เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 21
  พิมพ์  
อ่าน: 86654 กบฎบวรเดช นี่ทหารการเมืองเขาเล่นอะไรกัน?
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10921


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 24 มิ.ย. 12, 20:04

ปฎิบัติการทางทหาร


สรุปยุทธศาสตร์ของคณะกู้บ้านกู้เมืองมีดังนี้

๑) ให้ผู้แม่ทัพเดินทางขึ้นไปอีสานเพื่อรวบรวมกำลังทหาร ทั้งโคราช อุดรและอุบลแล้วยกมาพระนคร ใช้ดอนเมืองเป็นฐานบัญชาการ
๒) ให้พระยาเสนาสงครามไปเกลี้ยกล่อมให้ทหารลพบุรีและนครสวรรค์ ลงมาสมทบกับพระยาศรีสงครามที่จะนำทหารจากอยุธยาเข้ายึดดอนเมืองรอไว้ โดยทหารนักบินบางส่วนจะร่วมมือ และทหารพิษณุโลกจะเป็นกำลังหนุน
๓) ทหารปราจีนบุรีและฉะเชิงเทราจะเข้ามายึดสถานีมักกะสันและสถานีคลองตัน
๔) ทหารราชบุรีและเพชรบุรี จะเข้ามายึดตลิ่งชัน สะพานพระราม๖ และสถานีบางกอกน้อย
๕) ทหารในพระนครจะนิ่งเฉย ขัดขืนคำสั่งรัฐบาล
๖) วันลงมือปฏิบัติการ ๑๐ตุลาคม๒๔๗๖

เข้าใจว่าค่าใช้จ่ายงวดแรกต้องมี และหน่วยที่อยู่ใกล้ๆเจ้ามือคงรับกันไปแล้ว เพราะงบเดินทาง เบี้ยเลี้ยงทหารฯลฯไปขอเบิกจากหลวงไม่ได้เหมือนภาระกิจปกติ ส่วนหน่วยที่อยู่ไกล เงินยังไม่มา งานก็ไม่มี นี่ก็แน่นอน

วันที่๓ตุลาคม๒๔๗๖ แม่ทัพใหญ่พร้อมด้วยทหารใหญ่นอกราชการระดับขุนนาง พระ พระยากันทั้งนั้นก็ได้เล็ดลอดการติดตามของสันติบาล ปลอมตัวนั่งรถไฟชั้น๓มุ่งหน้าสู่นครราชสีมาอันเป็นฐานกำลังของพระองค์เจ้าบวรเดช ที่ทรงเคยมีอิทธิพลยิ่งใหญ่ในอดีต
สมัยนั้นภาคอีสานตั้งแต่นครราชสีมาขึ้นไปมีกำลังทหารประจำอยู่เพียง๓จังหวัดคือ ที่นครราชสีมามีทหารราบ๒กองพัน จังหวัดอุบลราชธานีมี๑กองพัน และที่จังหวัดอุดรธานีอีก๑ รวมเป็นทหารราบ๔กองพัน ทหารปืนใหญ่ที่นครราชสีมา๒กองพัน ทั้งหมดนี้ยอมเข้าร่วมคณะกู้บ้านกู้เมืองกับพระองค์เจ้าบวรเดช  
ทางใต้ลงมา กองพันทหารม้าที่๔ จังหวัดสระบุรี กับกองพันทหารช่างที่๒จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทหารทั้งสองกองพันนี้ตกลงเข้าร่วมด้วยเพราะผู้บังคับกองพันทั้งสองนาย อดีตเป็นศิษย์รักของพระยาศรีสิทธิสงคราม


บันทึกการเข้า
samun007
องคต
*****
ตอบ: 433


ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 24 มิ.ย. 12, 20:10

คุณชีพธรรมนี่ ถ้าจำไม่ผิดเป็นนักข่าวช่อง 9 นี่ครับ
บันทึกการเข้า
Phattranit
อสุรผัด
*
ตอบ: 3


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 24 มิ.ย. 12, 22:16

รายงานตัวเข้าเรียนค่ะ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10921


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 24 มิ.ย. 12, 22:26

อ้างถึง
คุณชีพธรรมนี่ ถ้าจำไม่ผิดเป็นนักข่าวช่อง 9 นี่ครับ
เห็นในบล๊อก บอกว่าเป็นนักข่าว และนักจัดรายการครับ ผมไม่ทราบมากกว่านั้น
.
.
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาทักทายด้วยนะครับ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10921


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 24 มิ.ย. 12, 22:31

วันที่๑๐ตุลาคม๒๔๗๖ เวลาประมาณ๐๙.๐๐
นับเป็นเวลา๑ปี กับ๔เดือนเท่านั้นหลังจากคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทหารกลุ่มหนึ่งพร้อมอาวุธครบมือก็บุกเข้ายึดที่ทำการเทศาภิบาลจังหวัดนครราชสีมา แล้วคุมตัวผู้รักษาราชการจังหวัด พร้อมกับข้าราชการใหญ่น้อยอีกหลายนายไปกักขังไว้ ในเวลาเดียวกัน พลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช พร้อมด้วยพันโทพระปัจนึกพินาศ(แปลก เอมะศิริ)ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกนครราชสีมาและคณะนายทหารติดตามก็ตบเท้าเข้าสู่ศาลา”ร่วมเริงชัย” ในกรมทหารที่ทุกวันนี้คือค่ายสุรนารี แล้วเปิดการประชุมนายทหารและข้าราชการที่ได้รับเชิญมาเพื่อแจ้งว่า ทางพระนครเกิดเหตุร้าย รัฐบาลเอาหลวงประดิษฐ์กลับมาเป็นรัฐมนตรี เพื่อจะเอาระบอบคอมมิวนิสต์มาใช้และยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ คณะกู้บ้านกู้เมืองจึงจำเป็นจะต้องนำทหารเข้าไปปราบปราม ขอให้บรรดาข้าราชการจงปฏิบัติงานไปตามหน้าที่ อย่าได้กระทำการใดเป็นที่ขัดขวางเป็นอันขาด คณะกู้บ้านกู้เมืองได้ยึดนครราชสีมาไว้ในอำนาจแล้ว  หลังจากนั้นก็ได้ประกาศกฎอัยการศึก และเรียกทหารกองหนุนเจ้าประจำการทันที
 
นอกจากกำลังทหารอีสานที่กล่าวไปแล้ว คณะกู้บ้านกู้เมืองยังมีความหวังที่จะได้กำลังทหารราบจากหัวเมือง ครบตามแผนล้อมกวาง ส่วนทหารเรือแม้ว่าทาบทามไปแล้วยังไม่ได้ตอบตกลง แต่ก็มั่นใจว่าจะเข้าร่วมแน่หลังวันดีเดย์เหมือนทหารทางจังหวัดภาคเหนือ  เดิมกำหนดนัดหมายจะเคลื่อนกำลังพลทุกฝ่ายถึงพระนครพร้อมกันในวันที่๑๐ แต่ได้เลื่อนออกเป็นวันที่๑๑ เข้าใจว่าองค์แม่ทัพอยากจะรอทหารจากอุดรที่รับปากว่าจะมาสมทบ แต่ยังมาไม่ทัน เพราะต้องเดินทางมาตามทางเกวียนจนถึงขอนแก่นเพื่อจับรถไฟที่นั่น
การเลื่อนวันนัดหมายออกไปแต่ไม่แจ้งสาเหตุชัดเจนเช่นนั้น ทำให้ทหารปราจีนบุรีและราชบุรีเกิดระแวงขึ้นมาทันที เลยนิ่งเฉยรอดูสถานะการณ์ไม่เข้ากรุงมาตามแผน พอเห็นว่าท่าจะไม่รุ่งแน่ ใครเล่าจะอยากอยู่ข้างผู้แพ้  รีบกลับหลังหันวันทยาวุธไปเข้ากับฝ่ายรัฐบาลดีกว่า

อันที่จริง กำลังพลในเมืองกรุงแม้นับหัวแล้วจะน้อยกว่าแต่ก็ถือว่าไม่เป็นรอง กำลังทหารราบในพระนครมี๘กองพัน แต่ก็มีหน่วยพิเศษสนับสนุน ทั้งรถถัง ปืนใหญ่ และยุทโธปกรณ์ทันสมัยอื่นๆที่มีอำนาจการยิงเหนือกว่าทหารหัวเมืองมาก ซ้ำทหารปืนใหญ่ที่โคกกระเทียมยังจงรักภักดีต่อพระยาพหล  พร้อมจะสกัดกั้นทหารนครสวรรค์และทหารทางภาคเหนือที่จะยกลงมาสมทบได้  เหตุนี้เอง เมื่อพลตรีพระยาเสนาสงครามไปนำทหารนครสวรรค์เข้าพระนครจึงทำไม่ได้ตามแผน  ขบวนรถไฟที่จี้มาต้องหยุดก่อนถึงโคกกระเทียม เพราะปืนใหญ่ที่ทหารฝ่ายรัฐบาลเข็นขึ้นตั้งจังก้าไว้บนรางรถไฟ ตนเองกว่าจะเล็ดลอดลงเรือมาสมทบกับพรรคพวกได้ก็สายเกิน



บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10921


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 24 มิ.ย. 12, 22:46

คืนวันที่๑๑ตุลาคม พันเอกพระยาศรีสิทธิสงครามได้นำทหารช่างอยุธยา๒กองพันภายใต้บังคับบัญชาของอดีตศิษย์ก้นกุฏิ ลงเรือโยงใช้เรือกลไฟลากจูงล่องมาขึ้นที่รังสิตกลางดึก แล้วนำทหารเดินตามทางรถไฟมุ่งสู่ดอนเมือง เข้าประตูกรมอากาศยานอย่างสะดวกโยธินตอนตีสี่ของเช้าวันที่๑๒  เพราะนายทหารอากาศชั้นผู้ใหญ่เปิดทางให้ดังที่ตกลงไว้ เมื่อเป่าแตรเรียกประชุมนายทหารเป็นการด่วนหลังพระอาทิตย์ขึ้น ก็ประกาศว่าคณะกู้บ้านเมืองได้ยึดดอนเมืองไว้แล้ว ขอให้ทหารอากาศทุกคนฟังคำสั่งของพระยาศรีสิทธิสงครามต่อไป
เวลานั้น นักบินจากฐานบินอื่นๆหลายสิบคนซึ่งได้รับคำสั่งลวงให้มาแข่งเทนนิสที่ดอนเมือง โดยให้นำเครื่องบินรบประจำตัวมาด้วย ได้รู้ตัวว่าถูกผู้ใหญ่หลอกมาเป็นเครื่องมือเสียแล้ว จึงประกาศวางตนเป็นกลาง ไม่เข้ากับฝ่ายใด ซึ่งพระยาศรีสิทธิสงครามก็มิได้ทำอะไรรุนแรง ได้แต่ส่งทหารช่างอยุธยาส่วนหนึ่ง ขึ้นมายึดสถานีรถไฟบางเขนไว้
 
เหตุการณ์ทางนครราชสีมา เมื่อยึดอำนาจการปกครองจังหวัดและจัดกำลังแล้ว ก็เคลื่อนขบวน”ทัพหลวง” เข้าพระนคร มีกองระวังหน้า๒หมวด ใช้รถไฟขบวนเล็กวิ่งล่วงหน้าไปก่อน ตามด้วยขบวนหลักใช้รถข.ต.(ข้างต่ำ)บรรทุกปืนใหญ่ภูเขาข้างหน้า๒กระบอก หลัง๓กระบอก ประกบรถโดยสารบรรทุกทหารราบ ทหารม้าและทหารปืนใหญ่ทั้ง๕กองพัน และรถกองบัญชาการของแม่ทัพบวรเดชกับฝ่ายเสนาธิการที่หอบหิ้วกันมาจากกรุงเทพ  เริ่มเคลื่อนขบวนสู่พระนครเมื่อเวลาประมาณ๑๗.๐๐น. มีพระสงฆ์สวดชยันโตพร้อมประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ทหารทุกนาย ชาวโคราชพากันแห่มาส่งทหารคับคั่ง ส่งเสียงไชโยโห่ร้องสนั่นหวั่นไหว ขวัญและกำลังใจของทหารขณะนั้นเป็นเยี่ยม
 
เนื่องจากขบวนรถอันยาวเหยียดไม่อาจใช้ความเร็วตามปกติได้ กองระวังหน้าซึ่งทิ้งระยะห่างจากขบวนกองบัญชาการใหญ่ถึง๑กิโลเมตรต้องจอดแล้วจอดอีกเพื่อรอ  กว่าจะประคองกันถึงสถานีรถไฟปากช่องก็เลยเที่ยงคืนไปแล้ว ตลอดทางที่ผ่านมา ได้หยุดตามสถานีต่างๆเพื่อดูโทรเลขรายงานความเคลื่อนไหวของฝ่ายรัฐบาลอยู่เป็นระยะๆ

ในเวลาไล่เลี่ยกันกับที่ทหารคณะกู้บ้านกู้เมืองเคลื่อนพลเข้าพระนครนั่นเอง ทางฝ่ายรัฐบาลซึ่งทราบรายงานจากสายลับว่าพระองค์เจ้าบวรเดชไปเคลื่อนไหวอยู่ที่โคราชอย่างผิดปกติ ก็ให้พันตำรวจโทพระกล้ากลางสมร(มงคล หงษไกร)นำตำรวจสันติบาลประมาณ๓๐นาย จัดรถไฟด่วนพิเศษไปนครราชสีมาเพื่อบุกเข้าจับกุม พระองค์เจ้าบวรเดชทรงได้รับรายงานทางโทรเลขจากสถานีต่างๆ ก็เตรียมรับมือรถไฟขบวนนี้อยู่ที่สถานีปากช่อง ซึ่งร้อยโทจรูญ ปัทมินทร์ ผู้บังคับหมวดของกองระวังหน้าสั่งตั้งปืนกลเบา ๒กระบอกไว้สองข้างทางรถไฟ  เมื่อส่งสัญญาณสั่งให้รถหยุดแล้วไม่ได้ผล ร้อยโทจรูญจึงสั่งระเบิดกระสุนชุดแรกของสงครามกลางเมืองนี้ไปที่รถโบกี้ที่กำลังจะแล่นผ่านอย่างรวดเร็วนั้น เมื่อถูกยิงกราดพขร.จึงหยุดขบวนรถ ปรากฏว่าตำรวจตาย๒นาย บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ที่เหลือยอมจำนน พระองค์เจ้าบวรเดชก็ให้ควบคุมตัวพระกล้ากลางสมรกับตำรวจทั้งหมดไว้ในขบวนแล้วสั่งเคลื่อนพลต่อ เมื่อขบวนรถผ่านจังหวัดสระบุรีให้เอาศพตำรวจลงไปฝัง ขณะรับกองพันทหารม้าที่๔ซึ่งรออยู่ที่สถานี ขึ้นรถไฟสู่พระนคร

กว่ากองกำลังส่วนใหญ่จากนครราชสีมาจะมาถึงดอนเมืองก็บ่ายคล้อยของวันที่๑๒ตุลาคม พระยาศรีสิทธิสงครามก็รีบส่งทหารม้าสระบุรีซึ่งเป็นหน่วยรบมีอาวุธดีกว่าทหารช่าง ขึ้นไปสับเปลี่ยนกำลังที่สถานีบางเขน ให้ทหารราบนครราชสีมาไปเป็นกองหนุน  เนื่องจากกรุงเทพเดือนตุลาเป็นฤดูน้ำหลาก สองข้างทางรถไฟเจิ่งนองไปด้วยน้ำ ทหารทั้งหมดจึงอยู่ได้แต่บนแนวราง เรียงรายเป็นทางยาวจากสถานีรถไฟบางเขนจนถึงสถานีหลักสี่  ดูแน่นดีดังแผนของพระองค์เจ้าบวรเดชที่ต้องการสร้างภาพไว้ขู่  ก่อนขอเปิดเจรจาความเมืองกับรัฐบาล
ทรงฝันว่าจะจบได้ง่ายๆเพราะสำคัญว่าองค์ท่านเป็นปูชนียบุคคลของทหารทั้งปวง  ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมิใช่เช่นนั้น


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10921


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 25 มิ.ย. 12, 06:10

วันนั้นเองในฐานะหัวหน้า”คณะกู้บ้านกู้เมือง” พระองค์เจ้าบวรเดชก็ออกแถลงการณ์เป็นใบปลิวโรเนียว ให้นักบินจากโคราชขึ้นเครื่องไปโปรยในพระนครและจังหวัดใกล้เคียง มีข้อความดังนี้


                                                             ประกาศ

จำเดิมแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งพระราชอาณาจักรสยามแล้ว พวกเราทั้งหลายต่างเปี่ยมด้วยความหวังที่จะได้ประสบผลแห่งความจำเริญรุ่งเรืองและความสุขสมบูรณ์ตามทางที่ควรจะเป็นไป แต่เหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เพราะหลวงประดิษฐมนูธรรมและพรรคพวกได้อาศัยรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องกำบัง พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายสำคัญทางเศรษฐกิจไปในทางลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยวิธีการอันเป็นอุบายในทางอ้อมที่จะบังคับข่มขู่ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการไปตามความปรารถนาของตน จึงต้องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปิดสภาผู้แทนราษฎร และให้หลวงประดิษฐมนูธรรมออกไปเสียจากพระราชอาณาจักรแล้วได้ตราพระราชบัญญัติปราบปรามคอมมิวนิสต์ขึ้นไว้ดั่งที่ได้ทราบกันอยู่ทั่วไปแล้ว ต่อมามิช้าพรรคพวกของหลวงประดิษฐมนูธรรมกลับใช้อุบายเข้าทำการยึดอำนาจและเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสมาชิกส่วนมากเป็นพรรคพวกของตนปกครองโดยอาศัยอำนาจกำลังทหารเป็นเครื่องมือกดขี่ข่มขู่ผู้ที่มิได้มีความผิด จัดการให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องจำพระราชหฤทัยพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้เรียกหลวงประดิษฐมนูธรรมกลับเข้าเป็นรัฐมนตรี และทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญโดยปล่อยให้พรรคพวกทำการเผยแพร่ความดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพื่อให้บังเกิดความเกลียดชังและทำลายล้างความเลื่อมใสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้แสดงว่ารัฐบาลของพวกนี้มีความปรารถนาจะแสวงหาอำนาจเพื่อยึดการปกครองไว้ในมือตลอดไป และคิดจะกำจัดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเปิดทางให้ดำเนินการหันเข้าหาลัทธิคอมมิวนิสต์ในภายหน้า

            บัดนี้ข้าราชการทหารและพลเรือนทั่วราชอาณาจักรเล็งเห็นภัยอันจะเกิดขึ้นแก่บ้านเมืองและประชาชาติไทยในอนาคต โดยน้ำมือพวกที่เป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินเหล่านี้ซึ่งมีหลวงประดิษฐมนูธรรม พระยาพหลพลพยุหเสนา หลวงพิบูลสงคราม หลวงศุภชลาศัย เป็นตัวการ จึงพร้อมใจกันที่จะปราบปรามบุคลดังกล่าวนามมาแล้ว และพรรคพวกของบุคคลเหล่านี้เสีย เพื่อกู้ชาติบ้านเมืองไว้ให้รอดพ้นจากความหายนะ และให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการเพื่อความมั่นคงและความปลอดภัยของบ้านเมือง ตามหลักความมุ่งหมายดังต่อไปนี้
 
๑. ต้องจัดการทุกอย่างที่จะอำนวยผลประโยชน์ให้ประเทศสยาม มีพระมหากษัตริย์ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วกัลปาวสาน
๒.ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญโดยแท้จริง เฉพาะอย่างยิ่งก็คือการตั้งและถอดถอนคณะรัฐบาลต้องเป็นไปตามเสียงหมู่มาก โดยเหตุนี้ต้องยอมให้มีคณะการเมืองที่ชอบด้วยกฎหมาย
๓.ข้าราชการที่อยู่ในตำแหน่งประจำการทั้งทหารและพลเรือนต้องอยู่นอกการเมือง เว้นแต่ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่อยู่ในการเมืองโดยตรง แต่ความข้างต้นนั้นไม่ตัดสิทธิ์ในการที่ข้าราชการประจำจะนิยมยึดถือลัทธิการเมืองใดๆ ที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ห้ามมิให้ใช้อำนาจหรือโอกาสในตำแหน่งหน้าที่ เพื่อสนับสนุนเผยแพร่ลัทธิที่ตนนิยม หรือเพื่อบังคับขู่เข็ญโดยทางตรงหรือทางอ้อม ให้คนอื่นถือตามลัทธิที่ตนนิยมนั้นเป็นอันขาด ตำแหน่งฝ่ายทหารตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารเรือลงไป ต้องไม่ให้มีหน้าที่ทางการเมือง
๔.การแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งราชการ จักต้องถือคุณวุฒิความสามารถเป็นหลัก ไม่ถือเอาความเกี่ยวข้องในทางการเมืองเป็นความชอบ หรือเป็นข้อรังเกียจในการบรรจุหรือเลื่อนตำแหน่ง
๕.การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒ ต้องถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือก
๖.การปกครองกองทัพบก จักต้องให้มีหน่วยผสมตามหลักยุทธวิธี เฉลี่ยอาวุธสำคัญแยกกันไปประจำท้องถิ่นมิให้มีกำลังเป็นส่วน
เพราะฉะนั้นจึงขอประกาศแก่ข้าราชการทหารและพลเรือน ตลอดจนประชาราษฎรทั่วไป จงเห็นแก่ชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักของเราทั้งหลาย จงช่วยกันปราบปรามบุคคลที่เป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินดังกล่าวมาแล้ว และผู้ที่ทำการขัดขวางช่วยเหลือบุคคลเหล่านั้นเสีย ถ้าผู้ใดไม่อยากเกี่ยวข้องก็ขอให้รักษาความสงบ อย่าได้ออกมาพลุกพล่านเป็นอันขาด

            อนึ่ง ขอประกาศให้ทราบไว้ด้วยว่า บรรดาผู้ที่ทำการครั้งนี้มิได้มีความปรารถนาลาภยศ หรืออำนาจอย่างหนึ่งอย่างใดตั้งใจทำความสงบสุขของบ้านเมืองและปวงประชาราษฎร์เท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อได้ทำการสำเร็จแล้ว ผู้ที่มิได้อยู่ในประจำการก็จะไม่มุ่งหมายเอาตำแหน่งราชการเป็นเครื่องตอบแทนแต่อย่างใดเลย
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10921


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 25 มิ.ย. 12, 06:31

นอกจากนี้พระองค์เจ้าบวรเดชยังได้ยื่นคำขาดต่อรัฐบาล โดยแต่งตัวแทน ให้นาวาเอกเอกพระแสงสิทธิการ ทหารเรืออดีตนายธงของกรมพระนครสวรรค์ เป็นผู้นำไปยื่นต่อพระยาพหลที่วังปารุสกวัน เพื่อให้ดำเนินการทางการเมืองตามสาระสำคัญ๖ข้อเหมือนในใบปลิว แต่เพิ่มประการสุดท้ายตลกดี  คือ พระองค์เจ้าบวรเดชได้ทรงขอให้รัฐบาลออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมต่อการปฏิบัติทางทหารครั้งนี้ให้ด้วย

 
ผมคิดยังไม่บรรลุว่า ตกลงถ้ารัฐบาลรับปากว่าจะยอมทำ๖ข้อนั่น ท่านก็จะให้เขาเป็นรัฐบาลต่อไปแต่ต้องนิรโทษกรรมให้พวกฉัน แล้วถือว่าเจ๊ากันไป จูบปากปรองดองกันดีกว่าหรือไฉน อ้าว..แล้วต่อมาถ้าเขาเบี้ยว หาเรื่องจับท่านกระทงอื่นทีหลัง ท่านก็เสร็จเขาซิ ทำไหม๋ ถ้ามีโอกาสเขายอมให้แล้ว ท่านไม่เปลี่ยนรัฐบาลไปซะเลย แล้วจึงค่อยขอให้รัฐบาลใหม่ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้คณะปฏิวัติ
 
ผมว่าท่านแม่ทัพคงจะสับสนหนัก อาจโดนพระยาศรีต่อว่าต่อขานรุนแรงเรื่องผิดนัดเสียแผน แล้วยังมาสายโต่งซะอีกก็ได้
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10921


ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 25 มิ.ย. 12, 06:46

ข้อเสนอคณะฝ่ายกู้บ้านเมืองไม่ได้มีน้ำหนักอะไรเลยที่จะทำให้รัฐบาลสะทกสะท้าน พระแสงสิทธิการถูกจับกุมทันทีในข้อหาเป็นกบฏ แผนล้อมกวางของพระองค์เจ้าบวรเดชนั้นออบแบบไว้สำหรับพวกกวางพวกเก้ง แต่ใช้ไม่ได้กับเสือสิงห์กระทิงแรด เวลานั้นในพระนครมีหน่วยรบใหม่ที่เพิ่งตั้งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ชื่อว่ากรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน มีอาวุธทันสมัยที่สุดของโลกในยุคนั้น ย่อมไม่ต้องกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเพียงแต่แว่วข่าวว่านายทหารนอกราชการเคลื่อนไหวผิดปกติ หลวงพิบูลในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกผู้กุมอำนาจตัวจริง ก็ออกคำสั่งกองพันทหารปืนใหญ่ที่อยู่ในต่างจังหวัดและกองบินต่างๆ(เวลานั้นกรมอากาศยานขึ้นอยู่กับกองทัพบก)ให้ส่งกระสุนปืนใหญ่และลูกระเบิดในคลังทั้งหมดกลับคืนให้กรมช่างแสง อ้างว่าเพื่อตรวจสอบและเปลี่ยนดินปืน ด้วยเหตุนี้กองพันทหารปืนใหญ่ทั้งหลายจึงไม่มีกระสุนจริง คงมีแต่กระสุนซ้อมรบ กองบินทุกแห่งก็ไม่มีระเบิดจริงมีแต่ระเบิดที่หล่อด้วยซีเมนต์ใช้สำหรับฝึก กระสุนปืนเล็กยาวและปืนกลก็มีจำกัด ทหารหัวเมืองจึงได้รับแจกกระสุนมารบเพียงคนละ๖๐นัด ปืนกลบอกละ๑๒๐๐นัด
การที่ฝ่ายรัฐบาลได้เตรียมรับการปฏิวัติซ้อนไว้ล่วงหน้าอย่างรอบคอบเหนือชั้นเช่นนี้  น่าแปลกที่นายทหารยุทธการระดับพระองค์เจ้าบวรเดชและเสนาธิการทั้งหลายช่างไม่ระแคะระคายเลยหรืออย่างไร


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30718

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 25 มิ.ย. 12, 10:40

กระทู้กำลังมันส์    แต่ท่านเจ้าของกระทู้อนุญาตให้แยกซอยได้โดยไม่ถือว่าขัดจังหวะ   จึงขอเลี้ยวออกไปแนะนำความเป็นมาของบุคคลสำคัญต่างๆในกระทู้นี้  เผื่อท่านที่ยังไม่ทราบจะได้อ่านต่อเนื่องกันไปเลย

ท่านแรก คือพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบวรเดช
พระองค์เจ้าบวรเดช แม้ว่าดำรงพระยศเพียงแค่หม่อมเจ้าเมื่อประสูติ  แต่หม่อมเจ้าองค์นี้ก็ทรงเป็นถึง"หลานปู่" ในรัชกาลที่ ๔      เพราะพระบิดาเป็นพระราชโอรสลำดับที่ ๑๗ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์   ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น หรือกลิ่น

เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นเป็นสตรีทันสมัยไฮเทคในรัชกาลที่ ๔  แหม่มแอนนาสรรเสริญว่าเป็นเจ้าจอมมารดาที่สนใจร่ำเรียนภาษาอังกฤษจนถึงขั้นพยายามแปลเรื่อง ‘Uncle Tom’ s Cabin’ ด้วยตนเอง  ด้วยความซาบซึ้งกับเนื้อเรื่อง ถึงขั้นยอมปล่อยนางทาสในวังให้เป็นอิสระ  เมื่อแหม่มแอนนากลับบ้านกลับเมืองแล้ว เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นยังเขียนจดหมายเป็นภาษาอังกฤษถึงครูของท่านหลายครั้ง
จึงไม่น่าสงสัยที่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ จะทรงเรียนภาษาอังกฤษเก่งมาแต่ยังทรงพระเยาว์   เมื่อถึงรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นราชทูตประจำกรุงอังกฤษ และสหรัฐอเมริกาควบกัน   เมื่อเสด็จไปประจำอยู่ในอังกฤษก็ทรงนำครอบครัว ทั้งหม่อมและพระโอรส ๔ องค์ เสด็จไปด้วยกัน
พระโอรสทั้งสี่คือ ม.จ.จรูญศักดิกฤดากร (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร) ม.จ.บวรเดช (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช    ม.จ.เศรษฐศิริ   และ ม.จ. สิทธิพร 

หม่อมเจ้าบวรเดช กฤดากร ทรงศึกษาวิชาทหารจากเยอรมนี จนสำเร็จกลับมารับราชการทหาร   ทรงเสกสมรสกับ เจ้าหญิงทิพวัน ณ เชียงใหม่ ธิดาของเจ้าเทพดำรงรักษาเขตกับเจ้าแม่พิมพา กนิษฐาของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เมื่อ พ.ศ. 2445 จากนั้นทรงรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลา 3 ปี หม่อมเจ้าบวรเดชได้รับแต่งตั้งให้เป็นอุปราชมณฑลพายัพ ที่เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2458-2462
ในรัชกาลที่ 7  ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญ เป็นถึงเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เมื่อ พ.ศ. 2471 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้สถาปนาเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช เมื่อ พ.ศ. 2472

จากนั้นเรื่องก็เป็นอย่างที่ท่านนวรัตนเล่าไว้ตอนต้นกระทู้  ว่าพระองค์เจ้าบวรเดช ทรงลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหมในปลายปี พ.ศ. 2474   รอยร้าวในเรื่องนี้ไม่ได้สร้างรอยแผลให้แต่เฉพาะทหารกับเจ้า ในการปรับงบประมาณเท่านั้น   แต่เจ้ากับเจ้าก็มีรอยร้าวระหว่างกันอยู่ไม่น้อย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30718

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 25 มิ.ย. 12, 10:50

พระองค์เจ้าบวรเดชเมื่อเข้าไปเป็นใหญ่ก็เปลี่ยนแผนของพระยาศรีสิทธิสงคราม ซึ่งวางกลยุทธไว้ว่าจะใช้วิธีจู่โจมจับคนสำคัญในคณะรัฐบาล ซึ่งขณะนั้นมีที่พักรวมกันอยู่ในวังปารุสกวัน โดยจะใช้ทหารหัวเมืองชั้นในที่อยู่ในคาถาของตนเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน จี้รถไฟมาลงที่สถานีจิตรลดาแล้วตรงเข้ายึดวังปารุสก์  โดยทหารในพระนครอีกส่วนหนึ่งที่คุยๆกันไว้แล้ว อย่างพันตรีหลวงวีรโยธา ผู้บังคับกองพันทหารราบที่๖ (ปัจจุบันคือพล.๑) ซึ่งตั้งอยู่หลังวังปารุสก์นั่นเอง จะเข้าสกัดหากมีฝ่ายรัฐบาลเคลื่อนพลออกมาต่อสู้  แต่พระองค์เจ้าบวรเดชทรงเห็นว่าถ้าบุกเข้าตีรังแตนตรงๆอย่างนั้น คงจะได้มีเลือดตกยางออกแน่ ทรงมีแนวความคิดแค่ให้ระดมกำลังทหารหัวเมืองมาแสดงพลังให้มากที่สุด โดยยึดดอนเมืองเป็นฐาน  เอากำลังพลที่เยอะกว่าขู่ให้ทหารฝ่ายรัฐบาลใจฝ่อ หลังจากนั้นจึงทำการเจรจาบีบให้รัฐบาลถอดใจลาออก จะได้จบกันไปโดยดีแบบไม่มีใครเสียเลือดเนื้อให้พระเจ้าอยู่หัวต้องเสียพระทัย
 
สมมุตินะคะ  สมมุติว่าคณะกู้บ้านกู้เมืองตกลงทำตามแผนของพระยาศรีสิทธิสงคราม     ซึ่งดูๆก็น่าจะแผนเดียวกับของคณะราษฎร์ที่จู่โจมสายฟ้าแลบ  จับตัวพระบรมวงศานุวงศ์ไปคุมขังไว้เป็นตัวประกัน
เปลี่ยนเป็นว่าคราวนี้  ฝ่ายพระยาศรีฯ ตีรังแตนจับพระยาพหลฯ พระยาทรงสุรเดช พระยามโนปกรณ์ฯ  หลวงพิบูลฯ พระยาฤทธิ์อัคเนย์ และใครต่อใครที่เป็นหัวหอกของคณะราษฎร์ได้สำเร็จเรียบร้อย  เอาไปคุมขังไว้ที่วังปารุสก์กันเป็นทิวแถว
พอได้หัวใจของผู้บริหารประเทศไปอยู่ในกำมือแล้ว ก็ยื่นคำขาดให้รัฐบาลยอมแพ้
อย่างนี้พอจะยึดอำนาจได้สำเร็จไหม?

ท่านนวรัตนคิดเห็นอย่างไรคะ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10921


ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 25 มิ.ย. 12, 11:17

นั่นก็คือการยึดอำนาจจากผู้ที่มีอำนาจอยู่ในมือขณะนั้น
แต่จะใช้อำนาจที่ได้มาต่ออย่างไรเพื่อบริหารประเทศชาติได้ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง รัฐบาลก็ต้องตั้งใหม่มิใช่เปลี่ยนหัวเอาตัวไว้

ถ้าจับพระยาพหล ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แล้วตั้งข้อหาหนักๆเข้าไป เท่านี้ตำแหน่งนายกก็หลุด คณะรัฐมนตรีก็ต้องเลิกแถวอยู่แล้วครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30718

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 25 มิ.ย. 12, 11:32

ถ้าอย่างนั้น แผนตามแบบของพระยาศรีฯ ก็น่าจะรวบรัด กระชับ ฉับไว ใช้คนน้อย สิ้นเปลืองน้อย  และได้ผลกว่ายุทธวิธีล้อมกวางน่ะซีคะ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10921


ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 25 มิ.ย. 12, 11:53

ปัญหาคือ กองบัญชาการของคณะราษฎร์สายทหารที่วังปารุสก์มีการวางกองกำลังรักษาความปลอดภัยหนาแน่น ทั้งรถหุ้มเกราะติดปืนกล และรังปืนกลประจำฐานที่มั่น มิได้หละหลวมเหมือนวังบางขุนพรหมครั้งปฏิวัติ๒๔๗๕ นั่นกรมพระนครสวรรค์ท่านมิได้ระแวงว่าใครจะปฎิวัติ เพราะทราบดีกันอยู่แล้วว่าพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานอำนาจบริหารให้เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว ติดขัดเพียงเจ้านายและขุนนางแก่ๆบางคนที่ต้องการแก้ร่างธรรมนูญการปกครองโน่นนี่นั่น แต่ไม่นานก็คงอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลง

การจู่โจมด้วยอาวุธเบาเข้ายึดวังปารุสก์ของพระยาศรีโดยไม่มีใครบาดเจ็บล้มตาย คงเป็นไปไม่ได้เลย น่าจะรบกันเละ และขึ้นอยู่กับทหารในพระนครด้วยว่าจะเล่นกับฝ่ายใด มันเสี่ยงเหมือนโยนหัวโยนก้อยเหมือนกัน ใครเพลี่ยงพล้ำคงถูกรุมแบบหมาหมู่สู้หมาวัด เอาไม่อยู่แน่ครับ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10921


ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 25 มิ.ย. 12, 12:25

วันที่๑๒ตุลาคม
เมื่อเกิดสถานการณ์ร้ายขึ้นมาจริงๆ หลวงพิบูลก็สั่งประชุมพลกองกำลังทหารทุกเหล่าในพระนครโดยด่วนที่ลานพระบรมรูปทรงม้าในเช้าวันนั้น และเพื่อความรอบคอบไม่ไว้ใจใครน่าไหนทั้งนั้น จึงให้ผ.บ.ทุกหน่วยขนกระสุนมากองรวมกันไว้ก่อน ทหารทุกกองพันให้สะพายมาแต่ปืนไร้กระสุน  เสร็จสรรพหลังจากนั้นจึงได้เวลาที่พระยาพหล จะประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นวาระด่วนเพื่อแจ้งการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะสู้และมั่นใจในชัยชนะ จากนั้นรัฐบาลก็ประกาศกฎอัยการศึกและส่งโทรเลขไปที่พระราชวังไกลกังวลกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบ แล้วจึงออกแถลงการณ์ทางวิทยุกระจายเสียงให้ประชาชนทั่วประเทศฟัง มีใจความว่า พระองค์เจ้าบวรเดช พระยาศรีสิทธิสงคราม และพระยาเทพสงคราม เป็นกบฏต่อรัฐบาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พยายามล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ยกเลิกรัฐธรรมนูญ เพื่อสถาปนาการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นมาดังเดิม ซึ่งรัฐบาลจะทำการปราบปรามอย่างถึงที่สุด ซึ่งส่งผลทางจิตวิทยามากกว่าใบปลิวของฝ่ายโน้นมาก

หลวงพิบูลได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพปราบกบฏ  ออกคำสั่งให้เคลื่อนทหารจากลานพระบรมรูปทรงม้าไปยังลานสินค้าของบริษัทปูนซีเมนต์สยามที่สถานีรถไฟบางซื่อ ยันกับทางฝ่ายคณะกู้บ้านเมืองซึ่งยึดสถานีรถไฟบางเขนห่างกันห้ากิโลเมตรเศษๆ แล้วหลวงพิบูลได้สั่งการให้เอาปืนใหญ่ภูเขาแบบ๖๓มาตั้งเรียงรายเป็นตับบนถนนประดิพัทธิ์ ตั้งแต่ถนนเทิดดำริติดทางรถไฟไปถึงสะพานแดงในปัจจุบัน แล้วตนเองลงไปเป็นผู้อำนวยการยิงในฐานะทหารปืนใหญ่จบจากฝรั่งเศส โดยเริ่มยิงตั้งแต่เวลาห้าโมงเย็นไปจนพลบค่ำ ปรากฏว่ายิงไป๔๐นัด กระสุนตกลงในท้องทุ่งท้องนาหมด กุ้งหอยปูปลาตายหลายตัวแต่ทหารหัวเมืองไม่มีใครบาดเจ็บหรือแม้แต่ถลอก ทหารปืนใหญ่ฝ่ายคณะกู้บ้านเมืองก็ไม่ได้ยิงโต้ตอบแม้แต่นัดเดียว เนื่องจากที่ขนมากับรถไฟมีแต่กระสุนซ้อมรบ ถ้าไม่จ่อยิงกันแบบเผาขนก็ไม่มีความหมาย

การรบจริง กะจะเบิกโรงในวันรุ่งขึ้น ซึ่งทางวังปารุสก์จัดคิวไว้ โดยนำคำสั่งไปให้กองทัพเรือเอาเรือหลวงสุโขทัยขึ้นไปที่สะพานพระรามหก แล้วยิงถล่มดอนเมืองที่มั่นของฝ่ายกบฏที่อยู่ห่างออกไป วัดระยะด้วยกูเกิลแมปแล้วประมาณ๑๓กิโลเมตร แล้วให้วิทยุรัฐบาลออกอากาศเตือนราษฎรที่ไม่เกี่ยวข้องให้พยายามไกลๆบ.ก.กรมอากาศยานเอาไว้หน่อย เพราะรัฐบาลจะใช้ปืนเรือรบกวาดล้างฝ่ายกบฏ  ทหารที่ดอนเมืองได้ยินก็คอย่น นี่มันจะเอากันขนาดนี้เชียวรึ


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 21
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.071 วินาที กับ 19 คำสั่ง