เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 12 13 [14] 15 16 ... 21
  พิมพ์  
อ่าน: 86072 กบฎบวรเดช นี่ทหารการเมืองเขาเล่นอะไรกัน?
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30623

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 195  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 21:45

บ้างที่ยังมีอุดมการณ์ เช่นท่านปรีดี  วันที่มีอำนาจก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอที่จะเข้าใจโลก เข้าใจวิถีชีวิต ข้อจำกัดของผู้คน  ที่สำคัญเข้าใจกิเลสของคนได้เพียงพอ เลยมุ่งเน้นจะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดโดยไม่มองถึงพื้นฐานความเป็นจริงในสังคม สุดท้ายก็ล้มเหลว  พอโตพอก็ไม่มีอำนาจมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว   จริงๆ ท่านปรีดีนี่ก็มีอาการเสพติดอำนาจเช่นกัน เพียงแต่ไม่สาหัสเท่าท่านจอมพล

ในปี ค.ศ. ๑๙๒๕ เมื่อเราเริ่มจัดตั้งกลุ่มแกนของพรรคอภิวัฒน์ในปารีส ข้าพเจ้ามีอายุเพียง ๒๕ ปีเท่านั้น หนุ่มมาก หนุ่มทีเดียว ขาดความจัดเจน แม้ว่าข้าพเจ้าได้รับปริญญาแล้วและได้คะแนนสูงสุด แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าทางทฤษฎี ข้าพเจ้าไม่มีความจัดเจน และโดยปราศจากความจัดเจน บางครั้งข้าพเจ้าประยุกต์ทฤษฎีอย่างนักตำรา ข้าพเจ้าไม่ได้นำความเป็นจริง ในประเทศของข้าพเจ้ามาคำนึงด้วย ข้าพเจ้าติดต่อกับประชาชนไม่พอ ความรู้ทั้งหมดของข้าพเจ้าเป็นความรู้ตามหนังสือ ข้าพเจ้าไม่ได้เอาสาระสำคัญของมนุษย์ มาคำนึงด้วยให้มากเท่าที่ข้าพเจ้าควรจะมี

ในปี ค.ศ. ๑๙๓๒ ข้าพเจ้าอายุ ๓๒ ปี พวกเราได้ทำการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจ

 
คุณปรีดี พนมยงค์ ให้สัมภาษณ์เอเชียวีค ๒๘ ธันวาคม ๒๕๒๓

 ยิงฟันยิ้ม


อยากเห็นคำว่า อำนาจของปัจเจกบุคคล ไม่สำคัญเท่าอำนาจของประชาชนส่วนรวม
เพราะนั่นคือความหมายของประชาธิปไตยมิใช่หรือ 

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30623

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 196  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 21:49

ถ้าจำไม่ผิด คุณป้าโชติศรี ท่านเป็นบุตรีคนที่ ๒ นะครับ ส่วนพี่สาวของท่านคือมารดาของ ท่านสุรยุทธ์ จุลานนท์ ครับ
ถูกของคุณสมุน007 ค่ะ  บุตรีคนโตคือคุณอัมโภช จุลานนท์
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10876


ความคิดเห็นที่ 197  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 21:57

อ้างถึง
แห่ะๆ  ไม่ได้ไปห้องน้ำครับ กระทู้ห้องน้ำเงียบๆ ไปแล้ว หนีออกมาแล้วครับ    มาเล่าเสริมหนะครับ  ว่าทั้งสองพอขับเครื่องบินมาลงสนามหลวง ได้ปูนบำเน็จติดร้อยตรีแล้ว  ยังต้องไปลงเรียนหนังสือกับทหารเด็กๆ หนะครับ เป็นโรงเรียนนายร้อย หรือโรงเรียนนายทหารชั้นต้นผมก็จำไม่ได้  ที่ต้องไปเรียนน่าจะเพราะแม้จะเป็นนายทหาร แต่ความรู้อาจจะยังไม่ถึงขั้น เพราะเดิมมีพื้นแค่ชั้นประทวน ทั้งคู่จึงต้องไปเรียนหนังสือเพิ่มเติม    ผมจำไม่ได้ว่าตอนนั้นผมอ่านบันทึกของท่านผู้ใด  ซึ่งผู้บันทึกได้บอกต่อว่า ภายหลังทั้งสองก็อายุสั้นจากไปก่อนเวลาอันควร  ไม่ทันได้มีความก้าวหน้าทางราชการ  ที่จริงดูเหมือนท่านเล่าไว้ด้วยว่าตายอย่างไร  แต่ผมนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

คุณประกอบครับ คุณประกอบ

ทั้งสองน่ะ ตอนที่เครื่องตกเขาหามออกมาตายนอกวังซะหนึ่ง เหลือหนึ่งเดียว ถ้าไปเรียนโรงเรียนนายทหารด้วยกันทั้งคู่ อาจารย์จะไม่เผ่นหนีหมดหรือครับ

เอ๋ แวบไปหลังห้องนี่ ไปแอบกรึ๊บกันรึเปล่า
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 198  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 22:16

ไอ้กรึ๊บหนะไม่มีแน่ๆ ครับ ผมเด็กดี เหล้าไม่กิน บุหรีไม่สูบ การพนันไม่เล่น เรื่องเจ้าชู้นี่ก็ไม่มี  มีแค่นอนหลับกับโกหกเก่งอย่างเดียว 


อ้า เพิ่งรู้ว่านักบินตายคนนึงด้วย    นึกว่าคนที่โดนหามออกไปนอกวังกะให้ไปตายนอกวังรอดตายด้วยซะอีก    งั้นผมอาจจะจำผิดครับ สงสัยนอนมากไปหน่อย ความจำเลอะเลือน  แต่อย่างน้อยคนนึงหละต้องไปนั่งเรียนหนังสือแน่ๆ ครับ แล้วจากนั้นค่อยไปตายตอนหลัง ไม่ทันได้ก้าวหน้า
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10876


ความคิดเห็นที่ 199  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 22:21

ค่อยยังชั่วหน่อย งั้นก็แล้วไป
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30623

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 200  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 22:37

เอ  รึว่าคนแรกที่ร่อแร่ ถูกหามออกมานอกพระบรมมหาราชวังจะดวงดี ถึงมือหมอเสียก่อนเลยรอดไปเป็นทหารสัญญาบัตรได้?

การเมืองไทยไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรสำหรับนักการเมืองอาชีพ  เห็นด้วยค่ะ  อย่าว่าแต่การเมืองเลย  วงการอะไรที่ต้องแข่งขันกันสูงด้วย แต่ก็ต้องร่วมมืออะลุ้มอล่วยกันด้วย อย่างวงการธุรกิจ  วงการนักบริหาร(ทั้งภาครัฐและเอกชน) ก็ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรเช่นกัน

ว่าแล้วก็กลับมาเรื่องกระทู้ดีกว่า

ยังติดใจค.ห.ของท่านนวรัตน


ประชาชนน่ะ ถูกเขาหลอกวันยังค่ำ ป่านฉนี้ยังเชื่อว่า พวกกบฏบวรเดชเป็นพวกเจ้าที่ต้องการจะทำลายประชาธิปไตย แล้วเอาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชกลับมา เพราะนักการเมืองเขาปรุงให้เชื่อเช่นนั้น
....................

สยามเป็นประชาธิปไตยเพราะนักการเมืองระดับหัวใจทั้งในเครื่องแบบและสวมสูทได้เสี่ยงชีวิตนำมามอบให้ไม่ทันถึงปี เผด็จการระดับสมองก็เอาปืนมาจี้ชิงอำนาจที่ควรจะเป็นของปวงชนไป จนพวกคณะกู้บ้านกู้เมืองทนไม่ได้ ต้องการที่จะชิงอำนาจนั้น อ้างว่าเพื่อจะคืนให้ประชาชนดังเดิม สมกับที่พระราชปฏิภาณของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯที่ทรงสละพระราชอำนาจเพื่อมอบให้ประชาชน ไม่ใช่คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดโดยเฉพาะ  แล้วทำตนเป็นกษัตริย์ที่ไม่สวมมงกุฏแทน แย่ยิ่งกว่าระบอบราชาธิปไตยที่เคยก่นด่าเสียอีก

เพราะพระนามของพระองค์เจ้าบวรเดชแท้ๆที่บดบังอุดมการณ์ของคณะกู้บ้านกู้เมือง นอกจากจะทำให้คนกลุ่มนี้จะพ่ายแพ้แล้ว ประชาธิปไตยยังตกเป็นเครื่องมือที่เผด็จการเอาไปอ้างใช้อีกสิบปีเศษ กว่าจะตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยที่เป็นพลเรือนได้ แต่รากของเผด็จการที่ยังฝังอยู่ในนักการเมืองระดับตีนระดับมือ ไม่นานเผด็จการจึงกลับมาอีก ในยุคต่อๆมาจนปัจจุบัน ปวงชนชาวไทยไม่เคยได้เสพย์ประชาธิปไตยเต็มอิ่มเสียที

เคยนึกเล่นๆว่า ถ้าพระองค์เจ้าบวรเดชเป็นฝ่ายชนะ เหตุการณ์บ้านเมืองจะเป็นอย่างไรต่อไป
ไม่รู้ว่ามองในแง่ร้ายหรือเปล่า    มองยังไงก็มองว่าถึงคณะกู้บ้านกู้เมืองชนะ ก็คงเกิดรัฐประหารขึ้นมาอีกจนได้   ไม่มีทางจะจบแฮปปี้เอนดิ้ง แบบอำนาจอธิปไตยก็ถึงมือประชาชน   มีรัฐสภา มีผู้แทนจากการเลือกตั้ง  มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งมาบริหารประเทศอย่างสงบเรียบร้อย ทำงานเพื่ออุดมการณ์แท้จริง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30623

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 201  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 22:44

ที่คิดอย่างนี้ ก็มีเหตุผลรองรับนะคะ    
เพราะใครก็ตามที่ขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้บริหารประเทศในยุคนั้น    อย่างแรกคือจะต้องระวังเก้าอี้ของตัวเองให้มั่นคง  สอง ต้องแบ่งปันปูนบำเหน็จเพื่อนฝูงลูกน้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาอย่างทั่วถึง   ไม่ให้น้อยใจกันขึ้นมาได้ว่าช่วยรบแทบตายแต่ไม่ได้ดีเท่าอีกคน    สาม ต้องปรามฝ่ายตรงข้ามซึ่งมีอยู่แน่ๆ ไม่ให้หือขึ้นมา
แค่นี้ก็มองเห็นแล้วว่า หัวใจของการปกครองนั้นคืออำนาจ  ไม่ใช่ประชาชน  ซึ่งถ้าคนที่ไม่ใช่เผด็จการโดยกำเนิดแล้ว จะรักษายากมาก ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมมีหลายขั้วอำนาจแบบนี้

หากพระองค์เจ้าบวรเดชกลายเป็นนายกรัฐมนตรี    อย่างหนึ่งที่ท่านน่าจะทำก็คือแสดงออกว่าเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ตามเดิม  เพราะถึงอย่างไรท่านก็เป็นเจ้า มีพระญาติพระวงศ์มากมาย ลูบหน้าปะจมูกกันอยู่      ข้อนี้จะกลายมาเป็นจุดอ่อนของท่าน   เพราะทหารจำนวนมากรู้สึกว่ากระแสน้ำราชาธิปไตยนั้นไหลเลยลงทะเลไปแล้วตั้งแต่คณะราษฎร์ยึดอำนาจ   ทำไมจะไปฝืนกระแสให้ไหลทวนขึ้นมาอีก
การเคารพต่อสมเด็จพระปกเกล้าฯ ก็คือถวายพระราชอำนาจคืนโดยนัยยะนั่นเอง     แม้ว่าสมเด็จพระปกเกล้าฯ เต็มพระทัยจะสละพระราชอำนาจให้   แต่นายกรัฐมนตรีที่เป็น 'เจ้า' ยังไงก็ถูกมองว่าเป็นฝ่ายเดียวกัน  ต่อให้ทั้งคู่ไม่ได้ลงรอยกันไปทุกเรื่องก็เถอะ
ความไม่พอใจของกลุ่มทหารและพลเรือนที่ไม่นิยมเจ้าก็จะคุกรุ่น แบบเดียวกับรู้สึกกับพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ว่าอะลุ้มอล่วยอ่อนข้อให้เจ้านายมากไป    พระยามโนฯ จึงอยู่ไม่ได้นานเพราะเหตุนี้
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30623

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 202  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 22:56

ในยุคสมัยนั้น  ความนิยมในระบอบเจ้าเสื่อมไปแล้วจากยุโรป ซึ่งสยามถือเป็นแม่แบบของความศิวิลัยซ์     ระบอบที่คนหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ในยุโรป เชิดชูคือระบอบผู้นำ เช่นฮิตเลอร์และมุสโสลินี   เพราะมันตอบสนองความฝันของพวกเขาที่จะทำให้ประเทศเป็นมหาอำนาจใหม่ขึ้นมา    (ความรู้สึกนี้บันทึกเอาไว้ในหนังสือ เมืองนิมิตร ความฝันของนักอุดมคติ)  ระบอบปกครองแบบเก่าถูกมองว่าเสื่อมถอยไปแล้ว  อย่างดีก็ย่ำซ้ำที่เดิม  ไม่สามารถทำให้ประเทศก้าวหน้ากว่านี้ได้

ดิฉันจึงวาดภาพต่อไปว่ารัฐบาลของพระองค์เจ้าบวรเดชอาจจะอยู่ได้ไม่นาน  เพราะถูกมองว่าเป็น " ระบอบเก่า" ยังไงเสีย  ฝ่ายตรงข้ามก็จะมีบรรดาผู้นำรุ่นใหม่ หรือตัวแทนระบอบใหม่ขึ้นมาแทนที่จนได้ในเวลาไม่นาน
กลุ่มคนรุ่นใหม่ล้วนเป็นคนหัวกะทิ  ความรู้ดี  พูดเก่ง จิตวิทยาเก่ง  ผู้ใหญ่เชื่อถือและผู้น้อยก็คล้อยตาม    สร้างความหวังให้ประชาชนเชื่อได้ว่าสยามจะศรีวิไลแบบประเทศมหาอำนาจในยุโรป     พร้อมกันนั้นก็ปลูกฝังให้ประชาชนเชื่อได้เช่นกันว่า ระบอบเก่านั้นควรถูกกวาดล้างให้สิ้นซากไป ด้วยเหตุผลอะไรก็ได้ร้อยแปด   จริงเท็จไม่สำคัญ
กลุ่มหัวกะทิเหล่านี้จะชิงอำนาจกันเอง   ใครเก่งสุด ชั้นเชิงมากที่สุด  คนนั้นก็ได้อำนาจไป   คนที่เก่งสู้ไม่ได้ก็ตกเวทีไป เท่านั้นเอง

จินตนาการมาจนจบ  ก็พบว่ามันเลี้ยวมาใกล้ๆความจริงยังไงก็ไม่รู้ละค่ะ  เอวัง
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10876


ความคิดเห็นที่ 203  เมื่อ 30 มิ.ย. 12, 07:47

^
ท่านอาจารย์เทาชมพูท่านว่าได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ผมไม่มีอะไรจะเสริมให้รุงรัง ขอเข้าสู่ตอนจบเลย
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10876


ความคิดเห็นที่ 204  เมื่อ 30 มิ.ย. 12, 07:53

เมื่อเป็นฝ่ายชนะอย่างเด็ดขาดแล้ว รัฐบาลเผด็จการคณะราษฎร์ก็กระทำการตัดไม้ข่มนาม เพื่อจะกวาดล้างพวกนิยมกษัตริย์ต่อไป โดยใช้พวกเจ้าบางองค์มาช่วยเสริมบารมี ผู้ใดไม่ยอมก้มหัวให้ก็อย่าหวังจะได้เป็นสุขอยู่อย่างอิสระชน

งานปลงศพทหารฝ่ายหัวเมือง คุณเพ็ญชมพูได้คัดโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลมาให้อ่านแล้วเหมือนจะจัดแบบยิ่งใหญ่ แต่ค้านกับรูปที่เห็นผู้คนไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนและข้าราชการ ผมอ่านหนังสือที่ทหารฝ่ายรัฐบาลบันทึกไว้ คราวไปพักทัพอยู่ที่โคราช ตำรวจยังตามจับผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นฝ่ายกบฏอยู่ตลอดเวลา กำลังคุยกันอยู่ดีๆก็ถูกลากตัวไปเสียแล้วจนผู้เขียนยังนึกสมเพช


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10876


ความคิดเห็นที่ 205  เมื่อ 30 มิ.ย. 12, 07:58

คราวนี้มาดูที่รัฐบาลจัดพิธีให้กับทหารในกรุงเทพบ้าง ทุกขั้นตอนจะแฝงความหมายให้เป็นที่เข้าใจว่า บัดนี้ บ้านเมืองเป็นของใคร ขอประทานโทษ ที่บอกว่า เป็นของราษฎรทุกคนน่ะ เขาก็ว่าไปอย่างนั้นแหละอย่าไปเชื่อง่ายๆ ลองคิดดูดีๆ ตัวท่านมีสิทธิ์ไปแหยมกับพวกเขาได้ง่ายๆหรือ

พิธีศพเริ่มด้วยการเคลื่อนย้ายศพจากไหนไม่ระบุ นำหีบขึ้นตั้งบนรถปืนป.ต.อ.แล้วสวนสนามเข้าสู่ลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อประกอบพิธีกรรม สดุดีและประดับเหรียญกล้าหาญแด่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เสียชีวิตในครั้งนี้ หลังจากนั้น ก็ให้เจ้าองค์หนึ่งขึ้นมากล่าวยกย่องวีรกรรมของทหารที่พลีชีพปกป้องประชาธิปไตย ให้อยู่ในมือของเผด็จการต่อไป ประโยคหลังนี้เจ้าไม่ได้พูด ผมพูดเอง

หลังจากนั้น ต้องนำศพไปเก็บไว้รอวันเผาที่วัดราชาธิวาส  ทำไมต้องวัดราชาฯ ทั้งๆที่อยู่ถนนสามเสนนอกเส้นทางออกไป และต้องเข้าตรอกแคบๆ วัดใกล้ๆถนนราชดำเนินทั้งวัดมกุฏฯวัดโสมฯ ไม่เอาไปไว้ ผมไม่สามารถแปลเจตนาเป็นอื่นไปได้นอกจากเพราะชื่อของวัด





บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10876


ความคิดเห็นที่ 206  เมื่อ 30 มิ.ย. 12, 08:01

-





บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10876


ความคิดเห็นที่ 207  เมื่อ 30 มิ.ย. 12, 08:52

หลังจากนั้นก็เป็นข่าวว่ารัฐบาลกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่ว่าจะสร้างเมรุกลางเมืองเผาศพทหารที่ท้องสนามหลวง เป็นธรรมดาที่พระองค์จะไม่ทรงเห็นด้วย เพราะที่นั่นใช้สำหรับการออกพระเมรุของเจ้านายระดับเจ้าฟ้าขึ้นไปเท่านั้น แต่รัฐบาลก็ดึงดัน ก็ฟ้าเดียวกัน ทำไมคนนั้นได้คนนี้จะไม่ได้

เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดทางการเมืองที่หนักขึ้นเรื่อยๆ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯจึงทรงถือโอกาสเสด็จไปรักษาพระเนตรที่ประเทศอังกฤษพร้อมด้วยสมเด็จพระราชินี เมื่อวันที่๑๒มกราคม พ.ศ.๒๔๗๗ โดยโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลกระทำดังเจตนาได้ เพราะสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นี้ท่านพระทัยอ่อนและทรงชราภาพมากเกินจะต้านทานเขา


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10876


ความคิดเห็นที่ 208  เมื่อ 30 มิ.ย. 12, 08:58

๑๗กุมภาพันธุ์๒๔๗๗ 
รัฐบาลจัดกระบวนแห่ศพทหารจากวัดราชาฯไปไปทุ่งพระเมรุอย่างยิ่งใหญ่ เสมือนงานพระศพเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน นำรถสงครามทุกชนิดมาเข้าขบวนประหนึ่งงานสวนสนามแสดงแสนยานุภาพประกาศชัยชนะ เชิญคณะทูตานุทูตแขกบ้านแขกเมืองมาร่วมพิธี และให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เสด็จขึ้นเมรุเพื่อพระราชทานเพลิงศพ


๒มีนาคม๒๔๗๗ ระหว่างประทับพักฟื้นพระองค์อยู่ที่อังกฤษ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯก็ทรงประกาศสละพระราชสมบัติ





บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10876


ความคิดเห็นที่ 209  เมื่อ 30 มิ.ย. 12, 09:01

-




บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 12 13 [14] 15 16 ... 21
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.137 วินาที กับ 19 คำสั่ง