เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 12
  พิมพ์  
อ่าน: 96404 ขอรูปที่หาดูได้ยากของสมเด็จพระเทพฯหน่อยคะ
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10684



ความคิดเห็นที่ 75  เมื่อ 22 พ.ค. 13, 20:45

เมื่อต้นปีจามจุรีงามล้น
เครื่องหมายของสิ่งมงคล
ทุกคนเริ่มต้นสนใจ
เริ่มเวลารับชาวจุฬาน้องใหม่   ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10684



ความคิดเห็นที่ 76  เมื่อ 23 พ.ค. 13, 20:42



บันทึกการเข้า
mutita
มัจฉานุ
**
ตอบ: 93


ความคิดเห็นที่ 77  เมื่อ 22 ต.ค. 13, 17:38

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ เป็นบุญตาเหลือเกิน ขอบพระคณทุกๆท่านที่กรุณาแบ่งปันให้ได้ชมค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30484

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 78  เมื่อ 06 พ.ย. 13, 17:07

ทรงพระเจริญ


บันทึกการเข้า
leelaa
อสุรผัด
*
ตอบ: 1


ความคิดเห็นที่ 79  เมื่อ 08 พ.ย. 13, 13:30

ขอบพระคุณที่แบ่งปันค่ะ ยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30484

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 80  เมื่อ 09 พ.ย. 13, 21:43

พระรูปนี้เคยเห็นหรือยังคะ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30484

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 81  เมื่อ 02 มี.ค. 14, 12:44

สี่พระองค์ เมื่อทรงพระเยาว์


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30484

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 82  เมื่อ 12 มี.ค. 14, 20:53

"เจ้าหญิงสยาม...ลมหายใจของคนไทย"

บ่ายวันอาทิตย์วันหนึ่ง สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ เสด็จไปทรงซื้อหนังสือที่ร้านในห้าง ดิ เอ็ม โพเรียม โดยทรงพระดำเนินจากวังสระปทุม เพื่อมาขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีสยามไปลงที่เอ็มโพเรียม โดยทรงกดตู้ซื้อบัตรอัตโนมัติเหมือนผู้โดยสารทั่วไป มีผู้เสด็จตามเป็นผู้หญิงสองคนเท่านั้น
ไม่มีการกันคน ไม่มีการห้ามใคร ไม่มีการปิดขบวนอะไรทั้งสิ้น เมื่อเสด็จขึ้นรถไฟฟ้าแล้ว แต่ปรากฏว่ารถขบวนนั้นที่นั่งเต็ม พระองค์ท่านก็ทรงยืนเกาะราวรถไฟฟ้าเหมือนสามัญชนทั่วไป จนกระทั่งมีผู้โดยสารจำพระองค์ท่านได้ ก็ลุกขึ้นยืนเพื่อให้ทรงนั่ง พระองค์แย้มพระสรวลและรับสั่งขอบใจก่อนทรงนั่งที่ของคนนั้น
คนนั้นก็นั่งลง(กับพื้น) พอมีคนเห็นคนนั่งลงกับพื้น ทุกคนในรถไฟฟ้าจึงรู้ว่าพระองค์เสด็จ จึงนั่งกันหมด ขนาดเด็กวัยรุ่นที่แต่งตัวกางเกงจะหลุดก้นพอเห็นพระองค์ก็นั่งยองๆ กับพื้นแล้วยกมือไหว้กันทุกคนไป เป็นที่ปลาบปลื้มของผู้ที่อยู่ในรถไฟฟ้าตู้นั้นมาก ทรงแย้มพระสรวล...ตลอดเวลา
เมื่อทรงซื้อหนังสือเสร็จก็เสด็จพระราชดำเนินกลับด้วยรถไฟฟ้าลงสถานีสยามแล้วทรงพระดำเนินกลับวังสระปทุม

ที่มา : เรื่องพระเทพฯที่เราอยากรู้
ภาพประกอบ : จากอินเตอร์เน็ต


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10684



ความคิดเห็นที่ 83  เมื่อ 13 มี.ค. 14, 09:00

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระอารมณ์ขันอยู่เสมอ  เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว วันอังคารที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗  เกิดอุบัติเหตุพระกรหัก  พระองค์ท่านยังทรงมีพระอารมณ์ขันทรงเขียนเล่าเหตุการณ์ไว้นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ เป็นที่สนุกสนาน   ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10684



ความคิดเห็นที่ 84  เมื่อ 13 มี.ค. 14, 09:08

พระราชนิพนธ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เรื่อง คนแขนหัก (๑) นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ ๑๘ - ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๘ ปีที่ ๒๕ ฉบับที่ ๑๒๗๙

ข้าพเจ้าค่อนข้างจะภูมิใจว่าไม่เคยแขนหักขาหักเหมือนคนอื่นทั้ง ๆ ที่หกล้มบ่อย เคล็ดลับอยู่ที่ว่าเราต้องรู้จักล้ม กลิ้งให้ถูกทาง เก็บแขนเก็บขา และศีรษะให้ดี คราวนี้ข้าพเจ้าอยู่ในสถานการณ์ที่แก้ไขไม่ได้ เพราะยืนอยู่ในที่แคบ กลิ้งไม่ได้

วันนั้น เป็นวันอังคารที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๗ ข้าพเจ้าเตรียมตัวจะไปงานพระราชทานเพลิงศพ ท่านเจ้าคุณวัดนิเวศธรรมประวัติที่บางปะอิน แต่งตัวเสร็จแล้วแทนที่จะเดินลงบันไดไปขึ้นรถ กลับเดินย้อนไปหยิบขนมที่ในห้องอาหาร เสี้ยววินาทีต่อมาก็ลื่นล้มโครมไปกองที่พื้น เจ็บแขนแถว ๆ ข้อมือจนเห็นดาวขึ้นเป็นแถว ๆ

หมอชูศักดิ์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญกระดูกเดินอยู่แถวนั้นพอดีจึงถูกเรียกมา เขาก็คงจะรู้แล้วว่าเป็นอย่างไร จึงว่าควรไปฉายเอกซเรย์ แต่แรกข้าพเจ้าคิดว่าไปบางปะอินเสียก่อนค่อยกลับมาจัดการ เดชะบุญที่มันปวดมากก็เลยไปโดยดี ที่แพทย์หลวงมีเจ้าหน้าที่ทำให้ประเดี๋ยวเดียวก็ทราบว่าหักแน่ ๆ จะใส่เฝือกถาวรเลยก็ไม่ได้ เพราะแขนยังบวมมากจึงใส่แบบชั่วคราวก่อน เสร็จเรื่องแขนก็ไปบางปะอิน เสร็จเรื่องเผาศพยังกลับไม่ได้ เพราะฝนตกหนักไม่อยากจะเดินลื่นหกล้มหักไปอีกข้าง

หมอบอกว่าโชคดีที่ไม่ต้องผ่าตัด คนส่วนมากกระดูกเคลื่อน แต่ข้าพเจ้าไม่เคลื่อน หักอยู่กับที่

ระหว่างอยู่ในรถ อ้วนส่ง SMS มาจากอังกฤษเพื่อรายงานว่าไปดูพิพิธภัณฑ์อะไรบ้าง จึงตอบว่าแขนหัก ด้วยความก้าวหน้าทางการสื่อสาร คนอยู่อังกฤษจึงรู้ข่าวนี้ก่อนคนอยู่เมืองไทยด้วยประการฉะนี้

กลับมาที่อาคารชัยพัฒนา หมอเอกชัยมารออยู่แล้ว หลังจากหาข้อมูลจากหมอชูศักดิ์เต็มที่

เสร็จเรื่องเผาศพแล้ว ก็ต้องยุ่งเรื่องตัวเอง ปัญหาค่อนข้างมาก

ปัญหาแรกคือ หมอแนะนำว่าต้องยกแขนไว้สูง ๆ จะได้ไม่บวม แต่มันจะเมื่อย เขามีอุปกรณ์คล้องแขน เป็นผ้ามุ้งขลิบสีต่างๆ ที่ฮิตมาก ๆ มี สีขาว สีฟ้า อันที่จริงสีแสดก็มี

ปัญหาที่สอง การมีมือเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นมือที่ไม่ถนัด ใคร ๆ จะมาช่วย แต่ข้าพเจ้าคิดว่าเราจะต้องรับสภาพอยู่แบบนี้อีกนาน อย่างน้อย ๖ สัปดาห์ที่หมอเขาบอกอย่างให้กำลังใจ ข้าพเจ้าเคยทำงานเกี่ยวกับคนพิการมานานแล้ว เท่าที่สังเกตคือ เขาจะต้องใช้ส่วนของร่างกายที่เหลือช่วยทำการงานต่าง ๆ ให้ดีที่สุดก่อนจึงใช้เครื่องช่วยนอกกาย หลังจากนั้นจึงขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น การส่งเสริมเรื่องการใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระ (independent living) จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย การอาบน้ำหรือล้างมือต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าเฝือก ข้อนี้อึ่งสั่งเสียทางไกลมาจากอังกฤษ (ทัวร์เดียวกับอ้วน) ให้เอาถุงพลาสติกครอบมือแล้วรัดยางหนังสติ๊กหรือเชือกฟางผูกของผูกไว้ ประพจน์เห็นเข้า สวมวิญญาณนักออกแบบให้ เอาผ้าพลาสติกตัดเป็นถุงมือมีเชือกรูด

ปัญหาเรื่องงาน ตอนเช้าเจออธิการบดีของสถาบันราชมงคล บอกเขาว่าอีกสองสามวันเจอกันงานปริญญา ถึงตอนนี้ต้องบอกอารยาให้แจ้งพวกปริญญาทั้งหลายว่าขอเลื่อนไปก่อน

งานหลายอย่างทำได้ แต่ต้องทำมือซ้าย แต่ไหนแต่ไรมาเคยรับการอบรม ซึ่งอาจจะเป็นการอบรมโบราณว่า ทำอะไรมือซ้ายไม่สุภาพ ถึงตอนนี้ทำได้มือซ้ายอย่างเดียว ถ้าใครถือเรื่องนี้ก็ต้องรอไปก่อน ถ้าไม่ถือ ก็เชิญมาได้ การเชคแฮนด์กับฝรั่งก็เป็นไปตามกฎนี้หรือว่าไม่เชคเลย

ส่วนสำคัญของการปฏิบัติหรือดำเนินชีวิตอย่างหนึ่งคือ การเขียน แบ่งออกเป็นการพิมพ์คอมพิวเตอร์และการเขียนด้วยดินสอหรือปากกา ครั้งแรกข้าพเจ้าคิดว่าพิมพ์น่าจะง่ายกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งพิมพ์ภาษาอังกฤษจะง่ายกว่าพิมพ์ภาษาไทย ถ้าจะต้องเขียนอะไร ๆ เป็นภาษาอังกฤษไปหมด กว่าจะถอดเฝือกภาษาอังกฤษน่าจะเก่ง

เรื่องการเซ็นเช็คหรือเอกสารทางการเงินเป็นเรื่องสำคัญ ข้าพเจ้าทำงานมูลนิธิและกิจการหลายอย่าง ถ้าข้าพเจ้าไม่เซ็นให้ ใคร ๆ จะแย่ไปแยะ แต่แรกข้าพเจ้าคิดว่าจะใช้แปะโป้งและให้หมอเอกชัยเซ็นรับรองว่าป่วยจริง ใคร ๆ พากันห้ามเพราะการแปะโป้งนั้นเขาใช้เฉพาะในสถานธนานุบาล (เป็นชื่อเพราะ ๆ ของโรงรับจำนำ) เขาไม่ใช้กันในกิจการธนาคาร

ประการต่อมาคือ การเล่นดนตรี ที่ว่าจะตีระนาดประกอบโขนเป็นอันว่าลืมไปเสียเถอะ ก่อนหน้านี้มีเพื่อนคนหนึ่งเป็นนักตีระนาดเหมือนกัน หกล้มมือซ้ายหัก ข้าพเจ้าคิดจะนัดแกมาเล่นคู่กันแบบ duet ข้าพเจ้าเล่นมือซ้าย ดาวเล่นมือขวา แต่ครูดูจะไม่เห็นดีด้วย ซอก็สีไม่ได้ ผลสุดท้ายร้องเพลงได้อย่างเดียว

กลับวังสระปทุมวิ่งออกกำลัง ๕ รอบแล้วเริ่มคิดเรื่องมือต่อ เอาเข้าจริงแล้วเขียนมือซ้ายง่ายกว่าและเร็วกว่าพิมพ์มือเดียว ฉะนั้นสิ่งที่เคยเขียนบันทึกก็พยายามทำอย่างเดิม ข้าพเจ้าเป็นคนที่ถนัดมือขวา ฉะนั้นจึงเขียนมือซ้ายได้ช้ามาก แต่ถ้าทำไม่ได้ แล้วไม่ทำ ก็จะไม่ได้อยู่อย่างนั้นเอง จึงตัดสินใจทำงานเท่าเดิม ซึ่งต้องใช้เวลามาก ผลก็คือใช้เวลาสามวันสามคืนกว่าจะเขียนได้คล่อง ต้องอดตาหลับขับตานอนจนเกือบจะป่วยด้วยโรคอื่นเพราะพักผ่อนไม่พอ นอกจากเขียนบันทึกแล้ว ข้าพเจ้าใช้สมุดแบบฝึกหัดของเด็กอนุบาลหัดเขียนหนังสือ ฝึกกล้ามเนื้อมือ ใคร ๆ ชมว่าข้าพเจ้าเขียนมือซ้ายได้ดีจนเขาคิดว่า ข้าพเจ้าถนัดซ้ายแต่โดนครูบังคับให้เขียนข้างขวา ที่จริงก็ไม่ใช่ เป็นความชำนาญที่เกิดจากการฝึกหัด

ข้าพเจ้าแก้ปัญหาเรื่องธนาคารได้โดยให้นายแบงก์มาเอาตัวอย่างลายเซ็นมือซ้าย เขานั่งดูข้าพเจ้าเซ็นพักใหญ่ บอกว่าใช้ได้

สำหรับคอมพิวเตอร์ก็ต้องใช้มือเดียว เปลี่ยนเอา mouse มาเสียบข้างซ้าย ถึงจะช้า แต่ก็พิมพ์เองได้ เช่น พิมพ์ e-mail พิมพ์สุนทรพจน์ที่พูดที่เกาหลี ที่อิตาลี ที่กระทรวงการต่างประเทศ (ไทย) พิมพ์เอกสารการสอน ประมาณ ๑๐ หน้า เป็นภาษาไทย

เมื่อคนรู้เรื่องปัญหาแขนหัก ก็มาเยี่ยม เซ็นชื่อ เอาดอกไม้มา หลายคนส่งอาหารและขนมมามากมาย ที่จริงก็เป็นธรรมเนียมเหมือนกัน คนแขนหักทำกับข้าวเองไม่ได้ต้องมีคนทำให้ มีเด็กเรียนเมืองนอกส่ง e-mail มาว่า แม่เขาส่งข่าวไปว่าข้าพเจ้าข้อเท้าหัก ข้าพเจ้าตอบไปว่าไม่ใช่ข้อเท้าแต่เป็นข้อมือ เขาว่าค่อยยังชั่ว น่าคิดเหมือนกันว่าเสียมือหรือเสียเท้าแย่กว่ากัน

มีคนเขียนจดหมายมาอวยพรมาก มีทั้งพระทั้งฆราวาส มีฝรั่งที่รู้จักกัน เขียนมาถามว่าตกลงเจ็บจริงหรือเปล่า เห็นในทีวีหน้าตาร่าเริงแจ่มใสดี ที่จริงข้าพเจ้าเจ็บมาก แต่ก็สนุกนิด ๆ เพราะเป็นประสบการณ์ใหม่ มีเรื่องคุยกับใครต่อใคร เพิ่งรู้ว่าในโลกนี้มีคนเคยหกล้มแขนหักอยู่มากมาย มีท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งประสบอุบัติเหตุทำให้เสียแขนไป แต่ท่านก็ไม่ท้อถอย ได้ทำงานเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาของไทยเป็นอย่างมาก ท่านเขียนการ์ดมาให้กำลังใจ

เมื่อเฝือกชั่วคราวหลวมก็ต้องเข้าเฝือกใหม่ คราวนี้เป็นเฝือกถาวร สมัยใหม่นี้ไม่ต้องใช้ปูนปลาสเตอร์ เป็นเฝือกที่ดูเหมือนกับเป็นผ้ากอซหุ้มพลาสติกมีน้ำหนักเบา มีลวดลายให้เลือกหลายแบบ หมอเอามาให้เลือก ๔ ลาย มีลายไดโนเสาร์หลากสี ลายหมีถือลูกโป่ง ลายคริสต์มาส และลายลูกฟุตบอล ข้าพเจ้าเลือกลายไดโนเสาร์ ถ้าจะเปลี่ยนอีกครั้งก็จะเอาลายหมี มีคนถามว่าแบบนี้ไปงานศพ หรือแต่งเครื่องแบบทหารทำอย่างไร ข้าพเจ้าเห็นว่า ไม่น่าจะเป็นอะไรเพราะเฝือกไม่ใช่เสื้อผ้า เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์

ที่จริงหมอบอกว่าข้าพเจ้าควรจะเจ็บมากกว่านี้ เพราะมีการดึงกระดูกให้เข้าที่ แต่ข้าพเจ้ามัวแต่งงที่มีคนมาตั้งกองเชียร์มากมายนอกเหนือจากหมอที่ปฏิบัติการ เช่น หมอธำรงรัตน์ หมอชูศักดิ์ หมอเอกชัย

ใส่เฝือกนี้แล้วสบาย ไม่คัน ขยับได้พอสมควร บางทีไปไหน ไม่ใช้ผ้าห้อยแขน ใครๆ เตือนว่าควรใช้ เวลาวิ่งข้าพเจ้าชอบชูแขนขึ้นสูงสักครู่แล้วเอามือลงจะรู้สึกว่าเลือดสูบฉีดดี.


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10684



ความคิดเห็นที่ 85  เมื่อ 13 มี.ค. 14, 09:11

พระราชนิพนธ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เรื่อง คนแขนหัก (๒) นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ - ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘ ปีที่ ๒๕ ฉบับที่ ๑๒๘๐

หลังจากแขนหัก ๒ วัน ไปนราธิวาส ไปงานของดีเมืองนรา มอบรางวัลผู้ชนะประกวดนกเขา ประกวดผลผลิตทางการเกษตร แล้วไปเยี่ยมโรงเรียนต่าง ๆ เยี่ยม อบต. รับประทานอาหารที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ละแห่งให้เซ็นเยี่ยมต้องใช้มือซ้าย ทั้งอิหม่าม กรรมการมัสยิด โต๊ะครู ฯลฯ ต่างมาสวดอวยพร

นอกจากไปไหน ๆ ในเมืองไทยแล้ว ระหว่างนี้ยังไปต่างประเทศได้ด้วย เช่น ไปเกาหลี ประชุมเรื่องพิพิธภัณฑ์ มีเจ้าหน้าที่กรมพิธีการทูตเข้าไปคุมในครัวเวลาเลี้ยงให้ตัดอาหารเป็นชิ้นเล็กใช้ส้อมจิ้มหรือตะเกียบคีบ (มือซ้าย) ได้ ที่เกาหลีนี้ประสบความสำเร็จอีกอย่างหนึ่งคือ สามารถใช้มือซ้ายเขียนพู่กันจีนได้โดยไม่เคยซ้อมมาก่อน เวลานั่งอยู่ใช้มือซ้ายจดได้ดีแล้ว แต่มีปัญหาเวลายืน ทดลองใช้เทปอัดเสียง แต่ไม่ค่อยได้ผล ไม่ถนัด เลยต้องหาสมุดเล็ก ถือไว้มือขวาที่ใส่เฝือกแล้วใช้มือซ้ายจด

ที่อิตาลีไม่มีการนัดเรื่องตัดอาหาร พอไปถึง World Food Program เลี้ยงอาหารกลางวัน ข้าพเจ้าตัดไม่ได้ ขอให้คุณเจมส์ มอร์ริส ผู้อำนวยการช่วยตัดให้ ถือเป็นหน้าที่ของ WFP อย่างหนึ่งที่ทำให้คนมีโอกาสรับประทานอาหาร

เมื่อเปลี่ยนเฝือกจากไดโนเสาร์มาเป็นหมี ต้องเลื่อยไดโนเสาร์ออก รู้สึกหวาดเสียว ที่จริงเลื่อยไม่ถึงเนื้อเพียงแต่รู้สึกว่าร้อน ๆ หมอจึงใช้เหล็กที่ใช้กดลิ้นเวลาหมอตรวจคอรองเอาไว้

ในขณะที่ใส่เฝือกหมีนี้ มีข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า ผิวหนังที่มือและแขนลอกออกมาเป็นขุย เห็นจะเป็นเพราะไม่ได้ล้างออกตามปกติ

ใช้มือไม่ได้ไปข้างหนึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากไม่น้อย เพราะต้องใช้อวัยวะที่ไม่ควรใช้ เช่น ตัดเล็บโดยใช้ข้อศอกกดกรรไกรตัดเล็บ ใช้ปากช่วยคาบ ใช้นิ้วเท้าคีบ ฯลฯ จะขอไม่บรรยายละเอียด

การรักษาแขนที่หัก นอกจากใช้วิธีการทางการแพทย์ทั้งแผนสมัยใหม่และแผนโบราณด้วยนิดหน่อยคือทาน้ำมันใส่ไพล ใส่การบูร ยังมีวิธีทางพระ ทางอะไร ๆ อีกเยอะที่มีผู้แนะนำได้แก่ ทำบุญซื้อรถ wheelchair ให้คนพิการที่ศูนย์ฟื้นฟู มีพวกกระทรวงสาธารณสุขสมทบด้วย มีผู้แนะนำให้ปล่อยปลาไหล และท่านเจ้าคุณราชบัณฑิตบอกให้สวดอิติปิโส ๕๐ เที่ยว เรื่องสวดนี้ค่อนข้างจะหนักใจเพราะว่ายังสวดไม่จบก็อาจจะหลับไปแล้ว ต่อมาคิดออกว่าสวดตอนวิ่งออกกำลังจะสวดได้มาก ตอนไปเยี่ยมโรงเรียนที่จังหวัดน่าน ท่านเจ้าอาวาสวัดช้างค้ำจัดพิธีสืบชะตาแบบทางเหนือ สวดมหาทิพมนต์

อยู่มาวันหนึ่ง มีงานฉลอง ๒๐๐ ปีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้าพเจ้าไปที่วัดมกุฏฯ เดินอยู่เกิดหกล้มไปกลางลานวัด แต่ไม่เป็นอะไรเลยเพราะเป็นที่กลางแจ้ง มีที่กลิ้งตัวเก็บแขนเก็บขาได้ เย็นนั้นมีงานพระราชพิธีต่ออีกยาว ตกกลางคืนก็ไม่ได้เจ็บ แต่รู้สึกไม่สบาย หดหู่ใจ ต้องรีบนอน เช้าขึ้นก็รู้สึกปกติสบายดี ต้องบันทึกไว้ว่าความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นได้

พอใส่เฝือกไปได้ ๖ สัปดาห์ตามที่หมอบอก ก็ถอดเฝือกได้ ทำให้อดใช้เฝือกคริสต์มาส จิงเกิ้ลแบล หมอบอกว่ากระดูกก็ติดดีพอใช้แล้ว ถ้าใส่เฝือกอีกข้อจะติดขยับไม่ได้ กลายเป็นพิการจริง ๆ ข้าพเจ้าจึงรู้สึกว่าตอนนี้ทั้งมือ ทั้งนิ้วงอหรือบิดข้อมือไม่ได้เลย เขาว่าต้องค่อย ๆ ดัดทีละนิด

เอาเฝือกออกแล้ว ใส่เฝือกชนิดถอดได้แทน ปรากฏว่าเจ็บมากกว่าเดิมเพราะเหล็กที่ดามเฝือกอ่อน (ซึ่งแข็ง) กด แต่แรกแก้ปัญหาโดยเอาเฝือกไดโนเสาร์ที่หั่นครึ่งมาดามแล้วพันผ้า ต่อมาหมอเอกชัยหาเฝือกที่ไม่กดมาได้ ระยะหลัง (หลังจากที่หักประมาณ ๒ เดือน) ใช้แถบรัดแบบที่นักเทนนิสใช้

อยู่ไปซักพักชักรู้สึกว่าที่ดัดนิ้วดัดมือเองนั้นอาจจะผิดก็ได้ และเริ่มรู้สึกติดขัดแถว ๆ ข้อศอกและหัวไหล่ เรื่องอะไรจะยอมพิการโดยไม่จำเป็น ให้ผู้เชี่ยวชาญมาดูดีกว่า หมอวิไลมาดูแล้วบอกว่าตามเอกซเรย์กระดูกติดดีมาก ทำอะไร ๆ ได้ แต่ยังไม่ควรถือของหนักหรือกระแทกแรง ๆ ไม่ควรใช้มือขวายัน ต้องออกกำลังโดยผงกข้อมือขึ้นลง ยกนิ้วทีละนิ้วตั้งแต่นิ้วโป้งไปนิ้วก้อย นิ้วก้อยไปนิ้วโป้ง หมุนข้อมือไปรอบ ๆ ให้แขนแนบตัวถึงข้อศอกแล้วหงายมือคว่ำมือ

เรื่องปัญหาไหล่ต้องแก้โดยยกมือจับหลังให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำ ultrasound ที่ไหล่ได้ แต่อย่างไปทำที่ข้อมือที่หัก เพราะว่ามันจะดึงเอาแคลเซี่ยมออกไป รับประทานแคลเซี่ยมเสริมนั้นดีแล้ว จะได้ไม่จำเป็นต้องดื่มนมอย่างมากมาย (ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนกันว่าตอนนี้ดื่มนมและกินอาหารอื่น ๆ อย่างมากมายอ้างว่ารักษากระดูก อาจจะทำให้เบาหวานถามหาได้)

วิธีการทำให้ดัดมือได้ง่ายก็คือ จุ่มพาราฟิน แล้วห่อเอาไว้ ๒๐ นาที (ห่อกระดาษและห่อผ้าขนหนูอีกชั้น) พาราฟินนั้นต้องให้อุณหภูมิประมาณ ๔๐ องศาเซลเซียส ดูง่าย ๆ คือข้างบนแข็งแล้ว ตามร้านสมัยนี้มีเครื่องจุ่มพาราฟินขาย แต่ว่าเปลืองไฟมากและเสียเวลานาน ไม่ดีเหมือนต้มในหม้อเคลือบต้มแกงธรรมดาแล้วใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ

ต้องหัดใช้มือขวามากขึ้นทีละน้อย หลักการมีอยู่ว่ากระดูกต้องอยู่นิ่งที่สุดจึงติดดี แต่เส้นเอ็นต้องกระดุกกระดิกเส้นจึงไม่ยึด ต้องหัดเขียนหนังสือมือขวา พิมพ์สองมือไปได้พักหนึ่งเริ่มปวด ก็ต้องกลับไปใช้ด้านซ้ายอย่างเดิม นอกจากนั้นต้องหัดแต่งตัว สีฟันมือขวา เปิดก๊อกน้ำ กินข้าวสองมือ หั่นเนื้อหั่นผัก สีซอ ข้าพเจ้าภูมิใจที่มีความก้าวหน้าทุกวัน แม้แต่ความสามารถในการปรบมือเสียงดังก็ต้องถือว่าเป็นความสำเร็จ

วันหนึ่งทดลองรำแม่บท รำได้ทุกท่าเว้นท่ากวางเดินดง ซึ่งต้องชูเฉพาะนิ้วชี้กับนิ้วกลางขึ้นมา ต้องดัดอยู่หลายชั่วโมงจึงทำได้ หลังจากนั้นขณะสวดอิติปิโส ลองนับนิ้วว่าสวดได้กี่จบแล้ว ค้นพบว่ายกนิ้วโป้งนิ้วชี้และหุบอีกสามนิ้วที่เหลือไม่ได้ ทำอยู่หลายวันก็ยังไม่ได้แต่ก็ดีขึ้น

หมอแผนปัจจุบันบอกว่าปีใหม่แล้วจึงจะทำอะไรได้มากกว่านี้ (เช่น แจกปริญญา) ครูสอนภาษาจีนบอกว่าตามตำราจีนกระดูกหักต้องใช้เวลา ๑๐๐ วัน แสดงว่าพูดตรงกัน ยังไม่มีใครบอกได้ว่าจะตีระนาดได้เมื่อไร อาจจะต้องเอกซเรย์อีกและวัดมวลกระดูก ขณะนี้ที่ทำได้คือระวังไม่ให้หกล้มหรือเดินชนโน่นชนนี่อีก ไปไหนตั้งสติให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเดินในที่สูง ๆ ต่ำ ๆ หรือขึ้นลงบันได ห้ามคุย ห้ามหันไปรอบ ๆ แล้วโปรยยิ้มเด็ดขาด สมเด็จพระสังฆราชท่านเคยสอนข้าพเจ้าไว้ว่าต้องมีสติ เดินก็ต้องรู้ว่าเดิน นั่งก็ต้องรู้ว่านั่ง ฯลฯ รับประทานอาหารมีประโยชน์บำรุงกระดูกและเนื้อเยื่อ เช่น โปรตีน ผัก ผลไม้ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ พักผ่อนให้พอ (ข้อนี้ยากที่สุด) แล้วก็รอไป................

ถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา ข้าพเจ้าเป่าแตรคอร์เนตกับวงสหายพัฒนาได้โดยไม่มีปัญหาเกี่ยวกับมือ

ขณะนี้ยังเหลืออยู่ท่าหนึ่งที่ทำไม่ได้คือ ยืดนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางออกไปข้างหน้าโดยไม่ให้นิ้วก้อยออกไปด้วย

มีข่าวในทีวีว่าหมอผ่าตัดคนนิ้วล็อคฟรีโดยเสด็จพระราชกุศล แสดงว่าคนเป็นโรคแบบนี้กันมาก

หลังวันเฉลิมพระชนมพรรษาข้าพเจ้าสบายขึ้น เริ่มหัดหยับจับอะไร ๆ มากขึ้น แต่เวลาแจกปริญญาต้องใช้มือซ้าย ทำได้ไม่เลวนักจนอาจารย์บางท่านบอกว่าใช้มือซ้ายไปเลย ก็คล่องดี ใส่ผ้ารัดข้อมือลายต่าง ๆ เพื่อแฟชั่น สองสัปดาห์ต่อมาหยิบจับสิ่งของด้วยมือขวาให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย รำละครได้เป็นปกติขึ้น สีซอได้ เริ่มตีระนาดเล็กน้อยโดยไม่เป็นเพลง

วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๗ ซึ่งเป็นวันที่ ๘๒ ไปถ่ายเอกซเรย์อีกครั้งหนึ่ง หมอบอกว่ากระดูกติดดีมาก ข้อยังติดอีกนิดหนึ่ง หมอวิไลสอนให้ยืดแขนไปตรง ๆ คว่ำมือและใช้มือซ้ายค่อย ๆ ดันเบา ๆ อีกอย่างหนึ่งคือ ยืดแขนและดันให้ติดหน้าอก ให้ค่อย ๆ เพิ่มการใช้มือขวาจนหยิบจับของได้ไม่เจ็บ

วันที่ ๒๖ และ ๒๗ เป็นวันที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตของคนเป็นจำนวนมากตามที่ทราบกันอยู่แล้ว วันที่ ๒๗ จัดการศพน้องพุ่มหลานชายเป็นวันแรก หลานมีความสามารถหลายอย่าง ทำขนมให้น้าน้อยกิน (บำรุงกระดูก!) นับเป็นคนดีมีอนาคต ต้องมาตายแบบนี้ แต่นั่นแหละ สมเด็จแม่เคยสอนข้าพเจ้าว่า คนเราไม่ว่าเด็กว่าแก่ จะตายเมื่อไหร่ก็ได้ ขณะมีชีวิตอยู่ให้เร่งสร้างความดี เจอน้องเล็กซึ่งต้องใส่เฝือกเพราะเอ็นฉีก และเจอรัฐมนตรีสุดารัตน์ต้องห้องแขนเพราะกระดูกร้าว น้องเล็กต้องใส่ ๖ สัปดาห์ ของรัฐมนตรีต้องทำอย่างไรไม่ทราบ ไม่มีเวลาพูดกัน

วันที่ ๓๐ ธันวาคม เป็นวันครบ ๑๐๐ วันตามที่ครูจีนพูด เช้าขึ้นยังรู้สึกยอกที่หัวไหล่ ที่ข้อมือยังตึงอยู่นิดหน่อย ยังใช้มือซ้ายในการแจกของต่าง ๆ ที่สภากาชาดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ปีหน้าจะซ้อมแจกปริญญาข้างขวา นับเป็นครั้งแรกที่จะต้องซ้อมแจกปริญญา

ปีหน้าอย่าให้อะไรมันเกิดอย่างนี้เลย! เพี้ยง!


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10684



ความคิดเห็นที่ 86  เมื่อ 02 เม.ย. 14, 08:50

พระเทพทรงบุญ

ประพันธ์คำร้องและทำนอง  วิเชียร คำเจริญ (ลพ บุรีรัตน์)

ขับร้อง   สุกัญญา ปานกรด (คัฑลียา มารศรี)



เจริญลาภ เจริญยศ เจริญวัย
เจริญในบุญบารมีเลิศล้ำ
สมเด็จพระเทพที่ฟ้าส่งมาช่วยนำ
เจริญรอยธรรม เจริญรอยไทย

ด้านกวีศรีประชา ข้าบาทไพร่ฟ้า
เทิดพระปรีชาทั่วไป
ร้อยกรองบทกลอนซึ้งซ่อนงานศิลป์ของไทย
แหละเป็นหลักชัยของนักเพลงสยาม

เอาใจร่วมมารวมร้อยเป็นเกลียวกลม
ทอแทนพรมปูรองลาดพระบาทตาม
แล้วโปรยไม้ดอกหมื่นสีที่พรมลาดงาม
บูชาในนามนักเพลงทุกคน

เมื่อพระเทพสถิตไหน
ขอให้ปวงภัยจงหลบเลี่ยงไปให้พ้น
ด้วยแรงบุญญาด้วยพรจากฟ้าเบื้องบน
โปรดบันดาลดลให้พระองค์ทรงพระเจริญ



บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30484

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 87  เมื่อ 02 เม.ย. 14, 09:20

พระรูปนี้ เจ้าของเก็บรักษาไว้ 40 กว่าปีแล้ว


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30484

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 88  เมื่อ 02 เม.ย. 14, 09:20

ทรงพระเจริญ


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
kulapha
มัจฉานุ
**
ตอบ: 96


ความคิดเห็นที่ 89  เมื่อ 02 เม.ย. 14, 09:54

ลองอ่านทัศนะจากนักเรียนจีนที่มาศึกษาต่อเมืองไทยนะคะ


ทำไมคนจีนจึงรัก "ฟ้าหญิงสิรินธร"
โดย : นักศึกษาหลักสูตรปริญญาโทสาขาผู้นำทางธุรกิจ สังคมและการเมือง มหาวิทยาลัยรังสิต

มิตรสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน นับตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เมื่อสองพันกว่าปีก่อน

ก็เริ่มมีการส่งทูตไมตรีต่อกันแล้วจวบปัจจุบัน ไม่ว่าสากลโลกจะเกิดการเปลี่ยน แปลงประการใด
ทั้งสองประเทศยังคงเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและมิตรสหายที่ดี

กล่าวได้ว่า บุคคลสำคัญที่มีส่วนทำให้ความสัมพันธ์ฉันมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิดขนาดนี้ ก็คือ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี พระองค์ทรงสร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อการกระชับความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างไทย-จีน
เพราะฉะนั้น ชาวจีนทั่วไปจึงคุ้นเคยกับการเรียกขานพระนามของพระองค์ว่า “ฟ้าหญิงสิรินธร”
นับตั้งแต่ได้ทรงเสด็จเยือนประเทศจีนเป็นครั้งแรกในปี 2524

ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 “ฟ้าหญิงสิรินธร” ทรงเสด็จเยือนประเทศจีนเป็นครั้งแรกมาจนถึงปัจจุบันนี้
ช่วงระยะเวลาเพียงแค่ 33 ปี พระองค์ทรงเสด็จเยือนจีนได้ครบหมดทุกมณฑล ทั้งๆ ที่แผ่นดินจีนมีความกว้างใหญ่ไพศาล
(แม้กระทั่งผู้นำจีนบางคนก็ยังทำไม่ได้คือไม่สามารถเดินทางไปครบทุกมณฑล)
ตลอดระยะเวลา 33 ปี ทรงเสด็จเดินทางไปเยือนประเทศจีนถึง 36 ครั้ง ได้พบผู้นำจีนหลายต่อหลายท่าน
ได้เห็นและได้เรียนรู้เกี่ยวกับจีนในหลายๆ ด้าน จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านจีน

ในหนังสือเรื่อง “การเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตามเส้นทางสู่ที่ราบสูง”
พระองค์ทรงบันทึกถึงความประทับใจในช่วงระหว่างการเสด็จเยือนเมืองจีนว่า
“เวลามาแต่ละครั้ง ได้มีสิ่งตื่นเต้น ได้เห็นได้รู้สิ่งใหม่ๆ ที่ยังไม่มีและคนอื่นคงหาโอกาสนี้ได้ยาก”
และได้พูดถึงความประทับใจที่มีต่อคนจีนว่า
“คนจีนเป็นคนที่นิสัยคบง่ายและมีคุณสมบัติหลายอย่างที่คิดว่าเข้ากันได้ ประเทศก็ใหญ่
มีอะไรที่จะให้ศึกษาหรือมาดูมากขึ้นเรียกว่าไม่ซ้ำเลย”

เพราะเหตุผลเหล่านี้ จึงทำให้พระองค์ทรงสนพระทัยเกี่ยวกับจีนในทุกๆ ด้าน
ทรงทุ่มเทให้กับการเรียนภาษาจีน การเขียนพู่กันจีน การวาดภาพแบบจีน และฝึกรำมวยไทเก๊ก เป็นต้น พระองค์ทรงร่ำเรียนได้อย่างเชี่ยวชาญ
คนจีนภูมิใจมากๆ ที่มี “เจ้าฟ้าหญิง” ของประเทศเพื่อนบ้านให้ความสำคัญต่อวัฒนธรรมของประเทศจีนมากเช่นนี้

นอกจากนี้ ในระหว่างการเสด็จเยือนจีนทุกๆ ปี พระองค์ยังถ่ายทอดประสบการณ์การเยือนแผ่นดินจีนตั้งแต่ครั้งแรก
เป็นลายลักษณ์อักษรพระราชนิพนธ์ให้คนไทยได้อ่านอย่างเช่น หนังสือเรื่อง “ย่ำแดนมังกร” “มุ่งไกลในรอยทราย” “เจียงหนานแสนงาม”
และ “การเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีตามเส้นทางสู่ที่ราบสูง” เป็นต้น

หนังสือที่พระองค์ได้ทรงนิพนธ์สร้างคุณูปการอย่างมากและหลังการเสด็จเยือนเมืองจีนแต่ละครั้ง
ก็มีส่วนทำให้คนไทยประทับใจและไปเที่ยวเมืองจีนตามที่พระองค์ได้เคยเสด็จเยือนไว้
ฉะนั้น การเสด็จเยือนเมืองจีนแต่ละครั้งของ “ฟ้าหญิงสิรินธร” ถือเป็นการจุดประกายให้คนไทยไปเที่ยวเมืองจีนและรู้จักเมืองจีนมากขึ้น

นอกจากนี้ ในฐานะนักอักษรศาสตร์ พระองค์ทรงให้ความสำคัญต่อนวนิยายจีนเป็นอย่างมาก
ถ้าเป็นเรื่องที่พระองค์ทรงชอบเป็นพิเศษก็จะทรงแปลเป็นภาษาไทยเช่นหนังสือเรื่อง “ผีเสื้อ” และ “นารีนครา”
ทุกวันนี้ยังมีวางจำหน่ายอยู่ในร้านหนังสือ

ถ้าพูดถึง “ฟ้าหญิงสิรินธร” ไม่ว่าชาวจีนหรือมิตรต่างแดนอื่นๆ
ใครๆ ก็บอกว่าพระองค์เป็นผู้นำเป็น “เจ้าฟ้าหญิง” ที่ “เข้าถึง” ง่ายไม่ถือพระองค์
ไม่ว่าเสด็จไปเยือนต่างประเทศใด พระองค์จะวางตัวอย่างเรียบง่ายเหมือนคนธรรมดาทั่วๆ ไป
ไม่ได้วางตัวเหนือผู้อื่นทั้งๆ ที่พระองค์มีฐานะเป็นเจ้าฟ้าหญิง
อย่างเช่น ช่วงเวลาที่ทรงเสด็จไปเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง อาจารย์นชางยิง (张英) เล่าให้ฟังว่า

“第一次去给公主上课,老师们都难免带些拘谨,然而,公主的随和风趣,睿智好学,让老师觉得上课过程也是一种精神享受.”
 ก็หมายถึงว่า “ตอนไปสอนพระองค์ครั้งแรก พวกอาจารย์อย่างน้อยก็ต้องระมัดระวังบ้าง
แต่พอเจอพระองค์ กลับพบว่าพระองค์เป็นกันเองไม่ถือพระองค์
พระองค์ทรงเฉลียวฉลาดชอบเรียนรู้มากๆ
ทำให้อาจารย์รู้สึกว่าในช่วงเวลาที่สอนเป็นเรื่องเพลิดเพลินเข้าถึงจิตวิญญาณไปด้วย”

ถ้าเราสังเกตจะเห็นได้ว่า ไม่ว่า “ฟ้าหญิงสิรินธร” จะทรงเสด็จไปเยือนประเทศจีนหรือที่ใดที่หนึ่ง
พระองค์จะทรงแขวนกล้องถ่ายรูปอยู่ข้างหน้าหรือถืออยู่ที่มือเสมอ
แล้วไม่ใช่แค่เครื่องเดียวด้วย เป็นเรื่องที่คนจีนเคยสงสัยมากๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว
ด้วยฐานะความเป็นเจ้าฟ้าหญิง พระองค์ไม่จำเป็นต้องถือหรือแขวนสิ่งต่างๆ ที่ตัวด้วยพระองค์เอง
แต่สามารถให้คนข้างๆ ที่ไปด้วยกันช่วยถือก็ได้ เมื่อถูกถามพระองค์ทรงตอบว่า “ไม่เป็นไร”
ทำให้คนจีนยิ่งประทับใจในตัวพระองค์มากยิ่งขึ้น
เรียกพระองค์ท่านว่า诗琳通公主是平民的公主หมายความว่า “ฟ้าหญิงสิรินธร” ทรงเป็น “เจ้าฟ้าหญิง” ของประชาชนทั่วหล้า

“ฟ้าหญิงสิรินธร” ทรงมีความรักความผูกพันกับประเทศจีนอย่างแน่นแฟ้นเป็นที่ประจักษ์ของชาวจีนทั้งประเทศ
ความรู้ที่พระองค์ท่านได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศจีน พระองค์ท่านได้ถ่ายทอดและ “แบ่งปัน”
ทำให้คนไทยมีความเข้าใจในประเทศจีน คนจีน และวัฒนธรรมจีนมากขึ้น
แล้วนึกถึงการพัฒนาประเทศตัวเองด้วย แล้วอย่างนี้จะให้คนจีนไม่เคารพรัก “ฟ้าหญิงสิรินธร” ของประเทศไทย
ไม่รักและประทับใจเจ้าฟ้าหญิงพระองค์นี้เหมือนเช่นคนไทยได้อย่างไรคะ

ดังนั้น เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2552
มีการประกาศว่า ชาวจีนทั่วประเทศได้โหวตยกย่องให้ “ฟ้าหญิงสิรินธร” เป็น “มิตรที่ดีที่สุดในโลก” ของคนจีนและประเทศจีน
ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นราชนิกุล พระองค์เดียวในโลกที่เสด็จเยือนจีนมากที่สุด
เป็นเจ้าฟ้าหญิงที่คนจีนรู้จักมากที่สุด และเคารพรักพระองค์เสมือนหนึ่งเป็น “เพื่อนสนิท” ที่สุดคนหนึ่งของชาวจีนทั้งประเทศ

ทุกวันนี้ คนจีนเชื่อว่า การเสด็จเยือนประเทศจีนแต่ละครั้งของ “ฟ้าหญิงสิรินธร”
ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนและประเทศไทยให้กระชับแนบแน่นและเจริญมั่นคงยิ่งๆ ขึ้น
ทำให้คนไทยและคนจีนมีความรักความหวังดีต่อกันเสมือนหนึ่งเป็นพี่น้องในครอบครัวเดียวกันสืบเนื่องตลอดไป

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของ “ฟ้าหญิงสิรินธร” วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557
ผู้เขียนในฐานะคนจีนคนหนึ่งที่มีโอกาสได้ศึกษาภาษาไทยในประเทศไทย
ขอน้อมเกล้าฯถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน



คัดลอกจาก
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/reader-opinion/20140402/572396/ทำไมคนจีนจึงรัก-ฟ้าหญิงสิรินธร.html
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 12
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.042 วินาที กับ 19 คำสั่ง