เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 29 30 [31] 32 33 ... 37
  พิมพ์  
อ่าน: 144880 เก็บตกมาจากการเดินทาง
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30485

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 450  เมื่อ 13 ธ.ค. 12, 10:02

อ้างถึง
สนใจเสื้อแจ็กเก็ต แบบที่เป็นผ้าหนาๆมีลายสีและตารางเล็กๆ ค่ะ  ไม่มีการปะหนัง    เสื้อแบบนี้จะเป็นผ้าคนละชิ้นกับกางเกง แต่วิธีตัดเย็บก็เหมือนเสื้อสูท    ขอถามว่าใช้ในโอกาสเดียวกับเสื้อสูทได้หรือไม่คะ  เช่นไปดูคอนเสิร์ท  ไปดูละครสำคัญๆที่ศูนย์วัฒนธรรม (ที่เจ้านายเสด็จ)
หรือว่าจะต้องใช้ในงานที่บัตรเชิญเขียนว่า smart casual เท่านั้น

พยายามหาเสื้อนอกที่เป็นผ้าลายตารางเล็กๆ มาให้คุณตั้งดู     ไม่รู้ว่าลายผ้าแบบนี้ฝรั่งเรียกว่าอะไร   หาอยู่พักใหญ่ในกูเกิ้ลกว่าจะไปเจอโดยบังเอิญ
เสื้อนอกลายแบบนี้ละค่ะที่อาจารย์มหาวิทยาลัยสวมไปทำงานกัน     แต่ในรูปนี้ หนุ่มนายแบบสวมทับเสื้อเชิ้ตผ้ายีนส์อีกที  ซึ่งไม่เคยเห็นใครเขาสวมกัน
คุณตั้งคิดว่าเสื้อนอกแบบนี้ถ้าสวมกับเชิ้ตผูกไทเรียบร้อย  มีค่าเท่ากับออกงานได้อย่างสูทไหมคะ 


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3680


ความคิดเห็นที่ 451  เมื่อ 13 ธ.ค. 12, 18:15

ผมใช้คำว่า blazer เป็นเสื้อทีม ในความหมายของเป็นเสื้อของกลุ่มคณะ  ที่คุณ hobo ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้นถูกต้องครับ  ในความหมายและการใช้ที่ถูกต้องเป็นดังนั้น  ในสังคมปัจจุบันโดยทั่วไป เท่าที่พบมาในยุโรป เสื้อ blazer ได้ถูกใช้เรียกเสื้อนอกที่มีสีกรมท่าหรือค่อนไปทางสีดำ ติดกระดุมปั้มตราออกสีทองหรือเงินตามที่ได้กล่าวถึง  ซึ่งกระดุมนี้จะไม่เหมือนกับกระดุมที่เราเห็นสี่รูเย็บติดเสื้อเหมือนกับชุดสูททั่วไป จะเป็นกระดุมแบบมีก้านสำหรับการสอดกลัด (เป็นลักษณะเฉพาะที่ใช้กับเสื้อ blazer)  ก็ดังที่คุณ hobo ว่ามานั้นแหละครับ กระดุมเหล่านี้จะได้มาจากการมอบให้เมื่อได้เข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มหรือสมาคมใดๆเท่านั้น   
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30485

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 452  เมื่อ 13 ธ.ค. 12, 18:44

แฟชั่นเสื้อเบลเซอร์คงเปลี่ยนไปมากแล้วค่ะ   ดูจากรูปที่ไปหามาให้ดูกันนะคะ

รูปซ้ายสุด น่าจะเป็นเบลเซอร์แบบอังกฤษที่คุณ hobo ว่า   คือเป็นของสโมสรหรือสมาคมอะไรสักแห่งหนึ่ง   
รูปกลาง    เป็นเบลเซอร์แบบที่ดิฉันเอ่ยถึงในค.ห.439  ซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้า  ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกอะไร
รูปขวา      สาวๆก็สวมเบลเซอร์แบบผู้ชายเหมือนกัน  แต่แฟชั่นสมัยนี้ มีกระดุม 6 เม็ด  ไม่ใช่ 4 เม็ดอย่างเมื่อก่อน

ป.ล.จบเรื่องแล้วขอคืนกระทู้ให้คุณตั้ง   ออกนอกชุดเดินทางไปเสียไกลค่ะ


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3680


ความคิดเห็นที่ 453  เมื่อ 13 ธ.ค. 12, 20:15

สำหรับคำว่า jacket ที่คุณเทาชมพูกล่าวถึงนั้น เป็นความจริงว่ามีมากมายหลายแบบ และถูกต้องที่ชื่อเรียกขานนี้ก็เป็นคำรวมๆของเสื้อที่ใช้ใส่คลุมชุดด้านใน

ผมอาจจจะสื่อสารไม่ครบเรื่องครับ  ประเด็นสำคัญอยู่ที่เรื่องของการแต่งกายที่เหมาะสม (proper dressing) กับสถานการณ์ สภาพแวดล้อม และกาลเทศะ ที่ได้เขียนไปนั้น อยู่ในสถานะการณ์ของการเดินทางไปกึ่งงานกึ่งพักผ่อนท่องเที่ยว ซึ่งเสื้อผ้าที่นำไปมีจำกัด  จะขอเว้นวรรคไว้ตรงนี้ก่อนครับ

คำอธิบายต่อจากนี้ กรุณาอย่าได้เห็นว่าผมเป็นผู้รู้จริงและสันทัดกรณีนะครับ  เป็นการประมวลองค์ความรู้ที่พอจะมี ซึ่งส่วนหนึ่งได้มาจากผู้สูงวัยชาวแคนาดา (พื้นเพอังกฤษ) เมื่อครั้งไปทำงานอยู่ที่นั่น กับอีกส่วนหนึ่งได้มาจากช่วงที่ทำงานในสภาพนักการทูต
 
คำว่าเสื้อแจ็คเก็ต โดยนัยของการใช้แล้ว หมายถึงเสื้อที่ใช้ใส่ทับเมื่อออกไปนอกอาคารหรืออยู่ในที่กลางแจ้ง ดังนั้น หากเราต้องแต่งกายชุดสูทประชุมอยู่ในอาคาร เมื่อจะออกไปจากอาคาร เสื้อที่ใส่คลุมทับเมื่อเดินออกจากอาคารไปที่ใหนๆ ก็จะเรียกว่าแจ็คเก็ตในองค์รวม  (ซึ่งหากคลุมยาวถึงน่องก็ที่นิยมเรียกกันว่า over coat  หากสั้นหน่อยก็นิยมเรียกว่าแจ็คเก็ตหรือโค็ตสั้น)   คำว่า coat ก็เข้ามาเกี่ยวข้องและใช้สลับกับคำว่า jacket ไปมาตามสมัยนิยมและตามชื่อเรียกขานที่ใช้เรียกชุดนั้นๆมาแต่เดิม

โดยนัยตามสถานการณ์ดังที่กล่าวมานี้ ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน เช่น เมื่อออกจาก log cabin ไปผ่าฟืน ก็จะใช้แจ็คเก็ตลักษณะหนึ่ง เืมื่อออกจากบ้านไปเดินเล่น ก็จะใช้อีกแบบหนึ่ง เมื่อไปจะไปเที่ยวบาร์ก็จะใส่อีกแบบหนึ่ง หรือเมื่อทำงานใน office ในช่วงฤดูที่อากาศไม่เย็นมาก แจ็คเก็ตก็อาจจะเป็นเสื้อที่ตัดเย็บแบบเสื้อสูท ฯลฯ แจ็คเก็ตจึงมีหลายรูปแบบมากมาย และมีชื่อเรียกเฉพาะต่างๆกันไป  

และโดยนัยของสภาพแวดล้อมที่กล่าวมานี้ ในกาลเทศะที่ต่างกัน การแต่งกายที่เหมาะสมพอควรแก่การให้ความเคารพต่อสถานที่ หรือต่อลักษณะงาน หรือต่อคนที่มาติดต่อ ก็จะแตกต่างกันไปเช่นกัน  

หลักใหญ่ๆ ก็คือ การแต่งในลักษณะมี่บ่งบอกถึงความเป็นสุภาพชนที่เคารพในธรรมเนียมและวัฒนธรรมของสังคมเมื่ออยู่ในสังคมนั้นๆ กับการแต่งกายแบบอิสระตามความชอบในโลกของความเป็นส่วนตัว        
    
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3680


ความคิดเห็นที่ 454  เมื่อ 13 ธ.ค. 12, 20:52

สำหรับผ้าลายตาตะรางสี่เหลี่ยมเล็กๆที่คุณเทาชมพูแสดงนั้น (ซึ่งเข้าใจว่าที่ต้องการแสดงนั้นคือสีน้ำเงินแก่สลับกับอ่อนแบบสีกลืนกันดี)   จัดได้ว่าสุภาพครับ  พอจะจัดได้ว่าเป็นแจ็คเก็ตที่ดูไม่น่าเกลียดหากจะต้องใช้ไปในงานแบบกระทันหัน
 
สำหรับลายดังภาพทางขวานั้น ดูจะเป็นที่นิยมของคนเกาหลีซึ่งใช้ตัดเป็นชุดสูทสำหรับการทำงานใน office ประจำวัน  และของคนญี่ปุ่นซึ่งใช้ตัดเป็นชุด casual ใช้ในงานเลี้ยงแบบส่วนตัวหรือรับรองเพื่อนสนิท
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30485

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 455  เมื่อ 13 ธ.ค. 12, 21:32

ขอบคุณค่ะ เข้าใจแล้ว

เวลาเดินทางไกล  เสื้อผ้าที่เตรียมไปคือเสื้อที่สวมสะดวกสบายที่สุด   ลุกนั่งสะดวก  ไม่ต้องรีด  และไม่เปื้อนอะไรง่าย  ยิ่งถ้าต้องนอนในเครื่องบิน   เสื้อกางเกงที่เนื้อผ้ายืดหยุ่นได้จะสบายที่สุด      เสื้อผ้าจำเป็นคือเสื้อแจ็กเก็ตตัวนอก เพราะมักจะต้องสวมทับเสื้อตัวในทุกวัน   ไม่ว่าแต่งชุดไหน
ถ้าต้องไปงานที่ต้องแต่งผ้าไทย ก็เอาติดไปชุดหนึ่ง    ไม่เลือกชุดผ้าไหมเพราะลำบากที่จะรีด   เอาผ้าฝ้ายที่เป็นผ้าทอพื้นเมืองเนื้อหนาที่ตัดเป็นกระโปรงยาวไปดีกว่า พร้อมกับเสื้อที่ไม่ยับง่ายเช่นกัน
รองเท้า  เลือกที่สวมง่ายถอดง่ายและเดินไกลๆได้ไม่เมื่อย   เพราะบางครั้งต้องเดินเป็นไมล์  ถุงเท้าจะช่วยได้มากไม่ให้รองเท้ากัดตอนเดินไกลๆ    เพราะรองเท้าบางคู่ลองแล้วลองอีกที่ร้านกับที่บ้านก็ใส่สบาย   เดินครึ่งไมล์ไม่กัด  แต่พอเดินถึงหนึ่งไมล์มันก็เริ่มเห็นหนังเท้าเป็นคู่ปรับขึ้นมาเสียแล้ว    เรื่องรองเท้าสวยจึงขอให้ลืมไปได้เลยค่ะ  ถ้าต้องออกงานก็เอารองเท้าสวยที่เดินไม่ทนจัดใส่กระเป๋าเดินทางไปอีกคู่หนึ่ง
   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3680


ความคิดเห็นที่ 456  เมื่อ 17 ธ.ค. 12, 17:28

มาเล่าเรื่องภาษามือดีกว่า

เชื่อใหมครับว่าภาษามือที่เราใช้กันในชีวิตประำจำวัน ที่ทำเหมือนกันในสังคมต่างๆนั้น มีหลายอย่างที่มีความหมายไม่เหมือนกัน 

เอาเรื่องแรก ในบ้านเรา เวลาจะบอกให้เจ้าของร้านหรือบริกรคิดเงินค่าอาหาร เราจะใช้วิธียกมือ เอานิ้วชี้ชี้ลงบนโต๊ะแล้วหมุนเป็นวงกลม  ที่อื่นในโลกก็ดูจะเข้าใจเหมือนกันว่าเป็นการเรียกให้มาเก็บเงิน  อะฮ้า ในฟิลิปปินส์ ไม่ใช่นะครับ ของเขาหมายถึง สั่งอาหารมาอีกชุดหนึ่งเหมือนกับชุดเดิมที่กำลังกินกันอยู่นี้  ระวังหน่อยก็แล้วกันครับ  แต่ทั้งนี้ มันก็มิใช่ว่าจะต้องเป็นแบบนั้นเสมอไปทุกๆครั้ง

แล้วก็คงมีคำถามว่า เขาคิดอย่างนั้นได้อย่างไร    ดูมันจะมีที่มาที่ไปเหมือนกันนะครับ  ผมคิดว่า มันมีหลายองค์ประกอบที่จะต้องพิจารณา อย่างหนึ่งคือมันอยู่บนพื้นฐานของระบบการเก็บเงินและระบบการให้บริการ ซึ่งเป็นระบบการเก็บเงินที่ต้องเดินไปจ่ายที่หน้าร้านเมื่อกินเสร็จแล้ว  หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเป็นร้านขายอาหารที่เป็นชุด คล้ายกับการกินชุดสุกี้ยากี้หรือเนื้อย่างพวกนี้  หรืออาจจะเป็นเพราะคนฟิลิปปินส์ในบางพื้นที่ (ที่อยู่ในชานเมือง) เป็นคนกินเหล้ากินกับแกล้ม นั่งแช่จนรากงอกคล้ายกับบ้านเรา ซึ่งกับแกล้มของเขามีให้เลือกน้อยกว่าของเรามากๆ (อย่างหนึ่งที่ฮิทกันก็คือลูกหมูตัวเล็กๆย่าง สับแยกมาเป็นจานหมูหันเป็นจานๆ)   ยังไงๆก็คงจะต้องสังเกตให้ดีก่อนส่งสัญญานมือในลักษณะนี้นะครับ       

 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3680


ความคิดเห็นที่ 457  เมื่อ 18 ธ.ค. 12, 18:34

เมื่อเอานิ้วชี้คว่ำลง หมุนวน แสดงถึงความต้องการในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง 

คราวนี้ ตามปรกติของเรา หากต้องการอาหารแบบเดียวกันเพิ่มอีกจานหนึ่ง ปรกติเราทำอย่างไรครับ เอานิ้วชี้คว่ำลงชี้ที่จานอาหารที่ต้องการ แล้วก็หงายขึ้นเพื่อบอกว่าอีก 1 จาน ก็เป็นวิธีอย่างหนึ่ง   ในภาพหนึ่งวิธีนี้ก็ดูดี แต่ในอีกภาพหนึ่งเสียวใส้ครับ หากมองไม่ชัด อาจจะเหมือนการยกนิ้วกลางขึ้น ก็จะกลายเป็นอีกความหมายหนึ่งเลยทีเดียว ดีไม่ดีเกิดเรื่องด่าทอกันเอา   
ในทำนองเดียวกันกับการใช้นิ้วบอกจำนวนของที่ต้องการ  เราก็จะใช้นิ้วชี้บอกว่า 1 ยกนิ้วกลางขึ้นมาด้วย ก็เป็น 2  ยกนิ้วนางก็เป็น 3  เริ่มน่ากลัวขึ้นมากแล้ว  เคยสังเกตใหมครับว่า เรานิยมใช้นิ้วบอกจำนวนด้วยการหันผลังมือออกนอกตัวจนถึงเลข 4  แต่พอเลข 5 กลับใช้วิธีการหันฝ่ามือออก    ก็เลยมีการเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกัน ซึ่งคนที่ทำงานในวางการทูตและองค์การนานาชาตินิยมกระทำ ก็คือ แทนที่ะยกนิ้วแบบชูตั้งขึ้น ก็ใช้วิธียกนิ้วไปในแนวนอน  แต่พอถึง 4 ก็หมดปัญหา พอ 5 ก็จะยกทั้งฝ่ามือ     

ผมคิดว่าฝึกทำให้เคยชินก็ดีนะครับ ให้ความหมายเหมือนกัน ดูสุภาพ และไม่สร้างปัญหาให้กับคนที่นิยมหาเรื่อง 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3680


ความคิดเห็นที่ 458  เมื่อ 19 ธ.ค. 12, 19:01

นิ้วชี้เป็นนิ้วที่ใช้ในการบอกกล่าวหลายเรื่องทีเดียว 
หากเอามาชี้และหมุนเป็นวงกลมที่ขมับ ก็มีความหมายบอกว่า ไอ้งั่ง มีมันสมองหรือเปล่า อะไรทำนองนี้ 
หากใช้ชี้ไปที่ใดโดยมีลักษณะใบหน้าแบบขุ่นใจประกอบด้วย ก็หมายความว่า ดูเสียบ้างสิ ว่าเขาเป็นอย่างไร หรือป้ายเขาว่าอย่างไร
แต่ในร้านอาหารกลับเป็นเรื่องดี คือ ชี้ไปเพื่อบอกว่าเอาแบบนั้นแบบนี้  ไม่เอาแบบนั้นแต่จะเอาแบบนี้

วันหนึ่งที่ญี่ปุ่น ก็เกิดปัสสาวะขัดและแสบเล็กน้อย จึงไปหาหมอมีอายุคนหนึ่งที่คลีนิค  สนุกดีครับ คุยกันไม่รู้เรื่อง ต้องใช้ล่ามแปล  หมอในญี่ปุ่นใช้พื้นฐานทางภาษาโรคแบบเยอรมัน ล่ามของผมก็งงช่วยอะไรไม่ได้มากเท่าที่ควร  ผมพอมีพื้นฐานทางศัพท์วิชาชีวะวิทยาอยู่บ้างจึงที่พอจะคุยกันรู้เรื่องบ้าง  คำถามสุดท้ายที่หมอถามมา แทนที่จะใช้คำพูด ก็ใช้ภาษามือสื่อสาร โดยเอานิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือขอมือซ้าจับเป็นวงกลมแล้วเอานิ้วชี้มือขวาแยงสอดรูเข้าไป  ผมแทบจะหัวเราะก้ากเลยครับ (รวมทั้งหมอด้วย)  สื่อความหมายได้ดีมากว่า ไปเที่ยวผู้หญิงมาหรือเปล่า    ขออภัยนะครับหากเป็นเรื่องที่มิควรกล่าวถึงในที่นี้         

ในสหรัฐฯ (ที่อื่นๆไม่แน่ใจครับ) การแสดงการอวยพรให้โชคดีหรือประสบผลสำเร็จ คือการไขว้นิ้วนางไปบนนิ้วชี้ ตรงกับคำพูดที่ว่า keep your fingers crossed  กระทำแบบนี้คงจะดีเฉพาะในอเมริกา    ในอิตาลีมีความหมายไปในอีกเรื่องหนึ่งที่น่ากลัว  กลายเป็นสัญญาณถามว่า ไปนอนด้วยกันใหม   ไอ้หนุ่มจิ๊ก กาโล่ชอบทำกัน    ผู้หญิงก็ระวังๆกันหน่อยนะครับอย่าไปทำสัญลักษณ์นี้เลยไม่วาที่ใดก็ตาม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30485

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 459  เมื่อ 19 ธ.ค. 12, 20:05

ขอขยายความเพิ่มเติมนิดหน่อย
การไขว้นิ้วชี้กับนิ้วกลาง  เป็นอย่างที่คุณตั้งอธิบายค่ะ    แต่มีข้อแม้นิดหนึ่งว่าต้องเป็นการยกมือขึ้นไขว้นิ้วกันด้านหน้าให้ใครๆเห็นได้  จะยกหนึ่งมือหรือทั้งสองมือก็ตาม
นั่นคือการอวยชัยให้พร  เอาใจช่วยให้โชคดี   อะไรก็ตามทำนองนี้

แต่...
ถ้าแอบๆ  ไปไขว้นิ้วอยู่ด้านหลัง ไม่ให้คู่สนทนาเห็น  ความหมายเปลี่ยนไปคนละเรื่อง คือหมายความว่าเรื่องที่เจ้าตัวพูดออกมาตอนนั้นน่ะ  ตั้งใจกล่าวมุสาวาทกันล้วนๆ เชียวนะจ๊ะ      ไม่ใช่มุสาเพราะเข้าใจผิด  หรือพลั้งปากไม่ตั้งใจ


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3680


ความคิดเห็นที่ 460  เมื่อ 19 ธ.ค. 12, 20:24

ถูกต้องครับ

ขอบคุณครับ ทำให้นึกขึ้นได้และยืนยันว่า การไขว้นิ้วในความหมายดีๆนั้น ชูให้เห็น   แบบแอบไม่ให้คู่สนทนาเห็นนั้น ก็คือว่า เออ โกหกเข้าไป อะไรทำนองนี้

ที่กล่าวถึงในอิตาลีนั้น กระทำแบบปล่อยแขนลงมาข้างตัวครับ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3680


ความคิดเห็นที่ 461  เมื่อ 20 ธ.ค. 12, 18:50

ภาษามือคงมีมากมายต่างๆกันในประเทศต่างๆ  ผมไม่สันทัดมากพอแถมยังลืมอีก  ที่เหลือพอจะจำได้ส่วนมากจะเป็นเรื่องไม่ดี  จึงจะขอข้ามไป

เห็นในญี่ปุ่นแบบหนึ่งที่ผู้หญิงนิยมทำกัน   คือ บางทีเราจะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ในฝูงชน ชูมือระดับใบหน้า แล้วโบกมือคล้ายการอำลา bye bye ตามองไปที่ใครก็ไม่รู้  แล้วก็เอานิ้วชี้ๆที่จมูก   ไม่ใ่ช่เรื่องของการอำลาเลยครับ เธอกำลังพยายามสงสัญญาณบอกเพื่อนเธอว่า เธอยืนอยู่ตรงนี้ 

อ้้อ นึกออกอีกสัญญานหนึ่ง  ผมไม่กล้าทำแต่พ่อของเพื่อนแสดงให้ดู (ในรัฐแมสซาชูเสต) เข้าใจว่าคงจะใช้ได้ทั่วไปในอเมริกา  คือ ในการเดินข้ามถนนนั้น มีกฎหมายเข้มงวดมาก รถทุกคันจะต้องหยุดให้สนิทให้คนเดินข้ามถนนหากเดินอยู่ในเขตทางม้าลาย (ซึ่งคนที่ข้ามถนนนอกเขตทางม้าลายก็มีความผิดนะครับทั้งในอเมริกาและยุโรป) หากเรากำลังเดินข้ามทางม้าลายแล้วรถไม่หยุดให้ เขาให้เราชี้ลงไปที่ถนนเลยว่าเราอยู่ในทางม้าลายนะ  น่ากลัวมากๆครับ จะยังไงก็ตาม ผมต้องขอข้ามแบบรถว่างหรือต้องมีไฟสัญญาณให้ข้ามได้

อีกเรื่องหนึ่งที่นึกออกในขณะนี้ คือ การบอกจำนวนด้วยนิ้วมือ  เล่ามาแล้วว่า หากถึงจำนวน 5 ก็หันฝ่ามือออกแล้วกางนิ้วมือทั้งห้า  สำหรับในยุโรปและญี่ปุ่นนั้น เมื่อเกินจำนวน 5   จำนวนต่อไปเขาก็จะเอานิ้วของอีกมือหนึ่งมาแปะไว้ที่ฝ่ามือ แต่ไม่ใช้นิ้วหัวแม่มือนะครับ  ถึงเลข 9 ก็ใช้สี่นิ้ว พอถึงเลข 10 จึงจะกางทั้งสองฝ่ามือ 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3680


ความคิดเห็นที่ 462  เมื่อ 21 ธ.ค. 12, 18:56

ในเรื่องเกี่ยวกับตัวเลขนี้  ผมมีข้อสังเกตอยู่เรื่องหนึ่งที่พบในหมู่คนที่เดินทางท่องเที่ยวตามประเทศต่างๆ  ซึ่งดูจะเหมือนกันหมดทั้งโลก คือ นอกจากจะพยายามท่องจำคำศัพท์เพื่อการทักทาย สอบถามราคา ขอบคุณแล้ว ที่นิยมกันต่อมาก็คือการนับเลข  น่าสนใจต่อไปว่าทุกคนพยายามจะท่องจำการนับเลขให้ได้เกินกว่าหนึ่งถึงสิบ แต่เอาเข้าจริงๆมักจะจำได้ไม่เกินสิบ ซึ่งอีกไม่นานต่อมาก็จะเหลือที่จำได้เพียงหนึ่งถึงสาม ที่ดีหน่อยก็ไปถึงห้าแล้วก็ข้ามไปสิบ     ลองถามเลขศูนย์ดูซิครับ ผมว่าแทบทุกคนจะไม่สนใจและไม่รู้เลยเสียด้วยซ้ำไป 

ผมไม่ค่อยจะแน่ใจว่าทำไมเราถึงต้องพยายามจะเรียนรู้และท่องจำการนับเลขของภาษาอื่นเมื่อต้องเดินทางไปประเทศนั้นๆ  แล้วก็สนใจหรือจดจำเฉพาะการนับหนึ่งถึงสิบเท่านั้น  จะว่าเพื่อจะได้ทราบราคาของเมื่อถามเขา เขาบอกราคามาเราก็คงจะฟังไม่ออกอยู่ดี หรือจะเพื่อการต่อรองราคา ราคาของจริงๆมันคงมากกว่าสิบแน่ๆ แล้วการต่อรองจริงๆจะใช้วิธีเขียนก็ได้ หรือจะใช้วิธีจิ้มเครื่องคิดเลขก็ได้      หรือว่าจะจำไว้เพื่อใช้บอกเลขหมายโทรศัพท์เพื่อการติดต่อใดๆ ก็อีกแหละครับ ใช้วิธีเขียนก็ได้ ง่ายกว่าตั้งเยอะ   หรือเพียงเพื่อแสดงว่าเราก็สนใจภาษาของเขา  หรือเพื่อความสนุกสนานในการแสดงความพอจะรู้เมื่อคุยกันในหมู่เพื่อนฝูง ฯลฯ

ไม่ทราบจริงๆครับว่าทำไมทุกคนจึงสนใจที่จะฝึกนับเลขกัน  หรือเป็นเพราะว่า ระบบการสอนหนังสือของทุกชาติมีผลไปปรับตรรกในกระบวนการคิดของสมองว่า พื้นฐานส่วนหนึ่งของความอยู่รอดหรือการเอาตัวรอดนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องรู้เรื่องตัวเลขและการนับเลข
 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3680


ความคิดเห็นที่ 463  เมื่อ 21 ธ.ค. 12, 19:01

ผมจะขออนุญาตเว้นวรรคจากกระทู้นี้ไปประมาณ 10 วัน จะไปต่างจังหวัดครับ  ที่พักผมอยู่ห่างปืนเที่ยงพอสมควร  สัญญาณโทรศัพท์มีแบบพอให้รู้ว่ามีสัญญาณเท่านั้น เลยใช้ประโยชน์จากระบบการสื่อสารโทรคมนาคมได้อย่างมากก็คงจะ G เดียวเท่านั้นครับ

ขอให้ท่านทั้งหลายได้ก้าวย่างพ้นปีเก่าไปอย่างมีความสุขและประสพลาภผล ความสำเร็จ ด้วยสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ที่สั่งสมตลอดปีที่ผ่านมา แล้วก้าวเข้าสู่ปีใหม่ต่อไปด้วยลาภผล ความสำเร็จ และด้วยสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ที่มีมากขึ้นกว่าเดิม ทุกๆท่านครับ
บันทึกการเข้า
sirinawadee
ชมพูพาน
***
ตอบ: 101


ความคิดเห็นที่ 464  เมื่อ 28 ธ.ค. 12, 15:55

ขออนุญาตเล่าค่ะ

จากคห. 400 แทกซี่ฮ่องกงมีการคิดค่าบรรทุกสัมภาระที่ใส่ในกระโปรงท้ายค่ะ ชิ้นละ 10 เหรียญฮ่องกง เคยทะเลาะกับคนขับ เพราะมีกระเป๋าแบบ hand carry ที่ไม่ใหญ่มากนัก เลยไม่ใส่กระโปรงท้ายค่ะ เอาวางไว้ที่เบาะข้างตัว แต่พอลงจากรถ คนขับบอกว่าชิ้นนี้ก็ต้องคิดเงินด้วย  โกรธ

..ไม่ยอมสิคะ ก็ป้ายเฮียก็บอกว่าเฉพาะท้ายรถนี่ ยืนเกาะประตูเถียงกันยกใหญ่ คนหนึ่งพูดอังกฤษอีกคนพูดกวางตุ้ง สุดท้ายหญิงไทยยัดใส่มือให้ 5 เหรียญ วิ่งมาเปิดประตูรถอีกฝั่งค้างไว้ แล้ววิ่งหนีเข้า bus terminal ค่ะ  แลบลิ้น

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 29 30 [31] 32 33 ... 37
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.207 วินาที กับ 19 คำสั่ง