เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 11 12 [13] 14 15 ... 21
  พิมพ์  
อ่าน: 85167 กบฎบวรเดช นี่ทหารการเมืองเขาเล่นอะไรกัน?
werachaisubhong
องคต
*****
ตอบ: 449



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 180  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 16:04

สี่พระยาที่หนีอยู่สิงคโปร์
เรามีสมัครพรรคพวกที่เป็นพระยาด้วยกันถึง 4 คน คือ พล ต.พระยาเสนาสงคราม พ.อ.พระยาฤทธิอัคเนย์ นาวาเอกพระยาศราภัยพิพัฒน์ และตัวข้าพเจ้าเอง พ.อ.พระยาสุรพันธเสนี เราทั้ง คนได้พากันเที่ยวไปรอบๆเกาะสิงคโปร์เกือบทุกวันเพื่อทัศนาจรหรือศึกษาภูมิประเทศก็ตามแต่จะเรียก ในเวลากลางวันวันหนึ่ง เราได้แวะรับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง ในขณะที่รับประทานกันอยู่นั้น เจ้าคุณศราภัยฯได้ปลงอนิจจังตัวเองออกมาว่า โลกเรานี้ช่างไม่เที่ยงแท้และชีวิตคนเรานี่ก็ช่างไม่แน่นอนเสียจริงๆ เมื่อ 7 ปีก่อนนั้น (เวลานั้น 2473) พล ต.พระยาเสนาสงครามเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และเป็นผู้บังคับบัญชาของ พ.อ.พระยาฤทธิอัคเนย์ แต่ในที่สุดเมื่อ พ.อ.พระยาฤทธิอัคเนย์เข้าร่วมมือเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ.2475 ก็เป็นคนหนึ่งใน 4 ทหารเสือ แล้วผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยนั้นก็เล่นงานพระยาเสนาสงครามเสียเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด โดยท่านถูกยิงและถูกตีด้วยพานท้ายปืน พระยาศราภัยพิพัฒน์เป็นนายนาวาเอก เป็นผู้ช่วยปลัดทูลฉลองกระทรวงกลาโหม และ พ.อ.พระยาสุรพันธเสนีเป็นสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลราชบุรี เมื่อเกิดการกบฎกันขึ้นและตั้งศาลพิเศษ พระยาฤทธิอัคเนย์เป็นกรรมการศาลพิเศษและได้พิพากษาให้ประหารชีวิตพระยาสุรพันธเสนี และในขณะที่พวกเราติดคุกกันอยู่ในบางขวาง และพระยาฤทธิอัคเนย์ก็เป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นนายของพวกเรา แต่ทว่ามาบัดนี้ เจ้าคุณศราภัยฯกล่าวต่อไปอีกว่า“มาบัดนี้เจ้าคุณฤทธิฯก็ตกอยู่ในสภาพของผู้ลี้ภัยการเมืองอย่างพวกเรา และได้มาร่วมโต๊ะรับประทานอาการร่วมกันกับเราอยู่เดี๋ยวนี้” แล้วก็หัวเราะออกมาอย่างครื้นเครง
นี่ก็เป็นบทเรียนของชีวิต ความเปลี่ยนแปลงผันแปรที่ปราศจากความแน่นอน เป็นแบบฉบับที่คนเราควรจะคิดถึงไว้มากๆ”
บันทึกการเข้า

ฅนเมียงแป้ มาอยู่ เจียงฮาย
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1275


ความคิดเห็นที่ 181  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 17:05


โปรดอย่าย้อนกลับมาถามผมนะครับ ว่าประชาชนควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยบริสุทธิ์ ผมไม่ได้ฉลาดถึงขนาดจะตอบท่านได้


มองในระยะอีก 10 ปีข้างหน้า  ต้องบอกว่าไม่มีหวังครับ  จริงๆ ผมว่าอีก 30 ปีข้างหน้าด้วยซ้ำ
ระบบเส้นสาย เอื้อพวกพ้อง  มันหยั่งรากลึกมากๆ  ในทุกระดับของสังคม มากกว่าสำนึกความถูกผิด หรือความกล้าหาญทางจริยธรรม
แถมเราชั่งนำหนักกันไม่ค่อยเป็น  เกลียดฝั่งไหนก็รักอีกฝั่งอย่างไม่ค่อยลืมหูลืมตา ผม add facebook อ. ส คนที่เกลียดเจ้าไว้ ก็เห็นแกด่าเจ้าอย่างเดียว แต่พออีกฝั่งนี่แกวิจารณ์อย่างกระมิดกระเมี้ยนเต็มทน นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งให้เห็นว่าความรักชอบ ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยชั่งน้ำหนักเหตุผล มองข้อดีข้อเสียไม่ค่อยได้กัน
ยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่  โดยเฉพาะนักการเมือง จะหวังอุดมการณ์จากคนเหล่านี้ ยิ่งเป็นไปได้ยาก ขนาดนั่งดูรูปโป๊ในสภา พรรคพวกยังออกมาปกป้องกันใหญ่  นี่ขนาด ส.ส. รุ่นใหม่แล้วนะ

ตอนนี้ถ้าอยากรุ่งเรื่องในระบบการเมืองไทย  ต้องมีความสามารถเด่นๆ คือ

1.  ต้องเลือกข้างให้ถูก  แต่จริงๆ แล้วจะเลือกข้างไหนก็ได้ เพราะยังไงเค้าก็ผลัดกันมีอำนาจ เพียงแต่ถ้าเลือกผิดข้าง อาจจะอดอยากปากแห้ง ต้องรอนานหน่อย แต่ไม่ว่าข้างไหน ก็ได้เป็นอภิสิทธิ์ชนทั้งคู่ แกล้งทะเลาะตบตีกันไปตามบทบาท

2. ต้องไม่มีหิริโอตัปปะ  เพราะต้องแกล้งหลับตา หรือแม้แต่ลงไปเกลือกกลั้วกับความชั่วร้ายต่างๆ เอง ทุกรูปแบบ  แถมเวลามีอำนาจแล้ว มันดลบันดาลสิ่งใดๆ ก็ง่าย ผลประโยชน์มาง่ายๆ มามัวเป็นคนดี ก็โดนคนเลวอื่นๆ ที่รอเสียบอยู่สอยอีก  ต้านยากครับ ดังนั้นไหนๆ ก็ไหนๆ  เลยเลวซะเองไปหมด

3. ฝีปากต้องเป็นเอก พูดเก่ง ชักจูงเก่ง ปลุกเร้าอารมณ์ผู้คนได้ดี มีจังหวะจะโคน  เสนาบดี อำมาตย์ตัวเอ้ๆ ที่เห็นๆ ตอนนี้ที่ดังๆ เป็นที่รู้จัก  ลองไปดูประวัติสิครับ  บางคนกว่าจะจบราม 8 ปีแบบร่อแร่ๆ บอกคุณภาพได้เป็นอย่างดี  บ้างก็จบ ม เอกชนมา  ได้จ่อคิวรอเป็น รมต กันแล้ว บ้างก็เป็นอำมาตย์ใหญ่ระดับพระยาพานทองแล้ว คนเหล่านี้ถ้าฝีปากไม่เป็นเอก ระดับความสามารถขนาดนี้ ถ้าทำงานเอกชนน่าจะเป็นพนักงานทั่วไปดาดๆ เท่านั้น  พูดดีเป็นศรีแก่ตัวจริงๆ


ต่อไประดับการเล่นการเมือง เกมส์อำนาจ มีแต่จะเนียนขึ้น ซับซ้อนขึ้น หวังแต่เพียงว่าเมืองไทยคงไม่มีการนำระบบเกตโต้ หรือกูลักมาใช้แบบสมัยสงครามโลก สงครามเย็น ไม่งั้นหวยออกที่นายประกอบได้ไปเป็นนักโทษการเมืองแหงมๆ เพราะเวลาการเมืองแรงๆ  ไม่เคยมีที่ดีๆ สำหรับคนสายกลางหรือพวกที่รู้ทันทั้งสองฝ่ายครับ เยอรมัน รวันดา เป็นตัวอย่างที่ดี สายกลางก็ต้องโดนกำจัด ไม่เลือกข้างไม่ได้


บ่นเสร็จ กลับมาเรื่องท่านจอมพลที่รักยิ่งของผม  ผมว่าท่านอาจารย์เทากับ อ. นวรัตน์ มองท่านจอมพลของผมดีไปหรือเปล่าครับ  ผมว่าท่านจอมพลของผมแกไม่แคร์เรื่องชีวิตหรือความเสียหายของทรัพย์สินคนอื่นหรอกนะครับ   เพียงแต่ที่ยิงกันไม่ค่อยโดนเพราะ

1. ฝีไม้ลายมือทางการรบของพวกเรากันเองมันไม่ได้เรื่องจริงๆ  โดยเฉพาะท่านจอมพลสมัยเป็นพันโทนั่นแหละ เล็งจริงแล้วแต่มันไม่โดน  เพราะหลังกลับจากฝรั่งเศสอาจจะรื้อตำรา  ฝึกมั่งไม่ฝึกมั่ง   พอเวลาเอาจริงเลยฝืดก็เป็นได้  เพราะยิงตั้ง 40 นัด สำหรับปืนใหญ่นี่ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะครับ  ถ้าจะขู่ๆ 5 นัด 10 นัดเฉียดๆ ก็เพียงพอแล้วยิงไปปรับระยะไป แถมจะให้เรือรบเอาปืนใหญ่มาถล่มดอนเมือง   ถ้าคิดถึงชีวิตทรัพย์สินผู้คน คำสั่งสั่วๆ แบบนี้ต้องไม่ออกมา    ยิ่งผลงานหลังๆ จนตลอดชีวิต ผมไม่สามารถเชื่อได้ว่าคนอย่างท่านจอมพลที่รักของผมเห็นชีวิตคนอื่น หรือทรัพย์สินรัฐบาล สำคัญกว่าอำนาจของตัวไปได้เลยนะเนี่ย  เห็นแกพร้อมจะสังเวยใครก็ตาม เพื่ออำนาจตัวเองได้ตลอดแหละ


2. ระดับรองๆ เค้าไม่ฆ่ากันเอง จงใจเปิดช่องกันไว้  นายสั่งก็ยิง แต่แกล้งหลับหูหลับตา โดนมั่งไม่โดนมั่ง ทั้งสองฝั่ง  พวกแกนนำตัวเบ้งๆ หนะเอาจริงหวังสร้างผลงานทั้งนั้น แต่ระดับลูกกระจ๊อกก็อย่างว่า เสี่ยงมากไปก็แค่นั้น ความดีความชอบนายๆ รับไปหมดตามธรรมเนียม  เลยสู้พลางถอยพลาง มองทางหนีทีไล่ไว้ดีกว่าทั้งสองฝ่าย   นายสั่งทีต่อหน้านายก็ทำขึงขังไปตามบทบาทเท่านั้น เค้าให้ยิงก็ยิง เล็งบ้างไม่เล็งบ้าง


3. เรื่องเปิดทางให้พวกที่ยังสองจิตสองใจแทงกั๊กนั้นมีแน่ ผมว่าทหารส่วนใหญ่ก็จะแทงกั๊กทั้งนั้น รอดูท่าทีก่อนว่าใครจะชนะ  พวกที่ขึงขังเดินหน้าชนอุดมการณ์แรงกล้านั้นมีไม่เท่าไหร่  แกนนำแต่ละฝ่ายก็คงพอรู้ๆ  โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาล เลยเปิดช่องไว้ แต่ก็รอเช็คบิลไว้ตอนหลังเหมือนกัน แต่ใครสู้ตายถวายชีวิต  ก็ปูนบำเหน็จก้อนใหญ่ไปตามๆ กัน ใครแทงกั๊ก ก็อาจจะแค่ไม่เอาผิดเท่านั้น

บ๊ะ รู้สึกความเห็นนี้การเมืองสุดๆ อีกแล้ว เตรียมเก็บเสื้อผ้า รอย้ายไปอยู่ในกูลักดีกว่า
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1275


ความคิดเห็นที่ 182  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 17:36

นักเรียนเก่งหัวดีพวกนี้ ไม่ว่าทหารหรือพลเรือน ประทับใจในประเทศสาธารณรัฐที่ศรีวิไลไปทุกซอกทุกมุม  มีการปกครองที่นักเรียนชาวสยามไม่เคยเห็นมาก่อน คือสาธารณรัฐ  เปิดโอกาสให้สามัญชนแสดงฝีมือจนขึ้นเป็นผู้นำประเทศได้   มีเลือกตั้ง มีรัฐสภา  ซึ่งเอื้อให้คนสามัญมีสิทธิ์มีเสียงปกครองประเทศ
นอกจากนี้  วิชาการเมืองของฝรั่งเศสก็มีนักคิดนักเขียนต่างๆที่มีความคิดเข้มข้นทางการเมือง เช่นรุสโซ ส่งเสริมให้เห็นว่าระบอบนี้เป็นระบอบดีกว่าระบอบโบร่ำโบราณที่สืบทอดผู้นำกันมาตามตระกูล    ระบอบใหม่เปิดโอกาสให้คนเก่งอย่างพวกเขาได้โอกาสที่เมื่อก่อนอยู่ในมือคนกลุ่มอื่น    เขาจะไม่เลื่อมใสระบอบใหม่ละหรือ
ทั้งหมดนี้อาจจุดประกายให้นักเรียนชาวสยามคิดก่อความเปลี่ยนแปลงขึ้นมา

อันนี้ผมเห็นด้วยครับว่าเมื่อนักเรียนได้มีโอกาสออกไปเห็นระบบการเมืองการปกครองที่ดีกว่า ทำให้อยากเปลี่ยนแปลงให้บ้านเมืองพัฒนาแบบเค้าบ้าง

แต่นั่นคืออุดมการณ์ของคนหนุ่ม ในวัย วัน และเวลาที่ตัวยังไม่มีอำนาจ ไม่ได้มีคนมาพะเน้าพะนอ ไม่ได้สัมผัสอภิสิทธิ์ต่างๆ ที่จะได้รับเมื่อก้าวขึ้นมามีอำนาจ
ดังนั้นคนกลุ่มนี้ เมื่อแรกแม้จะมีอดมการณ์  แต่เมื่อเข้าสู่วังวนอำนาจ มันช่างหอมหวลยิ่งนัก  อุดมการณ์ที่เคยมีก็สูญสลายกันไปหมด   ท่านจอมพลของผมเป็นตัวอย่างอันดีของคนที่เคยมีอุดมการณ์ แล้วเกิดอาการเสพติดอำนาจ   สุดท้ายอาการหนักหนาสาหัสยิ่งกว่ากลุ่มเจ้าที่ตัวเองก่นด่าเสียอีก ช่วงรัฐนิยมเป็นช่วงที่อำนาจพุ่งถึงจุดสูงสุด และได้เห็นความไม่ได้เรื่องบ้าบอมากที่สุดด้วย

บ้างที่ยังมีอุดมการณ์ เช่นท่านปรีดี  วันที่มีอำนาจก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอที่จะเข้าใจโลก เข้าใจวิถีชีวิต ข้อจำกัดของผู้คน  ที่สำคัญเข้าใจกิเลสของคนได้เพียงพอ เลยมุ่งเน้นจะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดโดยไม่มองถึงพื้นฐานความเป็นจริงในสังคม สุดท้ายก็ล้มเหลว  พอโตพอก็ไม่มีอำนาจมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว   จริงๆ ท่านปรีดีนี่ก็มีอาการเสพติดอำนาจเช่นกัน เพียงแต่ไม่สาหัสเท่าท่านจอมพล

บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10684



ความคิดเห็นที่ 183  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 17:57

บ้างที่ยังมีอุดมการณ์ เช่นท่านปรีดี  วันที่มีอำนาจก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอที่จะเข้าใจโลก เข้าใจวิถีชีวิต ข้อจำกัดของผู้คน  ที่สำคัญเข้าใจกิเลสของคนได้เพียงพอ เลยมุ่งเน้นจะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดโดยไม่มองถึงพื้นฐานความเป็นจริงในสังคม สุดท้ายก็ล้มเหลว  พอโตพอก็ไม่มีอำนาจมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว   จริงๆ ท่านปรีดีนี่ก็มีอาการเสพติดอำนาจเช่นกัน เพียงแต่ไม่สาหัสเท่าท่านจอมพล

ในปี ค.ศ. ๑๙๒๕ เมื่อเราเริ่มจัดตั้งกลุ่มแกนของพรรคอภิวัฒน์ในปารีส ข้าพเจ้ามีอายุเพียง ๒๕ ปีเท่านั้น หนุ่มมาก หนุ่มทีเดียว ขาดความจัดเจน แม้ว่าข้าพเจ้าได้รับปริญญาแล้วและได้คะแนนสูงสุด แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าทางทฤษฎี ข้าพเจ้าไม่มีความจัดเจน และโดยปราศจากความจัดเจน บางครั้งข้าพเจ้าประยุกต์ทฤษฎีอย่างนักตำรา ข้าพเจ้าไม่ได้นำความเป็นจริง ในประเทศของข้าพเจ้ามาคำนึงด้วย ข้าพเจ้าติดต่อกับประชาชนไม่พอ ความรู้ทั้งหมดของข้าพเจ้าเป็นความรู้ตามหนังสือ ข้าพเจ้าไม่ได้เอาสาระสำคัญของมนุษย์ มาคำนึงด้วยให้มากเท่าที่ข้าพเจ้าควรจะมี

ในปี ค.ศ. ๑๙๓๒ ข้าพเจ้าอายุ ๓๒ ปี พวกเราได้ทำการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจ

 
คุณปรีดี พนมยงค์ ให้สัมภาษณ์เอเชียวีค ๒๘ ธันวาคม ๒๕๒๓

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 184  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 18:45

^
นั่นน่ะซีครับ เสียดาย เสียดายโอกาสและอนาคตของประเทศชาติ

บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 185  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 19:02

ประกอบ
อ้างถึง
ผมว่าท่านอาจารย์เทากับ อ. นวรัตน์ มองท่านจอมพลของผมดีไปหรือเปล่า….

ผมมองว่าท่านเป็นทหารการเมืองที่ทะเยอทะยาน ไว้ใจไม่ได้ มีวาระซ่อนเร้นตลอด

ส่วนเรื่องอื่นๆที่คุณเขียน เป็นข้อโต้แย้งที่มีคุณภาพ ผมยินดีที่รับฟังความเห็นครับ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 186  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 19:16

สลับฉากด้วยภาพชุดทหารเดินทางกลับจากโคราช





บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 187  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 19:19

ทหารส่วนที่๒ กลับก่อนนะครับ ส่วนที่๑กลับเที่ยว๒
ครั้งนี้ พวกชนะไหนเฮนั่นได้ข่าว เลยมารับกันคึกคักกว่าครั้งแรก





บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 188  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 19:22

ผู้ชนะย่อมยินดี




บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 189  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 19:25

กลับกรมกอง




บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10684



ความคิดเห็นที่ 190  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 19:30



อีกภาพหนึ่ง


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 191  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 20:24

^
ของคุณเพ็ญน่าจะเป็นภาพวันแรก
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1275


ความคิดเห็นที่ 192  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 20:42

ประกอบ
อ้างถึง
ผมว่าท่านอาจารย์เทากับ อ. นวรัตน์ มองท่านจอมพลของผมดีไปหรือเปล่า….

ผมมองว่าท่านเป็นทหารการเมืองที่ทะเยอทะยาน ไว้ใจไม่ได้ มีวาระซ่อนเร้นตลอด


แห่ะๆ ผมรู้มานแล้วหละครับว่าท่านอาจารย์รักใคร่ท่านจอมพลไม่น้อยกว่าผมแหงมๆ    จุมพิต   เพราะอ่านกระทู้ท่านอาจารย์มากนี่แหละ ผมเลยนิยมชมชอบท่านจอมพลท่านนี้เป็นพิเศษ

อ้อ  ถ้าจำไม่ผิด เคยอ่านที่ไหนจำไม่ได้แล้วนานมาแล้วครับ เป็นบันทึกของท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เล่าว่านายสิบสองคนที่ขับเครื่องบินมาลงสนามหลวงนั้น ได้ปูนบำเน็จเป็นนายทหารทั้งคู่ เลยต้องไปเรียนหนังสือกับนักเรียนนายร้อยหรือนักเรียนนายทหารที่ไหนซักที่นึง ได้ร่วมชั้นเรียนกับท่านผู้เล่าไว้  แต่ทั้งสองก็อายุสั้น ไม่ทันได้เป็นใหญ่เป็นโตมากนักก็มาถึงแก่กรรมกันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งคู่นี่แหละ แต่ผมจำไม่ได้แล้วว่าเสียชีวิตจากการรบหรือเพราะป่วยไข้ประการใด

คราวนี้ก็ได้เวลาหลบไปหลังห้องต่อหละครับ แว้บบบบ
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 193  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 21:24



ข้อความโดย: NAVARAT.C
อ้างถึง ความคิดเห็นที่ 39   
อ้างถึง
ช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ นักบินชั้นประทวนที่ถูกจำกัดบริเวณอยู่ที่สนามบินดอนเมือง ได้จังหวะนำเครื่องบินรบแบบ “นิเออปอรต์ เดอลาส" ๒เครื่อง หนีไปสวามิภักดิ์รัฐบาลโดยไปวนจะลงสู่สนามหลวงทางด้านทิศใต้ เครื่องหนึ่งผ่านพระบรมมหาราชวังในระดับต่ำมากจนพุ่งเข้าชนมุมชายคาพระที่นั่งองค์หนึ่งในเขตพระราชฐานชั้นใน เครื่องบินตกลงพังพินาศ สิบตรีแฉล้ม นักบินสลบคาที่ใกล้จะหมดลมรอมร่อ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังต้องรีบหามออกไปให้สิ้นใจภายนอกกำแพงวัง เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะต้องทำพิธี“กลบบัตรสุมเพลิง"ณ จุดที่ถึงแก่กรรม ตามประเพณีของราชสำนัก
 
อีกลำหนึ่งสิบตรีเสริม ชุมแสง เป็นนักบิน ลงไปปะทะกิ่งมะขามที่สนามหลวงแต่นักบินปลอดภัย รัฐบาลติดยศร้อยตรีให้ทันทีพร้อมออกวิทยุกระจายข่าวใหญ่โต โฆษณาชักจูงให้นักบินนำเครื่องมาสวามิภักดิ์ต่อรัฐบาลอีก ทำให้นักบินที่เหลือและประกาศวางตนเป็นกลางถูกทหารนครราชสีมากักบริเวณในฐานทัพดอนเมืองอย่างเข้มทันที

สงสัยช่วงที่ผมเลคเช่อร์ถึงตอนนี้ คุณประกอบคงแวบเข้าห้องน้ำ จึงไม่ทราบเรื่องข้างต้น
ลองกลับไปดูสิครับ มีรูปยืนยันด้วย

ส่วนว่าหลังจากนั้น ร้อยตรีเสริมจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ผมหาไม่เจอ อาจจะเปลี่ยนชื่อก็ได้
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1275


ความคิดเห็นที่ 194  เมื่อ 29 มิ.ย. 12, 21:35


สงสัยช่วงที่ผมเลคเช่อร์ถึงตอนนี้ คุณประกอบคงแวบเข้าห้องน้ำ จึงไม่ทราบเรื่องข้างต้น
ลองกลับไปดูสิครับ มีรูปยืนยันด้วย

ส่วนว่าหลังจากนั้น ร้อยตรีเสริมจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ผมหาไม่เจอ อาจจะเปลี่ยนชื่อก็ได้

แห่ะๆ  ไม่ได้ไปห้องน้ำครับ กระทู้ห้องน้ำเงียบๆ ไปแล้ว หนีออกมาแล้วครับ    มาเล่าเสริมหนะครับ  ว่าทั้งสองพอขับเครื่องบินมาลงสนามหลวง ได้ปูนบำเน็จติดร้อยตรีแล้ว  ยังต้องไปลงเรียนหนังสือกับทหารเด็กๆ หนะครับ เป็นโรงเรียนนายร้อย หรือโรงเรียนนายทหารชั้นต้นผมก็จำไม่ได้  ที่ต้องไปเรียนน่าจะเพราะแม้จะเป็นนายทหาร แต่ความรู้อาจจะยังไม่ถึงขั้น เพราะเดิมมีพื้นแค่ชั้นประทวน ทั้งคู่จึงต้องไปเรียนหนังสือเพิ่มเติม    ผมจำไม่ได้ว่าตอนนั้นผมอ่านบันทึกของท่านผู้ใด  ซึ่งผู้บันทึกได้บอกต่อว่า ภายหลังทั้งสองก็อายุสั้นจากไปก่อนเวลาอันควร  ไม่ทันได้มีความก้าวหน้าทางราชการ  ที่จริงดูเหมือนท่านเล่าไว้ด้วยว่าตายอย่างไร  แต่ผมนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
หน้า: 1 ... 11 12 [13] 14 15 ... 21
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.042 วินาที กับ 19 คำสั่ง