เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6
  พิมพ์  
อ่าน: 18872 เราควรจะสอนประวัติศาสตร์ไทยเสียใหม่อย่างไรดี
V_Mee
สุครีพ
******
ตอบ: 1436


ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 27 ต.ค. 15, 19:12

อ้างถึง
หนังสือเล่มนี้มี ๒ เป้าหมาย ๑.ตอบสนองเชิงนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ ๒.ตอบสนองความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย แต่ความจริงกลับมีความขัดแย้งกันในตัว ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ข้อเท็จจริงทางวิชาการ อาจไปขัดกับวัตถุประสงค์ได้ ยกตัวอย่างเช่น สงครามยุทธหัตถี หากศึกษาตามประวัติศาสตร์ นานาชาติบอกว่าอาจจะไม่เกิดขึ้น หรืออาจจะเกิดขึ้น แต่ไม่ได้เป็นไปตามความเข้าใจของไทย ขณะที่วันที่ ๑๘ ม.ค. ของทุกปี ที่เป็นวันกองทัพไทย เสมือนเป็นสิ่งยืนยันว่า สงครามยุทธหัตถีได้เกิดขึ้นจริง เป็นที่เรียบร้อย จึงมีความขัดแย้งกันอยู่

ในประเด็นเรื่องศึกยุทธหัตถีนี้  เอกสารของไทยเอง คือ พงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ  ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์  และฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ ก็ไม่ตรงกัน  แต่เมื่อได้ใช้วิทยาการสมัยใหม่ เช่น ปฏิทินดวงดาวของท้องฟ้าจำลองตรวจสอบกับข้อมูลจากพงศาวดารทั้งสามฉบับ  ก็พบแล้วว่า ข้อมูลในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติมีความแม่นยำในเรื่องวันเวลา  ยิ่งหากได้อ่านพระราชบันทึกในสมุดจดหมายเหตุรายวันส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าชัชวลิต  เกษมสันต์ ด้วยแล้ว  จะยิ่งเห็นเหตุและผลที่สมเด็จพระนเรศวรต้องทรงยกทัพออกจากกรุงศรีอยุธยาไปตั้งรับจนได้ทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาที่ดอนเจดีย์ตามที่มีบันทึกในพงศาวดาร  เพราะในพระราชบันทึกนั้นทรงกล่าวถึงซากค่ายทหารพม่าในเส้นทางที่เสด็จผ่าน  และเหตุผลที่พม่าที่ยกมาทางด่านเจดีย์สามองค์แล้วต้องวกขึ้นเหนือ  ก็เพื่อรอทัพที่ยกมาจากด่านแม่สอดที่ไล่ตีหัวเมืองเหนือ  สะสมกำลังพลและเสบียงเรื่อยมา  จนมาสมทบกันเป็นกองทัพใหญ่ที่สุพรรณบุรี  แล้วจึงยกไปตีกรุงศรีอยุธยา  สภาพบ้านเมืองในเวลาที่เสด็จนั้นความเจริญยังเข้าไปไม่ถึง  จึงได้ทอดพระเนตรซากค่ายคูประตูหอรบที่ยังไม่ถูกทำลาย  นี่คือเสน่ห์ของการเรียนประวัติศาสตร์  แต่ผู้ศึกษาต้องละทิ้งควงามยึดมั่นถือมั่นในชุดข้อมูลใดๆ จนไม่รับฟังจ้อมูลอื่นๆ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11367



ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 28 ต.ค. 15, 09:12

ปุจฉา :
ประวัติศาสตร์ไม่ว่าเรื่องไหน  ไม่มีข้อเท็จจริงที่ตายตัวจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้   ถ้ามีได้ก็มักเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่นวันเดือนปีเกิด
แม้แต่ยุทธหัตถี  พม่าบ้นทึกอย่าง ไทยบันทึกอีกอย่าง
ฝรั่งบันทึกอึกอย่าง  แล้วจะตัดสินอย่างไร ในการเชื่อฝรั่งมากกว่าไทยหรือพม่า
วิสัชนา :
ท่องเน็ตไปแล้วเจอเข้า ถูกใจ จึงเด็ดมาฝาก


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32435

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 28 ต.ค. 15, 10:51

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าใครผิดใครถูก    ไม่จำกัดที่คำตอบเดียว
ถ้างั้น หนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย ก็ถือว่าเป็นคำตอบหนึ่งก็แล้วกันนะคะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32435

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 29 ต.ค. 15, 15:25

คุณทองแถมน่าจะหมายถึง racial discrimination  ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ชาตินิยม
บันทึกการเข้า
Koratian
พาลี
****
ตอบ: 325


ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 30 ต.ค. 15, 13:15


    บุราณรัฐใหญ่น้อย            อยู่กระจาย
ค่อยค่อยก่อสืบสาย               ชาติเชื้อ
แต่ละถิ่นเฉิดฉาย                  เรืองรุ่ง
อำนาจแข่ง-กูเกิ้ล                 คบค้า-ยึดครอง
 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
Rockyb
อสุรผัด
*
ตอบ: 1


ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 02 พ.ย. 15, 22:10

ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนครับ ติดตามมานานเพิ่งมีโอกาสได้พูดคุยด้วยครับ
เมื่อวานผมเพิ่งพบอาจารย์เทาชมพูที่งานสัปดาห์หนังสือที่ศูนย์สิริกิติ์ฯมาน่ะครับ อาจารย์แนะนำว่าให้ผมลองมาพูดคุยกันบ้าง ที่ผมเป็นทหารน่ะครับ ที่ชื่อผมแปลว่า นักปราชญ์+นักปราชญ์น่ะครับ
ผมมองว่าการสอนประวัติศาสตร์นั้น ต้องสอนในข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน บางคนอาจจะสอนโดยตัดเอามาบางท่อน+ความเห็นส่วนตัว แล้วเด็กก็นำไปจำเมื่อนำไปจำแล้ว ก็จะทำให้สิ่งที่ตนเชื่อนั้นถูกต้องไม่ยอมเปิดใจรับข้อเท็จจริงของอีกฝั่ง การสอนด้วยการตัดทอน เพิ่มด้วยความอคติเช่นนี้ เสมือนเป็นการล้างสมองไปโดยที่ผู้เรียนไม่ได้รู้ตัว การสอนประวัติศาสตร์ต้องนำเสนอทั้งสองด้าน เหรียญยังมีสองฝั่ง จะได้ทำให้เด็กนั้นวิเคราะห์ในข้อเท็จจริง ไม่ทำให้กลายเป็นการสุดโต่งไปเช่นทุกๆวันนี้ครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32435

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 03 พ.ย. 15, 07:33

มาทักทายคุณ Rockyb ค่ะ  ขอบคุณที่มาตามคำเชิญ
วิธีเรียนรู้ข้อมูลหลายๆด้าน มีสอนในระดับมหาวิทยาลัย และสูงขึ้นไปกว่าปริญญาตรีค่ะ
บันทึกการเข้า
ศรีสรรเพชญ์
พาลี
****
ตอบ: 205



ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 03 พ.ย. 15, 19:27

ในความคิดของคนที่ไม่ได้เรียนทางประวัติศาสตร์มาอย่างผม การเรียนประวัติศาสตร์สมควรเป็นวิชาให้ผู้ศึกษาได้ฝึกตั้งประเด็นที่ต้องการศึกษา ค้นคว้าข้อมูลหลักฐาน วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ มากกว่าจะเป็นเพียงการท่องจำเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้เรียนรู้ว่าเหตุการณ์ต่างๆส่งผลกระทบทางสังคมอย่างไรบ้าง และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีประโยชน์อะไรต่อการดำเนินชีวิต อย่างที่ รศ.ศรีศักดิ์ วัลลิโภดมเคยกล่าวว่า "ประวัติศาสตร์ไม่ได้สอนให้คนจำ ไม่ได้ให้คนท่อง แต่ให้คนคิด"

ซึ่งการฝึกกระบวนการคิดที่ว่าก็คงจะมีทั่วไปในการเรียนประวัติศาสตร์ระดับอุดมศึกษาซึ่งมีผู้เรียนเฉพาะกลุ่ม แต่คิดว่าน่าจะยังน้อยในระดับโรงเรียนมัธยมครับ ซึ่งน่าจะยังขาดการเรียนประวัติศาสตร์แบบฝึกคิดวิเคราะห์อยู่ครับ อาจจะไม่ได้ต้องศึกษาเชิงลึกแบบมหาวิทยาลัย แต่แค่อยากให้เน้นทางนี้มากขึ้นครับ

ผมไม่แน่ใจว่าสมัยนี้ยังเป็นแบบนั้นอยู่หรือเปล่า แต่สมัยที่ผมเรียนประวัติศาสตร์ไทยตอนมัธยมต้นอยู่ก็คือเน้นจำชื่อบุคคลสำคัญซึ่งส่วนมากคือพระมหากษัตริย์หรือวีรชน(ในหนังสือเรียนผมมีเขียนถึงเทียนวรรณ  กบฏ ร.ศ.๑๓๐ แต่ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะไม่ได้สอน)และเหตุการณ์เป็นหลัก มีให้เขียน family tree ของกษัตริย์อยุทธยา ให้หาประวัติคนสำคัญ นอกจากนี้อาจารย์ยังสอนผิดด้วยครับ(ที่จำได้คือบอกว่าพระเจ้าอุทุมพรเป็นพี่พระเจ้าเอกทัศน์ ฟอลคอนเป็นคนฝรั่งเศส) ผมเลยไปศึกษาด้วยตนเองพบว่ามีอะไรที่น่าสนใจกว่าในชั่วโมงเรียนมากครับ ได้ฝึกวิเคราะห์ฝึกหาหลักฐานศึกษามาจนถึงตอนนี้

การปลูกฝังเรื่องประวัติศาสตร์ไทยให้คนส่วนใหญ่ในประเทศรู้ หรือการเลือกเนื้อหานำมาเพื่อใช้ในการเรียนการสอนระดับโรงเรียน ควรจะเป็นข้อมูลที่ปราศจากอคติมีความเป็นกลางที่มากพอ เพิ่มการสอบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุคอื่นที่ไม่ใช่สุโขทัย อยุทธยา ธนบุรี มากขึ้นอย่างเหตุการณ์ของยุคประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่บ้างครับ ซึ่งตามความคิดเห็นส่วนตัวแล้วหนังสือ 'ประวัติศาสตร์ชาติไทย' ที่เพิ่งออกมายังไม่ค่อยเหมาะสมต่อการใช้เป็นแหล่งอ้างอิงที่ดีเท่าไหร่ครับ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11367



ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 03 ก.ค. 20, 13:12

หนังสือเรียนวิชาภาษาไทย ภาษาพาที ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ของกระทรวงศึกษาธิการ เปรียบเทียบระหว่างแผ่นดินพ่อและแผ่นดินแม่ของ เคหลิบ

ประเทศไทยยิ่งใหญ่เสมอ  ยิงฟันยิ้ม




บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32435

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 03 ก.ค. 20, 15:11

รู้สึกแปลกใจหลายข้อ
1    เด็กสองคนนี่มีชื่อที่หายากสำหรับเด็กฝรั่ง   เคหลิบ =Caleb  และลู้ค = Luke  แทนที่จะชื่อ John James Peter Henry William  Robert ฯลฯ  ซึ่งเห็นได้ทั่วไป
2    ถ้าพ่อของเด็กสองคนนี้มาจากประเทศที่เป็นเกาะ  น่าจะหมายถึงอังกฤษ  แต่ประวัติศาสตร์ที่เล่ากลับเป็นประวัติศาสตร์ของอเมริกา   ซึ่งไม่ใช่ประเทศที่เป็นเกาะ
     ตกลงพ่อของเด็กเป็นชาวอังกฤษหรืออเมริกันกันแน่
3   คนอเมริกันไม่สอนเด็กให้เรียนประวัติศาสตร์ของประเทศเขาแบบนี้   เขาจะสอนถึงโคลัมบัสค้นพบทวีปใหม่   ต่อมา คนยุโรปอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่ทวีปใหม่  ด้วยความหวังว่าจะพบสิ่งที่ดีกว่า เช่นเสรีภาพทางศาสนา   โอกาสที่จะตั้งตัว และความเท่าเทียมกันในสังคม ฯลฯ
4   ยังสอนว่าสุโขทัยเป็นอาณาจักรแรกอยู่อีกหรือคะ
    แล้วอาณาจักรโยนกเชียงแสน  อาณาจักรล้านนา อาณาจักรหริภุญชัย อาณาจักรโคตรบูร  อาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรตามพรลิงค์  อาณาจักรละโว้ อาณาจักรทวารวดี  อยู่ไหน
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11367



ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 03 ก.ค. 20, 17:22

ถ้าพ่อของเด็กสองคนนี้มาจากประเทศที่เป็นเกาะ  น่าจะหมายถึงอังกฤษ  แต่ประวัติศาสตร์ที่เล่ากลับเป็นประวัติศาสตร์ของอเมริกา   ซึ่งไม่ใช่ประเทศที่เป็นเกาะ
ตกลงพ่อของเด็กเป็นชาวอังกฤษหรืออเมริกันกันแน่

มีเฉลยอยู่ใน บล็อกของคุณ nzmum แผ่นดินพ่อของเคหลิบคือ นิวซีแลนด์

คุณ nzmum น่าจะเป็นผู้เขียนเรื่องในแบบเรียนภาษาไทยอิงประวัติศาสตร์ด้วย แต่พลาดหลายประเด็น

๑. ประวัติศาสตร์ของแผ่นดินพ่อ (นิวซีแลนด์) แทนที่จะใช้ฉากของนิวซีแลนด์ กลับไปใช้ฉากในประวัติศาสตร์ของอเมริกา (คงน่าตื่นเต้นกว่า) ในมุมมองคนไทย

๒. ประวัติศาสตร์ของแผ่นดินแม่ ไม่ได้เริ่มจากอาณาจักรสุโขทัย โดยลืมอาณาจักรอื่น ๆ ไว้ข้างหลัง (ซึ่งคงเป็นการรับรู้ของคุณ nzmum จากโรงเรียนไทยในวัยเยาว์)
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32435

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 03 ก.ค. 20, 18:33

ถ้าบรรพบุรุษฝรั่งของเคเล็บและลู้คเป็นชาวอังกฤษที่ไปตั้งรกรากอยู่ในนิวซีแลนด์  ประวัติศาสตร์ที่เขาเอ่ยถึงก็คือสงครามชิงดินแดนของชาวพื้นเมืองเผ่าเมารี โดยชาวยุโรป
ทำให้นับประวัติศาสตร์ตั้งแต่สงคราม ปี 1834  ทำให้ประวัติศาสตร์ของประเทศมีแค่ 200 ปี   ไม่ได้นับตั้งแต่ชาวยุโรปไปเยือนดินแดนนี้ตั้งแต่ 1642
ไม่ได้นับตั้งแต่ชาวโปลีนีเชียนไปตั้งถิ่นฐานเมื่อ 700 ปีก่อน
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11367



ความคิดเห็นที่ 57  เมื่อ 03 ก.ค. 20, 19:22

Maori or Native American  ฮืม


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32435

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 58  เมื่อ 08 ก.ค. 20, 12:30

ไปกันใหญ่แล้ว! คนโคราชเดือดจ่อแจ้งจับ “เรนนี่” หมิ่นสามีย่าโม เอาลูกทำเมีย ซัดแค่คิดก็จั_ไร!

คนโคราชเดือด จวก "เรนนี่ ช่องส่องผี" ขี้รดหัวใจคนโคราช หมิ่นเกียรติ "ย่าโม" กล่าวหา "ย่าบุญเหลือ" เป็นเมียน้อย ซัดแค่คิดก็จั_ไรแล้ว เป็นใครมาจากไหนไม่รู้ แต่อย่ามาอวดรู้ในลักษณะแบบนี้ ร้องผู้ว่าฯ ให้ดำเนินคดีกับรายการ ถ้าไม่ทำจะรวมตัวฟ้องเอง

จากกรณีที่รายการ “ช่องส่องผี” นำโดย บ๊วย เชษฐวุฒิ วัชรคุณ, อาจารย์เรนนี่ สุระประภา คำขจร และ เจมส์ ศราวุฒิ วรพัทธ์ทีวีโชติ เดินทางมาบันทึกเทปรายการที่วัดศาลาลอย อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นวัดที่บรรจุอัฐิของ ”ท้าวสุรนารี” หรือ “ย่าโม” ที่ชาวนครราชสีมาและคนไทยทั้งประเทศให้ความเคารพนับถือเป็นวีรสตรีที่ร่วมกับ “ย่าบุญเหลือ” บุตรบุญธรรม และหญิงกล้าชาวโคราช ร่วมกันกอบกู้เมืองนครราชสีมาที่ถูกข้าศึกเข้ามายึด ฉายเป็นอีพี 39 และ 40 ต่อเนื่องกัน

โดยในระหว่างที่มีการบันทึกเทปที่บริเวณหน้าอุโบสถเก่าที่มีรูปปั้นของพระยาปลัดทองคำ เจ้าเมืองนครราชสีมา สามีของท้าวสุรนารี หรือ ย่าโม อาจารย์เรนนี่ กล่าวว่า ตนเองมีจิตสัมผัสต่อสิ่งลี้ลับเมื่อมายืนอยู่ตรงนี้ ท่านปลัดทองคำและย่าโมรวมทั้งนางสาวบุญเหลือก็มาอยู่ตรงนี้ด้วยกัน โดยท่านปลัดทองคำบอกว่าแม่บุญเหลือเป็นเมียของท่านอีกคนหนึ่ง ส่วนย่าโมเป็นเมียหลัก แม่บุญเหลือเป็นเมียสองไม่ใช่ลูกสาวบุญธรรม และแม่บุญเหลือก็เป็นคนบอกเรนนี่เองว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ คุณย่าบุญเหลือก็อยู่ที่นี่อยู่ตรงก้านธูปแม่บุญเหลืออยู่ด้านหลังปลัดทองคำ พร้อมชี้ให้กล้องแพนไปที่บริเวณที่ตั้งธูปเทียน

หลังจากที่เทปดังกล่าวออกอากาศไป ปรากฎว่าถูกคนในจังหวัดนครราชสีมาออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิถึงการนำเสนอข้อมูลของอาจารย์เรนนี่ที่ไม่ตรงกับประวัติศาสตร์ที่ระบุไว้มาแต่ช้านาน โดย “นายสมาน ฐิติพงศ์ทัพพ์” ประธานกลุ่มคนรักษ์ย่าโม ได้ออกมาวิจารณ์ถึงเทปดังกล่าวในฐานะคนโคราชว่า การกล่าวว่าย่าบุญเหลือเป็นเมียน้อยของพระยาปลัดทองคำแค่คิดก็จั_ไรแล้ว

“การกล่าวของเรนนี่ที่ระบุว่าย่าบุญเหลือเป็นเมียน้อยของพระยาปลัดทองคำ เจ้าเมืองนครราชสีมาในสมัยนั้น แค่คิดก็จั_ไรแล้ว ถือว่าไม่ให้เกียรติย่าโม และเป็นการทำลายคุณความความดีของย่าโม และย่าบุญเหลือที่ท่านสร้างวีรกรรมเอาไว้ให้ชาวโคราช ซึ่งกว่าจะกอบกู้บ้านเมืองมาได้ต้องแลกด้วยเลือดเนื้อและชีวิต”

“คนโคราชทุกคนร่วมกันสร้างอนุสรณ์สถานของย่าโมขึ้นมาก็เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของท่านที่ร่วมกันกอบกู้บ้านเมืองมา คุณเป็นใครมายืนกล่าวหาว่าย่าโมและย่าบุญเหลือเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คุณขี้รดหัวใจคนโคราชและคุณกำลังทำลายคุณงามความดีที่วีรสตรีของไทยสร้างมา คุณรู้ไหมว่าประวัติศาสตร์หน้านี้กว่าจะเขียนขึ้นมาได้คือชีวิตของคนที่เสียสละ”

“กี่ปีมาแล้วที่ย่าโมได้พาชาวโคราชต่อสู้ที่ทุ่งสัมฤทธิ์คุณเคยรู้ศึกษาประวัติศาสตร์และลงไปดูสถานที่จริงที่ชาวโคราชเทิดทูนย่าบ้างหรือไม่ อยู่ดีๆ คุณมาบอกว่าย่าโม ย่าบุญเหลือ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมเป็นคนหนึ่งที่ยอมไม่ได้จริงๆ “

ลั่น “อาจารย์เรนนี่” จะเป็นใครมาจากไหนตนไม่รู้ แต่ไม่ควรมาอวดรู้ในลักษณะแบบนี้ เตรียมร้องผู้ว่าฯ โคราชให้จัดการจริงจัง หากไม่ทำตนจะรวบรวมพยานหลักฐานแจ้งความเอง

“เรนนี่จะเป็นใครมาจากไหนไม่รู้ แต่คุณไม่ควรมาอวดรู้ในลักษณะเช่นนี้ ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและไม่สมควรอย่างยิ่ง จึงอยากเรียกร้องให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที ที่ผ่านมาปล่อยปละละเลยให้คนใช้โลกออนไลน์มาย่ำยีทำลายย่าโม ด้วยการนำภาพใบหน้ามาตัดต่อใส่แทนใบหน้าของย่าและใช้คำไม่สุภาพไม่เหมาะสมหลายครั้ง”

“มาวันนี้ก็มาปล่อยให้ใครก็ไม่รู้ที่ศีล 5 ไม่ครบมาทำลายย่าโมแบบนี้ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการไม่ได้ กลุ่มคนรักษ์ย่าโมในฐานะคนโคราชที่เสียหายจะดำเนินการเอง ด้วยการรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความดำเนินบุคคลพวกนี้ให้ถึงที่สุด”
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11367



ความคิดเห็นที่ 59  เมื่อ 08 ก.ค. 20, 14:40

ประวัติและวีรกรรมของนางสาวบุญเหลือไม่มีกล่าวถึงในหลักฐานร่วมสมัยในรัชกาลที่ ๓ หรือพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์

หลักฐานที่เป็นงานเขียนเก่าที่สุดที่พูดถึง "นางสาวบุญเหลือ" คือสมุดสั่งสอนทหารแบบสั่งสอนที่ ๑ ว่าด้วยพระราชวงศ์และพงศาวดาร พิมพ์ที่โรงพิมพ์กรมทหารบก มณฑลนครราชสีมา เมื่อ ร.ศ. ๑๒๔ (พ.ศ. ๒๔๔๘) นิพนธ์โดยพลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช ขณะดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารมณฑลนครราชสีมา เขียนยกย่องวีรกรรมของ "นางสาวเหลือ" ว่าเป็นผู้จุดเกวียนบรรทุกกระสุนดินดำ

งานเขียนเรื่องที่สองคือ เรื่อง "ท้าวสุระนารี" ของพันตรีหลวงศรีโยธา (ศรี จูฑะพล) พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ เพื่อจำหน่ายในงานเปิดอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีในปีเดียวกัน ในเรื่องนี้กล่าวถึง "นางสาวทองเหลือ" บุตรีหลวงเจริญ ได้รับมอบหมายจากคุณหญิงโมให้เป็นผู้ปรนนิบัติเพี้ยรามพิชัย ผู้ทำหน้าที่ดูแลเกวียนกระสุนดินดำ โดยหวังว่าถ้ากำจัดเพี้ยนายนี้ได้ ก็จะสามารถฉกฉวยเอาเกวียนและกระสุนดินดำมาใช้ประโยชน์ได้ หรืออาจทำลายเพื่อไม่ให้ฝ่ายลาวนำมาใช้ทำร้ายพวกครัว

เรื่องที่สามอยู่ในหนังสือที่ระลึกเนื่องในพิธีเปิดอนุสรณ์สถานของนางสาวบุญเหลือ พ.ศ. ๒๕๒๙ เขียนโดยพันโทเนตร อุตมัง โดยใช้ชื่อว่า เนตรนิมิตร ภาพของ "นางสาวบุญเหลือ" คล้ายคลึงกับงานเขียนของพันตรีหลวงศรีโยธา แต่ต่างกันตรงชื่อ  และประเด็นการจุดดินระเบิดของนางสาวบุญเหลือที่หลวงศรีโยธาให้ภาพว่าคุณหญิงโมมอบหมายให้นางสาวทองเหลือฆ่าเพี้ยรามพิชัยหรือจุดทำลายดินระเบิด ขณะที่เนตรนิมิตรเชื่อว่าคุณหญิงโมไม่ได้สั่งให้นางสาวบุญเหลือทำเช่นนั้น เป็นการแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า

ในระหว่างที่มีการบันทึกเทปที่บริเวณหน้าอุโบสถเก่าที่มีรูปปั้นของพระยาปลัดทองคำ เจ้าเมืองนครราชสีมา สามีของท้าวสุรนารี หรือ ย่าโม อาจารย์เรนนี่ กล่าวว่า ตนเองมีจิตสัมผัสต่อสิ่งลี้ลับเมื่อมายืนอยู่ตรงนี้ ท่านปลัดทองคำและย่าโมรวมทั้งนางสาวบุญเหลือก็มาอยู่ตรงนี้ด้วยกัน โดยท่านปลัดทองคำบอกว่าแม่บุญเหลือเป็นเมียของท่านอีกคนหนึ่ง ส่วนย่าโมเป็นเมียหลัก แม่บุญเหลือเป็นเมียสองไม่ใช่ลูกสาวบุญธรรม และแม่บุญเหลือก็เป็นคนบอกเรนนี่เองว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ คุณย่าบุญเหลือก็อยู่ที่นี่อยู่ตรงก้านธูปแม่บุญเหลืออยู่ด้านหลังปลัดทองคำ พร้อมชี้ให้กล้องแพนไปที่บริเวณที่ตั้งธูปเทียน

เรื่องของแม่หมอเรนนี่เป็นเรื่องหนึ่งที่คนในสมัยหลังกล่าวถึงนางสาวบุญเหลือ แต่พิเศษกว่าเรื่องอื่น ๆ ตรงที่ได้จากโลกวิญญาณ  ยิงฟันยิ้ม

เว็บไซต์เรือนไทยนี้มีเสน่ห์ตรงที่มีสมาชิกที่มีวุฒิภาวะดังที่เจ้าเรือนได้กล่าวไปแล้ว นอกจากนั้นก็คือการมุ่งวิเคราะห์ ถกเถียง หาข้อมูลเชิงลึกอย่างจริงจังโดยเฉพาะในเรื่องประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเกิดการศึกษาค้นคว้า ใช้เอกสารหลักฐานอ้างอิงในเรื่องที่ยังมีข้อขัดแย้งอยู่ ดังที่คุณ “เพ็ญชมพู”ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

“ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของไทยมีหลายเรื่องซึ่งมีข้อขัดแย้งกัน เช่นเรื่องคนไทยมาจากไหน (อยู่ที่นี่มาก่อนหรือมาจากภูเขาอัลไต), เรื่องศิลาจารึก (เขียนโดยพ่อขุนรามคำแหงหรือรัชกาลที่ ๔),  เรื่องท้าวสุรนารี (มีตัวตนจริงหรือไม่ ถ้ามีสร้างวีรกรรมอย่างที่เล่าขานกันมาจริงหรือไม่) เรื่องหลังนี้น่าสนใจและเป็นเรื่องละเอียดอ่อนกระทบกับความรู้สึกของคนในท้องถิ่นมาก   คนที่ค้นคว้าหาความจริงในเรื่องนี้เช่นคุณสายพิน แก้วงามประเสริฐ  แม้จะเผยแพร่ในแง่วิชาการ ก็ยังถูกกล่าวว่าเสียหาย หนังสือ “การเมืองในอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี” ก็ถูกเรียกร้องให้เผา จนสำนักพิมพ์ต้องงดการจำหน่าย แม้เมื่อเรื่องนี้นำมาเขียนเป็นกระทู้ในเรือนไทย  “คำถามจากหนังสือการเมืองในอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี -วีรกรรมนี้เกิดขึ้นจริงหรือ” ก็ยังถูกซักฟอกในหลายประเด็นเชียว


การหาข้อเท็จจริงของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต วิธีสืบค้นให้ได้ความจริงที่สุดต้องอาศัยหลักฐานปฐมภูมิ (primary source)  ขอยกตัวอย่างการสืบค้นเรื่อง “ท้าวสุรนารี” หลักฐานปฐมภูมิในเรื่องนี้ได้แก่ใบบอก คำให้การของบุคคลทั้งฝ่ายไทยและลาวในสมัยนั้น  ส่วนหลักฐานทุติยภูมิ (secondary source) เช่นพงศาวดารหรือตำนานที่เขียนในสมัยหลัง ๆ การให้ความสำคัญย่อมน้อยลงมา

ประวัติและวีรกรรมของ "นางสาวเหลือ" "นางสาวทองเหลือ" "นางสาวบุญเหลือ" ข้างต้น เป็นหลักฐานชั้นหลังห่างจากหลักฐานปฐมภูมิและทุติยภูมิมาก จะน่าเชื่อถือเพียงใด ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตรแต่ละท่าน
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.048 วินาที กับ 19 คำสั่ง