เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
อ่าน: 5725 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 06 ส.ค. 12, 12:10

จดหมายพระราชทานพระอาการ โปรดเกล้าให้พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าบุตรีเชิญออกให้ เมื่อ เดือน ๓ แรม ๕ ค่ำปีจอ โทศก เวลาเช้า ๔ โมงเศษ มีข้อความดังนี้

"...จงรู้อาการโรคของข้าซึ่งเจ็บครั้งนี้ เดิมให้กะเสาะกะแสะกินเข้าไม่มีรสตั้งแต่เป็นมาสักปีเศษสองปีแล้ว กินเข้าเก้ามือสิบมื้อจะมีรสสักมื้อหนึ่ง เบื่อเข้าสวยกินแต่เข้าต้มเข้าบุหรี่เข้ามูนกะทิ มือหนึ่งได้สักถ้วยหนนึ่งข้อนถ้วย แล้วเจ็บหลังเสียดท้องข้างซ้ายตามชายโครงตั้งแต่ยอดยอกจนไปถึงเกลียวปัศฆาฏ ตามสายเสียดตั้งแต่ชายโครงลงไปกระทั่งข้อเท้า ได้ให้นวดก็หายบ้าง พอประทังอยู่บ้าง .... กินยาหลายขนานแล้ว พอประทังมาได้ ร่างกายก็ซูบผอมลงทุกวัน ๆ

เดี่ยวนี้เจ็บล้มหมอนนอนเสื่อ เสียดเฟ้อข้างตำหระซ้ายแล้วเกิดใหม่แต่ปิดอุจจาระปิดผายลมเสีย นอนหงายไม่ได้ ให้เสียดให้เต้นในท้อง ให้ปวดฝักให้คลื่นให้เหียน ให้หิวเป็นกำลังกินเข้าไม่ได้เลย ให้เจ็บหน้าตะโพกนอนไม่หลับ

แล้วเกิดโรคอีกอย่างหนึ่งให้ขัดปัสสาวะเบาออกเล็กน้อย ให้ปวดอยู่หลายวันจึงค่อยเบาออกมา ได้คลายปวดหน่อยหนึ่ง...."


พอจะประมาณได้ว่าการปวดร้าวชายโครงถึงข้อเท้า คงจะเป็นด้วยระบบเส้นประสาท ซึ่งอาจจะเกิดจากนิ่วในไตกระมังครับ ถึงได้ฉี่น้อย นอนได้ข้างเดียว ต้องนอนหงายอย่างเดียว ท่านคงเป็นนิ่วจนสวรรคต
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 09 ส.ค. 12, 09:01

      พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกวีเอกผู้หนึ่งในรัชกาลที่ ๒   แต่เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วก็มิได้ทรงสร้างสรรค์วรรณคดีอีก  มุ่งไปทางด้านการปกครองและศาสนา      แต่ความเป็นกวียังทิ้งร่องรอยไว้ในภาษาที่ทรงใช้  เป็นภาษาที่อ่อนหวาน สละสลวยในเนื้อความ  ถนอมน้ำพระทัยเจ้าฟ้ามงกุฎ ตลอดจนให้เกียรติผู้ที่ทรงมีพระราชหัตถเลขาไปถึง

      เห็นได้จากจดหมายกระแสพระราชโองการที่ทรงมีไปถึงสมเด็จกรมพระยาเดชาดิศร  ในช่วงเวลาท้ายๆเมื่อใกล้สิ้นแผ่นดิน   ทรงบรรยายถึงเรื่องที่อัดอั้นตันพระทัยอยู่ ในเรื่องศาสนานิกายธรรมยุติที่เจ้าฟ้ามงกุฎทรงสถาปนาขึ้นมา  ว่าด้วยการห่มผ้าอย่างพระมอญ

            “พ่อมั่งขา

            พ่อจงเป็นเชฐมัตตัญญู พ่อจงรู้วารน้ำจิต และอธิบายของข้าผู้พี่ อันขันธะทุพพลภาพมากอยู่แล้ว      ด้วยแผ่นดินศรีอยุธยา ทรงพระเจ้าแผ่นดิน ๒ พระองค์แล้ว กับพี่ด้วยอีกคนหนึ่ง เป็น ๓ ตั้งแต่แผ่นดินล้นเกล้าล้นกระหม่อมสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ท่านได้ปราบดาภิเษกปีขาลนั้นมาได้ ๕ ปี ถึงปีมะแมพี่จึงเกิด    ตั้งแต่จำความได้มา จนอายุได้ ๒๒ ปี ได้บวชในแผ่นดินนั้น ต่ออายุ ๒๓ จึงสิ้นแผ่นดินไป     มาเป็นแผ่นดินของล้นเกล้าล้นกระหม่อมอีก ๑๖ ปี จึงมาเป็นแผ่นดินของพี่

            พระสงฆ์ผู้เป็นสงฆรัตนในกรุงศรีอยุธยาก็เห็นนุ่งสบงทรงจีวรเป็นลูกบวบทั้งสิ้นด้วยกัน แต่พม่ารามัญที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่นั้นแหละ เห็นครองผ้าผิดกับพระภิกษุของเรา จึงเรียกกันว่า พระมอญ        เดี๋ยวนี้พระไทยก็ห่มผ้าเป็นมอญ          โดยอัตโนมัติปัญญาของพี่ เห็นว่าถ้าล้นเกล้าล้นกระหม่อมยังเสด็จอยู่ ก็เห็นจะให้ประชุมพระราชาคณะ ได้ว่ากล่าวกันให้เห็นว่าควรไม่ควรนานแล้ว นี่พี่กลัวจะเป็นบาปเป็นบุญ เป็นคุณเป็นโทษ พระสงฆ์จะแตกร้าวกันไป จึงมิได้ว่ากล่าว          แต่ใจนั้นรักแต่อย่างบุราณอย่างเดียวนั้น และสืบไปเบื้องหน้าพระภิกษุไทยซึ่งห่มผ้าเป็นมอญนั้นศูนย์ไปพี่เห็นว่าจะควรกับศรีอยุธยา
            ก็ถ้าแม้นกลับมากขึ้นอีกด้วยเหตุอันใดอันหนึ่ง ชื่อของพี่ผู้ได้เป็นเจ้าแผ่นดิน ก็มีแต่จะเสียไป เขาจะว่าเป็นเมืองมอญเมืองพม่าไปเสียมาแต่ครั้งแผ่นดินนั้น นี่แลเป็นความวิตกของพี่มากนักหนา
            ให้พ่อเห็นแก่พี่ ช่วยเอาขึ้นแจ้งกับกรมหมื่นนุชิตชิโนรส เธอเป็นบรมญาติอันใหญ่ ทรงไว้ซึ่งผ้ากาสาวพัตร์ ทั้งรู้พระสัทธรรมของพระเจ้าเป็นอันมาก แล้วก็เป็นพระภิกษุศรีอยุธยา พี่มีจีวรอยู่ผืนหนึ่ง ให้พ่อช่วยถวายกรมหมื่นนุชิต ถ้าเธอจะรับเอาไว้ครองได้ ก็ให้ถวายเธอเถิด ถ้าเธอมิรับไว้ครองแล้ว ก็ให้เอาคืนมาเสีย”
           

           เรื่องนี้ทรงอดกลั้นอยู่ถึง ๒๑ ปี จนจวบจะสวรรคต จึงได้ตัดสินพระราชหฤทัยมีจดหมายกระแสพระราชโองการ โดยโปรดให้ พระราชโอรส คือพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอรรณพ  กรมหมื่นอุดมรัตนราษี ต้นราชสกุล ‘อรรณพ ณ อยุธยา’ จดตามพระราชดำรัส  ณ วันอังคาร เดือน ๓ แรม ๒ ค่ำ ปีจอโทศก เพลาตี ๒ ทุ่มเศษ (พ.ศ. ๒๓๙๓)
         
           เมื่อได้รับพระบรมราชโองการ     ‘พ่อมั่ง’ ก็ไปกราบทูล "กรมหมื่นนุชิตชิโนรส" หรือสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส  ปรากฏว่า เมื่อรับพระราชทานจีวรแล้ว สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ท่านก็ทรงครองทันที และทรงครองแบบที่สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ มีพระราชประสงค์มาตลอดพระชนมชีพ           
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 10 ส.ค. 12, 20:40

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดที่จะทำบุญให้ทานมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เช่น

๑. ทรงตั้งโรงทานแจกทานสำหรับประชาชนที่โรงทานหน้าพระบรมมหาราชวัง เมื่อความทราบถึงพระบรมชนก (รัชกาลที่ ๒) ก็ทรงโปรดยินดีในการกระทำครั้งนี้ ก็ทรงตั้งโรงทานเพิ่มเติมขึ้นอีก

๒. คราวเกิดไทยยกกองทัพไปปราบเมืองไทรบุรี กองทัพเกิดขาดแคลนอาหาร พระองค์ทรงโปรดให้ตั้งโรงทานเลี้ยงกองทัพและชาวเมือง แถมยังทรงเป็นกังวลเรื่องมีหมูหรือไม่ ทรงทราบว่าแขกไม่ทานหมู ทรงเป็นห่วงว่าจะผิดประเพณีแก่เขา

๓. เมื่อก่อสิ้นพระชนม์ ทรงแจกทานราษฎรคนละบาท ทรงแจกให้กับพระสงฆ์ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก

๔. การไม่ทำบาปนี้ พระองค์ยังทรงเห็นว่า "หอยเบี้ย" ที่ใช้ในพระราชอาณาจักรของพระองค์นั้น ชาวเรือต้องจับหอยมาขายในเมืองไทย ซึ่งหมายถึงการฆ่าสัตว์ หอยจำนวนมากต้องมาตาย จึงทรงเลี่ยงติดต่อไปยังทูตอังกฤษ อยากทำเหรียญดอกบัว - เมืองไทย และเหรียญช้างขึ้นเพื่อไม่ให้เป็นบาป
บันทึกการเข้า
visitna
นิลพัท
*******
ตอบ: 1723


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 10 ส.ค. 12, 21:08

ยังไม่เคยอ่านพงศาวดารรัชกาลที่สาม แต่ตั้งท่าไว้แล้ว
ได้อ่านจดหมายเหตุหลวงอุดมสมบ้ติตอนต้นๆ(ยังอ่านไม่จบ)
เห็นได้ว่าความตั้งใจในการรักษาอาณาเขตของพระองค์ท่านเต็มเปี่ยม
โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างผู้บริหารประเทศในยุคประชาธิปไตย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 15 ส.ค. 12, 09:35

พระบรมปัจฉิมโอวาท  แม้แต่ประชวรหนักใกล้จะสวรรคต  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้าก็ยังทรงห่วงใยบ้านเมือง

"การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง    ให้ระวังให้ดีอย่าให้เสียทีแก่เขาได้
การงานสิ่งใดของเขาที่ดี   ควรจะเรียนร่ำเอาไว้ก็เอาอย่างเขา  แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว"


จาก พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 3
บันทึกการเข้า
tikky1974
อสุรผัด
*
ตอบ: 27


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 15 ส.ค. 12, 15:36

นักเรียนใหม่...ขอมานั่งเรียนด้วยคนนะค่ะ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 15 ส.ค. 12, 16:07

เชิญคุณทิกกี้มาที่ ห้องเรียนภาษาไทย ด้วย

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 17 ส.ค. 12, 20:51

^
ครูเพ็ญรับน้องใหม่ไปแล้ว  ยิ้มเท่ห์

      " วัดไหนไหนก็ไม่ลือระบือยศ
     เหมือนวัดราชโอรสอันสดใส
     เป็นวัดเดิมเริ่มสร้างไม่อย่างใคร
     ล้วนอย่างใหม่ทรงคิดประดิษฐ์ทำ
     ทรงสร้างด้วยพระมหาวิริยาธึก
     โอฬารึกพร้อมพริ้งทุกสิ่งขำ
     ล้วนเกลี้ยงเกลาเพราเพริศดูเลิศล้ำ
     ฟังข่าวคำลือสุดอยุธยา "
                         เพลงยาวสรรเสริญพระเกียรติ  โดย นายมี

       วัดราชโอรสฯหรือวัดจอมทองเมื่อแรกสร้างนั้นมีความงดงามแปลกตาเป็นที่เลื่องลือ กระทั่งมีชาวไทยและชาวต่างชาติลงเรือมาชมมิได้ขาดรวมทั้ง จอห์น ครอเฟิร์ด (John Crawfurd)ราชทูตอังกฤษที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในสมัยรัชกาลที่ ๒ ซึ่งเขียนบันทึกยกย่องวัดแห่งนี้ไว้ว่า "เป็นวัดที่สร้างขึ้นได้อย่างงดงามที่สุดของบางกอก"

  เมื่อทรงปฏิสังขรณ์เสร็จจึงน้อมเกล้าฯถวายเป็นพระอารามหลวงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบรมราชชนกโปรดเกล้าฯพระราชทานนามว่า "วัดราชโอรส"อันหมายถึงวัดที่พระราชโอรสทรงสถาปนา


 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ได้ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์พระอารามไว้เป็นจำนวนมาก  ถึงกับมีคำกล่าว ในรัชกาลที่ ๓ ถ้าใครสร้างวัดวาอารามก็เป็นคนโปรด  ในจำนวนวัดที่ทรงสร้างบูรณะและปฏิสังขรณ์   ไม่มีวัดไหนเป็นที่เลื่องลือเสมอด้วยวัดราชโอรส  


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.035 วินาที กับ 19 คำสั่ง