เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 10 11 [12] 13 14 ... 37
  พิมพ์  
อ่าน: 146240 เก็บตกมาจากการเดินทาง
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6212


ความคิดเห็นที่ 165  เมื่อ 06 ก.ค. 12, 15:02

           ตามกฎของTSA (Transportation Security Administration)     
ของเหลวขึ้นเครื่องอนุญาตให้ได้ตามนี้ ครับ

              liquids, gels and aerosols ต้องอยู่ในขวดบรรจุขนาดไม่เกิน 100 ml.
            ขวดใหญ่เกิน 100 ml. ที่มีของเหลวอยู่ไม่ถึงครึ่ง หรือหลอดยาสีฟันขนาดใหญ่เกิน
ที่บี้แบนม้วนพับแล้วก็ไม่อนุญาต

                       Each container must be 3.4 ounces (100ml) or smaller.

               ของทั้งหมดนี้ต้องบรรจุรวมกันในถุงพลาสติคใสแบบมีซิปด้านบนขนาดหนึ่งควอทซ์
(8" x 7.5" ตามรูป)

                        Each traveler can use only one, quart-size, zip-top, clear plastic bag. 

http://www.tsa.gov/311/311-carry-ons.shtm


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4190


ความคิดเห็นที่ 166  เมื่อ 06 ก.ค. 12, 19:00

^
ของแหลมของมีคม หรืออะไรก็ตามที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพิจารณาเห็นว่าสามารถใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายคนให้บาดเจ็บได้ เขาจะห้ามเอาขึ้นเครื่อง

ครั้งหนึ่งผมไปทำงาน รีบกลับมาขึ้นเครื่อง มีฆ้อนต่อยหิน (ฆ้อนธรณี) ซึ่งเป็นเครื่องมือใช้ในการทำงานอยู่ในกระเป้าสะพายข้างพร้อมกับเข็มทิศ สมุดบันทึก แผนที่ ตัวอย่างหินและแร่ ดินสอ ปากกาเคมี ขวดน้ำกรดใบขนาดขวดยาหยอดตาเล็กๆ แว่นขยาย เครื่องวัดความสูง ไม้โปรแทรกเตอร์   เจ้าหน้าที่ตาเขียวเลยครับ ต้องเอาไปฝากไว้ในห้องนักบิน แล้วไปรับเอาเมื่อเครื่องลงแล้ว

เมื่อตรวจของในกระเป๋าหิ้วแล้ว ก็ยังต้องเดินผ่านช่องประตูซึ่งเป็นเครื่องตรวจด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า  ก็ดังที่คุณเทาชมพูได้เล่ามา หากเดินผ่านเครื่องที่ตั้งกำลังไว้แรง โลหะเล็กๆน้อยๆที่อยู่กับตัวก็จะทำให้เกิดเสียงบี๊บ บางสนามบินก็เห็นใจผู้โดยสาร ก็อนุญาตให้มายืนบนกล่องแล้วตรวจด้วยเครื่องที่ใช้มือ บางสนามบินก็เหี้ยม ให้เราเอาของที่คิดว่าเป็นโลหะออกให้หมดแล้วเดินผ่านช่องประตูซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าจะไม่มีมีเสียงบี๊บ  ผู้โดยสารที่จัดว่าซวย (ขอโทษที่ใช้คำไม่สุภาพครับ) ก็คือคนที่เคยกระดูกหักและต้องใช้โลหะดามกระดูก   

ขาขึ้นเครื่องตรวจของทุกอย่างตามที่เห็นได้ด้วยตา แต่ขาลงเครื่องเขาตรวจทางกลิ่นด้วยจมูกของสุนัขเมื่อแต่ละคนได้หยิบเอากระเป๋าออกจากสายพานลำเลียงแล้ว ก่อนที่จะลากกระเป๋าไปผ่านด่านศุลกากร
   
จริงๆแล้วเมื่อเราเช็คอินเอากระเป๋าเสื้อผ้าลงบรรทุกใต้ท้องเครื่อง ในระหว่างที่กระเป๋าถูกลำเลียงไปกองแยกกันอยู่ใต้ถุนอาคารก่อนจะนำไปบรรทุกใต้ท้องเครื่องนั้น มักจะมีสุนัขดมกลิ่นเิดินตรวจอยู่ทั่ว โดยเฉพาะสำหรับการเดินทางในบางเส้นทาง การตรวจในช่วงนี้เป็นการตรวจหายาเสพติดและการตรวจหาวัตถุระเบิดเป็นพื้นฐาน   สุนัขจะถูกฝึกมาในเรื่องนี้โดยเฉพาะ  ข้อมูลจากการดมกลิ่นของสุนัขจากสถานีต้นทางนี้มักจะเป็นเรื่องของการหาเบาะแสและการติดตามมากกว่าการจับบกุม ยกเว้นจะเป็นกรณีที่อันตรายจึงจะจับกุมกัน

การตรวจดมกลิ่นของสุนัขในขาลงนั้น มักจะเน้นไปที่กระเป๋า carry on  แต่ก็มีที่เน้นไปที่กระเป๋าเสื้อผ้าที่บรรทุกมาใต้ท้องเครื่องสำหรับบางเที่ยวบิน บางเส้นทางการบิน และบางสายการบิน   การดมกลิ่นของสุนัขขาลงนี้มักจะมุ่งไปในเรื่องของกินต้องห้าม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากสัตว์และผลไม้บางชนิด แต่ก็ไม่ได้ละเว้นเรื่องยาเสพติดด้วย    ในหลายๆครั้งก็เป็นเพียงการทดสอบสุนัขที่ฝึกมา

จะอย่างไรก็ตาม ทุกคนจะรู้สึกตกใจและเป็นกังวลในทันทีที่เห็นสุนัขมาดมกระเป๋าเราแล้วนั่งลงกระดิกหาง เชื่อได้เลยครับว่าในสถานการณ์นี้ ทุกคนต้องคิดว่ามีอะไรที่เรากำลังทำผิดกฎหมาย     

   
 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4190


ความคิดเห็นที่ 167  เมื่อ 06 ก.ค. 12, 20:18

ส่วนเนยแข็ง ดิฉันไม่ชอบกินกับแครกเกอร์.   แต่ไปชอบกินกับผลไม้แทน.  ถ้ากินกับไวน์แดงก็ยิ่งอร่อย.  แต่ไม่มีโอกาสกินเพราะไวน์เป็นสุราเมรัย.  เลยอด
ถูกหัดให้กินเนยแข็งกับกล้วยหอมตั้งแต่เด็ก. มันเข้ากันได้ดีมาก.    ไม่รู้ว่าเด็กๆสมัยนี้เขายังกินกันอยู่รึเปล่านะคะ

ใช่เลยครัีบ เนยแข็งกินกับผลไม้ โดยเฉพาะกับองุ่นนั้นเข้ากันมาก กินกับไวน์แดงก็สุดยอดเช่นกัน    เมื่อครั้งไปอบรมในออสเตรเลียระยะเวลาประมาณ 3 เดือน เดินทางไปเกือบจะทั่วทุกภูมิภาค ตามประสาชาวเหมือง ตกเย็นก็สังสรรแทบจะทุกวันกันด้วยเบียร์แนมด้วยจานสลัดเนยแข็งกับผลไม้ เช้าขึ้นมาออกอาการเมาค้างเล็กน้อย ก็แก้ด้วยอาหารเช้าที่หนักหน่อย คือ Breakfast steak เนื้อ Mutton (เนื้อแกะแก่) ผล คือ น้ำหนักขึ้น  6 กก.   
 
การเลือกเนยแข็งเพื่อเสิร์ฟใน course ของอาหารหรือในการจัดเลี้ยงใดๆนั้น จัดเป็นศิลปะอย่างหนึ่งเลยทีเดียว  เนยแข็งมีอยู่มากมายหลายชนิดหลายประเภทในโลก และมาจากมากมายหลายแหล่งผลิตทั่วโลก แถมยังมีที่ทำมาจากน้ำนมของสัตว์ต่างๆก้นด้วย บ้านใดหรือในงานเลี้ยงใดหรือในเมนูของร้านอาหารใดที่นำเสนอเนยแข็งนั้น แสดงว่าเขาต้องมีกึ๋น มีความรู้ และต้องการแสดงออกถึงความความสุนทรีย์ของเขาที่ต้องการถ่ายทอดไปให้กับแขกที่มากินอาหาร  แต่ก็ยังไม่วายที่จะแสดงความไม่แน่ใจว่าเนยแข็งที่เขาเลือกนำมาเสิร์ฟนั้นจะทำให้แขกเกิดความพอใจ (ผมเห็นเช่นนี้นะครับ) ในถาดเนยแข็งที่นำมาเสิร์ฟจึงมีเนยแข็งหลายชนิดและหลากหลาย aging ตัดเป็นชิ้นเล็กๆวางอยู่บนถาดไม้

ผมเคยให้ความสนใจศึกษาเรื่องเนยแข็งนี้ แล้วก็ต้องยอมแพ้อย่างสิ้นเชิง มันมีมากเกินกว่าที่จะมีโอกาสได้เห็นและทดลองซื้อกินครับ   
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30957

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 168  เมื่อ 07 ก.ค. 12, 19:44

เคยได้ยินว่าเนยแข็งบางชนิดก็ปล่อยให้ขึ้นราแล้วค่อยกิน  ถือว่าอร่อย    ดิฉันเป็นพวกลิ้นจระเข้ คือกินอะไรไม่ค่อยรู้สึกต่างกันนัก   จึงเลือกเนยแข็งที่ไม่ค่อยเค็มเอาไว้ก่อน    ส่วนพวกขึ้นรานี้ไม่กล้าสู้ด้วยค่ะ

ในเมื่อนั่งบนเครื่องบินนานๆหลายชั่วโมง  ความจำเป็นเรื่องเข้าห้องน้ำก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดา    ห้องน้ำบนเครื่องบินนั้นผ่านมาหลายสิบปีเห็นว่ารูปทรงยังไม่ค่อยพัฒนาไปกี่มากน้อย  หรือพูดให้ถูกคือกี่ปีๆก็เห็นมันออกแบบเหมือนเก่า    แต่ดิฉันขึ้นสายการบินประจำอยู่ไม่กี่สาย  ไม่มีโอกาสเห็นอย่างหลากหลาย  จึงไม่รู้ว่าห้องน้ำไฮเทคอย่างในกระทู้เรือนไทยมีแล้วหรือยัง

ห้องน้ำบนเครื่องบิน เป็นห้องแคบมาก กระดิกกระเดี้ยแทบไม่ได้  ใครเป็นโรคกลัวที่แคบ claustrophobia  เข้าไปทีคงแทบจะขาดใจ   ในห้องนอกจากตัวชักโครกแล้วก็มีอ่างล้างมือ  มีสัญลักษณ์เป็นรูปขีดๆเขียนๆ  บอกว่ากระดาษอยู่ไหน ผ้าขนหนูอยู่ไหน  ทิ้งขยะตรงไหน   ซึ่งถ้าไม่มีตัวหนังสือบอก จะอ่านยากดูยากเอาการ   คนที่ไม่คุ้นก็งงๆเหมือนกันว่ารูปพวกนี้มันบอกอะไรกันแน่     ต้องค่อยๆเปิดดูกันไปทีละอย่าง จึงจะพอใช้ได้ถูกกะเขาบ้าง

ส่วนความแคบของห้อง   เห็นน้ำหนักเกิน 200 กิโลของคนเมกันแล้ว  ยังสงสัยว่าเข้าห้องน้ำจะหมุนซ้ายหมุนขวาท่าไหน  ในเมื่อหุ่นของพวกนี้ก้าวเข้าไปยังไม่ทันหมดทั้งตัว ก็น่าจะคับพื้นที่แล้ว   
   
อเมริกามีระเบียบการอีกอย่างหนึ่งหลังจากผู้ก่อการร้ายถล่มเวิร์ลเทรด (หรืออาจจะมีระเบียบมาก่อนหน้านี้แล้ว ดิฉันไม่รู้) คือห้ามผู้โดยสารไปยืนออกันอยู่หน้าห้องน้ำ    แปลอีกทีคือห้ามไปยืนรอคิว  ตราบใดที่เครื่องยังบินอยู่เหนือน่านฟ้าอเมริกัน   คงกลัวจะไปซ่องสุมกันละมัง
ถ้าพ้นประเทศนี้แล้วจะไปจับกลุ่มเล่นไพ่กันอยู่หน้าห้องน้ำก็คงจะได้     ถ้าประเทศอื่นที่เครื่องบินอยู่ตอนนั้นไม่ห้าม




บันทึกการเข้า
พวงแก้ว
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 169  เมื่อ 07 ก.ค. 12, 22:51

ขอกลับไปเรื่องชีส หน่อยคะ  ไม่ค่อยกล้าทานเหมือนกัน แต่ก็หลวมตัวเป็นบางครั้ง

อยากลองชิมมากว่าคะ ชีสที่ขึ้นรา ที่เรียกว่า บลูชีส( จำชื่อไม่ได้ ) ก็รสชาติไม่เลวนะ ...


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30957

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 170  เมื่อ 08 ก.ค. 12, 07:07

 ยิ้มกว้างๆ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30957

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 171  เมื่อ 08 ก.ค. 12, 07:28

ประสบการณ์เดินทางไกลที่ลืมไม่ได้ ตอนเริ่มเดินทางใหม่ๆและยาวนานต่อมาอีกหลายปี คือโรคกลัวอากาศแปรปรวนและหลุมอากาศค่ะ  ความรู้สึกว่าเราถูกแขวนโตงเตงอยู่บนความสูงนับหมื่นฟุตเหนือพื้นดินก็แย่พออยู่แล้ว     แต่เวลาเครื่องบินสั่นสะเทือนวูบขึ้นวูบลงนั้นแย่ยิ่งกว่า     ตอนนั่งเครื่องบินใหม่ๆ เกิดอาการหลอนเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง  รู้สึกเหมือนปีกเครื่องบินมันกระเทือนใกล้จะหลุดออกไป

ครั้งที่แย่ที่สุดเท่าที่จำได้ คือเดินทางไปญี่ปุ่นในเดือนตุลาคม  ตอนนั้นไปประชุมสองอาทิตย์    ขาไปไม่เท่าไหร่  ขากลับเที่ยวบินกลางคืน   เจอพายุฝนฟ้าคะนองหนัก  จำได้ว่ามองออกไปนอกหน้าต่างมองเห็นฟ้าแลบอยู่ในเมฆระดับล่าง ต่ำลงไปลิบๆ   แสดงว่าเครื่องบินบินอยู่สูง  ฝนสาดหน้าต่างไม่ขาดสาย

จู่ๆเครื่องก็ตกหลุมอากาศ !
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30957

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 172  เมื่อ 08 ก.ค. 12, 07:29

ตกหลุมอากาศคือเครื่องบินวูบลงไปข้างล่าง  เหมือนจะดิ่งลงทะเล  แต่แล้วก็ทรงตัวไว้ได้บินฝ่าฝนต่อไป  สักพักก็วูบ  ดิ่งลงไปอีก แล้วก็ขึ้นมาอีก   วูบขึ้นวูบลงแบบนี้
เมื่อมันวูบครั้งแรก   กำลังซื้อของปลอดภาษีที่พนักงานบนเครื่องเข็นมาให้ดู   ยืนอยู่ตรงทางเดิน ถึงกับทรุดลงไปนั่ง  คุณสจ๊วตหิ้วปีกขึ้นมาแล้วปลอบว่า "ไม่เป็นไรครับ   ไม่มีอะไร"
จากนั้นก็นั่งรัดเข็มขัด   วูบเหมือนเล่นเรือไวกิ้ง แต่ว่าหนักกว่าหลายเท่า   หลายครั้งคิดว่าคงจะได้ลงก้นทะเลเสียแล้ว

กว่าจะมาถึงดอนเมือง(ตอนนั้นยังไม่มีสุวรรณภูมิ) ก็รู้สึกเหมือนรอดตาย  ตอนเดินมาต.ม.  ได้ยินเสียงผู้ชายไทยที่นั่งมาเที่ยวบินเดียวกัน บ่นมาข้างหลังกับเพื่อนว่า
"กูเข็ดจนตาย  ไม่นั่งเครื่องบินอีกแล้ว"
 
ตอนนั้นก็รู้สึกเหมือนเขา  แต่ด้วยหน้าที่และความจำเป็นหลายอย่างก็เลยยังทำให้เข็ดไม่ได้จนบัดนี้ละค่ะ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4190


ความคิดเห็นที่ 173  เมื่อ 08 ก.ค. 12, 18:15

เรื่องตกหลุมอากาศนี้ ทำให้ทุกคนตกใจกลัวเหมือนกันหมด

หากเป็นเครื่องบินไบพัด จะมีโอกาสตกหลุมอากาศมากว่าเครื่องบินเจทหลายเท่ามาก เนื่องจากมีความเร็วบินเดินทางต่ำและบินอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก   ความเร็วส่วนมากจะอยู่ในช่วงประมาณ 300 - 500 กม.ต่อชั่วโมง และบินในระดับความสูงระหว่าง 15,000 - 25,000 ฟุต    ต่างกับเครื่องบินเจทที่บินเดินทางด้วยความเร็วในระดับ 800 -900+ กม.ต่อชั่วโมง และบินในระดับสูงประมาณ 30,000 ฟุตขึ้นไป
โดยหลักการปรกติ อากาศในระดับความสูงที่ยิ่งใกล้พื้นดินมากเพียงใดก็จะยิ่งมีความหนาแน่นสูงและก็ความแปรปรวนสูงตามไปด้วย ในขณะที่ยิ่งระดับสูงขึ้นไปอากาศจะยิ่งบางลงและยิ่งมีความแปรปรวนน้อย   ความเร็วในการเดินทางของเครื่องบินก็มีผลคล้ายกับการขับรถยนต์บนถนนขรุขระ ขับช้าก็รถก็โยกเยกไปมา ขับเร็วจะทำให้รถวิ่งได้ราบเรียบมากขึ้น

ทำยังกะขับเครื่องบินเป็นงั้นแหละ  เคยได้จับคันบังคับบินอยู่สัก 10 นาทีครั้งเดียวเท่านั้นเองครับ ในระหว่างการบินทดสอบและปรับอุปกรณ์สำหรับการสำรวจทางธรณ๊ฟิสิกส์ที่แคนาดา
ที่พอจะรู้เรื่องก็พราะเป็นคนขี้สงสัยและอยากรู้ เลยถามหาความรู้จากนักบินฝรั่งหลายคน (เมื่อมีโอกาส) ในครั้งอยู่ในคณะผู้คุมการบินสำรวจธรณีฟิสิกส์ทางอากาศทั่วประเทศไทย
 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4190


ความคิดเห็นที่ 174  เมื่อ 08 ก.ค. 12, 18:52

เลยจะขอเล่าขยายความเื่พื่อเป็นความรู้สำหรับนักเดินทางด้วยเครื่องบินทั้งหลายครับ

ผมเดินทางด้วยเครื่องบินครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 10 ปี ด้วยเครื่องบินสองเครื่องยนต์ที่เรียกขานกันว่า ดาโกต้า ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ใช้เหมือนกับรถสิบล้อทางอากาศในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยความเร็วบินที่ต่ำ (ประมาณ 300 กม./ชม.) และบินที่ระดับต่ำไม่เกิน 8,000 ฟุต จำได้ว่ายังกับขี่ม้าพยศในอากาศ ตกหลุมอากาศเป็นว่าเล่นเลยทีเดียว   ต่อมาก็เดินทางกับเครื่องที่เรียกกันว่า แอฟโร 748 ความเร็วบินเดินทางมากขึ้นหน่อย (ประมาณ 450 กม./ชม.) และบินสูงขึ้นอีกหน่อยในระดับประมาณ 12,000 ฟุต  การตกหลุมอากาศน้อยลงไปอย่างมากเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเกือบจะไม่มี จนกระทั่งเข้ายุคเครื่องบินเจท การตกหลุมอากาศจะเป็นการฟลุ๊คเจอเสียมากกว่า

ความกลัวการเดินทางด้วยเครื่องบินก็ยังคงมีติดอยู่ จนกระทั่งเดินทางไปเรียนหนังสือในสมัยที่เครื่องจัมโบ้เพิ่งจะออกบินข้ามทวีประหว่างสหรัฐกับเอเซีย ขากลับก่อนขึ้นเครื่อง ในห้องพักผู้โดยสาร มีนักบินมาบรรยายเรื่องเกี่ยวกับเครื่องบินจัมโบ้ เพื่อให้ผู้โดยสารได้คลายกังวลในข้อสงสัยต่างๆที่เขาประมวลมาได้  ผมคิดว่าคงมีคนกลัวกันมากเลยทีเดียว ขนาดที่มีหนังสือเขียนออกมาขายเพื่ออธิบายเรื่องการเดินทางด้วยเครื่องบินขนาดใหญ่ระยะทางไกลๆ  ในเที่ยวกลับของผมนี้ ยังกับราชาเลย จำได้ว่ามีผู้โดยสารประมาณ 50 คนเท่านั้นสำหรับเครื่องบินที่บรรทุกได้ถึง 300+  เดินได้ทั่วเลยครับ อาหารการกินเพียบ การบริการเยี่ยม ก็คงเพราะพนักงานคงเบื่อที่ไม่มีงานทำพอมือ เลยได้คุยด้วย ได้ความรู้อีกมากมายตลอดการเดินทาง

เท่าที่พอจำได้สำหรับเครื่องในสมัยนั้น คือ เครื่องจำโบ้มีน้ำหนักในระดับ 300+ ตัน  ถังน้ำมันบรรจุประมาณ 2 แสน 5 หมื่นลิตร กินน้ำมันวินาทีละประมาณ 2 แกลลอน บินได้ระยะทางมากกว่า 10,000 กม. หรือบินได้นานมากกว่า 12 ชม.  ใช้เครื่องนำร่องสามระบบตรวจสอบกันไปมา จึงไม่มีทางหลงเส้นทาง   
บันทึกการเข้า
พวงแก้ว
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 175  เมื่อ 08 ก.ค. 12, 19:05

โชคดีที่เคยเจอเครื่องตกหลุมอากาศน้อยครั้ง ก็เลยไม่กลัว แต่ตอนที่เจออยู่ครั้งหนึ่ง รู้สึกเหมือนเครื่องถูกมือยักษ์จับเขย่า

กลัวเครื่องจะแยกออกเป็นชิ้นๆ ตกใจเหมือนกัน แต่นอกนั้นก็แค่นิดหน่อย

สิ่งที่ชอบคืออยากนั่งติดหน้าต่าง จะได้ดูภาพนอกหน้าต่างชัดๆ ได้ถ่ายรูปมุมสูง มองลงมาเห้นทะเลกว้างสุดสายตา ก้เสียวๆนิดหน่อยว่ามัน สู๊ง สูง

แต่ตอนเครื่องทะยานขึ้น เหมือนเราเหาะได้ราวซุปเปอร์แมน

พอเครื่องปรับระดับเรียบร้อยแล้วเห็นก้อนเมฆอยู่เบื้องล่าง เหมือนเราอยู่บนก้อนเมฆ ชวนให้จินตนาการถึงสวรรค์...

แต่หงุดหงิดมากถ้าไปการบินไทยเพราะไม่มีอะไรให้เล่นฆ่าเวลาเลย เหมือนนั่งบ.ข.ส. เวลาเป็น 10 ช.ม. มันทรมานมาก

ถามเพื่อน ที่ทำงานการบินไทย เขาก็บอกว่า เป็นเพราะงบประมาณ....

ในขณะที่สายการบินอื่นเขามีบริการเพียบ นั่งดูหนัง ฟังเพลง เพลินไป  ถ้าเลือกได้จะดีใจที่นั่งสายการบินอื่น

(ไม่ใช่ไม่สนับสนุนสายการบินชาติตัวเอง) นอกจากอาหารที่อร่อยแล้ว มันเบื่ออะคะ...
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30957

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 176  เมื่อ 08 ก.ค. 12, 19:15

มาเล่าเรื่องกลัวเครื่องบินต่อค่ะ
ความกลัวหลุมอากาศส่งผลต่อมาหลายปี  ทำให้หมดโอกาสเที่ยวไปหลายครั้ง    จนกระทั่งมาถึงยุคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปก็จำต้องกัดฟันนั่งฝ่าอากาศแปรปรวนไปตามเรื่อง    ผ่อนหนักให้เป็นเบาด้วยการเลือกฤดูอื่นที่ไม่ใช่ฤดูฝน   ครั้งไหนขึ้นนั่งกัปตันบอกว่าอากาศดี  clear sky  ก็โล่งอกไปเที่ยวหนึ่งค่ะ
ความกลัวเพิ่งจะหายไปก็เมื่อไปคุยกับเพื่อนเขยที่เป็นทหารอากาศระดับบิ๊ก ขับเครื่องบินมาแล้วทุกชนิด    ได้คำตอบว่าช่วงที่อันตรายที่สุดคือตอนเครื่องบินขึ้นกับเครื่องบินลง     ส่วนเมื่อขึ้นไปอยู่บนฟ้าแล้วไม่ต้องห่วง    อากาศแปรปรวนก็เหมือนกับขับรถไปตามถนนขรุขระ ไม่มีอะไรมาก    ไม่ทำให้เครื่องบินตก    จากนั้นความกลัวก็ลดลงค่ะ ทำให้พอจะทำใจให้หลับไปได้

มาเจอการทดสอบประสาทอีกครั้งก็ปีกว่าๆก่อนหน้านี้   เที่ยวนั้นไปอเมริกาตามเคย   พอลงนั่งคุณสจ๊วตมาช่วยยกกระเป๋าแครี่ออนขึ้นวางบนที่เก็บเหนือศีรษะ แล้วบอกด้วยเสียงธรรมดาๆว่าคืนนี้ตอนตีหนึ่ง เครื่องบินจะเจอไต้ฝุ่นจากทะเลจีนใต้นานราวๆหนึ่งช.ม. ครับ    เขาคงไม่รู้ว่าคนฟังฟังแล้วอยากจะเดินสวนทางออกประตูเครื่อง  กลับไปบ้านเสียเดี๋ยวนั้น
ตีหนึ่งกว่าๆเจอไต้ฝุ่นจริงๆ   ขนาดกัปตันบินเฉียดโดยหางไต้ฝุ่น    เครื่องยังสั่นเหมือนถูกมือยักษ์เขย่าโครมๆ   เหลียวมองฝรั่งอื่นๆใกล้กันเห็นหลับกันอุตุ ไม่มีใครสนใจ   แม้เขย่าแรงจนประตูที่เก็บของเหนือศีรษะหล่นเปิดอ้าลงมา   ปลอบใจตัวเองว่าก็ยังดีที่หน้ากากออกซิเย่นไม่หล่นตามลงมาให้ต้องสวมก็ดีแล้ว  จากนั้นก็แข็งใจข่มใจให้หลับ      ปรากฏว่าหลับได้สำเร็จ
พอเอาชนะความกลัวได้ จากนั้นก็อาการดีขึ้นเข้าขั้นปกติ  นอนหลับรวดเดียวหลายชั่วโมงในเครื่องเหมือนอยู่ในบ้าน   ทำให้การเดินทางไม่ทรมานอีกต่อไป  จะมีก็แต่เบื่อหน่ายที่ต้องนั่งอุดอู้อยู่นานเกือบยี่สิบชั่วโมงเท่านั้นเอง

แต่ปีนี้คงไม่ไปไหนอีกค่ะ   อ่านพบว่าเที่ยวบินต่างๆต้องบินวน เซิ้งกระติ๊บกันอยู่เหนือสนามบินสุวรรณภูมินานนับชั่วโมงกว่าจะหาคิวลงมาจอดได้      
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E12322331/E12322331.html
เพิ่งรักษาโรคกลัวหลุมอากาศและอากาศแปรปรวนหายไปหยกๆ   ยังไม่อยากมารักษาโรคกลัวรอคิวรันเวย์อีก
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4190


ความคิดเห็นที่ 177  เมื่อ 08 ก.ค. 12, 19:57

ผมมาเลิกกลัวการเดินทางด้วยเครื่องบินก็ที่ออสเตรเลีย

ครั้งนั้นต้องเดินทางพร้อมคณะที่ไปฝึกอบรม โดยใช้เครื่องบินเช่าเหมาลำขนาดเล็ก 2 ลำ เป็นการเดินทางกลับจากเหมืองแร่ทองคำแห่งหนึ่ง ทุกคนมีเพียงกระเป๋าใบเล็กใส่ชุดแต่งกายและอุปกรณ์ลงเหมือง พอนักบินเห็นก็ร้องจ้ากเลย คะเนก็พอรู้ได้ว่าน้ำหนักเกินแน่ๆ ถึงขนาดต้องชั้งน้ำหนักทั้งคนทั้งของทุกอย่างแล้วบันทึกข้อมูลของคนและสิ่งของแต่ละชิ้น เอามาคำนวนจัดแบ่งว่าใครและของชิ้นใหนจะไปอยู่บนเครื่องบินลำใด เรียกได้ว่าเ็ต็มพิกัดทั้งสองลำ นักบินยังต้องแลกเครื่องกันขับเพราะว่าอีกคนหนึ่งไม่มั่นใจว่าเพื่อนจะเอาลำที่ใหญ่กว่าขึ้นได้หรือไม่  สภาพความกลัวแบบกังวลขนาดหนักของผมแต่เดิมหายไปปลิดทิ้งเลยเมื่อเห็นนักบินปล่อยมือกดปุ่มเป็นบินอัตโนมัติเมื่อเครื่องเริ่มลอยแหงนหน้าขึ้นพ้นรันเวย์ ควักบุหรี่ออกมาสูบแบบสบายใจ ปล่อยให้เครื่องกระดอนไปมาในอากาศที่ไม่ค่อยจะดี   ตั้งแต่นั้นมา เลิกกลัวไปเลยครับ

แล้วก็กลับมากลัวใหม่ตอนมาคุมบินสำรวจ แต่กลัวเฉพาะตอนขึ้นกับลงเท่านั้น  ก็เพราะรู้มากขึ้น

เพราะเครื่องบินสำรวจต้องบินใระดับต่ำ เครื่องปีกแข็งบินในระดับประมาณ 2,000 ฟุต เครื่องเฮลิคอปเตอร์บินระดับ 400 ฟุตเหนือพื้นดินตามภูมิประเทศ
ความรู้ที่ได้รับคือ ระดับ 2000 ฟุตนี้เป็นระดับเส้นยาแดงที่เครื่องมีโอกาสตกหลุมมอากาศลงกระแทกพื้นดิน จึงเป็นระดับที่อันตรายมากสำหรับช่วงเวลาขณะบินขึ้นและร่อนลง  หากสังเกตดีๆจะเห็นว่าในขาขึ้น เครื่องจะเชิดหัวไปให้สูงเลยทีเดียวด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาประการหนึ่ง ผนวกกับการลดเสียงดังของเครื่องยนต์มิให้รบกวนประชาชนที่อยู่อาศัยรอบๆสนามบิน และในขาลงในพื้นที่ที่เป็นภูมิประเทศป่าเขาที่บางครั้งจะลงแบบลดระดับรวดเร็ว

สำหรับเฮลิคอปเตอร์นั้น การบินไต่ตามยอดเขาและหน้าผา รวมทั้งการลงจอดบนยอดดอยนั้น ไม่สนุกเอาเลยทีเดียว  ผมรู้จักคำว่าเหงื่อกาฬแตกก็เพราะวันหนึ่งต้องไปบินกับเครื่องเฮลิคอปเตอร์ขึ้นๆลงๆตามยอดเขาและหน้าผาแถวเมืองกาญจนบุรีนี้เอง  ไม่ได้เกิดจากความกลัวนะครับแต่เกิดจากอาการเมาเครื่อง ขนาดนั่งเหยียดขาทำตัวพาดเก้าอี้ 45 องศาเพื่อปรับจุดหมุนของร่างกายให้น้ำในหูมันเคลื่อนที่ไปมาได้น้อยลง  เหงื่อเม็ดโตๆเป็นเม็ดๆห่างกันออกมาตามฝ่ามือและแขนเต็มไปหมด
 
รอยอินท่านว่าเป็นเหงื่อของคนใกล้ตาย หรือตกใจกลัว   ผมว่ามาจากอาการเมาอย่างที่ผมเล่ามาก็ได้ครับ
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1286


ความคิดเห็นที่ 178  เมื่อ 09 ก.ค. 12, 03:47

ขอเล่ามั่งครับ  วันนี้เพิ่งเดินทางมาถึงที่อิตาลีสดๆ ร้อนๆ   มหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่ที่อังกฤษเค้าส่งให้มาเรียนหนังสือที่เมืองโมดินา อิตาลี 2 สัปดาห์ มีค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่ากินให้เสร็จ  เราออกเองแค่ค่าอาหารเย็น  ดีขนาดนี้ไม่มาก็เสียโอกาสมากๆ แลล้ว

พอดีผมถือพาสปอร์ตราชการไทย (Officail Passport) เล่มสีน้ำเงิน ตามข้อตกลงไทย-อิตาลี คนที่ถือพาสปอร์ตราชการไทย เข้าอิตาลีไม่เกิน 90 วันได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า แถมเมืองที่อยู่ในอังกฤษก็ไกลลอนดอน ค่าขอวีซ่าก็แพง  ต้องเสียค่ารถค่าราอีก เลยตัดสินใจไม่ขอวีซ่า   ขอแค่หนังสือรับรองว่าเข้าประเทศอิตาลีไม่ต้องมีวีซ่าจากสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยในลอนดอน  แล้วก็ print เอกสารอิตาลี โหลดมาจากเว็บกระทรวงต่างประเทศอิตาลีมั๊ง  ที่บอกว่ามีพาสปอร์ตราชการไทย เข้าอิตาลีได้ไม่ต้องมีวีซ่า  พิมพ์ไว้เผื่อเหนียว


ปรากฏว่าต้องไปต่อเครื่องที่ปารีส ฝรั่งเศส แล้วมันต้องผ่าน ตม. ฝรั่งเศสก่อน ทีนี้ก็ป็นเรื่องเลย  ตม. ฝรั่งเศสบอกแต่ว่าไม่มีวีซ่า ให้เข้าไม่ได้ ถึงแม้ปลายทางจะไปอิตาลีก็เถอะ ต้องมีเชงเก้นวีซ่าเท่านั้น ไม่ยอมให้ผ่าน  เอาเอกสารหนังสือรับรองไทยให้ดู  เอกสารที่ print จากกระทรวงต่างประเทศอิตาลีให้ดู มันก็ไม่ดู ไม่รู้ไม่เห็น บอกว่าไม่มีวีซ่าไม่ได้อย่างเดียว จะพาสปอร์ตราชการก็ไม่เกี่ยว ยกเว้นให้แต่ special passport เป็นยังไงก็ไม่รู้  สงสัยที่เค้าเรียกว่าเล่มแดงมั๊ง  คุยกันก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เจ้าหน้าที่ ตม. ฝรั่งเศสภาษาอังกฤษอ่อนแอกว่าผมอีก หยาบคายอีกต่างหาก


สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ เลยโดนพาไปห้องเย็น  ตม. คนนั้นให้ผมรอในห้องเย็นแล้วเค้าเอาเอกสารต่างๆ ไปคุยกับหัวหน้ามั๊ง แล้วออกมาสัมภาษณ์ผมอีกรอบ ถามหาเอกสารอื่นๆ ก็ไม่มีให้ มีแค่เท่าที่ให้ไป ลุ้นระทึกอยู่ราวสิบกว่านาที  กลัวว่าจะโดนส่งกลับอยู่ จองตั๋งรถไฟ โรงแรมเตรียมไปเที่ยวต่อไว้หมดแล้ว  แถมถ้าโดนส่งกลับ ค่าเครื่องบินก็เอาไปเบิกไม่ได้   ร้องไห้  เครียดสุดๆ  แต่ซักพักเค้าก็ออกมาบอกว่าให้ไปได้ ค่อยโล่งอก 


แต่ก็ตกเครื่องเรียบร้อย  ต้องรอเที่ยวบินถัดไป  แต่ก็ดีครับ เพราะตกเครื่อง เลยได้คูปองไปแลกน้ำกับแซนวิชฟรี ไม่ต้องเสียเงินซื้อ  ยิงฟันยิ้ม รอไม่นานมากด้วย แค่สองชั่วโมงครึ่งเอง  ชิวๆ  อ้อ สนามบินชาร์ลเดอโกลนี่ ต่อเครื่องลำบากสุดๆ เลย


พอมาถึงอิตาลี กะว่าคงต้องโดนกักตัวอีกรอบ เตรียมตัวเตรียมใจ  ปรากฏว่าพอถึงสนามบินโบโลญญาแล้วไม่ต้องผ่าน ตม. อะไรอีกเลย เดินออกมาจากสนามบินได้โดยไม่มีการตรวจใดๆ งง มากๆ  เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่ ตม แม้แต่คนเดียวด้วยซ้ำ   ไม่เห็นแม้แต่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่สนามบินเลย  ในสนามบินมีเด็กหนุ่มๆ สาวๆ มาตั้งกลุ่มเตะฟุตบอล เล่นกีฬากันด้วย  แปลกมากๆ ต้องไปเดินหาเคาเตอร์ติดต่อสอบถาม มีหลายเคาเตอร์แต่ส่วนใหญ่ปิด เพื่อถามว่ากระผมต้องผ่านด่าน ตม ไหม  กว่าจะจเอที่เค้าเปิดมี จนท. เค้าบอกว่าถ้าผ่านฝรั่งเศสได้ก็ไม่ต้องตรวจอะไรอีกแล้ว    เป็นงั้นไป

ตอนนี้พาสปอร์ตราชการไทยของผมเลยสะอาดเอี่ยม  ไม่มีการปั๊มใดๆ จากทั้งฝรั่งเศส ทั้งอิตาลี  ทั้งวันที่หรืออะไรทั้งนั้น  ไม่มีอะไรอ้างอิงเป็นหลักฐานเลยว่ามาถึงอิตาลีแล้ว นอกจากตัวกับพุงกลมๆ   นี่ยังไม่รู้ขาออกจะกลับอังกฤษจะมีปัญหารึเปล่า อีก 2 สัปดาห์อาจจะได้มีอะไรมาเล่าให้ฟังครับ  เจ๋ง
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
พวงแก้ว
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 179  เมื่อ 09 ก.ค. 12, 05:00

ขนาดนั่งเหยียดขาทำตัวพาดเก้าอี้ 45 องศาเพื่อปรับจุดหมุนของร่างกายให้น้ำในหูมันเคลื่อนที่ไปมาได้น้อยลง 

สิ่งที่กลัวกว่าการขึ้นเครื่องบินคือ เรื่องการปวดแก้วหูอย่างแรง จะได้ว่าเคยเดินทางด้วยเครื่องบินเล็กในประเทศ ตอนเครื่องร่อนลง

รู้สึกปวดหูอย่างรุนแรง พยายามหายใจเข้าแล้วกลั้นลมหายใจเพื่อช่วยลดความเจ็บปวด รู้สึกเหมือนมีลมออกหู (ทั้งที่ไม่ได้โกรธจัด)

รู้สึกดีขึ้นแป้บหนึ่ง แล้วก็เป็นอีก กว่าเรื่องจะจอด ก็เล่นเอาปวดในหูมาก แต่พอเครื่องนิ่งแล้วอาการก็หายไป ....รู้สึกขยาดกับเครื่องบินในประเทศมากคะ

ขอถามท่านผู้รู้ มีใครเป็นอย่างนี้บ้าง และควรจะแก้ปัญหาแรงกดดันที่แตกต่างนี้อย่างไรคะ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 10 11 [12] 13 14 ... 37
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.051 วินาที กับ 19 คำสั่ง