เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12 13 ... 37
  พิมพ์  
อ่าน: 146832 เก็บตกมาจากการเดินทาง
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6214


ความคิดเห็นที่ 150  เมื่อ 03 ก.ค. 12, 11:06

         เพิ่งกลับจากประเทศหมู่เกาะ(atoll)ที่เป็น planet's lowest country ซึ่งมี
lowest natural highest point in the world, at 2.4 metres (7 ft 10 in) ครับ

          ผู้คนผิวคล้ำมีน้ำใจ เห็นนักท่องเที่ยวมองหาจนท.จากที่พักที่จองไว้ก็เข้ามาถามไถ่
และบอกทางให้
          ที่ท่าอากาศยาน ตอนเดินเข้าประตูไปรอเครื่องบินกลับบ้าน พนักงานที่นั่งพักอยู่แถวนั้น
ก็เอ่ยคำอำลา goodbye ให้ด้วย

Maldives


บันทึกการเข้า
พวงแก้ว
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 151  เมื่อ 03 ก.ค. 12, 19:30

น้ำใสราวกับกระจกเลยนะคะ หมู่เกาะนี้อยู่ที่ไหนคะคุณศิรา

บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4387


ความคิดเห็นที่ 152  เมื่อ 03 ก.ค. 12, 19:31

^
สวยมากนะครับ

Atoll คือ เกาะกลางมหาสมุทรหรือทะเล ที่มีลักษณะเป็นวงแหวนที่เชื่อมต่อกันเกือบสนิท แอ่งของน้ำภายในวงแหวนเรียกว่า Lagoon พื้นที่น้ำตื้นรอบวงแหวนด้านนอกมักจะเรียกกันว่า Shoal area ซึ่งคือพื้นที่ๆยอดคลื่นยกตัวสูงขึ้นและตกลงมากระเส็นกระสายเป็นฟอง ดูสวยงามดี

Atoll ทั้งหมดเป็นเกาะปะการัง และเกือบจะทั้งหมดพบในพื้นที่ในบริเวณของเขตละติจูดเหนือ-ใต้ที่เรียกว่า Tropical Zone คือ ประมาณระหว่าง 20+/- องศาเหนือและใต้ จะพบในมหาสมุทรห่างไกลจากแผ่นดิน และจะพบมากในมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย

การเกิดเกาะ Atoll นี้ อธิบายในทางธรณีวิทยาได้  เกาะเหล่านี้มีฐานด้านล่างเป็นปากปล่องภูเขาไฟ (Crater) เหมือนกับสภาพบนบกที่เรียกว่า Crater lake ซึ่งจะมีขอบรอบๆสูงกว่าพื้นที่ตรงกลาง    ภูเขาไฟที่เป็นฐานของ Atoll เหล่านี้ เป็นภูเขาไฟที่เกิดอยู่เป็นทิวตามแนวรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกที่สร้างขึ้นมาใหม่จากหินละลาย (Magma)ที่อยู่ใต้ชั้นเปลือกโลก ซึ่งแนวนี้จะอยู่แถวๆกลางมหาสมุทร จึงเรียกทิวเขาใต้น้ำเหล่านี้ว่า Mid oceanic ridge    พื้นที่ตามแนวทิวเขาใต้น้ำนี้จะมีระดับน้ำตื้นกว่าตามแนวชายขอบทวีป  อันนี้เป็นความจริงที่ค่อนข้างจะขัดกับความรู้สึกของเราโดยทั่วไปที่คิดว่ายิ่งห่างออกจากฝั่งไปในมหาสมุทรมากเท่าใด น้ำก็จะยิ่งลึก   ซึ่งแท้จริงแล้วที่บริเวณรอยต่อของชายขอบทวีปกับมหาสมุทรจะเป็นบริเวณที่มีน้ำลึกที่สุด (ภาพง่ายคือยิ่งห่างฝั่งน้ำยิ่งตื้น_จากลึกหลายกิโลเมตรเป็นลึกสองสามกิโลเมตร)

แผ่นเปลือกโลกที่เกิดมาจากหินละลายดันขึ้นมาและที่บ้างก็ปะทุเป็นภูเขาไฟในพื้นที่กลางมหาสมุทรนี้ ทั้งหมดจะค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าหาฝั่ง ซึ่งจะไปมุดกลับลงไปสู่ใต้ชั้นผิวโลกใหม่อีกครั้งก็ที่ตะเข็บรอยต่อกับทวีปที่เป็นแผ่นดิน ซึ่งทำให้เกิดร่องลึกที่เรียกว่า Deep sea trench เช่น Mariana trench (ซึ่งลึกที่สุดในโลก ประมาณ 8 กม.)    ที่เกิดแผ่นดินไหวและซึนามิถล่มทลายเป็นหายนะที่น่าสะพึงกลัวของญี่ปุ่นเมื่อไม่นานมานี้ก็มาจากสาเหตุเรื่องของการการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกที่สะดุดอยู่ช่วงช่วงเวลาหนึ่งนี้เอง

ในมหาสมุทรก็มีกระแสน้ำไหลหมุนเวียน ทั้งในทางราบและทางดิ่ง และมีกระแสน้ำที่อุ่นและน้ำที่เย็น ซึ่งเกิดมาจากกระแสลมที่พัดผ่านผิวน้ำ ความต่างของความหนาแน่นของน้ำ (เนื่องมาจากความเย็นในเขตละติจูดเหนือและใต้และความอบอุ่นในเขตศูนย์สูตร) และการหมุนตัวของโลก    ณ บริเวณที่เหมาะสม มีน้ำไหลหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิพอเหมาะ ประกอบกับปล่องภูเขาไฟที่เคลื่อนตัวเข้าหาฝั่งตามการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกก็จะจมลงไปเรื่อยๆ (หรีอจากการผุพังถูกทำลายไปก็ตามแต่) จะเป็นบริเวณเหมาะกับการเกิดของปะการัง มันก็จะสร้างตัวขึ้นมาเรื่อยๆ รักษาระดับใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเลและน้ำขึ้นน้ำลง  ยังผลให้เกิดเป็นเกาะปะการังสูงเรี่ยระดับน้ำขึ้นมา

เมื่อประมาณ 6000 ปีที่ผ่านมา น้ำทะเลทั่วโลกลดระดับลงนับเป็นสิบเมตร (ในไทยนั้น จากประมาณ 2300 ปีที่ผ่านมา ระดับน้ำทะเลก็ลดลงไปหลายเมตรจนทำให้เราเห็นสุสานหอยนางรมที่ปทุมธานี) ปะการังที่เกาะอยู่รอบปล่องภูเขาไฟจึงโผล่พ้นน้ำ มีฝนตกเก็บน้ำจืดได้ มีต้นไม้ขึ้น จึงกลายเป็นเกาะ atoll ที่มีทิวทัศน์สวยงามดังในปัจจุบัน  เมื่อมีการสร้างภาพของความ Romantic ให้เกิดขึ้นในใจขึ้นมา เกาะเหล่านี้จึงเหมือนกับพื้นที่สวรรค์ของโลก

บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6214


ความคิดเห็นที่ 153  เมื่อ 04 ก.ค. 12, 09:59

          ^  มัลดิฟส์ ครับ

              ขอบคุณ ข้อมูลและคำอธิบายจากคุณตั้ง ครับ

              ที่พักชื่อ Meeru Island Resort อยู่ทางตอนเหนือของเมืองหลวง Male
ระยะทางนั่งเรือเร็วหนึ่งชั่วโมง ครับ


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6214


ความคิดเห็นที่ 154  เมื่อ 04 ก.ค. 12, 10:12

            ภาพแนวฟองคลื่นสีขาวซัดเข้าหาฝั่งอยู่ลิบๆ  น่าจะเป็นดังที่คุณตั้งว่า

           
อ้างถึง
พื้นที่น้ำตื้นรอบวงแหวนด้านนอกมักจะเรียกกันว่า Shoal area ซึ่งคือพื้นที่ๆยอดคลื่นยกตัวสูงขึ้น
และตกลงมากระเส็นกระสายเป็นฟอง ดูสวยงามดี


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6214


ความคิดเห็นที่ 155  เมื่อ 04 ก.ค. 12, 10:18

            ทรายนุ่มละเอียดสะอาด ปราศจากขยะ สามารถเดินเท้าเปล่าได้ทั่วเกาะ
ที่ท่าเรือมีลูกฉลาม และปลากระเบนวนว่ายทักทาย ครับ
 


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6214


ความคิดเห็นที่ 156  เมื่อ 04 ก.ค. 12, 10:26

          ภาพวงแหวนหมู่เกาะ(atoll) เมื่อมองจากเบื้องบน ครับ


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4387


ความคิดเห็นที่ 157  เมื่อ 04 ก.ค. 12, 21:11

^
ภาพเหล่านี้ทำให้ผมนึกถึงการเลือกที่นั่งในเครื่องบิน

เครื่องบินโดยสารระหว่างประเทศที่บินระยะไกลจะเป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ และมักจะแบ่งออกเป็นสามชั้น คือชั้นหนึ่ง ชั้นธุกิจ และชั้นธรรมดา เรานักเดินทางส่วนมากคงจะมีโอกาสได้นั่งเฉพาะชั้นธรรมดา
การจัดที่นั่งของชั้นธรรมดานี้ มีรูปแบบไม่มาก คือ แถวที่เรียงกันติดฝั่งหน้าต่างด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งมักจะมีอยู่ด้านละสามเก้าอี้เรียงกัน เครื่องบินบางรุ่นอาจจะมีด้านหนึ่งสามเก้าอี้และอีกด้านหนึ่งสองเก้าอี้  และแถวกลาง ซึ่งมักจะเป็นสี่เก้าอี้เรียงกัน หรือสามเก้าอี้ก็มีเหมือนกัน
แล้วก็มีกลุ่มเก้าอี้ที่เว้นวรรคทางเดินกับห้องเตรียมอาหารและประตูทากงออก สองสามแถวหลังสุดของเครื่องด้านหน้าต่างทั้งสองฝั่งอาจจะมีเก้าอี้เพียงสองตัวเรียงกัน

แต่ก่อนนั้น ผู้โดยสารจะมีโอกาสได้เลือกที่นั่งบ้างเล็กๆน้อยๆ และก็มักจะเป็นการขอนั่งริมหน้าต่าง หรือที่นั่งตัวริมทางเดิน บางคนก็จะขอนั่งแถวหน้าๆซึ่งจะอยู่ค่อนไปทางกลางลำตัวเครื่องบิน นัยว่าเพื่อลดอาการเมาเครื่อง

สำหรับผม จะพิจารณาดังนี้ หากใช้เวลาเดินทางมากกว่า 6 ชม. จะขอเลือกตามลำดับดังนี้ ที่นั่งแถวหน้าสุดด้านประตูทางออกและเป็นด้านชิดกับลำตัวเครื่อง จะด้านซ้ายหรือขวาก็ได้ บางครั้งก็จะเจาะจงลงไปว่าด้านซ้ายหรือขวา เพราะต้องการเห็นภูมิประเทศด้านที่เครื่องบินผ่านตามเส้นทาง (ปรกติก็ด้านที่มองเห็นชายฝั่งทะเล) หากไม่ได้ก็จะเป็นที่นั่งที่ติดกับทางเดิน ต่อไปก็ที่นั่งระหว่างสองที่นั่งนี้ก็ได้ และสุดท้าย คือ แถวหน้าสุดตรงกลางตัวเครื่องซึ่งจะติดอยู่ถัดมากับผนังห้องเตรียมอาหาร ซึ่งแถวนี้เขามักจะเก็บไว้ให้พ่อแม่ที่มีเด็กเล็กเดินทางร่วมมาด้วย   เหตุผลที่สำคัญ คือ สามารถลุกยืนเปลี่ยนอริยาบทหรือลุกเดินไปใหนมาใหนได้ง่าย ยื่นเหยียดเท้าออกไปได้ไกลอย่างไม่จำกัด    หากเป็นไปไม่ได้ดังที่กล่าวมา ก็จะขอเลือกที่นั่งแถวหลังสุดฝั่งด้านชิดตัวเครื่อง ซึ่งจะมีโอกาสได้นอนยาวเหยียดบนเก้าอี้แถวกลางสองสามแถวท้ายเครื่อง

หากเครื่องเกิดอุบัติเหตุ ส่วนมากผู้โดยสารที่นั้งส่วนท้ายของเครื่องมักจะรอด ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับผู้โดยสารชั้นหนึ่งที่นั่งอยู่ส่วนหัวของเครื่อง สำหรับที่นั่งที่อยู่ส่วนกลางเครื่องจะอยู่ในบริเวณที่เป็นโครงสร้างแข็งแรงที่สุดของเครื่อบิน แต่ก็เป็นบริเวณที่เป็นถังน้ำมัน  ดวงใครดวงมันครับ

นั่งท้ายเครื่องและหัวเครื่องรู้สึกกับแรง G ได้เหมือนๆกัน มีโอกาสเมาได้เหมือนๆกัน ต่างกันที่ความเงียบขณะบิน ด้านหัวเครื่องจะเงียบมากแต่ก็ได้ยินเสียงอากาศที่ผ่านตัวเครื่อง ด้านท้ายเครื่องเสียงจะดังมาจากไอพ่นของเครื่องยนต์และอาจจะรู้สึกเหมือนนั่งบนเปลกว่งไปมาซ้่ายทีขวาที

สำหรับกรณีที่ต้องไปต่อเครื่องอีกเครื่องหนึ่ง ผมจะเลือกนั่งแถวหน้าหรือไม่ก็ที่นั่งติดทางเดิน เพื่อจะได้เดินออกจากเครื่องไปได้เร็วๆเพื่อจะได้มีเวลามากพอที่จะเดินไปต่ออีกเครื่องหนึ่งโดยไม่ต้องวิ่งครึ่งเดินครึ่ง ระยะทางเดินเพื่อไปต่ออีกเครื่องหนึ่งนั้นยาวโขอยู่ทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อต้องต่อสายการบินภายใน    พบบ่อยมากเหมือนกันแบบไม่รู้มาก่อนว่าจะต้องไปหยิบกระเป๋าจากสายพานหนึ่งเอาไปหย่อนที่อีกสายพายหนึ่ง   การ check through นั้นบางทีก็ได้ผล บางทีก็ไม่ได้ผล บางทีก็ไม่สมประกอบ ได้กระเป๋าในวันต่อมาก็มี จึงเป็นเรื่องปรกติที่อย่างน้อยควรจะมีอุปกรณ์และเสื้อผ้าจำเป็นจริงๆสำหรับการใช้ใส่ไว้ในกระเป๋าเล็กที่หิวขึ้นไปในห้องโดยสาร ในระหว่างที่รอกระเป๋าที่หลงเดินทางไปท่องเที่ยวมา ผมเคยเจอ 7 วันก็มี

 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31156

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 158  เมื่อ 05 ก.ค. 12, 04:15

เห็นมัลดิฟสวรรค์บนดินแล้วอิจฉาคุณ SILA   คงจะมีโอกาสไปบ้างสักวันหนึ่ง

เดินทางทีไรลืมทุกทีว่าควรจะจองที่นั่งไว้   กลายเป็นว่าที่ไหนก็ได้แล้วแต่เจ้าหน้าที่เขาจะส่งมาให้  จึงได้นั่งข้างหน้าต่างบ้าง แถวกลางบ้าง
ต้องจำหลักการของคุณตั้งไปใช้บ้างแล้วละค่ะ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4387


ความคิดเห็นที่ 159  เมื่อ 05 ก.ค. 12, 21:09

มัลดีฟ ชื่อเพราะดี เป็นสถานที่พักผ่อนอย่างจริงจัง   มัลดีฟ จึงมีโอกาสแผลงไปเป็น เมาดีพ (drunk) และ เมาดิบ ได้ ยิงฟันยิ้ม

สำหรับฝรั่ง ไปพักผ่อน ก็คือ การไปพักผ่อนจริงๆ ละทิ้งงานไว้เบื้องหลังอย่างสิ้นเชิง ผมชอบใช้คำว่าไปนอนแถกเหงือกอย่างจริงจัง (ขออภัยหากไม่สุภาพ) วันๆก็คือ นอน อ่าน กิน ทำชีวิตให้มีอิสระอย่างที่ใจอยากจะให้เป็น  ต่างกับเราค่อนข้างจะมาก คือ ต้องการไปพักในที่หรูชั้นหนึ่ง แต่เที่ยวตะรอนๆ (ที่จริงไป shopping) ตอนกลางวันทั้งวัน แถมยังต้องพกโทรศัพท์คอยโทรถามเรื่องงานหรือถกกันเรื่องงาน 

ก็คงจะถูกแล้วที่เราใช้คำว่าไปเดินทางท่องเที่ยว มากกว่าที่จะใช้คำว่าเดินทางไปพักผ่อน 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4387


ความคิดเห็นที่ 160  เมื่อ 05 ก.ค. 12, 22:11

การเดินทางของผมทั้งหมดเป็นเรื่องการไปทำงาน ในช่วงวันหยุดที่ไม่ต้องทำงานก็คือการไปท่องเที่ยว ช่วงเวลาพักผ่อนสั้งๆของผมช่วงหนึ่งคือในระหว่านั่งอยู่ในเครื่องบิน เสียบหูฟังๆเพลงที่ชอบ กินเต็มรูปแบบที่เขาให้บริการ แ้ม้อาหารจะไม่อร่อยมากนัก ตักกินยาก แต่ก็ทำให้พอมีความสุขใจได้พอควร

อาหารบนเครื่องบินนั้น แม้จะมาเป็นถาด วางอัดกันมา หากพิจารณาให้ดีก็จะเป็นอาหารเต็มตาม Course ที่เสิร์ฟกันในภัตตาคารหรูๆ
 
เริ่มต้นด้วย Aperitif คืออาหารและเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย บนเครื่องก็จะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล เช่น เบียร์, gin, whiskey, campari, bloody mary ฯลฯ  ซึ่งจะให้กินกับถั่วหรืออะไรกรอบๆเป็นหลัก ต่างกับตามภัตตาคารที่จะเป็นเนื้อเย็นหรืออะไรชิ้นเล็กๆขนาดสองสามคำเพื่อแกล้ม (Cold plate)
 
ถัดจากนี้ไปก็จะมาเป็นถาดเลย มีอาหารร้อนในถ้วย casserole แครกเกอร์ เนยอ่อน เนยแข็ง ขนมปัง สลัด ผลไม้ ชิ้นเค็ก เกลือพริกไทย มีถ้วยกาแฟ แก้วบรั่นดี ถ้วยไวน์ ช้อนซ่อม    เลือกกินอย่างใดก่อนหลังตามสบายไม่ว่ากัน   ก็เหมือนกับตามภัตตาคารดีๆ ที่จะแยกจานขนมปังและเนย จากนั้นตามมาด้วยซุป หรือสลัด (สลัดนี้บางแห่งก็เป็นจานที่ตามมาพร้อมหรือหลังอาหารจานหลัก) ตามมาด้วยอาหารจานหลัก ไวน์นั้นบนเครื่องบินก็มีทั้งขาวและแดง แต่เรามีโอกาสน้อยที่จะเลือกกินให้ถูกกับชนิดของเนื้อ ซึ่งตามปรกติไวน์ขาวจะกินกับเนื้อขาวๆเช่นปลา อาหารทะเล หรือไก่ ส่วนไวน์แดงก็จะกินกับเนื้อสัตว์ที่มีสีแดงทั้งหลาย จบอาหารหลักก็จะเป็นเรื่องของหวาน เค็ก ผลไม้ เนยแข็ง  แครกเกอร์นั้นจะกินกับเนยแข็งก็ได้ กินกับผลไม้ก็ได้ หรือจะกินกับซุปก็ได้ ตามแต่ร้านเขาจะจัดมาให้และเขาคิดว่าเหมาะสม ตามด้วยกาแฟ ตบท้ายด้วยบรั่นดีหรือเหล้าหลังอาหาร (Liqueur)   ทั้งนี้หากได้นั่งในชั้นธุรกิจและชั้นหนึ่ง ก็จะได้รับการเสิร์ฟแยกเป็นทีละอย่างให้คล้ายกับในภัตตาคาร

การกินแบบครบ course นี้ หากเป็นตามภัตตาคารจะใช้เวลามาก บางครั้งประมาณสามชั่วโมงเลยทีเดียว กินบนเครื่องบินนี้แหละ ใช้เวลาไม่ถึงชั่งโมง 

สำหรับอาหารบนเครื่องนี้ ผมพบว่าหากสามารถกินเนื้อวัวได้ก็ขอให้เลือกเถอะครับ คุณภาพและความนุ่มความหวานจะดีกว่าเนื้อไก่ที่มักจะมาแบบแห้งๆมาก สำหรับปลานั้นก็พอใช้ได้ บางครั้งเจอแบบคาวก็มีเหมือนกัน 
สำหรับไวน์นั้น กินบนเครื่อง ไม่ต้องไปสนใจหรอกครับว่าจะต้องเป็นขาวหรือแดง ผมจะดูว่าเป็นไวน์ของที่ใหน ไวน์ขาวบนเครื่องดีกว่าไวน์แดงบ่อยไป โดยเฉพาะที่มาจากแคว้น Alsace ของฝรั่งเศส
ไวน์แดงเป็นไวน์ที่ต้องบ่มนานซึ่งจะทำให้มีราคาแพงตามไปด้วย เขาไม่เอามาให้หรอกครับ ไวน์ขาวไม่ต้องบ่มนานแต่ต้องกินเย็นจึงจะอร่อย ไวน์ขาวกินกับขนมปังทาเนยที่ออกรสเค็มหน่อยจะเข้ากันได้ดีและอร่อยมาก   แล้วหากรู้สึกว่ารสชาติกินไม่ถูกใจเลยก็ให้ขอโซดามาใส่ผสมลงไปเลยรสชาติจะเปลี่ยนไปเป็นกินได้ในทันที   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4387


ความคิดเห็นที่ 161  เมื่อ 05 ก.ค. 12, 22:20

คุณเทาชมพูไปรัฐทางตะวันตกเที่ยวนี้ ขากลับอาจจะเลือกบินกลับออกจากซานฟรานซิสโก 
คงจะได้เคยแวะ Pier 39  ผมยังนึกถึง Clam chowder ในก้อนขนมปัง sourdough กินกับไวน์ขาวอยู่เลยครับ  แล้วก็ออกมาเดินซื้อช๊อกโกแลตทั้งขาวทั้งดำ เดินกินเล่นไปตามท่าเรือ เพลิดเพลินสำราญใจจังครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31156

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 162  เมื่อ 05 ก.ค. 12, 23:57

 น่าเสียดายมากที่ไม่มีโอกาสกลับทางSF.   เพราะซื้อตั๋วไปกลับทาง LA. ไว้ค่ะ.  เนื่องจากจะไปพักกับเพื่อนที่. Ontario. ใกล้ LA.   แล้วเดินทางต่อจากสนามบินออนทาริโอ. เป็นสนามบินเล็กๆที่สวยสะอาด.   มีคนน้อย เดินง่าย ไม่ยุ่งยากสับสนอย่างสนามบินใหญ่  เลยไม่ได้ไปเมืองอื่นสักที
ดวงเป็นคนเดินทางที่ไม่ค่อยมีโอกาสท่องเที่ยว.    ได้แต่พักผ่อนซึ่งหนักๆเข้าก็เบื่อเต็มที  เป็นอย่างคุณตั้งตั้งข้อสังเกตไว้คือคนไทยชอบท่องเที่ยวมากกว่าพักผ่อน

อาหารบนเครื่องนั้นโดยมากกินไม่ค่อยจะลง.    ถ้าเทียบกันแล้วชอบอาหารการบินไทยมากกว่าสายการบินอื่น.  ยิ่งของฝรั่งแล้วกินไม่ลงเลยสักสายเดียว.   ถ้าเป็นอาหารเนื้อ. มันจืดชืดเหมือนกินมัมมี่แช่เย็น
ส่วนเนยแข็ง ดิฉันไม่ชอบกินกับแครกเกอร์.   แต่ไปชอบกินกับผลไม้แทน.  ถ้ากินกับไวน์แดงก็ยิ่งอร่อย.  แต่ไม่มีโอกาสกินเพราะไวน์เป็นสุราเมรัย.  เลยอด
ถูกหัดให้กินเนยแข็งกับกล้วยหอมตั้งแต่เด็ก. มันเข้ากันได้ดีมาก.    ไม่รู้ว่าเด็กๆสมัยนี้เขายังกินกันอยู่รึเปล่านะคะ
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6214


ความคิดเห็นที่ 163  เมื่อ 06 ก.ค. 12, 10:41

อ้างถึง
มัลดีฟ ชื่อเพราะดี เป็นสถานที่พักผ่อนอย่างจริงจัง

                ไปพักผ่อน ก็คือ การไปพักผ่อนจริงๆ ละทิ้งงานไว้เบื้องหลังอย่างสิ้นเชิง ผมชอบใช้คำว่าไปนอนแถกเหงือก
อย่างจริงจัง (ขออภัยหากไม่สุภาพ) วันๆก็คือ นอน อ่าน กิน ทำชีวิตให้มีอิสระอย่างที่ใจอยากจะให้เป็น

         เห็นด้วย 100% เต็ม ครับ ไปนั่งๆ นอนๆ ผ่อนคลาย ไม่ต้องทำงาน อยู่ในโลกใหม่ห่างไกล
ลืมโลกเดิมๆ สุขสบายจนแทบไม่อยากกลับ

                ย้อนกลับเรื่องที่นั่งในเครื่อง ครับ

               สำหรับบางคนที่มีอาการเมา motion sickness ซึ่งเป็นผลจาก"ความขัดแย้ง"
ของข้อมูลที่ส่งเข้าสมองระหว่าง ศูนย์การทรงตัว(ซึ่งอยู่ในหูชั้นใน)ที่รับรู้ว่ามีการเคลื่อนไหว
กับ ประสาทตาที่ไม่รู้เห็นการเคลื่อนไหวนั้น ทำให้สมองสับสนแล้วเกิดเป็นอาการมึนเมา คลื่นไส้ อาเจียน

               เขาข้อแนะนำให้นั่งตอนหน้าหรือกลางของเครื่องแถวปีกซึ่งจะเป็นบริเวณที่เสถียรกว่าส่วนอื่น 
ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวมากนัก และหากได้นั่งริมหน้าต่างให้มองที่จุดเส้นขอบฟ้า ครับ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31156

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 164  เมื่อ 06 ก.ค. 12, 11:47

การผ่านด่านตรวจ  security   เป็นเรื่องระทึกใจทุกครั้งทั้งๆไม่เคยมีปัญหา   แต่บรรยากาศของสถานที่และสีหน้าเคร่งเครียดของเจ้าหน้าที่ทำให้คิดอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากพลอยเครียดตามไปด้วย
ดังนั้นก่อนเดินทางจึงเตรียมตัวเองให้ผ่านด่านอย่างสะดวกง่ายดายที่สุด   คือ
๑  รองเท้าสวมง่ายถอดง่าย    เพราะต้องถอดใส่ถาดไปให้ตรวจ
๒  อย่าคาดเข็มขัดจะดีกว่า  เพราะต้องถอดเหมือนกัน
๓  เสื้อแจ็กเก็ต  ถ้าจำเป็นเพราะอากาศหนาวก็ต้องชนิดถอดง่าย ไม่ยับ  สวมกลับเข้าไปก็ง่าย      อย่าสวมเชิ้ตชนิดเปิดด้านหน้าทับสายเดี่ยว   หรือเสื้อตัวนอกที่เข้าชุดกับสายเดี่ยวหรือเกาะอก   เพราะต้องถอดตัวนอก  โชว์ตัวในโดยไม่ตั้งใจ   ถ้าอยากโชว์ก็แล้วไป
๔  อย่าเผลอเอาขวดบรรจุของเหลว ใส่กระเป๋าเล็กชนิดลากขึ้นเครื่อง (carry on)   เช่นครีมทามือ สบู่เหลว แชมพู ยาสีฟัน   เพราะคุณจะถูกยึดทันที แถมเจ้าหน้าที่อาจทำหน้าเหมือนคุณเป็นผู้ก่อการร้ายอีกด้วย 
๕    ขวดน้ำก็เหมือน  อย่าเอาผ่านด่านเด็ดขาด
๖    ทำใจว่าเจ้าหน้าที่เขาจะสุ่มเปิดกระเป๋าตรวจให้กระจุยกระจายเมื่อใดก็ได้     ไม่มีสิทธิ์โวยวาย  แม้ว่าของหายไปก็ถือเป็นกรรมของเราเอง

ของมีค่าเช่นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ไอแพด  อย่าใส่ในกระเป๋าใบใหญ่โหลดไปใต้ท้องเครื่องบิน   เพราะเสี่ยงกับสูญหายจับมือใครตมไม่ได้    ขอให้ทนสะพายไหล่ลู่ขึ้นเครื่องไปดีกว่า
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12 13 ... 37
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.039 วินาที กับ 19 คำสั่ง