เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
อ่าน: 14990 ว่าด้วยเรื่องเครื่องโขน-ละครโบราณ
benzene
อสุรผัด
*
ตอบ: 125


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 11 ส.ค. 12, 02:12

อันนี้น่าจะเป็นละครหัวเมืองนะครับ เพราะผมคุ้นๆ เรื่องปั้นเหน่ง
มันเหมือนที่โนราเขาใส่กัน
บันทึกการเข้า
benzene
อสุรผัด
*
ตอบ: 125


ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 11 ส.ค. 12, 02:37

เอารูปโขนหลวงสวยๆ ในรัชกาลปัจจุบันมาแปะ (เครดิตภาพจากคุณ Supot Yuadyingyong ช่างภาพมือเทพ)
พระ พี่ออม อ.บวรนรรฏ แห่งสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
นาง ครูจูน ขวัญใจ คงถาวร จากสถาบันเดียวกัน
ลิง ซ้าย พี่เอ็กซ์ ขวา พี่ป๊อบ แห่งกรมศิลปากร 
ยักษ์ ซันนี่ น้องชายแท้ๆ ของผมเอง อิอิ





คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 11 ส.ค. 12, 08:07

ติดใจในเสื้อผ้าของโขนสมเด็จพระนางเจ้าตั้งแต่ศรพรหมมาศ จนกระทั่งโขนตอนนางลอย เครื่องทรงแต่ละชิ้นตัดเย็บลวดลายอย่างของโบราณ ผัดหน้าขาววอก เขียนคิ้วตาอย่างเทพ เทวาสวยงามดั่งคันศร

ติดตามซื้อ CD ทุกครั้งการแสดงเลยครับ
บันทึกการเข้า
benzene
อสุรผัด
*
ตอบ: 125


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 12 ส.ค. 12, 23:46

เครื่องละครของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง
นี่ก็แปลกตาตามคอนเซ็ปต์ที่เขียนไว้ในโรงละคร
"สะแดงความดูเปนที่ประหลาดตา"


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ



บันทึกการเข้า
benzene
อสุรผัด
*
ตอบ: 125


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 13 ส.ค. 12, 00:01

สภาพในปัจจุบันของเครื่องละครเจ้าพระยามหิทรศักดิ์ธำรง
ส่วนใหญ่ทำจากโลหะ บ้างก็เป็นทองแดง บ้างก็เป็นโลหะผสม
เครื่องสำรับนี้ เจ้าจอมมารดามรกฏ (เพ็ญกุล) ถวายให้กับหลวง จนตกมาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถาแห่งชาติ พระนคร


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ

คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10922



ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 13 ส.ค. 12, 08:55

คณะละครเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง เดินทางไปแสดงที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ

คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 13 ส.ค. 12, 11:13

เครื่องละครของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง
นี่ก็แปลกตาตามคอนเซ็ปต์ที่เขียนไว้ในโรงละคร
"สะแดงความดูเปนที่ประหลาดตา"


ป้าย concept ที่เขียนไว้เป็นคล้ายบท ๆ หนึ่งที่เขียนไว้ในขณะเล่นละครครับ โดยภาพเก่าหลาย ๆ ภาพของโรงละครนี้จะพบว่ามีการบอกป้าย concept ไว้ต่าง ๆ กัน

จากภาพที่นำมาแสดงไว้นั้นจะเห็น่ว่าเป็นโรงละครยุคหลังเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง เราจะเห็นว่าการพัฒนาของชื่อโรงละครได้เปลี่ยนจาก "Simaese Theater" ไปสู่คณะ "Prince Theater"

ละครของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง จัดเป็น "ละครพันทาง" หมายถึงละครที่จับเอาเนื้อเรื่องวรรณคดีไทยต่าง ๆ มาผสมรวมกัน และเขียนเรื่องราวขึ้นมาใหม่โดยหลวงพัฒนพงษ์ภักดี และนำมาจัดการแสดงให้ประชาชน

การที่จัดแดสงก็ไม่ได้ให้เข้าฟรี แต่มีการเก็บอัฐเป็นค่าเข้าชม อันเป็นการแสดงละครแนวใหม่ ที่ท่านได้รับอิทธิพลจากการ London Theater ที่ท่านได้ไปเห็นมาจากคราวที่คณะราชทูตไปไปกรุงลอนดอน พ.ศ. ๒๔๐๐

และจัดการแสดงเป็นวิก Week  ตัวละครที่สังกัดมีดังนี้

-กลีบ ตัวนายโรง

- หม่อมแย้ม เป็นครูละคร

- เป้า เล่นเป็นบทเงาะ

- เปลี่ยน เล่นเป็นท้าวสามนต์

- เครือ, เสงี่ยม, งาน, ทิม และบุศ
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 13 ส.ค. 12, 16:30

การเปลี่ยนแปลงเครื่องแต่งกายละคร มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เนื่องจากชาวอินเดียได้เริ่มเข้ามาตั้งร้านค้าแถวท่าน้ำราชวงศ์ วัดเกาะ และพาหุรัด ซึ่งพ่อค้าเหล่านี้ได้นำผ้ายก ผ้าทอ ดิ้นเงิน ดิ้นทอง เพชรหลา (เพชรขายเป็นเส้น เป็นแถบ ๆ) พวกคนไทยพากันไปซื้อมาทำเครื่องละคร ยังผลให้มีการวิวัฒนาการของเครื่องประดับและเครื่องละคร
บันทึกการเข้า
benzene
อสุรผัด
*
ตอบ: 125


ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 13 ส.ค. 12, 22:27

ภาพหมู่ที่เห็นในภาพแรก เป็นคณะละครของนายบุศย์มหินทร์ ครับ ผมขอมักง่าย ใช้วิชามารยกบทความมาตัด แล้วแปะ (ขอโทษในความมักง่ายเป็นอย่างสูงครับ)
นักรบวัฒนธรรมผู้เดียวดาย : นาย 1900 บุศย์มหินทร์
โดย : สุเมธ สอดจิตต์
มาแชร์ครับ เพราะว่าขี้เกียจพิมพ์ ห้าๆๆๆ มันดราม่ามากๆ....
“...ปี 1900 วงนายบุศย์มหินทร์ นำดนตรีและคณะนาฏศิลป์ชุดหนึ่งไปแสดง ขณะเดียวกัน เยอรมันก็ได้ซื้อเครื่องบันทึกเสียงของเอดิสัน เป็นกระบอกเสียง ใช้ระบบมือหมุน บันทึกได้ครั้งละ 2 นาที ตอนนั้น มีคณะดนตรีหลายชาติรอการอัดเสียง ไม่ว่าจะเป็น แอฟริกา อาหรับ อินเดีย เกาหลี และญี่ปุ่น แต่ชาติไทยเป็นชาติแรกที่ได้บันทึกเสียงเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เสียงกรุงเบอร์ลิน (Berlin Phonogramm-Archiv) ถือเป็นการอัดเสียงนอกประเทศครั้งแรกของศิลปินชาวสยาม โดยมี คาร์ล สตุมฟ์ (Prof.Dr.Carl Stumpf) ศาสตราจารย์ด้านมานุษยดุริยางควิทยา และผู้ช่วยคือนายบอสเตล (Bastal) อัดเสียงการแสดงของคณะละครนายบุศย์มหินทร์ที่สวนสัตว์กรุงเบอร์ลิน(Berlin Zoological Gardens) ในวันที่ 29 กันยายน ปี 1900 ประชาชนสมัยนั้นไม่เคยรู้จักกับระบบเสียงของดนตรีสยาม ฟังเป็นเสียงแปลกประหลาด เพราะต่างคุ้นชินรูปแบบดนตรีตะวันตก
หลังจากนั้นจึงมีนักแสดงหลายๆ คณะในหลายประเทศ ได้อัดเสียงเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนั้น เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย แอฟริกา..
ในปี ค.ศ.2000 นับเป็นโอกาสครบรอบร้อยปี นาฏกรรมไทยคณะนายบุศย์ ซึ่งบันทึกเสียงเป็นครั้งแรกของพิพิธภัณฑ์และได้เก็บรักษาไว้นั้น ประเทศเยอรมันจึงจัดงานฉลองยิ่งใหญ่ มีการเผยแพร่เสียงแห่งอดีตจำหน่ายในรูปแบบคอมแพ็คดิสก์ แต่คนไทยไม่ค่อยได้ยิน...”
“...มาสเตอร์เสียงวงนายบุศย์มหินทร์ บันทึกบนแผ่นคอมแพ็คดิสก์ อยู่นี่.. (ดร.สมศักดิ์ ให้ดูแผ่นซีดี และหนังสือสูจิบัตรที่บรรจุกล่องกระดาษอย่างดี) ทางพิพิธภัณฑ์เยอรมันส่งมาให้เพื่อวิเคราะห์เพลง

เพลงที่ให้ฟัง ชื่อเพลง คำหอม...”
ผมดิ่งด่ำรสเพลง เสียงระนาดเหงาเศร้าอยู่เบื้องหน้าเครื่องดนตรีชนิดอื่น มีระนาดทุ้มคลอต่ำ ขลุ่ยไทยแหลมสูง ยินเสียงเครื่องให้จังหวะปนเสียงลานจากเทคนิคการอัดเสียงลงกระบอกรุ่นแรก ชัดเจน ทำนองขรึมขลัง ความยาวเพลงไม่เกินสองนาที
...เพลงคำหอม...
อาจารย์บอกว่า เป็นหลักฐานเก่าที่สุด นำมาเปิดให้ฟัง ทิ้งเป็นการบ้าน ฝากเป็นหน้าที่ของพวกเรา นิสิตใหม่ ให้นำไปคิดต่อ
หลังจากวันนั้น เรื่องราวเพลงคำหอม และการเดินทางของคณะละครนายบุศย์ก็จมอยู่ในห้วงนึก กระแทกอารมณ์ให้หวนคิดหลายครั้งครา มีช่วงหนึ่งที่ผมเข้าปรึกษาดอกเตอร์เพื่อขอถ่ายสำเนาเสียงเพลงคำหอม เก็บไว้ในเครื่องบันทึกระบบ Mini disc และถ่ายสำเนาเอกสาร Music! The Berlin Phonogramm-Archiv 1900 - 2000 ซึ่งจัดทำโดย Museum Collection Berlin ในนั้นมีข้อมูลนายบุศย์มหิทร์ฝังอยู่ สักวันหนึ่งคงมีโอกาสศึกษา
หนึ่งปีเต็ม ตั้งแต่กลางปี 2002 ถึงปี 2003 ผมค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่งไปเรื่อย ได้เดินหลงเข้าศึกษาเกี่ยวกับดนตรีพื้นถิ่น ย้อนยุคไปในสมัยฝรั่งชาติเจริญไล่ล่าอาณานิคม เหล่านักแสดงจากประเทศโลกที่สามถูกมองเป็นคณะนาฏกรรมประหลาด ต่างจากศิลปะอันเจริญเหมือนประเทศเขา เป็นของแปลกจากโลกนอก คณะนายบุศย์มหินทร์ จึงเป็นกลุ่มนาฏศิลป์พลัดถิ่น วิธีการดนตรีเหน่อๆ สุ่มเสียงดัง ชุดการแสดงดูลวดลายตระการตา ลีลาการแสดงลี้ลับ สีสันการแต่งกายแวววับ ระยิบระยับคล้ายเหล่าเทวดา ไม่! พวกเขาไม่เคยสัมผัสเทวดา จินตนาการไม่ถึงขั้นเทวา เขาคุ้นชินอาการพิศวงจากคณะละครสัตว์ ละครสีทองสดบุศย์มหินทร์จึงมีโอกาสร่ายรำพัด (Fan Dance) ในสวนสัตว์แห่งมหานครเบอร์ลิน ผู้ดีวิถีตะวันตก ชอบ ชื่นชม เรียกการแสดงแปลกประหลาดนั้นว่า EXOTIC
พวกเขาดูแล้วหัวเราะ
พวกเขายิ้ม
เขาประทับใจ “คนแปลกประหลาด” พวก EXOTIC MAN
ผมจุดธูปอินเดียเก้าดอก
กลิ่นหอม.. แปลกประหลาด...
บัดนี้ผมคว้าได้ข้อมูลเพิ่มเติม
ภาพถ่ายขาว - ดำของศิลปินแห่งอดีตวางอยู่เบื้องหน้า กลุ่มคนสามสิบกว่าชีวิต ชาย หญิง ผู้ใหญ่ เด็กน้อย ในชุดละครโบราณ พร้อมชุดนักดนตรีเบื้องหลังเครื่องปี่พาทย์ กลุ่มคนที่เดินทางไกลไปต่างแดน ผมเห็นชายหนุ่มนั่งเล่นระนาดเอก มองตรงหน้านิ่งเศร้าอยู่นั่น! เขาคือ นายบุศย์มหินทร์ หัวหน้าคณะละครไทย
ผมศึกษาข้อมูลจากงานเขียนหลายเล่ม เดินทางสู่โลกไร้พรมแดน เปิดเว็บไซน์ บังเอิญผ่านไปดูใน www.waxylinder.com บัดนั้น ผมตะลึงกับถ้อยความพาดโปรย

“...ถ้าดวงวิญญาณของนายบุศย์มหินทร์ ยังอยู่บนสรวงสวรรค์
ขอให้ดวงวิญญาณท่านรับรู้ด้วยว่า...
...ในห้วงเวลาเดียวกันแต่ต่างมิติ
ท่านคือผู้สร้างประวัติศาสตร์การอัดเสียงนอกสยาม
เป็น “คนแรก” และเป็น “ครั้งแรก” ของประเทศไทย...
...ขอร่วมไว้อาลัย “นายบุศย์มหินทร์”
ผู้สร้างตำนานการอัดเสียงแห่งสยาม...”

ผมคัดย่อไว้เพียงบางส่วน เว้นพื้นที่ว่างให้ใจจินตนาการ ผู้เขียนคำอุทิศ คือ พฤฒิพล ประชุมผล – ผมบันทึกข้อมูล

นั่งหลังระนาดเอก บุศย์ เพ็ญกุล, บุศรา มหินทร์, บุษย์มหินทร์, นายบุศย์มหินทร์ หรือ เจ้าหมื่นไววรนารถ (บุศร) ตามชื่อที่ตีความและเขียนได้หลากหลาย เป็นข้าราชการวิญญาณศิลปิน มีความสามารถด้านดนตรีไทยหนึ่งในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง คือคนหนุ่มการศึกษาดี ดีกรีการร่ำเรียนผ่าน มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ บุตรชาย เจ้าพระยามหินทรศักดิธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ท่านเป็นเจ้าของคณะนาฏศิลป์ใหญ่สุดในสยาม มีชาวคณะรวม 800 – 1,000 ชีวิต เมื่อสิ้นชีพบิดา นายบุศราจึงรับช่วงต่อมรดกนาฏกรรมของบรรพชน
นางรำในภาพขาว-ดำ ที่ดูอยู่ขณะนี้ คือหนึ่งในลูกทีมของบุศย์มหินทร์ซึ่งร่วมรอนแรมสู่ต่างแดน เบื้องหลังภาพ มีสัดส่วนชีวิตที่เป็นตำนาน แวดล้อมด้วยความเศร้าเข้าเจือปนมากมาย
..................................
จากหนังสือนาฏกรรมชาวสยาม หน้า 46-48 (คุณเอนก นาวิกมูล)
ตามสายตาของผู้เล่าเหตุการณ์วัย 12 ขวบ หม่อมศรีพรหมา กฤษดากร บุตรบุญธรรมของ พระพรหมสุรินทร์ (สวัสดิ์ ภูมิรัตน์) ข้าหลวงจากกรุงเทพฯ ซึ่งเดินทางไปประจำอยู่ในสำนักเอกอัครราชทูตไทยแดนรัสเซีย เธอได้บันทึกเหตุการณ์ในวัยเยาว์ ณ ขณะนั้นว่า
“...โรงละครหลวงหรูมาก ละครนั้นนายบุษมหินทร์พาไปเล่น แต่ขาดทุน เพราะไปผิดฤดูกาล หนาวกันเกือบตาย นายบุษมหินทร์เป็นบุตรเจ้าพระยามหินทร์ศักดิ์ธำรง นำเอาแบบเจ้าคุณพ่อ ซึ่งมีชื่อเสียงดังในเมืองเรามาแล้วไปเล่น ละครเจ้าพระยามหินทร์มีชื่อเสียงโด่งดังสมัยโน้น ใครๆ ก็รู้จัก ไม่ได้เล่นเป็นเรื่องเป็นราว แต่เป็นฉากๆ สวยงามมาก เครื่องแต่งกายก็สวยแวววับ พราวแพรวไปหมด ถ้าไปเหมาะๆ คงจะได้เงินบ้าง ทางทูตจัดส่งกลับเพราะไม่มีเงิน
ฉากละครที่จำได้แม่น คือ ชุดรำโคม ชุดรำพัด ชุดรำอะไรต่ออะไรไม่ได้จำ ชุดพระชุดนาง คงจะมีรำฉุยฉายด้วย เหลือกว่าเด็กจะจำได้...”
ผมพลิกหนังสือไปดูตามสายตาฝรั่งซึ่งบันทึกข้อมูลที่เขาสัมผัส ณ ห้วงเวลาเดียวกัน ซึ่งอยู่ในส่วนภาคผนวกของหนังสือเล่มเดิม ได้เห็นภาพคณะละครพลัดถิ่นทำหน้าที่ทูตวัฒนธรรมอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บเดียวดาย
“...คณะนาฏศิลป์มีสมาชิก 35 คน เป็นหญิง 23 ชาย 12 ผู้หญิงเป็นทั้งตัวละคร นางรำ ส่วนผู้ชายเล่นดนตรี วงดนตรีประกอบด้วยเครื่องดนตรีไทยโบราณ เช่น ฆ้องวง ซึ่งประกอบด้วย ฆ้องโลหะระดับเสียงต่างๆ จำนวนมากรายรอบติดกับตัวไม้เป็นครึ่งวงกลม ระนาด ปี่ ขลุ่ย ฉิ่ง ฉาบ...”
ผมเห็นภาพพวกเธอร่ายรำ ตามคำบรรยายของฝรั่งคนนั้น

“...นางรำแต่งเครื่องทรงอลงกรณ์ สวมชฎา มงกุฎ เพียบพร้อมด้วยเครื่องประดับประดา ต่างทั้งร้องทั้งรำ ทรงตัว โดยย้ายเคลื่อนไหว ตัดแข้งตัดขา เป็นท่าต่างๆ ไปตามจังหวะดนตรี บางครามือโบกรำไปข้างหลังเกือบจรดหลัง พวกเราซึ่งคุ้นเคยแต่ระบำรำเต้นแบบยุโรปมาแต่เล็กแต่น้อยก็ต้องทำใจลืมทัศนคติที่มีต่อนาฏศิลป์ของเราเองไว้ชั่วขณะ เพราะนาฏศิลป์ไทยนี้แม้จะดูแปลกตา แต่ทว่าน่าสนใจ โดยเฉพาะลีลาท่ารำของนางรำ ดูแล้วเป็นธรรมชาติ และมีเสน่ห์กว่านาฏศิลป์ของเราเสียอีก...”
ผมปิดนาฏกรรมชาวสยาม หยุดเสพข้อมูลจากหนังสือไว้พลางก่อน
เปิดใจรับข่าวสารซึ่งเรียบเรียงโดย พฤฒิพล ประชุมผล ที่ส่งผ่านโลกไร้แดน
“...คณะละครนายบุศย์มหินทร ถูกส่งกลับเนื่องจากการแสดงขาดทุนอย่างยับเยิน ไม่มีแม้ค่าเดินทางกลับ บ้างก็ว่าหญิงละครบางคนต้องนำชุดละครออกขายฝรั่งเพื่อเป็นค่าเดินทางกลับสยาม บ้างก็ว่าได้รับความช่วยเหลือจากราชทูตในยุโรป ทั้งนายบุศย์เองเมื่อกลับมาถึงยังโดนหญิงละครภายในคณะฟ้องร้องเรื่องค่าแรงตามสัญญาอีกด้วย...
...ข่าวในบางกอกไตมส์วันที่ 22 ตุลาคม ลงว่า เด็ก 8 ขวบ ชื่อหนอม เป็นนักแสดงที่อายุน้อยสุดที่ไปกับคณะละครนายบุศย์มหินทร ฟ้องเรียกค่าจ้างตามสัญญาที่เคยบอกไว้ว่าจะให้วันละ 8 บาท ขณะนี้ยังไม่ได้ ศาลตัดสินให้บริษัทนายบุศย์จ่ายค่าแรงดังกล่าววันละ 3 บาท แต่ฝ่ายจำเลยก็ยังขออุทธรณ์อยู่...”


“...หนังสือพิมพ์บางกอกไตมส์ ฉบับวันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2444 ลงข่าว (ครั้งสุดท้าย) เกี่ยวกับนายบุศย์มหินทร์ไว้ดังนี้
ข่าวถึงแก่กรรม
ทุกๆ ท่านบรรดาที่เปนญาติแลมิตรแก่เจ้าหมื่นไววรนารถ(บุศร)แล้วเปนที่เสียใจเศร้าโศกน่าสังเวดที่ทราบว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 16 ธันวาคมเวลาบ่าย เจ้าหมื่นไววรนารถอาบน้ำเพื่อจะไปธุระ ในทันใดนั้นเปนลมล้มลงในห้องน้ำขาดใจตายทันที พวกพ้องและภรรยาได้แก้ไขก็หาฟื้นไม่ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคมได้มีการรดน้ำอาบศพเข้าหีบตามราชการ เมื่อมีเหตุอันร้ายแรง เกิดขึ้นสำคัญแก่เจ้าหมื่นไวยวรนารถถึงแก่ชีวิตโดยเร็วเช่นนั้นก็เปนที่เศร้าโศกแห่งญาติ แลมิศหายบุตรภรรยาเหลือเกิน ด้วยท่านผู้ตายหรือก็มีความผาศุขอ้วนพี มิได้เปนโรคอย่างใดอย่างหนึ่งเลย เมื่อเปนเช่นนั้นแล้ว ก็กระทำให้เสียใจแก่ทุกๆ ท่านๆ ผู้นี้ก็ได้ราชการมาในกรมมหาดเล็กก็ช้านาน ทั้งเปนผู้ขับรถพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระจ้าวอยู่หัวด้วย เมื่อกำลังทำราชการอยู่นั้นก็มิได้มีความผิดอันใดในน่าที่ราชการเลย...”
นั่นคือถ้อยความตามรูปสะกดเก่า จากภาษาหนังสือพิมพ์โบราณ เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.04 วินาที กับ 19 คำสั่ง