เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 5 6 [7]
  พิมพ์  
อ่าน: 37391 ภาพเก่า พระราชวังบวรสถานมงคล วังหน้า แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30986

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 90  เมื่อ 04 พ.ย. 13, 19:04

ข่าวไทยรัฐออนไลน์

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2556  ที่กรมศิลปากร นายเอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า จากการที่กลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดี สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร ได้มีการขุดค้นทางโบราณคดี ในพื้นที่สนามด้านข้างของพระที่นั่งพุทธไธสวรรย์ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ในปีงบประมาณ 2556 ซึ่งจากการขุดค้นเมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งจากบริษัทนอร์ทเทิร์นซัน จำกัด ผู้รับจ้างว่า การดำเนินการขุดค้นในพื้นที่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของสนามด้านข้างพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ได้พบกองปืนที่มีขนาดและลักษณะต่างๆ กัน รวม 8 กระบอก พร้อมลูกกระสุนปืนจำนวนมาก จึงได้สั่งการให้คณะนักโบราณคดี เข้าไปตรวจสอบ พร้อมทั้งรายงานกลับมาว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ซึ่งตามหลักฐานตำนานวังหน้า จากพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวถึงการใช้พื้นที่บริเวณนี้ ในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพื้นที่ตรวจแถวทหารประจำวังและโรงทหาร อีกทั้งยังปรากฏในแผนที่ช่วงสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 พ.ศ. 2430 และแผนที่ช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6  พ.ศ.2461 ว่าเป็นที่ตั้งของอาคารโรงทหาร

นายเอนก กล่าวด้วยว่า จากการตรวจสอบตำแหน่งของการขุดพบกลุ่มปืนใหญ่ขนาดต่างๆ พร้อมลูกกระสุนปืนนั้น พบว่า อยู่ด้านนอกของส่วนฐานรากอาคาร ที่สันนิษฐานว่าเป็นโรงทหาร มีการวางกองกันไว้อย่างไม่เป็นระเบียบ มีลักษณะเป็นปืนใหญ่ที่มีขนาดกระบอกปืนเล็ก บางกระบอกเป็นปืนประเภทปืนหลังช้าง หล่อด้วยสำริด และเหล็ก ขนาดกระบอกยาว ประมาณ 75-100 เซนติเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางปากกระบอกปืน ประมาณ 10-15 เซนติเมตร ลักษณะการยิงใช้ดินปืนเป็นตัวขับเคลื่อนลูกกระสุนปืน (ลูกเหล็กกลม) ใส่ลูกกระสุนปืนจากปากกระบอก แล้วจุดชนวนเพื่อให้ดินปืนขับลูกกระสุนออกไปตามเป้าหมาย ทั้งนี้ปืนใหญ่ดังกล่าวปรากฏมีการใช้ทั้งยุโรป และเอเชีย เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 และมีการพัฒนาศักยภาพการใช้งานอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทยเริ่มมีการซื้อปืนใหญ่จากตะวันตก มาใช้ในการทหารนับตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์

อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามได้มีการสันนิษฐานว่า ปืนใหญ่ที่ค้นพบ อาจเป็นปืนที่ปลดประจำการแล้วและไม่สามารถใช้งานต่อไปได้ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อเนื่องถึงสมัยกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ และเมื่อเปลี่ยนสภาพโรงทหาร ในสมัยรัชกาลที่ 5 ภายหลังทรงโปรดเกล้าให้ยกเลิกตำแหน่งพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เมื่อปี 2429 อาคารโรงทหารดังกล่าวจึงเป็นส่วนแรกที่ถูกรื้อถอน พร้อมกับส่วนป้อมและกำแพงวัง ขณะที่อาวุธที่ไม่ได้ใช้งานเหล่านี้จึงถูกนำมากองไว้นอกอาคาร อย่างไรก็ตามภายหลังการตรวจสอบปืนใหญ่ที่พบแล้วทางกรมศิลปากร จึงได้นำบางส่วนไปขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ และให้ทางกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ดำเนินการอนุรักษ์ เพื่อใช้ประโยชน์ทางวิชาการ จากนั้นนำไปเก็บไว้ที่คลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และจะนำมาจัดแสดงเพื่อเป็นองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์แก่ประชาชนในโอกาสต่อๆ ไป

“จากการขุดค้นในพื้นที่ดังกล่าว ยังได้พบสิ่งก่อสร้างด้วยอิฐสอปูน สร้างซ้อนทับกัน ซึ่งสอดคล้องกับตำแหน่งสันนิษฐานในการสำรวจข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ และการสำรวจทางธรณีวิทยาโบราณคดี สิ่งก่อสร้างด้วยอิฐนี้มีลักษณะเป็นส่วนฐานอาคาร ถนน รางระบายน้ำ ฯลฯ สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นอาคารโรงทหารที่มีการสร้างซ้อนทับกันหลายสมัย ทั้งยังพบหลักฐานทางโบราณคดีประเภทลูกกระสุนปืน เกือกม้า ฯลฯ อีกทั้งได้มีการสังเกตว่าสิ่งก่อสร้างดังกล่าวมีการรบกวนด้วยการขุดปรับ
พื้นที่เพื่อใช้ในกิจกรรมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในการสร้างเวทีสังคีตศาลา เมื่อปี2505 เป็นต้นมา” นายเอนก กล่าว


บันทึกการเข้า
ลุงไก่
สุครีพ
******
ตอบ: 1281



ความคิดเห็นที่ 91  เมื่อ 05 พ.ย. 13, 08:03

ปืนที่ขุดพบในภาพของ คห ๙๐  น่าจะเป็นปืนหามแล่น .. รายละเอียดต้องให้คุณณลมาอธิบาย


 "บางกระบอกเป็นปืนประเภทปืนหลังช้าง หล่อด้วยสำริด และเหล็ก ขนาดกระบอกยาว ประมาณ 75-100 เซนติเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางปากกระบอกปืน ประมาณ 10-15 เซนติเมตร ลักษณะการยิงใช้ดินปืนเป็นตัวขับเคลื่อนลูกกระสุนปืน (ลูกเหล็กกลม) ใส่ลูกกระสุนปืนจากปากกระบอก แล้วจุดชนวนเพื่อให้ดินปืนขับลูกกระสุนออกไปตามเป้าหมาย"

ขนาดปากกระบอกปืนอย่างนี้ เท่ากับปืนเรือรบหลวงสุโขทัย ที่ยิงสู้กับเรือรบลามองปิเกต์ ของฝรั่งเศส ที่ยุทธนาวีเกาะช้างเลยนะครับ


บันทึกการเข้า
ลุงไก่
สุครีพ
******
ตอบ: 1281



ความคิดเห็นที่ 92  เมื่อ 05 พ.ย. 13, 11:56

ขออภัยครับ ขอแก้จากชื่อเรือรบหลวงสุโขทัย เป็นเรือรบหลวงธนบุรี


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30986

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 93  เมื่อ 13 มี.ค. 14, 20:29

ภาพนี้บรรยายว่า
Funeral Pile for the Second King

หมายถึงพระเมรุมาศของสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว   ไม่น่าจะใช่นะคะ
http://www.gutenberg.org/files/13770/13770-h/13770-h.htm


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11029


ความคิดเห็นที่ 94  เมื่อ 13 มี.ค. 14, 20:42

ไม่ใช่ครับ ข้างบนเป็นเขาไกรลาศที่สร้างขึ้นในงานพระราชพิธีโสกันต์พระเจ้าลูกเธอและเจ้านายชั้นสูงครับ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11029


ความคิดเห็นที่ 95  เมื่อ 13 มี.ค. 14, 21:09

พระเมรุมาศเจ้าฟ้าจัทรมณฑลในรัชกาลที่๔ รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบเขาไกรลาศสำหรับพระราชพิธีโสกันต์ ทั้งนี้เพราะพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงเห็นว่า หากเจ้าฟ้าพระองค์นั้นยังดำรงพระชนมชีพอยู่ ก็จะถึงคราวจะต้องทรงโสกันต์เหมือนกัน จึงโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระศพขึ้นตั้งบนเขาพระสุเมรุจำลอง ซึ่งตั้งอยู่ ณ ท้องสนามหลวง เพื่อพระราชทานเพลิง

คงจะมีใครเข้าใจผิด แล้วไปบอกฝรั่ง เลยยิ่งผิดกันไปใหญ่


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11029


ความคิดเห็นที่ 96  เมื่อ 13 มี.ค. 14, 21:14

ภาพนี้คือพระเมรุมาศของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดสังเกตุความใหญ่โตโดยเปรียบเทียบขนาดพระมหาพิชัยราชรถที่จอดเทียบอยู่ข้างหน้า


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30986

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 97  เมื่อ 13 มี.ค. 14, 21:19

ดิฉันยังสับสนระหว่างพระเมรุมาศของสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว    มีอะไรพอเป็นที่สังเกตความแตกต่างบ้างคะ


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11029


ความคิดเห็นที่ 98  เมื่อ 13 มี.ค. 14, 21:44

เคยถกกันค่อนข้างละเอียดในกระทู้เรกๆที่ผมเขียนที่วิกโน้นนานมาแล้ว ยังเข้าไปอ่านได้อยู่ครับ

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2008/11/K7236250/K7236250.html

เรื่องพระเมรุมาศของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่คคห.ที่๑๐๓เป็นต้นไป
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11029


ความคิดเห็นที่ 99  เมื่อ 14 มี.ค. 14, 08:20

ขออนุญาตนอกเรื่องนิดหนึ่ง
ผมได้ย้อนกลับไปอ่าน“ศพในโกศ เรื่องที่ทุกคนอยากรู้”ของผมแล้ว เห็นว่าโอกาสที่ผมจะเขียนเนื้อหาสาระอะไรยาวๆอย่างนั้นคงจะไม่มีอีกเป็นแม่นมั่น จึงขอฝากระโยงนี้ไว้ในเรือนไทย เผื่อท่านที่สนใจจะเข้าไปดู เพราะระโยงที่ชี้ช่องไว้ในกระทู้ให้เปิดเข้าไปติดตามอ่านตอนต่อๆไปนั้น ไม่สามารถเปิดได้ครับ
ต้องตามนี้

บทสรุปของ “ศพในโกศ เรื่องที่ทุกคนอยากรู้”
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2008/12/K7328524/K7328524.html

ศพในโกศ นี่คือ คำตอบสุดท้าย
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2009/01/K7399936/K7399936.html

ค่อยๆอ่านนะครับ ระวังตาจะแฉะ(เหมือนผม)
บันทึกการเข้า
paganini
องคต
*****
ตอบ: 436

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 100  เมื่อ 22 พ.ย. 16, 09:36

เมื่อคืนท่องยูทู้ปจนเจอรายการของอาจารย์เผ่าทอง ประทับใจตอนที่เกี่ยวกับวัดพระแก้ววังหน้า

เช้ามาลองสุ่มกระทู้เก่าๆในประวัติศาสตร์ไทยมาอ่านเล่น มาป๊ะกับกระทู้นี้  ช่างเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ

ลองดูคลิปนี้นะครับ อาจารย์เผ่าทองนำชม

บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 101  เมื่อ 23 พ.ย. 16, 07:45

เคยได้ยินว่าในวัดพระแก้ววังหน้านั้นมีอุโมงค์ลัดออกไปแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ไม่รู้จริงเท็จประการใด ?
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 5 6 [7]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.039 วินาที กับ 19 คำสั่ง