เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 4 5 [6]
  พิมพ์  
อ่าน: 18878 เราควรจะสอนประวัติศาสตร์ไทยเสียใหม่อย่างไรดี
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11367



ความคิดเห็นที่ 75  เมื่อ 29 ก.ค. 20, 16:48

พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องคดี 'ส.ศิวรักษ์' ข้อหา ม.112  ปมกล่าวพาดพิงถึงสมเด็จพระนเรศวรและกรณียุทธหัตถี ส่งพนักงานอัยการศาลทหารพิจารณาคดีต่อ พร้อมนัดให้มาฟังคำสั่งวันที่ 7 ธ.ค.นี้

คดีนี้อัยการศาลทหารยกฟ้อง

คุณนริศมีความคิดเห็นอย่างไรที่ ส. ศิวรักษ์ ถูกฟ้องในคดีนี้  ขยิบตา
บันทึกการเข้า
Naris
องคต
*****
ตอบ: 415


ความคิดเห็นที่ 76  เมื่อ 30 ก.ค. 20, 11:14

ความเห็นผม ผมมองว่า ประวิติศาสตร์ก็เหมือนศาสตร์อื่นๆทั่วไปครับ คือมีทั้งส่วนที่เป็นศาสตร์แท้ๆ และส่วนที่ว่าด้วยการนำไปประยุกต์ใช้
ปัญหาของประวัติศาสตร์ก็คือ ส่วนที่เป็นศาสตร์แท้ๆนั้น มีความไม่แน่นอน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ล่วงพ้นไปแล้ว ไม่สามารถกลับไปสืบค้นอะไรได้อีก การรับรู้สิ่งที่ล่วงพ้นมาแล้วจึงทำได้เพียงอาศัยพยานหลักฐาน ซึ่งวันหนึ่งพยานหลักฐานอาจชี้ไปทางหนึ่ง อีกวันหนึ่งก็อาจชี้ไปอีกทางหนึ่งก็ได้ ไม่แปลกอะไรครับ

แต่ส่วนที่เป็นปัญหา คือเรื่องของการประยุกต์ใช้ บางครั้งเรานำประวัติศาสตร์มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ใช้ในการสร้างความภาคภูมิใจร่วมกัน หรือการสร้างศัตรูร่วมกัน เพื่อรวบคนให้เป็นปึกแผ่น ซึ่งอาจจะเรียกว่าประวัติศาสตร์ในมิติของความมั่นคงก็พอได้กระมังครับ ของอย่างนี้ ไม่ได้มีแต่ประเทศเราที่ทำ ที่ไหนๆ เขาก็ทำ มากหรือน้อยต่างกันเท่านั้นเอง (ก็อย่างที่พี่จีนเขาอ้างว่า ทะเลจีนใต้เป็นของเขา เพราะมีประวัติศาสตร์นั่นโน่นนี้ หรือเวลาที่เราอ้างว่า ต้าหลี่เป็นอาณาจักรคนไทย เขาก็เถียงสุดชีวิตว่า No!! ต้าหลี่เป็นของชนชาติจ้วง เกาหลีนี่ถึงขนาดอ้างว่า อะไรๆก็มีรากมาจากอารยธรรมเกาหลี ใกล้กว่านี้ก็บ้านข้างๆเรา ที่เริ่มจะเคลมว่า อารยธรรมไทยทุกอย่างขโมยมาจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน)

ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือ การลดความน่าเชื่อถือของประวัติศาสตร์เชิงความมั่นคงของประเทศเราลง จะมีผลดีอย่างไร ถ้ารุ่นลูกผมจดจำว่า พระนเรศวรไม่ได้ชนะในการดวลเกียรติยศ เป็นแต่เพียงคนที่ดักยิงแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามตาย แล้วผลดีคืออะไร

อีกประเด็นนี่ผมคิดใจมานานแล้วครับ คือ เรื่องพระมหาอุปราชากับพระนเรศวรนี้ ฝ่ายไทยกับฝ่ายพม่าบันทึกไว้ต่างกัน
ฝ่ายไทยบอก พระนเรศวร ชนะในการดวล ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ พระเกียรติยศจะสูงกว่า
ฝ่ายพม่าบอก พระมหาอุปราชาถูกยิง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ พระเกียรติยศจะไม่มากเท่าไหร่
หลายคนเลือกเชื่อหลักฐานทางพม่า

แต่พอเรื่องสงครามคราวเสียกรุงฝ่ายไทยกับฝ่ายพม่าก็บันทึกไม่เหมือนกันเช่นกัน
ฝ่ายไทยบอก พระเจ้าเอกทัศน์ทรงแย่มาก
ในขณะที่ฝ่ายพม่าบอกว่า ทรงป้องกันเมืองเข้มแข็ง รักษาพระนครได้นานเป็นปีทั้งที่เสียเปรียบทุกด้าน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ พระเกียรติยศของพระเจ้าเอกทัศน์ก็จะสูงกว่าที่เป็นอยู่
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมไม่เชื่อหลักฐานทางพม่าบ้างเล่าครับ ก็ของเขาเขียนดีกว่า ชัดกว่าไม่ใช่หรือ หลักฐานทางไทยเราเชื่อไม่ได้ไม่ใช่หรือ ทำไม นักวิชาการจำนวนหนึ่ง ถึงเลือกที่จะเชื่อหลักฐานด้านที่ทำให้พระเกียรติยศลดต่ำลงเสียทุกทีไป ถ้าหลักการยังแกว่งไปแกว่งมาอย่างนี้ แม้แต่ส่วนที่เป็นศาสตร์แท้ก็ยังไม่น่าเชื่อถือเลยครับ ถ้าเรื่องพระนเรศวรเปลี่ยนได้ เรื่องพระเจ้าเอกทัศน์ก็ต้องเปลี่ยนได้เหมือนกันสิครับ ถ้าจะให้เลิกสอนเด็กว่า พระนเรศวรไม่ได้ชนะการดวล ก็ต้องสอนว่าพระเจ้าเอกทัศน์ไม่ได้แย่ด้วย ด้วยหลักการเดียวกัน ฉันใด ฉันนั้น ครับ

ดังนั้น เมื่อศาสตร์แท้เชื่อไม่ได้ ผมขอเลือกประวัติศาสตร์เชิงความมั่นคงครับ

อ่ะ อาจารย์ถามผมว่า คิดอย่างไรกับการถูกฟ้อง ผมขอเรียนว่า ถูกฟ้องเพราะความมั่นคง อัยการสั่งไม่ฟ้องก็เพราะความมั่นคงเช่นกันครับ (สุดท้ายปัญหาเรื่องนี้จบด้วยกระบวนการอย่างอื่นนี่ครับ) 
 
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11367



ความคิดเห็นที่ 77  เมื่อ 30 ก.ค. 20, 11:27

อ่ะ อาจารย์ถามผมว่า คิดอย่างไรกับการถูกฟ้อง ผมขอเรียนว่า ถูกฟ้องเพราะความมั่นคง อัยการสั่งไม่ฟ้องก็เพราะความมั่นคงเช่นกันครับ (สุดท้ายปัญหาเรื่องนี้จบด้วยกระบวนการอย่างอื่นนี่ครับ)

ขอถามในประเด็นตัวกฎหมาย คุณนริศคิดว่าสามารถฟ้อง ส. ศิวรักษ์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ด้วยความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอดีตพระมหากษัตริย์ คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้หรือไม่  
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11367



ความคิดเห็นที่ 78  เมื่อ 30 ก.ค. 20, 17:40

การที่ ส. ศิวรักษ์ ถูกดำเนินคดีหมิ่นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช นอกจากสะท้อนปัญหาในการมีและการใช้ ม.๑๑๒ แล้ว ยังมีปัญหาในเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ในเมืองไทย

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

นับตั้งแต่เริ่มมีการศึกษาประวัติศาสตร์แบบตะวันตกในเมืองไทย ก็ดูเหมือนนักประวัติศาสตร์จะให้ความสำคัญแก่การสงครามมาแต่ต้น สงครามมีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของทุกประเทศจริง เพราะสงครามสะท้อนอะไรอื่นอีกหลายอย่างเช่น ระดับเทคโนโลยี, สังคม, เศรษฐกิจ หรือแม้แต่การเมือง ฯลฯ แต่นักประวัติศาสตร์ไทยสนใจสงครามอยู่เรื่องเดียวคือ การรบ และใครแผ่อำนาจไปถึงไหนได้บ้าง

เนื้อหาสำคัญของประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่โบราณมาจนถึงรัชกาลที่ ๔ จึงเป็นสงครามตลอด น่าเบื่อเข้าไส้แก่ทุกคน เพราะมองไม่เห็นว่าสงครามโบราณเหล่านั้นจะช่วยให้เข้าใจชีวิตจริงในอดีตหรือปัจจุบันได้อย่างไร ซ้ำร้ายยังช่วยส่งเสริมบทบาทครอบงำทางการเมืองของกองทัพเสียอีก คนไทยจำนวนมากยอมรับทันทีเมื่อกองทัพบอกว่าตนคือแนวหน้าในการปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะเขาถูกประวัติศาสตร์สอนมาว่า ชาติคือการรบ และเมื่อจะรบกันแล้ว ใครจะไปสำคัญกว่ากองทัพเล่า

ประวัติศาสตร์สงคราม (อันเป็นวิชาบังคับของโรงเรียนทหารทั่วโลก) ที่สอนในโรงเรียนทหารไทยนั้น กลายเป็นประวัติศาสตร์สงครามที่ตื้นเขิน เพราะประกอบด้วยศาสตร์ของการรบต่าง ๆ เช่นเทคโนโลยี, กำลังคน, ผู้นำทัพ, ยุทธวิธี มากกว่ายุทธศาสตร์ด้วยซ้ำ เพราะเป้าหมายของสงครามนั้นย่อมกว้างใหญ่ไพศาลกว่าการรบ เช่นชิงเมืองท่าของข้าศึกเพื่อกีดกันการค้ามิให้มาแข่งขันได้ เช่นที่อยุธยาเคยทำแก่จตุรพักตร์หรือพนมเปญ และหงสาวดีทำแก่เมืองท่าฝั่งตะวันตกของอยุธยา และส่วนนี้แหละที่ประวัติศาสตร์สงครามแบบไทยไม่ได้สอน

สงครามก็เหมือนกิจกรรมทางสังคมอื่น ๆ ของมนุษย์ เช่นการปกครอง, การปฏิบัติศาสนา, การค้าขาย, การขนส่ง ไปจนถึงการเลือกคู่ และการทำมาหากิน กล่าวคือไม่ใช่อากัปกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่อยู่โดด ๆ แต่เป็นการกระทำที่เชื่อมโยงไปถึงด้านอื่น ๆ เกือบทุกด้านของสังคม ถ้าเราย่นย่อประวัติศาสตร์สงครามให้เหลือเพียงมิติเดียวคือการรบ เรากำลังสอนเทวปกรณัมที่เทวดาองค์ต่าง ๆ ทำสงครามกันเท่านั้น ไม่สามารถสร้างนายทหารที่รบเป็นขึ้นมาได้ ไม่พักต้องพูดถึงแม่ทัพใหญ่ที่สามารถนำชัยชนะมาสู่กองทัพได้

ไม่ว่าพระนเรศวรจะได้ทรงทำยุทธหัตถีหรือไม่ หรือทรงทำในลักษณาการใด พระนเรศวรก็เป็นกษัตริย์ที่สำคัญพระองค์หนึ่งของอยุธยาอย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะทรงมีพระชนมชีพในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของราชอาณาจักรอยุธยา ในช่วงเวลาที่อยุธยาอาจพัฒนาไปเป็นราชอาณาจักรขนาดใหญ่ หรือถอยกลับไปเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย (principalities) เหมือนรัฐไทยอื่น ๆ เช่นล้านช้าง, ล้านนา, รัฐชานในพม่า, รัฐไทในสิบสองจุไท, ฯลฯ

และเป็นเพราะสมเด็จพระนเรศวรนี่แหละที่ทำให้อยุธยาไม่มีวันถอยกลับไปเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อยได้อีก

แม้ว่ากษัตริย์ก่อนหน้าสมเด็จพระนเรศวรพยายามสร้างราชอาณาจักรขนาดใหญ่ โดยการปราบปรามหรือผนวกแคว้นเล็กแคว้นน้อยมาไว้ในอำนาจ แต่แว่นแคว้นที่ขึ้นอยุธยาไม่เคยประสานกันได้สนิท การเสียกรุงแก่พระเจ้าบุเรงนองเป็นพยานให้เห็นว่าหัวเมืองเหนือหรือแคว้นสุโขทัยเดิม พร้อมจะแยกตัวกลับไปเป็นรัฐอิสระ (ที่อาจเปลี่ยนนายได้ตามจังหวะ)

ในช่วงที่อยุธยาตกเป็นประเทศราชของหงสาวดีภายใต้รัชกาลพระมหาธรรมราชา ไม่เฉพาะละแวกเท่านั้นที่ยกกำลังมาโจมตีกวาดต้อนผู้คนถึงอยุธยา แต่หัวเมืองในเขตที่เคยขึ้นต่ออยุธยาเองก็ทำอย่างเดียวกัน เช่นเพชรบุรี, ญาณพิเชียรได้กำลังคนจากลพบุรีก่อกบฏ และเจ้าเมืองพิชัยและสวรรคโลกเลือกจะขึ้นหงสาวดีแทนอยุธยา (นี่ว่าเฉพาะเท่าที่มีหลักฐานบอกให้รู้ได้) นี่คืออาการล่มสลายของราชอาณาจักรใหญ่ของพวกไทย-ลาวซึ่งเคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งหลายหนแล้ว แต่สมเด็จพระนเรศวรสามารถหยุดยั้งกระบวนการนี้ได้ ซ้ำเสริมสร้างให้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

มหายุทธนาการที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐต่าง ๆ ในช่วงนี้ เป็นไปได้ก็เพราะความเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้มาเป็นเวลากว่า ๑๐๐ ปีแล้ว ซึ่งมีผลต่อเทคโนโลยีทางทหาร สรุปได้สามอย่างคือ หนึ่งปืนไฟ (ทั้งปืนใหญ่และปืนประจำกายทหาร) ซึ่งฝรั่งพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีจีน สองทหารจ้าง ซึ่งกลายเป็นกำลังหลัก (elite force) ของกองทัพ ทหารจ้างเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญการรบยิ่งกว่าทหารเกณฑ์ในกองทัพชาวพื้นเมือง เพราะวิถีชีวิตในวัฒนธรรมหรืออาชีพก็ตาม และสามคือความสามารถที่จะเกณฑ์ช้างและม้าและผู้คนจำนวนมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนเพื่อใช้ในการสงครามได้

สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้ประโยชน์จากเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างเต็มที่ ทรงเสริมสร้างให้กำลังทหารและกำลังการบริหารของอยุธยาแข็งแกร่งเหนือหัวเมืองทั้งหมดอย่างเทียบกันไม่ได้ ปราศจากพลังกดดันอย่างใหญ่จากอำนาจภายนอก ก็ยากที่ราชอาณาจักรอยุธยาจะแตกสลายลงได้

ทรงกวาดต้อนผู้คนในแคว้นสุโขทัยเดิมลงมาไว้ในภาคกลางภายใต้อยุธยา เพื่อรวบรวมกำลังในการป้องกันตนเองจากทัพหงสาวดี ทำให้รอยแยกระหว่างสุโขทัยและอยุธยาสลายไปหมดในทางปฏิบัติ การเมืองเรื่องแย่งอำนาจระหว่างราชวงศ์ที่ครองอยุธยากับราชวงศ์ท้องถิ่น ต้องย้ายมาอยู่ในราชสำนักอยุธยาเพียงจุดเดียว

การเอาคนที่ยังวางใจสนิทไม่ได้จำนวนมากมาไว้ใกล้ตัว ด้านหนึ่งก็ทำให้ควบคุมได้ง่าย แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจก่ออันตรายให้แก่ตนเองได้ง่ายด้วย กวาดต้อนจึงไม่ใช่แค่เรื่องใช้กำลังทหาร แต่ต้องใช้วิธีอื่น ๆ อีกมากที่จะทำให้ภัยใกล้ตัวไม่เกิดขึ้น สงครามจึงไม่ใช่เรื่องการรบอย่างเดียวดังที่สอนกันในโรงเรียนทหาร มีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ทหารไม่ชำนาญอีกมาก ที่จะทำให้กองทัพประสบชัยชนะได้

การที่ทรงยกทัพไปปราบหัวเมืองใกล้เคียงและทำสงครามกับหงสาวดีเกือบตลอดรัชกาล ทำให้กองทัพจากส่วนกลางเหยียบย่ำไปทั่วพระราชอาณาจักร สะกดหัวเมืองให้สยบยอมต่ออยุธยาสืบต่อมาอีก ๒๐๐ ปี ก็เป็นผลให้อยุธยาเข้มแข็งขึ้นและใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์เหนือหัวเมืองทั้งหมดได้อย่างมั่นคง จริงอยู่ กษัตริย์นักรบที่ทำสงครามตลอดรัชกาลย่อมนำบ้านเมืองสู่หายนะ (อย่างเช่นกษัตริย์ราชวงศ์ตองอูระยะแรก ราชอาณาจักรอันไพศาลล่มสลายลงในพริบตาเมื่อสิ้นพระเจ้าบุเรงนอง) แต่ก็บังเกิดผลในระยะยาว หากผู้นำต่อ ๆ มารู้จักใช้ประโยชน์จากอำนาจครอบงำที่เกิดขึ้นได้อย่างสร้างสรรค์ เช่นสร้างระบบปกครองที่รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางยิ่งขึ้น

แต่ความสำคัญของสมเด็จพระนเรศวรที่เรียนและสอนกันในประวัติศาสตร์ไทย เหลืออยู่แค่เรื่องชนช้าง จนทหารบางคนเดือดร้อนที่มีคนพูดว่าท่านไม่ได้ชนช้าง ต้องไปฟ้องร้องให้เป็นคดีความว่าหมิ่นพระนเรศวร ซึ่งไม่รู้ว่าผิดกฏหมายข้อไหน (กลับไปอ่าน ม.๑๑๒ให้ดี ไม่ว่าจะยืดความหมายอย่างไร ก็คลุมไม่ถึงพระนเรศวรอยู่นั่นเอง)

เก็บความจาก นิธิ เอียวศรีวงศ์ : คุณค่าอื่นนอกจากรบไม่ขลาด (๑)
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 4 5 [6]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.031 วินาที กับ 19 คำสั่ง