เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3] 4
  พิมพ์  
อ่าน: 39309 อิเหนา ฉบับพระนิพนธ์สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 10 ก.ย. 12, 18:06

    ขอพักเรื่องอินูหรือปันหยี ยาเหย็งไว้ก่อน   ย้อนกลับมาทางปันหยี สะมิหรังหรือระเด่นจันตะหรา นางเอกเรื่องนี้   เมื่อเธอลอบหนีออกจากเมืองของตน โดยตั้งใจว่าจะไปพบเสด็จอาหญิงที่ผนวชเป็นพระดาบสหญิง อยู่บนภูเขากุหนุงวิลิศ     เดินทางเข้าป่าไปได้สักพัก  เธอก็สั่งให้ไพร่พลส่วนใหญ่เดินทางกลับเมือง  เหลือบริวารไว้ไม่กี่คน
    จากนั้นปันหยี สะมิหรังก็เปลี่ยนเพศที่ปลอมแปลงเป็นชาย กลับมาแต่งกายเป็นหญิงเช่นเดียวกับพี่เลี้ยงทั้งสองก็เปลี่ยนเสื้อผ้าจากทหารเอกมาเป็นพี่เลี้ยงสตรีเช่นกัน ทำให้นางบุตรีเจ้าเมืองทั้งสองซึ่งอยู่ในฐานะพระสนม เพิ่งจะประจักษ์ความจริง    แต่นางทั้งสองก็ไม่ได้ว่าอะไร   คงยอมรับนับถือนับญาติเป็นพี่น้องกัน  จากนั้นก็ชวนกันเดินทางกันต่อไป
   วันหนึ่ง ทั้งหมดก็มาถึงภูเขากุหนุงวิลิส  ที่พระนางบุตรี บีกู คันฑะส้าหรีผู้เป็นเสด็จอาผนวช ณ อาศรมบนยอดเขาอยู่    พระนางเป็นผู้บำเพ็ญตบะจนได้ญาณวิเศษ  มีตาทิพย์มองเห็นความเป็นไปต่างๆได้ไม่ผิดพลาด   ก็ให้นักบวช ผู้เป็นศิษย์ ในเรื่องนี้เรียกว่า "อิหนัง"  (ตรงกับอิเหนาพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๒ เรียกว่า แอหนัง) ลงมาที่เชิงเขาเพื่อต้องรับ   พาระเด่นจันตะหราและผู้ติดตามขึ้นไป  ได้ทักทายต้อนรับกับด้วยความปราโมทย์   
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 11 ก.ย. 12, 09:25

ระเด่นจันตะหราพำนักอยู่บนเขา   ตกถึงกลางคืน ใจก็เริ่มระทมทุกข์ด้วยคิดถึงอินูจนไม่อาจหักใจได้  หลับตาลงทีไรก็เห็นภาพระเด่นอินูเสวยสุขอยู่กับก้าหลุ อาหยัง ณ เมืองดาหา   นางก็คร่ำครวญ ด้วยบทที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯทรงถอดออกมาด้วยฉันทลักษณ์แบบชวา ว่า

อกใจแตกสลายพินาศ
ยิ่งคิดก็ยิ่งหวั่นหวาด
ชีพนี้แท้โทษเหมือนทาษ
อวัยวะไร้กำลังไร้อำนาจ
ทุกข์เรานี้หนอถึงขนาด
อกใจจึงประลัยพินาศ
สิ้นสุขสิ้นสงบวิปลาศ
เพื่อเดชบันดาลเทวราช

ระเด่นจันตะหรานอนไม่หลับจนรุ่งเช้า    อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ไปเข้าเฝ้าพระนางบีกู คันฑะส้าหรี  พระนางก็เล่าแถลงถึงความเป็นมาของหลานสาวที่มะงุมบาหรามาถึงนี่ให้ฟังอย่างแจ่มแจ้งแม่นยำ ว่าเกิดเหตุอะไรขึ้นที่ดาหา   ไม่ต้องรอให้หลานสาวเล่าถวาย   
ระเด่นจันตะหราก็ได้แต่กันแสงด้วยความตื้นตัน   ที่เสด็จอาเข้าใจความทุกข์ใจที่เกิดจากแม่เลี้ยง  และถูกข่มเหงรังแกสารพัดจนต้องหนีออกมาจากเมืองดาหา
ครั้นเมื่อเธอทูลลาเสด็จอาเพื่อจะเดินทางต่อไป   พระนางก็เหนี่ยวรั้งเอาไว้ ให้พักอยู่บนยอดเขาต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง     ระเด่นจันตะหราก็ต้องยอมตามพระประสงค์
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 12 ก.ย. 12, 22:12

    ฝ่ายอินูหรือปันหยี ยาเหย็งเดินทางไปตามเมืองต่างๆ   ตีเมืองใหญ่น้อยได้ง่ายดาย รวมกันแล้วไม่ต่ำกว่า 49 เมือง  จนวันหนึ่ง เดินทางมาถึงเมืองกากะหลัง  ระตูผู้ครองเมืองเป็นน้องคนที่สาม รองจากท้าวกุรีปั่นและท้าวดาหา      เมืองนี้ในพระราชนิพนธ์อิเหนาเรียกว่า "กาหลัง"
    อินูหรือปันหยี ยาเหย็ง รู้ว่าเมืองนี้คือเมืองพระเจ้าอา  ก็เลยรั้งรอไพร่พลไว้นอกเมือง แล้วเสด็จเข้าไปเฝ้าพระราชา     มนตรีทางฝ่ายเมืองก็ตัวสั่นงันงกไปทูลเจ้านายว่ามีข้าศึกมาปลูกพลับพลานอกเมือง พร้อมด้วยรี้พลคับคั่ง   บัดนี้จะมาขอเข้าเฝ้า   
     เมื่อรู้ว่าเป็นปันหยี ยาเหย็งที่ตีบ้านเมืองมาได้นับไม่ถ้วน  ระตูกาหลังก็ออกจะหวาดๆไม่น้อย   แต่ก็แข็งพระทัยให้เข้ามาเฝ้าได้   ชาวเมืองเห็นปันหยี ยาเหย็งเข้าเมืองมา งามราวกับเทพอวตารก็พากันตื่นเต้นแห่กันมายืนดูกันอยู่เต็มสองข้างทาง   เหมือนตอนอิเหนาเข้าเมืองดาหา
    อากับหลานไม่เคยเห็นหน้ากัน   เมื่อระตูกาหลังเห็นปันหยี ยาเหย็งมีรูปโฉมงามราวกับเทพบุตรก็นึกทึ่ง  ซักถามกันไปมา รู้ว่าได้นางบุตรีระตูถึง 2 เมืองเป็นชายาติดตามมาด้วย ก็รู้ว่าหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดา      จึงเกิดความเมตตาชวนให้พักอยู่เสียในเมือง  แล้วซักถามประวัติว่าเป็นใครมาจากไหน   แต่ปันหยีก็บ่ายเบี่ยงไม่ตอบ แล้วบอกว่าเพียงแต่ผ่านมาเท่านั้น  ตั้งใจจะเดินทางต่อไปที่อื่น
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 13 ก.ย. 12, 08:45

ระตูกาหลังมีพระโอรสชื่อสิงหมนตรี   อ่านจากบรรยายในเรื่องนี้ คงเป็นคนไม่เต็มบาทเท่าไหร่      เมื่อเห็นปันหยี ยาเหย็งมีรูปโฉมเป็นที่ชื่นชมของผู้คนก็นึกอยากจะงามอย่างนี้บ้าง   จึงลุกขึ้นแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นการใหญ่   จึงถูกพี่เลี้ยงของปันหยี ยาเหย็งหลอกล่อเอาเครื่องประดับกายไปหมด  โดยพูดป้อยอต่างๆนานาว่ายิ่งให้ก็จะยิ่งงามกว่าปันหยี    สิงหมนตรีก็หลงเชื่อ  ไม่ว่าพี่เลี้ยงของปันหยีจะเอาอะไรก็ยอมยกให้หมด
  ระหว่างที่ปันหยี ยาเหย็งพักอยู่ในเมืองกาหลัง    ผู้เล่าบรรยายว่าเป็นมงคลให้บ้านเมืองเจริญมั่งคั่งสมบูรณ์   พ่อค้าเรือกำปั่นต่างก็แวะมาค้าขาย  พ่อค้าวานิช เศรษฐีและช่างฝีมือต่างก็หลั่งไหลเข้ามาพำนักในเมือง  

  ย้อนกลับไปทางด้านระเด่นจันตะหรา ซึ่งบัดนี้กลับมาแต่งกายอย่างหญิง   เป็นหญิงงามหากแต่เหมือนจันทร์มีเมฆบัง ด้วยยังเศร้าโศกถึงอินูอยู่     พักอยู่บนภูเขาได้หลายวัน  วันหนึ่งเมื่อไปเฝ้าพระนางบีกู คัณฑะส้าหรี   พระนางก็อนุญาตให้เดินทางลงจากภูเขาไปได้  แต่ขอให้ปลอมกายเป็น "กำบู" หมายถึงนักละคอนฟ้อนรำ  
   คำนี้  สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ ฯ ทรงหมายเหตุว่าแปลงจากศัพท์เดิมว่า คัมบุห์ มาเป็นกำบู  เพื่อให้ออกเสียงได้ง่ายๆ    
   จากนั้นพระนางบีกู คัณฑะส้าหรีก็จัดหาเครื่องแต่งกายชายให้จันตะหราและบริวารปลอมแปลงตัว  ตัดผมให้สั้นอย่างชาย  กลายเป็นชายรูปงามราวกับเทพบุตร   ก่อนจะชี้ทางให้เดินทางต่อไปสู่เมืองกากะหลัง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 ก.ย. 12, 14:36 โดย เทาชมพู » บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 14 ก.ย. 12, 14:47

  ลักษณะและบทบาทของ"กำบู" ในพระนิพนธ์   สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ ทรงตีความว่าทำนองเดียวกับพวกโนรา ที่เที่ยวเร่เล่นตามหัวเมืองปักษ์ใต้    อ่านจากคำบรรยาย   พวกกำบูมีทั้งร้องเพลงและเล่นละคร  ด้วยสนนราคาต่างกัน   เรียกได้ว่าเป็นละครเร่ประเภทหนึ่ง
     ในเรื่องเล่าถึงระเด่นจันตะหราและบริวารอีก 6 นางที่ล้วนปลอมเป็นชายหนุ่มรูปงาม แสดงการละเล่นไปตามหมู่บ้านต่างๆรายทาง   เป็นที่ติดอกติดใจของชาวบ้าน   โดยเฉพาะเด็กหนุ่มเด็กสาวถึงกับทิ้งบ้านช่องติดตามขบวนกำบูไปด้วย ยอมอาสาแบกหามข้าวของเสื้อผ้า เพื่อจะเดินทางได้ไปด้วยกัน
     ระเด่นจันตะหราผู้ใช้ชื่อปลอมว่า กำบู วาระคะ อัสมาหรา ไม่ลืมที่จะหอบหิ้วตุ๊กตาทองคำตัวโปรดติดตัวไปด้วย  ตกกลางคืนก็หยิบตุ๊กตามาอุ้มชู คร่ำครวญปรับทุกข์กับตุ๊กตา ก่อนจะเดินทางต่อไป

    วันหนึ่งบรรดาพี่เลี้ยงของอินูหรือปันหยี ยาเหย็งไปเที่ยวตลาดในเมืองกากะหลัง  ก็เห็นคณะละครเร่มาแสดงอยู่ในตลาด   เมื่อเข้าไปใกล้เห็นกำบูก็ตกตะลึง ราวกับเห็นนางฟ้าลงมาจากสวรรค์   คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นมาก่อน   เสียดายแต่ว่าเป็นคนละคนกัน   ถ้าไม่ได้เป็นกำบู ก็คงนึกว่าเป็นปันหยี สะมิหรัง
   ว่าแล้วก็ชวนกันว่าจะนำเรื่องกำบูไปทูลเจ้านาย  เผื่อจะให้ไปแสดงถวายในวัง

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 14 ก.ย. 12, 15:29

  ในเวลานั้นปันหยี ยาเหย็งกำลังนั่งเล่นอยู่กับนางชายาทั้งสอง คือก้าหลุ นาหวัง จันตะหรา และนางนิลวาตี   นั่งไปก็หยิบผ้าคาดเอวที่ปันหยี สะมิหรังเคยมอบให้ขึ้นมาซับหน้า จุมพิตแสดงความรักและคิดถึง   นางชายาทั้งสองก็ประหลาดใจ   เมื่อถามก็ได้คำตอบว่าเป็นผ้าคาดเอวซึ่งเพื่อนรักชื่อปันหยี สะมิหรังมอบให้     ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อแสดงการรำลึกถึงคุณงามความดีของเพื่อน
   นางทั้งสองฟังเช่นนั้นก็เย้าว่า ปันหยี สะมิหรังน่าจะเป็นผู้หญิง  เพราะถ้าเป็นเพื่อนชาย จะตอบแทนความดีกันได้ก็ด้วยความดี  มิใช่ด้วยความรักอย่างที่ทำ     ปันหยี ยาเหย็งก็บ่ายเบี่ยงไปมิให้นางสงสัยว่า ปันหยี สะมิหรังนั้นเป็นชายสูงใหญ่ ผิวดำมีหนวดเครา ตาแดง  
  พอดีพี่เลี้ยงเข้ามาทูลว่ามีคณะละครเร่กำบูมาแสดงในตลาด  ฟ้อนรำได้สวยงาม และเล่นละครน่าสนุกมาก    น่าจะเรียกให้มาเล่นถวายในวัง     ปันหยี ยาเหย็งและนางทั้งสองฟังแล้วก็เห็นด้วย  จึงให้ไปตามมาแสดงให้ดูในวัง
   เมื่อกำบูมาถึง    นางนิลวาตีเห็นนางจันตะหราแปลง คือตัวกำบู วาระคะ อัสมาหรา รูปร่างหน้าตาและท่าทีงามจับตาจับใจ  นางก็เกิดลุ่มหลงรักใคร่ในตัวกำบูขึ้นมา
   ส่วนปันหยี ยาเหย็งจำปันหยี สะมิหรังไม่ได้   ก็เข้ามาจับมือต้อนรับกำบู วาระคะ อัสมาหรา แล้วไต่ถามว่าเดินทางมาหลายเมือง เคยได้ยินชื่อปันหยี สะมิหรังบ้างหรือไม่
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 16 ก.ย. 12, 11:42

  เมื่อเจอคำถามนี้ กำบูก็บ่ายเบี่ยงว่าไม่เคยได้ยินชื่อปันหยี สะมิหรังเลย  แม้ว่าเคยไปเล่นตามเมืองต่างๆถึงสี่สิบเมืองแล้ว   ส่วนพี่เลี้ยงของปันหยี ยาเหย็งดูเจ้านายของตน เปรียบเทียบกับกำบูแล้วก็พิศวงงงงวยว่าคล้ายกันมาก  รูปร่างก็สูงพอกัน  ท่วงทีกิริยาก็ไม่ผิดกัน  เพียงแต่กำบูผิวเหลืองนวลประดุจลางสาด (เป็นสำนวนเปรียบเทียบแบบชวาที่คนไทยไม่ได้นำมาใช้)  ส่วนปันหยี ยาเหย็งผิวคล้ำประหนึ่งเปลือกมังคุด
  ปันหยี ยาเหย็งพึงพอใจในรูปลักษณ์ของกำบูอย่างยิ่ง   แต่เมื่อเข้าใจว่าเป็นชายด้วยกัน  จึงนับเป็นสหายคนหนึ่งเท่านั้น   แต่ก็ต้อนรับอย่างดีประดุจญาติสนิท   ถึงกับพาขึ้นเฝ้าท้าวกากะหลัง   ท้าวกากะหลังเห็นรูปโฉมก็กำบูก็พิศวงว่างามคล้ายปันหยี ยาเหย็งราวกับพี่น้องกัน

   ย้อนกลับไปเรื่องระตูจรกจาที่ปันหยี ยาเหย็งสังหารในสนามรบ   ระตูมีพี่น้องครองอยู่อีก ๒ เมืองชื่อระตูล่าสำ กับสังระตู ปูดัก สะตะคัล
   สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ ทรงอธิบายในเชิงอรรถว่า ชื่อระตูล่าสำปรากฏอยู่ในเรื่องอิเหนา ว่าเป็นพี่ชายของจรกา  แต่ในฉบับนี้ไม่ปรากฏว่าใครเป็นพี่ใครเป็นน้อง  ส่วนระตูอีกคนหนึ่งนั้นไม่ปรากฏชื่อในอิเหนา     เมืองล่าสำ มีอยู่จริง ตั้งอยู่ริมเกาะฝั่งเหนือของชวาภาคกลาง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 18 ก.ย. 12, 16:13

    เมื่อระตูทั้งสองรู้ว่าท้าวจกรกาถูกข้าศึกชื่อปันหยี ยาเหย็งฆ่าตายเสียแล้ว ก็โกรธแค้นอย่างยิ่ง  ตั้งใจจะจับตัวปันหยี ยาเหย็งมาฆ่าล้างแค้นแทนพี่น้องของตน   ก็กรีฑาทัพขนาดใหญ่ยกจากเมืองไปตามหาปันหยี  ได้เบาะแสว่ามาอยู่ที่เมืองกากะหลัง   ก็ยกทัพมาตั้งค่ายอยู่นอกเมืองกากะหลัง    ส่งทูตมาถึงท้าวกากะหลัง ว่ามาครั้งนี้เพื่อจะจับตัวปันหยี  ยาเหย็งโดยเฉพาะ
   ปันหยี ยาเหย็งเห็นท้าวกากะหลังตกพระทัย ก็ปลอบว่าไม่เป็นไร  จะไปรบกับข้าศึกเอาชัยชนะกลับมา  ว่าแล้วก็แต่งองค์ทรงเครื่อง  ยพทัพออกจากเมืองไปรบกับระตูทั้งสอง

  ทางนี้นางชายานิลวาตี  เมื่อพระสวามีมัวติดพันอยู่กับการรบ    ไม่ได้กลับมาหลายวัน  นางก็ยิ่งทวีเสน่หาในตัวกำบูรูปงาม    นอกจากสั่งให้เล่นละครฟ้อนรำให้ดูแล้ว  ยังชวนเอาดื้อๆให้กำบูเข้าห้องนอนไปด้วยกัน     กำบูก็ตกใจ รีบปฏิเสธบ่ายเบี่ยงไปว่ายังไม่ควร  แต่พวกกำบูทั้งหมดก็ยังต้องพำนักในตำหนักอยู่ดี

  นอกเมือง หลังจากสู้รบกันอย่างหนัก  ฝ่ายปันหยี ยาเหย็ง ก็สามารถเอาชนะระตูทั้งสองได้    เมื่อระตูทั้งสองยอมแพ้  ระตูปูดัก สะตะคัลจึงถวายบุตรีโฉมงามชื่อนางกะสุมะวาตีให้ปันหยี ยาเหย็ง   ส่วนระตูล่าสำก็ถวายบุตรีชื่อนางสุมบะส้าหรีให้เช่นกัน

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 19 ก.ย. 12, 11:53

ปันหยี ยาเหย็งกลับคืนเมืองมาพร้อมกับชัยชนะ  เมื่อกลับมาแล้วก็ไปค้างคืนอยู่ที่ตำหนักของนางนิลวาตี   ส่วนชายาอีกคนหนึ่งคือก้าหลุ นาหวัง จันตะหราอยู่ว่างๆ ก็สั่งให้พวกกำบูไปค้างที่ตำหนักของนาง เพื่อให้เล่นละครเรื่องปันหยี สะมิหรังให้ดู เพราะนางชอบใจว่าแสดงได้ดีมาก 

อย่างที่เล่าให้ฟังแล้วว่านิลวาตีหลงรักกำบู วาระคะ อัสมาหราอยู่   เมื่อรู้ว่ากำบูไปค้างที่ตำหนักชายาอีกคนหนึ่ง  ลมเพชรหึงก็พัดฮือดขึ้นมา   นางก็ฟ้องปันหยี ยาเหย็งทันทีว่าก้าหลุ นาหวัง จันตะหรากำลังรักใคร่ใหลหลงกำบู     ปันหยี ยาเหย็งก็พิโรธขึ้นมาแรงกล้า  ตรงไปที่ตำหนักนางชายา ตั้งใจว่าจะฆ่า   แต่ก้าหลุ นาหวัง จันตะหราก็ตอบไปตามตรงว่าให้กำบูมาพักที่นี่เพื่อให้เล่นเรื่องปันหยี สะมิหรังเท่านั้น เพราะเล่นได้ดีมาก    ปันหยี ยาเหย็งฟังแล้วก็ใจอ่อน หายโกรธ   กลับไปที่ตำหนักนางนิลวาตี

นางนิลวาตีก็ทูลว่า " เจ้าพี่น่าจะหลงรักกำบูเสียด้วยแล้ว    ตามความเห็นหม่อมฉัน กำบูน่าจะเป็นผู้หญิง และเป็นตัวปันหยี สะมิหรังเอง    เพื่อให้เจ้าพี่ได้ตรวจสอบความจริง ก็จะเรียกตัวเขามาเล่นละครที่ตำหนักหม่อมฉัน"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 19 ก.ย. 12, 11:53

ถึงตรงนี้เห็นจะต้องอธิบายนอกเรื่องหน่อยว่า นิทานเรื่องนี้มีหลายตอนที่ไม่ค่อยจะสมเหตุสมผล 
อย่างตอนนี้  อยู่ๆนางนิลวาตีซึ่งหลงรักกำบูอยู่จะเกิดสงสัยว่ากำบูเป็นผู้หญิงได้อย่างไร     ส่วนกำบูเองเมื่อพบปันหยี ยาเหย็งครั้งแรกก็บอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อปันหยี สะมิหรัง  แต่อยู่ๆก็มาเล่นละครเรื่องปันหยี สะมิหรังหน้าตาเฉย     ก็ไม่เห็นใครติดใจสงสัยว่าทำไมต้องปิดบัง

ความไม่สมเหตุผลแบบนี้มีอยู่หลายตอนในเรื่อง      สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯทรงแปลไปตามต้นฉบับเดิมโดยมิได้แก้ไข     ดิฉันตั้งใจว่าเล่าเรื่องย่อจบเมื่อไรจะนำเรื่องไม่ค่อยสมเหตุสมผลนี้มาเปรียบเทียบกับพระราชนิพนธ์อิเหนา  ให้ลองคิดตามกันอีกทีค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 20 ก.ย. 12, 10:20

  เมื่อนางนิลวาตีกระซิบบอกดังนี้    ปันหยี ยาเหย็งก็ตั้งใจคอยสังเกตกำบูอยู่ทุกอิริยาบถ     กำบูเล่นละครเรื่องปันหยี สะมิหรัง ไปจนค่ำ เรื่องยังไม่ทันจบก็ต้องหยุดพักก่อนเพราะค่ำมืดแล้ว  พวกกำบูทั้งหมดต้องค้างอยู่ในตำหนัก
  เป็นนิสัยและความเคยชินของกำบู หรือนางเอกของเราที่ก่อนนอนจะต้องอุ้มตุ๊กตาทองคำออกมาเห่กล่อมพูดจาปรับทุกข์ด้วย   ตอนดึก เมื่อคนอื่นหลับกันหมดแล้ว  ปันหยี ยาเหย็งก็แอบมาฟังอยู่นอกม่านกั้น   ได้ยินเสียงกำบูพูดกับตุ๊กตาว่า
   " ลูกเอ๋ย    บัดนี้พระบิดาอยู่ในพระนครแล้ว  ลูกแม่คงจะพบกับพ่อเป็นแม่นมั่น"
    ปันหยี ยาเหย็งได้ยินก็ดีใจ   เปิดม่านโดดเข้าไปจับมือกำบูไว้ ยกขึ้นจุมพิต     กำบูก็ตกใจ จึงขว้างตุ๊กตาทองคำทิ้งไป  ปันหยี ยาเหย็งก็ตามไปเก็บให้ บอกว่า
    "โยนทิ้งทำไมเล่า ไม่ใช่ความผิดของลูก แต่เป็นความผิดของพ่อต่างหาก"
   จากนั้นก็ตัดพ้อว่า
   " ถ้าเธอเป็นปันหยี สะมิหรัง เหตุใดจึงทิ้งพี่ไปได้ลงคอ    พี่ติดตามหาแทบล้มประดาตาย   ถ้าไม่ใช่เพราะน้องพี่ก็คงไม่ได้มาถึงนี่  และมิได้เดินทางเลยไปดาหาแต่แรก  จนต้องถูกจับตัวให้สมรสกับก้าหลุ อาหยัง"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 20 ก.ย. 12, 10:21

     ข้อนี้ก็จริงของพระเอก   ดิฉันรู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดที่มันวุ่นวายจนกลายเป็นเรื่องยาวยืด ก็เพราะการตัดสินใจผิดพลาดของนางเอกครั้งแล้วครั้งเล่ามากกว่าอย่างอื่น   (แม้ว่ากวีผู้แต่งอาจไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นก็ตาม)       ถ้าหากว่าก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา คิดอะไรง่ายๆตรงไปตรงมา เมื่อหนีออกจากเมืองดาหาก็ตรงไปกุรีปั่น ก็คงได้อภิเษกกับอิหนูไปเสียแต่แรก
    หรือถ้าไม่ทำเช่นนี้  เมื่อเจออินูมาถึงเมือง  ในฐานะตัวเองเป็นปันหยี สะมิหรังเจ้าเมืองก็เปิดเผยความจริง ว่าเป็นคู่หมั้น  ก็จะเข้าใจกันได้ง่ายเช่นกัน    อินูก็ไม่จำเป็นต้องไปเมืองดาหาจนตกบันไดพลอยโจน ถูกบังคับให้อภิเษกกับก้าหลุ อาหยัง
    หรือถ้าปลอมเป็นกำบูมาถึงเมืองกากะหลัง ก็เปิดเผยตัวตนให้ปันหยี ยาเหย็งรู้    ก็จะไม่เสี่ยงกับถูกข้อหาเล่นชู้กับชายาของปันหยี ยาเหย็ง  ไม่ถูกผู้หญิงด้วยกันมาหลงรักให้อกสั่นขวัญหนีเปล่าๆ
    แต่ในเมื่อต้องการให้เป็นเรื่องยาวยืด    จันตะหราทำแบบนี้ก็พอเข้าใจว่ามันจะลากยาวได้จริงๆ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 21 ก.ย. 12, 20:28

     ในเมื่ออินูพบจันตะหรา  กิระหนาแล้ว  ก็ไม่มีอะไรต้องติดตามมะงุมบาหรากันอีกต่อไป   แฮปปี้เอนดิ้งกันทั้งพระเอกนางเอก   
     ความลับก็เปิดเผยออกมาว่ากำบูรูปหล่อที่นางชายาทั้งสองชอบดูเล่นละครนั้นที่จริงเป็นหญิงด้วยกัน     นางนิลวาตีเมื่อรู้ว่านางหลงรักหญิงด้วยกันก็ละอายยิ่งนัก (แล้วทำไมถึงบอกปันหยีว่าสงสัยว่ากำบูเป็นผู้หญิงก็ไม่รู้)    จากนั้นปันหยี ยาเหย็งก็ไปทูลลาระตูกากะหลัง  แล้วพานางชายาพร้อมทั้งกำบูทั้งหมด เดินทางกลับเมืองกุรีปั่น
     ผ่านมาทางเมืองปันหยี สะมิหรัง    นางเอกของเรานึกถึงความหลังที่ต้องออกจากดาหามาตั้งเมืองที่นี่ ก็เศร้าใจจนน้ำตาไหล  ยิ่งเห็นต้นไทรสองต้นนอกประตูเมืองที่เคยรบกับมนตรีของอินู ก็ยิ่งไม่อยากนึกถึงอีก  จึงทูลขอปันหยี ยาเหย็งให้ทำลายเมืองเสียให้สิ้นซาก   ปันหยีก็สั่งให้ไพร่พลรื้อเมืองให้หมด   เมืองก็หายไปกลายเป็นทุ่งเช่นเมื่อก่อนจะมีเมือง

     จากนั้น ปันหยี ยาเหย็งก็สั่งมนตรีให้เลิกปลอมแปลงตัว กลับเป็นยศเดิม   ตัวเองก็กลับเป็นอินู พระโอรสกรุงกุรีปั่น    เดินทางกลับไปถึงเมืองกุรปั่น ก็ให้คนเข้าไปกราบทูลพระบิดาว่าพระโอรสกลับมาแล้ว    นอกจากนี้ยังไปตีเมืองต่างๆได้เชลยและนางบุตรีเจ้าเมืองมาเป็นนางห้าม   ท้าวกุรีปั่นก็โสมนัสยิ่งนัก
     อินูก็กลับเข้าเมืองพร้อมด้วยคู่หมั้น จันตะหรา กิระหนา  เตรียมพิธีอภิเษกกันต่อไป
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 43  เมื่อ 23 ก.ย. 12, 20:36

   ข่าวแพร่ไปถึงเมืองดาหา ว่าพระบุตรีจันตะหรามาอยู่ในกรุงกุรีปั่น    ท้าวดาหาก็เตรียมไพร่พลยกทัพเดินทางไปเมืองกุรีปั่น   ท้าวกุรีปั่นผู้พี่ชายก็ต้อนรับด้วยดีตามธรรมเนียม    จากนั้นมหาเดวีของดาหาก็เข้าเฝ้าประไหมสุหรีของกุรีปั่น     ประไหมสุหรีก็ถามถึงเรื่องท้าวดาหาหลงใหลชายาลิกูจนคล้อยตามไปหมดไม่ว่าเรื่องอะไร    ถ้าไม่ได้มนตรีผู้ใหญ่รักษาเมืองไว้ก็คงจะพินาศ     มหาเดหวีก็ร้องไห้เล่าให้ฟังว่าท้าวดาหายอมลิกูไปทุกอย่างจนลูกสาวต้องหนีออกจากเมือง  ปลอมตัวเป็นชายชื่อปันหยี สะมิหรัง   แล้วก็ปลอมเป็นกำบูเร่ร่อนไปอีกด้วย   ก็ไม่ทราบว่ามหาเดหวีไปรู้รายละเอียดมาจากไหน  ในเมื่อเธอก็อยู่ในเมืองดาหามาตลอด   ผู้แต่งไม่ได้แถลงไว้ในตอนนี้
   ท้าวดาหาตกลงจะจัดงานอภิเษกให้อินูและจันตะหรา กิระหนา      ท้าวกุรีปั่นก็เห็นชอบด้วย จึงใช้คนไปทูลท้าวกากะหลังน้องชายคนเล็กให้มาร่วมงาน     เมื่อท้าวกากะหลังมาถึงเห็นอินูในฐานะราชบุตรของท้าวกุรีปั่นก็งงงวยเพราะไม่รู้มาก่อน  มองหากำบูคนอื่นๆก็ไม่เห็น  เห็นแต่กำบูอัสมาหรา    ซึ่งก็น่าสงสัยอีกนั่นแหละว่าตอนนั้นนางเอกของเราแต่งเป็นหญิงหรือชาย  ท้าวกากะหลังถึงจำได้  คนแต่งเรื่องก็ไม่ได้เฉลยตรงนี้อีกเหมือนกัน
   จากนั้นท้าวกุรีปั่นกับท้าวดาหาก็จัดงานอภิเษกอย่างใหญ่โต ระหว่างอินูกับระเด่นจันตะหรา กิระหนา   เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็แต่งองค์ทรงเครื่องงามพริ้งพรายหาที่เปรียบมิได้      เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ท้าวกุรีปั่นก็มอบราชสมบัติให้โอรสครองเมืองต่อไป  พระองค์เองชราแล้วก็จะเสด็จออกผนวชเป็นภัควัน หรือนักพรต    ธรรมเนียมนี้เข้าใจว่าเป็นอิทธิพลจากอินเดียมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล
    ดูเหมือนท้าวดาหาจะลืมไปสนิทว่า ตัวเองเคยจับอินูอภิเษกไปกับลูกสาวคนเล็กไปเรียบร้อยแล้วอย่างถูกต้องตามประเพณีและเป็นที่รู้กันทั่วในเมืองดาหา  
   เมื่ออภิเษกอินูขึ้นครองเมือง ก็มีการตั้งชายาตามตำแหน่งต่างๆ ครบถ้วนตามราชประเพณี   แบบเดียวกับอภิเษกอิเหนาในตอนท้ายของเรื่อง  แต่ไม่มีใครนึกถึงก้าหลุ อาหยังซึ่งจะว่าไปก็เป็นชายาอภิเษกก่อนจันตะหรา กิระหนาเสียด้วยซ้ำ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 24 ก.ย. 12, 16:43

  หลังเสร็จสิ้นพิธีแล้ว   ระตูกากะหลังอยากจะให้สิงหมนตรีพระโอรสเป็นฝั่งเป็นฝาไปอีกคนหนึ่ง   ว่าที่เจ้าสาวที่เลือกให้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากก้าหลุ นาหวัง  พระธิดาของท้าวดาหา จึงแต่งทูตไปเมืองดาหา ให้เชิญลิกูและก้าหลุอาหยังมาที่กรุงกุรีปั่น   แม่ลูกก็ปลื้มเปรมรีบมา  เพราะเข้าใจว่าจะได้พบอินูอดีตเจ้าบ่าวอีกครั้ง
   มาถึง  ก้าหลุอาหยังหวังว่าอินูจะมาต้อนรับตนในฐานะชายา    ไม่รู้ว่าเวลานั้นอินูกำลังเป็นสุขอยู่กับระเด่นจันตะหรา กิระหนาผู้พี่สาว  ไม่รู้เรื่องและไม่สนใจสิ่งใด     ฝ่ายพนักงานก็ทำตามคำสั่งเจ้านายคือจัดงานวิวาหะก้าหลุ อาหยังกับสิงหมนตรีแห่งเมืองกากะหลัง    โดยเจ้าสาวและแม่เจ้าสาวก็ไม่ยักรู้เรื่องว่าเจ้าบ่าวเป็นใครกันแน่  นึกว่าเป็นอินู
   เมื่อเข้าไปถึงที่ไสยา  เห็นเจ้าบ่าวกลายเป็นคนละคน  ไม่ใช่อินูอย่างที่คิด ซ้ำรูปร่างหน้าตาก็น่าชัง  จึงเอะอะตีโพยตีพายเป็นการใหญ่  สิงหมนตรีจะปลอบโยนเกลี้ยกล่อมอย่างใด นางก็เอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญไม่ยอมท่าเดียว   ร้องเรียกแต่อินูเจ้าบ่าวของนางให้มาช่วย
   ความรู้ไปถึงพ่อสามีคือท้าวกากะหลัง   ก็ตัดบทยุติปัญหาด้วยการสั่งรี้พลให้เตรียมพร้อม  พาลูกชายและสะใภ้เดินทางกลับกรุงกากะหลัง  ส่วนลิกูเมื่อลูกสาวจะจากไปไกล  ก็เรียกก้าหลุ อาหยังไปสั่งสอนให้ใช้เสน่ห์ยาแฝดกับสิงหมนตรี  เจริญรอยตามแม่  รวมทั้งถ่ายทอดเล่ห์กลมารยาให้ลูกสาวนำไปปฏิบัติตาม    ลูกสาวก็รับคำว่าจะทำตามแม่สั่งสอน    ถึงตรงนี้ก้าหลุ อาหยังคงจะรู้แล้วกระมังว่าไม่มีโอกาสได้อินูอีกแล้ว  ก็เลยหันไปหาสามีคนใหม่แทน
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.159 วินาที กับ 19 คำสั่ง