมคุณวีมีและคุณอาร์ต

เอาของคุณวีมีก่อน

ข้อเท็จจริงคือ นครราชสีมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ "ชายขอบ" ระหว่างสองวัฒนธรรมคือสยามกับลาว ขณะนั้นคนอีสานยังมีความรู้สึกผูกพันอยู่กับเวียงจันท์มากกว่าสยาม ความเป็นเมืองชายขอบของนครราชสีมา จึงทำให้เกิดความคลุมเครือต่อสถานะความจงรักภักดีของนครราชสีมาที่มีต่อกรุงเทพฯ
 

ข้อความข้างบนนี้เป็นการมองในมุมของคนภาคกลาง  ที่เรียกชาวนครราชสีมาว่า "ลาวโคราช"  แต่สำนวนคนอุดรธานีเมื่อสักยี่สิบปีเศษเขาเรียกชาวนครราชสีมาว่า "ไทยโคราช"  ซึ่งเป็นพยานได้ชัดเจนว่า พวกลาวเขาไม่นับชาวนครราชสีมาว่าเป็น "ลาว" เหมือนชาวพื้นถิ่นอีสานอื่นๆ

ข้อความข้างบนที่ว่า นครราชสีมาเป็น "เมืองชายขอบ" ระหว่างสยามกับลาวนั้น มิได้หมายความว่าคนโคราชเป็นลาว และเป็นความจริงที่ว่าคนโคราชเป็นไทยแท้แน่นอน แต่พ้นเขตเมืองโคราชประชาชนส่วนใหญ่ในสมัยนั้นคือลาวแท้แน่นอน

อ้างนิราศหนองคายอีกที  คุณหลวงพัฒนพงศ์ภักดียังบอกไว้ในนิราศนั้นว่าเมื่อพ้นเมืองพิมายออกไปถึงลำสะแทกก็เป็นเขตเมืองลาว

ก็เสร็จข้ามแม่น้ำลำสะแทก               เป็นลำแยกจากมูลศูนย์กระแส
สิ้นเขตแดนพิมายเมืองชำเลืองแล    เข้าแขวงแควเมืองลาวชาวอารัญ

อย่าลืมว่าพระยาภักดีชุมพล เจ้าเมืองชัยภูมิที่กล่าวไว้ข้างบนก็เป็นชาวลาวเวียงจันทน์

 ขยิบตา
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 151  เมื่อ 08 ก.ย. 12, 09:17

คน "ไทยเบิ้ง" แท้ๆ จะไม่พูดภาษาลาว แต่จะพูดภาษากลาง สำเนียงออกแปร่งๆ เหมือนเขมร

คำหลายคำก็จะแปลกๆ ไม่เหมือนใคร อย่าง "จั๊กแล่ว" "ดะดาษ" "ค่ำคาง"

ทำไมภาษาโคราชถึงมีสำเนียงแปร่ง ๆ

คุณสุจิตต์ วงษ์เทศได้อธิบายไว้ในคำนำของหนังสือเล่มนี้ว่า

กรมหมื่นเทพพิพิธรวบรวมผู้คนจากหัวเมืองชายทะเลตะวันออกมีจันทบุรี, ระยอง, ชลบุรี, ปราจีนบุรี และนครนายก เป็นกำลังสำคัญให้ขึ้นไป “ตั้งหลัก” อยู่เมืองนครราชสีมาและเมืองพิมาย ครั้นหลังกรุงแตกยังมี “ข้าเก่า” จากกรุงศรีอยุธยาหนีพม่าขึ้นไปตั้งหลักแหล่งเพิ่มเติมอีกมาก พวกนี้ ไม่ใช่ลาว แต่เป็น ไทยสยามภาคกลาง

เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีปราบ “ก๊กเจ้าพิมาย” แล้วก็ไม่ได้กวาดต้อนผู้คนเหล่านี้ลงมากรุงธนบุรี พวกนี้ได้ปักหลักอยู่ที่นั่น แล้วกลายเป็นบรรพบุรุษกลุ่มใหญ่ของคนโคราชปัจจุบัน คนพวกนี้ได้ผสมกลมกลืนกับคติท้องถิ่นที่มีมาแต่เดิม (ซึ่งน่าสงสัยว่าเป็นแบบกรุงศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์) แล้วเกิดประเพณีใหม่กลายเป็น “วัฒนธรรมโคราช” เช่น สำเนียงโคราชกระเดียดไปทางสำเนียงชายทะเลตะวันออกแถบระยอง จันทบุรี แม้ผู้คนแถบปราจีนบุรีและนครนายกเมื่อสัก ๕๐ ปีมาแล้ว ก็พูดสำเนียง “คางยาน” ไม่ต่างจากสำเนียงโคราชมากนัก

เพลงโคราชมีฉันทลักษณ์และลีลาเดียวกับเพลงพาดควาย, เพลงฉ่อย (ไม่ใช่ลำตัดที่เพิ่งเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๕) นอกจากนั้นยังมีประเพณีอื่น ๆ อีก เช่น กินข้าวเจ้า เคี้ยวหมาก ตัดผมเกรียน นุ่งโจงกระเบน และมีศิลปะสถาปัตยกรรมทำวัดวาอารามแบบอยุธยาภาคกลาง


นี่แหละคนโคราชกันเอ๋ง

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
Matoom
อสุรผัด
*
ตอบ: 32


ความคิดเห็นที่ 152  เมื่อ 08 ก.ย. 12, 09:58

ติดตามอ่านมาแต่ต้นครับ เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ตอนเป็นนักศึกษา และได้ตามข่าวประท้วงครึกโครมด้วยความเห็นใจคุณสายพินเป็นอย่างมาก

ในด้านเนื้อหา ผมไม่ได้อ่านฉบับวิทยานิพนธ์ อ่านฉบับที่ได้ปรับปรุงพิมพ์เป็นเล่มโดยสำนักพิมพ์...ซึ่งพาดหัวหวือหวาอย่างบางท่านว่า แต่ก็ดึงความสนใจคนได้นะครับ ผมไม่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์พอ อ่านแล้วจึงเชื่อผู้เขียน (เหมือนอ่าน "การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี" ของ อ.นิธิ ) แต่เมื่อได้อ่านความเห็นของท่านผู้รู้ในกระทู้นี้ โดยเฉพาะมุมมองที่แตกต่างในการตีความเอกสารประวัติศาสตร์และข้อสันนิษฐานของคุณสายพิน ทำให้เปิดหูเปิดตาเป็นอย่างยิ่งครับ นึกแทนคุณสายพินว่าคงดีใจที่มีผู้วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์เช่นนี้กับงานของเธอ ถ้าเธอเข้ามาตอบคงยิ่งประเทืองปัญญากันมากขึ้นอีก

ประเด็นที่คุยกันในกระทู้นี้ยังแตกออกไปอีกหลายเรื่อง นักฟังเหลียวมองท่านนั้นทีท่านนี้ทีแล้วจดยิกๆ เลยครับ

คันปากเหมือนกัน แต่กลัว อ.เทาชมพู ตีมือครับ... แต่ที่ไม่กลัวคือถ้าใครบอกแม้โดยนัยว่า อ.เพ็ญชมพู คือใคร ผมยอมให้ตีถึงก้นเลย (พนมมือไหว้ด้วยความเคารพ ขออภัยหากไม่สมควร) ยิ่งอ่านยิ่งหลงท่านอ่ะครับ

ขอแทรกเพียงเท่านี้ จะติดตามอ่านต่อไปครับ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 153  เมื่อ 08 ก.ย. 12, 10:10

คันปากเหมือนกัน แต่กลัว อ.เทาชมพู ตีมือครับ... แต่ที่ไม่กลัวคือถ้าใครบอกแม้โดยนัยว่า อ.เพ็ญชมพู คือใคร

แล้ว "เพ็ญชมพู" คือใครหนอ   ยิ้มเท่ห์   คุณมะตูมอาจจะตามอ่านกระทู้นี้จนมึน

อย่าสับสน อย่าสับสน

แหะ แหะ

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 154  เมื่อ 08 ก.ย. 12, 10:13

แต่อยากได้ฟังความเห็นท่านเพ็ญชมพูว่า หลังจากได้ข้อมผูลเพิ่มเติมรวมทั้งมุมมองต่างๆจากท่านเนาวรัตน์และท่านเทาชมพูแล้ว
ท่านเพ็ญชมพูได้ข้อสรุปเบื้องต้นประการใดครับ

ประวัติศาสตร์หากมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ก็ง่ายต่อการฟันธงลงไปว่าจริงหรือไม่จริง

อาศัยเอกสารปฐมภูมิที่คุณสายพินนำมาเสนอไม่ว่าจะเป็นใบบอก คำให้การ รายงานของคนอยู่ในเหตุการณ์สู้รบกับทัพเจ้าอนุวงศ์ที่ทุ่งสัมฤทธิ์กล่าวถึงพระยาปลัด และกรมการเมือง ไม่มีชื่อคุณหญิงโมอยู่เลย มีเพียงในคำให้การของขุนโอฐ ขุนเวด "ผู้หญิงในครัว หนุนโห่ไล่อ้ายลาวแตก"

หลักฐานต่อมาไม่ใช่หลักฐานปฐมภูมิไม่ว่าจะเป็นพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ซึ่งเผยชื่อของคุณหญิงโมเป็นครั้งแรก "......ท่านผู้หญิงโม้ภรรยาพระยาปลัดคุมผู้หญิงเป็นทัพหนุน...", หนังสือของพระยาพิทักษ์เทพธานีและของก.ศ.ร. กุหลาบซึ่งเล่าถึงวีรกรรมของคุณหญิงโมเป็นครั้งแรก, หนังสือของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งเพิมเติมข้อมูลเป็นครั้งแรกว่า "พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งคุณหญิงโมเป็นท้าวสุรนารี"

หลักฐานที่ประเภทที่สองนี้อาจได้มาจากคำบอกเล่าต่อ ๆ กันมาของคนในท้องถิ่น

ทำไมเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ไม่บันทึกข้อมูลต่าง ๆ ข้างบนนั้นให้ครบถ้วนเสียตั้งแต่แรก ?  นี่ก็น่าจะเป็นคำถามอีกคำถามหนึ่ง

ถ้าจะให้สรุปว่า "วีรกรรมของคุณหญิงโมมีจริงหรือไม่" ขอตอบตามคุณสายพินใน # ๖ ว่า

เรื่องตัวตนของวีรกรรมของคุณหญิงโม มีความเป็นไปได้เป็น ๒ ทาง คือ

๑. วีรกรรมของคุณหญิงโมไม่มีตัวตนจริง

๒. วีรกรรมของคุณหญิงโมอาจมีตัวตนจริง



เอาแค่นี้ก่อน เดี๋ยวคุณมะตูมจะมึนมากกว่านี้

ต่อไปจะพูดเรื่องอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี แล้วต่อด้วยเรื่องพระยาภักดีชุมพล

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 155  เมื่อ 08 ก.ย. 12, 12:07

การสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๗ หลังเหตุการณ์กบฏบวรเดชไม่ถึง ๔ เดือนทั้ง ๆ ที่รูปปั้นท้าวสุรนารียังไม่เสร็จสมบูรณ์ เป็นเพียงรูปปูนปั้นปลาสเตอร์ทาสีทองไปตั้งไว้เท่านั้น

ทำไมพระยากำธรพายัพทิศ (ดิศ อินทโสฬศ) ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาและพันโทพระริงรุกปัจจามิตร (ทอง รักสงบ) ผู้บังคับการจังหวัดนครราชสีมา จึงคิดสร้างอนุสาวรีย์นี้ เหตุผลก็คือลบล้างความรู้สึกของทั้งคนกรุงเทพฯและโคราชว่านครราชสีมาเป็นเมืองกบฏ เพราะภาพลักษณ์ของท้าวสุรนารีเป็นที่รับรู้ก่อนหน้านั้นแล้วว่าเป็นวีรสตรีผู้จงรักภักดีต่อรัฐบาลที่กรุงเทพฯ   รัฐบาลที่มาจากคณะราษฎรก็ยินดีที่จะอนุมัติเพราะเข้ากับหลักการที่ต้องการเชิดชู "สามัญชน"

ก่อนหน้าอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีปัจจุบันนี้ มีอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ๒ แห่งแล้ว คือที่พระยาปลัดสามีท้าวสุรนารีสร้างที่วัดศาลาลอย เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๕  แห่งที่สองคือที่พลตรีพระยาสิงหเสนี (สะอาด สิงหเสนี) สร้างไว้ที่วัดกลาง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒

เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้สร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีแห่งที่สองและแห่งที่สามคืออนุสาวรีย์ปัจจุบันนี้ ถึงแม้ว่าไม่ได้เป็นญาติกับคุณหญิงโมโดยตรง แต่ก็มีบรรพบุรุษอยู่ในเหตุการณ์ศึกเจ้าอนุวงศ์

มีแผนภูมิจากหนังสือของคุณสายพินมาแสดง

 ยิ้ม



คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
Matoom
อสุรผัด
*
ตอบ: 32


ความคิดเห็นที่ 156  เมื่อ 08 ก.ย. 12, 20:30

พล็อตหนึ่งของนิยายโรแมนติก คือให้มีการเข้าใจผิด เพื่อจะได้สารภาพความในใจ
ที่ว่า "ยิ่งอ่านยิ่งหลงท่าน" เขียนแบบคลุมเครือ กลัวเขินครับ
ตั้งใจจะบอกว่า "ยิ่งอ่านยิ่งหลงรักท่าน" อ่ะครับ... คราวนี้ได้เขินกันล่ะ

ผมเซฟกระทู้จาก "เรือนไทย" กลับไปอ่านบนดอยครับ ที่นั่นเน็ตช้า
เลือกเรื่องที่สนใจ และได้ใช้เวลาแบบไม่ตองรีบในการอ่าน จึงซึมซาบได้เต็มที่
หลายๆ เรื่องที่เซฟไปอ่านมีประโยชน์ยิ่ง หาอ่านที่ไหนไม่ได้
เพราะมาจากประสบการณ์สั่งสมยาวนานของผู้รู้ ซึ่งทั้งลึกซึ้งและกว้างขวาง
ให้ภาพเหมือนยืนบนหน้าผามองเห็นเหวและท้องฟ้าในเวลาเดียวกัน
ที่นี่เป็นชุมชนทางปัญญาที่ใครจะเข้ามารับและแลกเปลี่ยนได้จากทุกแห่งและทุกเวลา

เขียนอะไรยาวๆ เพื่อแก้เขิน แต่ใจคิดอย่างนี้จริงครับ
บันทึกการเข้า
สมภพ เจ้าเก่า
อสุรผัด
*
ตอบ: 7


ความคิดเห็นที่ 157  เมื่อ 08 ก.ย. 12, 20:49

มีผู้ชวนมาดูกระทู้ แต่คอมเม้นท์เยอะจัดอ่านไม่หมด (ขออภัยนะครับ)

อันนี้ขอนำเสนอข้อมูลจากสัมผัสที่ 6 จากการไปสัมภาษณ์เจ้าพ่อหลักเมืองโคราช  รายละเอียดเต็มๆอยู่ที่นี่ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sompop&month=07-2012&date=16&group=11&gblog=19

สาเหตุที่ถามเจ้าพ่อหลักเมืองแทนที่จะถามตัวคุณย่าเอง  ก็เพื่อความเป็นกลางครับ (เพราะผู้เล่าประวัติตัวเองอาจแต่งเติมให้ดีขึ้นได้)
ท่านว่าย่าโมมีจริง  แต่หัวหน้าย่าโมอาจเป็นใส้ศึกครับ
จากเหตุการณ์นี้ ย่าโมแตกหักกับหัวหน้า  และมีการบุกจับลูกหัวหน้าตัวเองเอาไว้ด้วย
ท่านไม่พูดถึงสามีย่าโมคือใคร แต่มีลูกสามคน
รองจากย่าโม  เจ้าพ่อให้ความสำคัญกับหัวหน้าย่าโมเป็นพิเศษ  จากการถามย้ำถึงสองครั้ง ดูจะส่อว่าหัวหน้าย่าโมก็คือเจ้าเมืองโคราชสมัยนั้นครับ
เจ้าพ่อบอกว่า ย่าโมไปช่วยคน คงชัดแล้วว่า ท่านไม่ได้ถูกร่วมกวาดต้อนไป
เรียกได้ว่า เป็นนักรบหญิงมาก่อน  มีม้าเป็นพาหนะ
ท่านยืนยันเรื่องการไปทุ่งสัมฤทธิ์จริง  แต่วันที่ย่าโมออกรบไม่ใช่วันที่แสดงแสงสีเสียง
ย่าโมไม่ใช่คุณหญิง
เรื่องนางสาวบุญเหลือแต่งด้วยแรงศรัทธา
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 158  เมื่อ 08 ก.ย. 12, 20:57

คุณสมภพกรุณาช่วยอธิบายหน่อยว่าวิธีสัมภาษณ์ท่านเจัาพ่อหลักเมืองโคราชนั้น

ทำเช่นใดฤๅ

 ฮืม
บันทึกการเข้า
vannakas
อสุรผัด
*
ตอบ: 1


ความคิดเห็นที่ 159  เมื่อ 08 ก.ย. 12, 22:41

    อยากแสดงทัศนะบ้างว่า  ลำพังข้อมูลวีรกรรมนางโม้จากพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์  พอเพียงจะสรุปได้อย่างหยาบ ๆหรือไม่ว่าน่าจะมีวีรกรรมของนางโม้จริง(แค่เรื่องคุมกองหลังเท่านั้นครับ)     เป็นไปได้ใหมว่าท่านอาจมีเอกสารบางเล่มที่อาจศุนย์หายไปแล้ว ณ ปัจจุบัน  เพราะจากข้อเขียนของท่านเรื่องช่วงนี้  ดูก็สอดคล้องกับเอกสารของ ก.ศ.รกุหลาบ ซื่งท่านคนหลังนี่ก็มีเรื่องราวละเอียดการรบเสียยิ่งกว่าของท่านเจ้าพระยาเสียอีกแสดงว่าคงจะมาจากแหล่งเดียวกัน  และเอกสารมีตัวตนจริง (นอกเหนือจากจดหมายเหตุ ร.3)  อีกประการหนึ่งผมก็มองไม่เห็นมูลเหตุอะไรที่ท่านเจ้าพระยาจะมา make เรื่องวีรกรรมนางโม้เรื่องเดียว  โดยที่เรื่องอื่นเป็นเรื่องจริงอ้างอิงได้หมด
บันทึกการเข้า
สมภพ เจ้าเก่า
อสุรผัด
*
ตอบ: 7


ความคิดเห็นที่ 160  เมื่อ 09 ก.ย. 12, 00:33

สมภพ ใช้กระดานนี่ครับ  ยิ้มกว้างๆ


จึงใช้ความพยายามพอสมควรในการรวมเป็นคำพูด

สิ่งที่สมภพยังขาดคือ  คนที่มีความรู้ประวัติศาสตร์ไปร่วมถาม  ไม่ว่าผู้ตอบจะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ก็ตาม  ก็สมควรถูกถามเค้น(อย่างไม่เกรงใจแต่สุภาพ)ให้ละเอียดมากกว่านี้ครับ

เรื่องนี้ถามเจ้าพ่อหลักเมืองกรุงเทพไม่ได้ เพราะท่านว่าท่านมาอยู่สมัย ร.๔ ในการฝังเสาครั้งที่สอง (แต่ก็ยังไม่เคยลองถาม ไม่รู้ท่านจะสามารถรู้ไปได้หรือไม่)
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30551

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 161  เมื่อ 09 ก.ย. 12, 09:40

คุณสมภพ  สัมภาษณ์เจ้าพ่อด้วยผีถ้วยแก้วหรือคะ?   ตกใจ
ถ้างั้นดิฉันยอมจำนนค่ะ   ไม่มีปัญญาถาม

พล็อตหนึ่งของนิยายโรแมนติก คือให้มีการเข้าใจผิด เพื่อจะได้สารภาพความในใจ
ที่ว่า "ยิ่งอ่านยิ่งหลงท่าน" เขียนแบบคลุมเครือ กลัวเขินครับ
ตั้งใจจะบอกว่า "ยิ่งอ่านยิ่งหลงรักท่าน" อ่ะครับ... คราวนี้ได้เขินกันล่ะ

ผมเซฟกระทู้จาก "เรือนไทย" กลับไปอ่านบนดอยครับ ที่นั่นเน็ตช้า
เลือกเรื่องที่สนใจ และได้ใช้เวลาแบบไม่ตองรีบในการอ่าน จึงซึมซาบได้เต็มที่
หลายๆ เรื่องที่เซฟไปอ่านมีประโยชน์ยิ่ง หาอ่านที่ไหนไม่ได้
เพราะมาจากประสบการณ์สั่งสมยาวนานของผู้รู้ ซึ่งทั้งลึกซึ้งและกว้างขวาง
ให้ภาพเหมือนยืนบนหน้าผามองเห็นเหวและท้องฟ้าในเวลาเดียวกัน
ที่นี่เป็นชุมชนทางปัญญาที่ใครจะเข้ามารับและแลกเปลี่ยนได้จากทุกแห่งและทุกเวลา

เขียนอะไรยาวๆ เพื่อแก้เขิน แต่ใจคิดอย่างนี้จริงครับ

กระทู้ยาวๆ ทั้งหลายเมื่อเขียนกันสักพัก  ก็มักจะมีการแยกเข้าซอยใหญ่บ้างเล็กบ้างตามมา เป็นเรื่องธรรมดา
แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในเรือนไทย ที่มีการตัดถนนเข้าบางรัก
จึงขอบันทึกไว้เป็นอนุสรณ์  โดยไม่มีการเมืองอยู่เบื้องหลังนะคะ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 162  เมื่อ 09 ก.ย. 12, 10:17

ได้เวลาผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง ห ล บ อ อ ก ห ลั ง ฉ  า  ก


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 163  เมื่อ 09 ก.ย. 12, 11:05

สมมุตินะ สมมุติ

สมมุติว่าวิธีของคุณสมภพสามารถติดต่อสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในมิติที่เราอยู่ได้ (สมมุติว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริง)  คุณสมภพแน่ใจอย่างไรว่าผู้ที่ถูกสัมภาษณ์ป็นเจ้าพ่อหลักเมืองโคราชไม่ใช่วิญญาณพเนจรแถว ๆ นั้น

แต่อย่างไรก็ตาม ขอรับข้อมูลของคุณสมภพไว้พิจารณา

สะดุดใจตรงที่ท่านเจ้าพ่อบอกว่า "หัวหน้าย่าโมอาจเป็นไส้ศึก"

คุณเทาชมพูเคยถามว่ามีหลักฐานว่าโคราชเคยแข็งเมืองกับกรุงเทพตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๖๙-๒๔๑๒ ไหม

   เช่นเดียวกับความผูกพันต่อเมืองหลวง ก็คือการรับรู้ถึงอำนาจของส่วนกลางที่ปกครองอยู่  ถ้าส่วนกลางไม่ไปก่อความเดือดร้อนให้เขา เขาก็ไม่เดือดร้อนที่จะดำรงความสัมพันธ์นั้นไว้    ถ้าเขาไม่พอใจ เขาก็ลุกขึ้นต่อต้าน ที่ส่วนกลางเรียกว่ากบฏ อย่างกบฏสาเกียดโง้งในรัชกาลที่ ๒    ถ้าหากว่าคุณสายพินจะหาหลักฐานมาได้ว่าโคราชเคยแข็งเมืองกับกรุงเทพ  ตั้งแต่พ.ศ. ๒๓๖๙ ถึงพ.ศ. ๒๔๑๒ (ปีหลังศึกเจ้าอนุวงศ์มาจนถึงต้นรัชกาลที่ ๕ ) จนเป็นเหตุให้ต้องปราบกบฏโคราชกันยกใหญ่     บางทีอาจจะเรื่องการเมืองแอบแฝงอาจจะมีน้ำหนักมากขึ้นบ้าง   แต่นี่ก็ไม่เห็นมี

คำตอบคือไม่

แต่ในระหว่างช่วงเวลานั้นหรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย พฤติกรรมหัวหน้าย่าโมช่างน่าสงสัย

เหตุการณ์ที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๖๒ สมัยรัชกาลที่ ๒ ในเหตุการณ์กบฏอ้ายสาเกียดโง้ง พระภิกษุสาตั้งตัวเป็นผู้วิเศษ เข้ายึดเมืองจำปาศักดิ์ เจ้าเมืองสู้ไม่ได้ รัชกาลที่ ๒ จึงให้เมืองนคราชสีมายกทัพไปปราบ แต่ทำการไม่สำเร็จ เจ้าอนุวงศ์และราชบุตร (โย้) จึงยกทัพไปปราบได้สำเร็จ และได้ฟ้องต่อกรุงเทพฯ ว่า พระยาพรหมภักดี (ทองอินทร์) ยกกระบัตรเมืองนครราชสีมาสนับสนุนให้อ้ายสาปล้นเมืองจำปาศักดิ์  รัชกาลที่ ๒ ทรงไต่สวนแล้วพ้นข้อกล่าวหา

เหตุการณ์ที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๖๙ ในเหตุการณ์กบฏเจ้าอนุวงศ์นี้เอง เมื่อเจ้าอนุวงศ์ยกทัพมายึดเมืองนครราชสีมา เจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอินทร์) มิได้กลับมาช่วยแก้ไขสถานการณ์ ภายหลังเหตุการณ์นี้ รัชกาลที ๓ ทรงลดบทบาทของเจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอินทร์) ให้มีอำนาจเฉพาะในหัวเมืองขึ้นของนครราชสีมาเท่านั้น  ส่วนหัวเมืองอีสานอื่น ๆ มอบหมายให้เจ้าพระยาบดินทรเดชารับผิดชอบปกครองแทน

 ขยิบตา
บันทึกการเข้า
Diwali
มัจฉานุ
**
ตอบ: 96


ความคิดเห็นที่ 164  เมื่อ 09 ก.ย. 12, 12:39

ผมแค่มาลงชื่อเข้าเรียนนะครับ คุณครูทุกท่าน


ดีนะที่ผมย้อนกลับไปอ่าน ไม่งั้น อาจโดนคุณครูใหญ่ตีมือ
 รูดซิบปาก รูดซิบปาก รูดซิบปาก รูดซิบปาก
 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

แต่ว่าแล้วก็ขอเล่านิดนึง
เรื่องวิทยานิพนธ์ของคุณสายพินเนี่ย เกือบเล่นเอาผมแทบไปสอบไม่ทัน
เพราะตอนที่เกิดเรื่องใหญ่โตนั้น ผมยังเรียนปริญญาตรีอยู่ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ปรากฎว่า ผมเรียกรถแท็กซี่จากบ้านแถวดอนเมือง เพื่อจะไปสอบ
ระหว่างทางก็นั่งคุยสัพเพเหระไปตามเรื่อง
แต่พอคนขับแท็กซี่ รู้ว่าผมเป็นนักเรียนที่ มธ. แค่นั้นแหละ
ด่าผมมาชุดใหญ่ แทบจะไล่ลงจากรถ
ทั้งๆที่โชเฟอร์ท่านนั้น ไม่ใช่คนโคราช แต่ท่านก็ดูเหมือนจะเจ็บแค้นมาก


ดีนะที่ผมไม่ได้เถียงอะไรเลยซักแอะ และบอกไปว่าผมเองก็ไม่รู้จักคุณสายพิน(เป็นการส่วนตัว....  รูดซิบปาก;) )
เลยได้นั่งรถต่อไปจนถึงสนามหลวง
(ตอนนั้น ยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มดังกล่าว เลยไม่รู้จะเถียงยังไง
แต่จริงๆแล้ว ก็อยู่ในรายการหนังสือที่ต้องอ่านอยู่เหมือนกัน เพราะใช้ในการเรียนอยู่แล้วครับ)

ไม่มีสาระเพิ่มเติมกับกระทู้ เพียงแค่มาเล่าผลกระทบทางตรงที่ผมได้รับ จากวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ครับ

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12 13
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.081 วินาที กับ 19 คำสั่ง