เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4]
  พิมพ์  
อ่าน: 27238 คนไทยชอบอ่านหนังสือ
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 05 ส.ค. 12, 17:14


        ผมเป็นเด็กที่ขี้เกียจไปโรงเรียน   เวลาเกเรขึ้นมา  หม่อมแม่ก็ตามคนรับใช้มาให้พายเรือไปส่ง

พอพายไปเหนือน้ำหน้าบ้านสักหน่อย  ผมก็แกล้งเอียงให้เรือล่ม   ปิ่นโตอาหาร  ของที่ต้องนำไปด้วยก็จมน้ำหมด

หม่อมแม่ก็ลงโทษ    ผมก็ชี้หน้าท่านขู่ว่า  จะฟ้องเด็จพ่อว่า  หม่อมแม่ชอบเล่นไพ่ซึ่งเด็จพ่อไม่โปรดให้เล่นการพนัน  

เวลาหม่อมแม่เล่นก็เอาผมไปคอยสับไพ่โดยให้เงินคืนละหนึ่งบาท   สมัยนั้นมีค่ามาก  พอที่จะเลี้ยงคนได้ทั้งบ้าน   พอขู่

หม่อมแม่อย่างนี้   หม่อมแม่ก็ขู่กลับว่าถ้าฟ้องเด็จพ่อก็จะฟ้องกลับว่า   ผมรับจ้างมานั่งสับไพ่ด้วย

แต่เด็จพ่อกับหม่อมแม่ยังเอาผมไว้ไม่ไหว    จึงต้องมอบให้เป็นภาระของยาย  

        ก๋งผมมาจากเมืองจีน  และตายไปก่อนผมเกิด    ส่วนยายชื่อหงส์เป็นคนไทยแท้  อาศัยอยู่ในห้องหนึ่งของตำหนักด้วย

แม่ผมคือหม่อมโป๊   อยู่ในสกุลใดไม่ปรากฏแน่ชัด  ผมไม่เคยถาม  เพราะสมัยนั้นการที่เด็กไปไต่ถามเรื่องของผู้ใหญ่ไม่สมควร

แม่มีน้องชายชื่อเง็ก  และน้องสาวชื่อง้วย  พื้นเพของแม่ก็อยู่แถวบางปะอิน  อยุธยา

        ยายเป็นคนธรรมะธรรมโมมาก   คอยเลี้ยงดูผมเวลากินกับนอน  ผมจึงผูกอยู่กับยาย   ทุกคืนก่อนนอนยายจะสวดมนต์

บทต่าง ๆ ยาวมาก  จนผมฟังเพลินจนหลับไป    และผมก็จำบทสวดมนต์ต่าง ๆ ได้จนบัดนี้   กระทั่งบางคนบอกว่าผมเหมือน

คนเคยบวชเรียนมา   ทั้งที่ผมไม่เคยบวชเลย   แล้วยายก็เป็นคนทำให้ผมกลายเป็นเด็กทำท่าจะดีกับคนอื่นเขาขึ้นมาได้คนหนึ่ง
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 06 ส.ค. 12, 09:57



        การที่ผมเป็นเด็กดื้อ  ไม่ได้หมายความว่าเก่งกล้าอะไรเลย   กลับเป็นเด็กที่ขี้ขลาดตาขาว  กลัวกระทั่งกล้องถ่ายรูป

พอเขาเอาผ้าคลุมกล้องจะถ่ายทีไร   ผมเป็นร้องจ๊ากวิ่งหนี      อย่างหน้าน้ำ   น้ำจะขึ้นสูงถึงเสาเรือนจะถึงพื้น    วันหนึ่ง

ผมมองลงไปที่ใต้ถุน  เพราะคิดว่าต้องมีอะไรแน่ ๆ     เห็นพญานาคตัวเบ้อเริ่ม  มีหงอน  มีเกร็ดเป็นลายกนกเหมือนรูป

เขียนในโบสถ์   ก็ตกใจวิ่งไปหายาย    พอมาดูอีกทีปรากฎว่าเป็นงูเหลือมตัวใหญ่มาก   นั่นเป็นจินตนาการกับความบ้าปนกันทำให้เห็นเป็นพญานาค

       
        เวลาท้องฟ้ามืดครึ้ม  มีพายุเมฆฝนทะมึนมา   ผมก็กลัวร้องไห้วิ่งหนีเข้าไปคลุมโปงในห้องยาย       ยายบอกว่า   "ท่านชายของยาย

เป็นคนเก่ง  ไม่ต้องกลัว   เดี๋ยวยายจะเสกมีดอีโต้ไปตัดลมให้"    แล้วยายก็พาออกไปทำท่าตัดลมตามทิศต่าง ๆ  พร้อมกับสวดคาถากำกับด้วย

คาถาที่สวดนั้นว่าอย่างไรผมก็จำไม่ได้เสียแล้ว      พอยายทำพิธีเสร็จ  ลมก็หยุดจริง ๆ   ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือความศักดิ์สิทธิ์แต่เห็นผลทันที

คราวหลังพอเกิดลมพายุขึ้นอีก     ยายจะเป็นคนให้ผมรำอีโต้แล้วสวดคาถาเอง    ซึ่งวิธีนี้ก็เท่ากับยายสอนให้ผมมีความกล้าและเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 08 ส.ค. 12, 09:41



        ชีวิตในวัยเด็กที่บางปะอินนั้นสนุกสนานมาก   ความที่น้ำท่าอุดมสมบูรณ์และมีท่าน้ำอยู่หน้าตำหนัก   

ผมจึงหัดว่ายน้ำได้คล่องเหมือนปลา   เวลากินข้าวบางมื้อถึงกับเอาชามข้าวใบใหญ่ ๆ ผลักให้ลอยน้ำ

แล้วว่ายตามไปตักกิน   ก่อนจะมาช่วยยายรดน้ำต้นไม้ที่ปลูกอยู่ตามทเองร่องแถวตำหนัก


        ความที่เป็นเด็กบ้านนอกที่อยู่ใกล้ชิดกับเรือยนต์    เขาทำอะไรผมก็ไปดูไปช่วย  จึงทำให้ผมมีความชำนาญ

ในการซ่อมแซมเครื่องยนต์ของเรือและการเดินเรือมาตั้งแต่อายุแค่ ๗ ชวบ ๘ ขวบ     เวลาเด็จพ่อเข้ากรุงเทพฯ  ต้องไป

ขึ้นรถไฟที่สถานีบางปะอิน   ผมก็ออกเรือไปส่ง    ทรงภูมืใจมากและผมก็ท่องชื่อเรือยนต์หลวงได้ครบทั้ง ๔๐ กว่าลำ


        กระทั่งวันหนึ่ง  สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมา (สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางต์เดชาวุธ) เสด็จพร้อมด้วยหม่อมแผ้ว

(ท่านผู้หญิงแผ้ว  สนิทวงศ์เสนี) มาเยี่ยมเสด็จพ่อ   หม่อมแผ้วก็สอนให้ผมท่องชื่อเรือพร้อมกับพิมพ์ดีดให้ดู     ผมก็หัดพิมพ์ดีดเอง

จนสามารถพิมพ์ได้    และผมก็หัดเขียนรูปเรือด้วย   เขียนไปเขียนมาคนที่เห็นก็บอกว่าเอ๊ะ!  เหมือนเรือนั่นเรือนี่ ฯลฯ   
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 09 ส.ค. 12, 08:11



        กระทั่งวันหนึ่ง   เด็จอากรมหมื่นอนุวัตรฯ  ซ่ึ่งมักเสด็จโดยขบวนเรือตุ๊ก ๆ(เรือสูบเดียว)มาเยี่ยมที่ตำหนักท้ายเกาะ

บ่อย ๆ   รับสั่งให้ผมลองแข่งเรือกับพี่จักรพันธ์(พระเจ้าวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ  โอรสในเด็จอา)

ตอนนั้นท่านทรงชันษาราว ๑๖ ปี

        เด็จอารับสั่งให้ผมขับเรือ 'จักรเพชร'  เป็นเรือยนต์เล็ก ๆ หนึ่งในสองลำของท่าน   ส่วนพี่จักรพันธ์ฯ  ทรงขับเรือ

'อภัยโทษ'  ซึ่งเป็นเรือลำยาว  แล้วตรงท้ายเกาะต้องเลี้ยววงกว้างถึงจะเลี้ยวได้   ผมก็เลี้ยวตัดปรื้ดเลย   เสด็จอารับสั่งว่า

        "อ้อ...เป็นมวย   ไม่เลี้ยวโค้งตาม" 
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 09 ส.ค. 12, 08:27



        ในช่วงนั้นผมเคยตามเสด็จพ่อซึ่งต้องมาทำหน้าที่รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ 

ในยามที่เสด็จมาทรงทอดกฐิน ณ วัดวิเวกวายุพักตร์อยู่บ้างไม่กี่ครั้ง   แต่เป็นการเฝ้า​ฯอย่างไกล ๆ เพราะยังเด็ก   

จึงไม่มีหน้าที่เข้าไปถึงข้างใน   และเป็นช่วงปลายรัชสมัยแล้ว    ความทรงจำเกี่ยวกับพระองค์ท่านจึงมีไม่มาก   

และพระองค์ก็สวรรคตในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ ๒๖  พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘

        ครั้นบ้านเมืองผลัดแผ่นดินใหม่    สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ  เจ้าฟ้าประชาธิปกษักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา

เสด็จขึ้นครองเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗    และในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่  พร้อมด้วยพระมเหสี  คือสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี  พระบรมราชินี  ก็ได้พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ

แก่ผมอย่างสูงสุด

        ประดุจร่มเงาแห่งฉัตรที่ปกแผ่ทอดความอบอุ่นแก่ชีวิตผมตลอดมา
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 09 ส.ค. 12, 08:49



        เดินทางไปเมืองนอก

        ตอนรถไฟออกจากหัวลำโพง  ผมยังแต่งตัวแบบไทย  คือสวมเสื้อราชปะแตน  นุ่งโจงกระเบน

แต่ก็จินตนาการไปตามประสาเด็กบ้านนอกที่ยังไม่รู้จักเมืองนอก   คือเข้าใจไปว่าเมืองนอกต้องมีอากาศหนาวเย็น

เหมือนที่เคยเห็นในหนัง   พอตกค่ำผมเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำหรูของรถไฟ  เปลี่ยนเครื่องแต่งตัว  ด้วยเห็นว่า

จวนจะถึงเกาะปีนังเข้าเขตมลายูซึ่งเป็นเมืองนอกแล้ว  ต้องใส่เสื้อเชิ้ตที่เป็นเนื้อผ้าประเภทขนสัตว์ปนอยู่  และผูกเน็คไท   

ปรากฎว่าหิดขึ้น  เพราะร้อนเหลือเกิน
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 09 ส.ค. 12, 12:45



       จากปีนังก็ต่อไปยังสิงคโปร์  และลงเรือ อองเตร เลอ บง  เป็นเรือหรู   มีอาหารการกินอย่างดี

เรือใช้เวลาเดินทางจึงถึงท่าเรือเมืองมาร์เซลย์  ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๒

วินาทีแรกที่เห็นเมืองนี้ก็รู้สึกผิดหวัง  เพราะมีเรือใหญ่ เก่า ๆ โทรมๆ    มีฝรั่งเป็นกุลีขนถ่านแบกมาเหงื่อไหลมีผงถ่านดำ ๆติดมอมแมม

ที่ตกใจที่สุดคือเห็นม้าลากรถบรรทุกของหนัก ๆ  ตัวใหญ่เท่าช้าง      ภาพเมืองนอกที่เห็นไม่เหมือนในหนังฝรั่ง

ที่มีทิวทัศน์สวยงามชวนฝัน  อย่างที่เคยดูในเมืองไทยเลย


       ผมอยู่ที่เมืองมาร์เซลย์ กับครอบครัว เดอลาโฟรี     เขาให้เกียรติมากส่งรถเรโนท์ขนาด ๘ สูบ คันเบ้อเริ่มมารับที่ท่าเรือ

สมัยนั้นรถเรโนท์มีความใหญ่และโก้เหมือนเป็นรถเบนซ์ในสมัยนี้    รูปทรงของรถเป็นแบบเก๋งครึ่งคัน   คนขับอยู่กลางแจ้ง

หน้าหม้อรถเหมือนจักรเย็บผ้าใหญ่มาก   ไปที่ไหนคนเห็นก็รู้ว่าเศรษฐีมาแล้ว
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10576


ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 09 ส.ค. 12, 12:57

The New 6 Cylinder Renault, c.1920


บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 09 ส.ค. 12, 13:13


        ผมไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน   Lycee Perier   ซึ่งเป็นชื่อของถนนด้วย   เป็นโรงเรียนของรัฐบาล

ไม่ต้องเสียเงิน   นอกจากค่าสมุดดินสอเท่านั้น     โรงเรียนนี้เป็นสังคมใหม่ที่ผมได้รับรู้    เพราะห้องที่ผมเรียนอยู่นั้นมีทั้ง

ลูกของคนส่งนม   คนขายเสื้อผ้า   คนขายหนังสือพิมพ์   คนขายหมู  กระทั่งลูกของผู้ว่าฯ   นายอำเภอ    มีผมเป็นนักเรียนไทยคนเดียว

แต่ไม่ได้บอกใครว่าเป็นเจ้า     และความเป็นคนไทยนี่เอง   ทำให้ผมได้รับอะไรหลายอย่างที่เป็นประสบการณ์ในชีวิต...


       ระหว่างนั้นผมได้ไปปารีสอยู่หลายครั้ง   เพราะพี่คัสตาวัตวัสที่ทรงเรียนเสนาธิการที่อังกฤษเสด็จมาพาผมไปชมการชกมวยของ

แชมเปี้ยนโลกชาวฝรั่งเศสที่มีอยู่ ๒ - ๓ คนในเวลานั้น    ผมได้จดจำท่าทาง เขามาฝึกฝนกับเพื่อน ๆจนชำนาญขึ้นมาเอง


       ในสมัยนั้น  ประเทศฝรั่งเศสได้ประเทศต่าง ๆ เป็นอาณานิคมเยอะทำให้คนที่ด้อยการศึกษาของเขา   จะรู้สึกและแสดงอาการ

เหยียดหยามคนผิวเหลืองมากกกว่าคนผิวดำ   เพราะคนผิวดำใช้งานได้ดี  ขยันกว่า    โดยเฉพาะเห็นคนญวนคนจีนนี่ไม่ได้  

ต้องเรียกอย่างดูถูกว่าไอ้ญวน  ไอ้เจ๊ก   เขาจะดูถูกวัฒนธรรมของคนตะวันออกมาก    ผมเป็นคนไทยแต่พอถูกเรียกอย่างนี้ก็โกรธ

อยากจะเตะ  อยากจะสู้     เพราะสำนึกในพระบรมโอวาทของพระเจ้าอยู่หัว  พระโอวาทของเด็จพ่อ  และคำสั่งสอนของแม่และยายอยู่เสมอว่า

อย่าไปมีเรื่องรังแกต่อต้านอะไรกับใครถ้าไม่จำเป็น   หลีกได้ก็หลีก   หลีกไม่ได้จึงคิดต่อสู้เพื่อป้องกันสิทธิความถูกต้องของเรา
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 09 ส.ค. 12, 13:14



ขอบพระคุณคุณชัยค่ะ
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 09 ส.ค. 12, 14:15

        ตอนนั้นผมอายุราว ๑๔ ปีครึ่ง    มีเด็กหนุ่มนักฟุตบอลรุ่นใหญ่อายุสัก ๒๐ - ๒๑ ปี   ตัวสูงใหญ่กว่าผม

เดินมา ๕ คน   ชี้ข้ามถนนมาที่ผมกับเพื่อนที่กำลังเดินอยู่ว่า

        "เห็นไอ้ลูกเจ๊กไหม    แม่มันตอนนี้นั่งกินบะหมี่อยู่บนขดหางเปียที่เมืองจีน"

        ผมได้ยินก็โกรธมากที่ถูกเรียกว่าเจ๊ก   แล้วยังพูดถึงแม่อีก    จึงฮึดขึ้นมาจึงตะโกนเรียก

        "ไหนเอ็งเก่งจริง   เข้ามาพูดใกล้ ๆ หน่อยซิ   ได้ยินไม่ถนัด"      พวกเขาก็เดินเข้ามาทั้งห้าคน ถามว่า

เอ็งว่าอะไรนะ    ผมบอกว่าพูดอีกทีซิ    เจ้าหัวหน้าก็เข้ามาจับข้อมือผมไว้และพูดซ้ำ   ผมก็สบัดมือออก    เขาก็ควักลูกนัยน์ตาผมแล้วชกเปรี้ยง!

ผมรู้สึกมันมืดคล้าย ๆ ดับไปเลย

พอมีเสียงวี้ด ๆ  เหมือนกับผมดูหนังที่เห็นตัวเองนุ่งกางเกงนักมวยใส่นวมเต้นอยู่บนเวที   ต่อยอยู่กับยักษ์ใหญ่ที่เป็นตัวหัวหน้าชกกันอยู่ตั้งครึ่งชั่วโมง  

เอาไม่ลงจนมันเพลียติดเชือก  ผมก็นึกว่า  เอ!  ขักไม่ค่อยดี    เจอของจริงเข้าแล้วหรือเปล่า   ใจหายวูบ      เลยลืมตาตื่นคืนสติ   เห็นเจ้านั่นพิงอยู่กับประตูเหล็ก

ตัดเข้าบ้านคน   อ้าว!     นี่เรื่องจริงไม่ใช่หนัง   ผมต่อยท้องเขาจนเจ็บมือ   ชกปากกับจมูกจนเลือดสาดก็ยังไม่ลง  

คิดในใจว่าต้องหาทางวิ่งหนีแล้ว   แต่ยังเหลืออีกตั้งสี่คนยืนขวางอยู่     ตัดสินใจเสี่ยงเดินเข้าไปหา   แถมดึงแขนเสื้อขึ้นอีกนิด

ถามว่า

      "ใครจะเป็นคนต่อไป  หรือเข้ามาทั้งหมดก็ได้"       พวกนั้นกลับบอกว่า  พอแล้ว...จะเอาหมอนี่กลับไปบ้าน  แล้วเขาก็อุ้มกันไป  

ปรากฎว่าเสื้อเกี่ยวอยู่กับปุ่มเหล็กดัดเขาจึงไม่ล้ม    พอเขาหิ้วปีกไปกันปุ๊บ   ผมได้ยินเสียงประตูรถยนต์ปิดดังปัง   แล้วมีหญิงแก่

คนหนึ่งนุ่งกระโปรงดำวิ่งผ่านหน้าผมไปจนเกือบจะชนผม   ผมยืนนิ่งตะลึงที่เห็นแกถือร่มไล่ฟาดหลังเจ้าพวกนั้น  พลางร้องว่า

       "พวกแกรังแกเด็ก  ฉันเห็นตั้งแต่ต้น  สมน้ำหน้า"    หญิงแก่คนนี้เป็นเจ้าของประตูเหล็กดัดบ้านหลังนั้นและเข้าบ้านไม่ได้   จึงได้เห็นมวยสดตลอด....


       ผมเหลียวหาเจ้าเพื่อนที่เดินมาพร้อมกันก็ไม่พบ   สักครู่ถึงเห็นเขากระโดดข้ามกำแพงบ้านที่มีเหล็กดัดออกมา    หลังจากที่หนีไปแอบซุ่มดูอยู่

ผมบอกกับเขาว่า

        "แหม   รู้สึกใจเสีย   ชกอยู่ตั้งครึ่งชั่วโมงเอาไม่ลง"

        "ครึ่งชั่วโมงที่ไหน   ไม่ถึงครึ่งนาทีด้วยซ้ำไป"


        ผมพาสังขารอันสะบักสะบอมกลับมาบ้าน   คุณแม่เห็นเข้าตกใจร้องห่มร้องไห้  เพราะเห็นตาของผมโปน  

มีเนิ้อห้อยออกมานิดหนึ่งคงเป็นเพราะถูกเล็บขูด  มีเลือดไหลซิบ ๆ   คุณแม่เอาเนื้อดิบ ๆ มาโปะให้  เพื่อจะได้ไม่เป็น

รอยดำเมื่อแผลแห้ง    และบอกว่าทีหลังอย่าไปต่อยกับเขานะ   ผมบอกว่าจะพยายาม   แต่คราวนี้หนีไม่พ้นจริง ๆ


        วันรุ่งขึ้นไปโรงเรียน   มีข่าวลือไปทั่ว   พวกนักเรียนทั้งเด็กเล็กเด็กโตเข้ามาจับมือกันใหญ่    

ตั้งแต่นั้นผมกลายเป็นบุคคลสำคัญ   มีลูกน้องเยอะ   เดินไปไหนสบาย    หากมีใครอ้าปากจะเรียกคำไม่ดีต่อผม

ก็มีคนจัดการให้เสร็จ

(ขออนุญาตจบเพียงนี้ก่อนค่ะ        แล้วจะมาต่อภาคที่ท่านชายไปอยู่กับรัชกาลที่ ๗)
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10576


ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 09 ส.ค. 12, 14:25

สลับฉากครับ


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.037 วินาที กับ 19 คำสั่ง