เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
อ่าน: 18239 เรื่องของผู้ชายคนที่ไม่ยกมือทำความเคารพแบบนาซี
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 15 พ.ค. 12, 17:17

ชาวยิวคือใคร?  แบบไหนถึงเรียกว่ายิว?

ตามความเข้าใจของผม ยาวยิวคือกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่สืบเชื้อสายมาแต่โบราณ เคยตั้งรกรากอยู่แถวๆ บริเวณที่ตอนนี้เป็นประเทศอิสราเอลนี่แหละ
เป็นกลุ่มคนที่มีความเชื่อในศาสนาเดียวกันคือศาสนายูดาย ซึ่งเชื่อว่าเผ่าพันธุ์ของตนมีพันธะสัญญากับพระเจ้า ทำให้ชาวยิวสามารถรักษาความเชื่อและขนบวัฒนธรรมของตนได้ยาวนาน
แม้อพยพย้ายถิ่นฐานก็ยังสามารถรักษาขนบธรรมเนียมและความเชื่อของตนได้ ไม่หล่อหลอมไปกับวัฒนธรรมสังคมอื่นๆ ได้โดยง่าย ดังนั้นแม้จะไปอยู่ที่ไหน ชาวยิวก็ยังเป็นชาวยิว
จะแตกต่างจากชาติพันธุ์อื่นๆ   อย่างชาวจีนที่อพยพมาเมืองไทย แค่ไม่เกิน 3 รุ่นก็กลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว  แต่ชาวยิวสามารถรักษาความเป็นชาวยิวได้นานนับพันปีไม่ว่าจะไปตั้งรกรากที่ไหน

ทำไมชาวยิวต้องอพยพไปอยู่ที่ต่างๆ ในยุโรปต้องติดไว้ก่อน ข้อมูลมีแต่ภาษาอังกฤษผมไม่แข็งแรง ฝากอาจารย์ท่านๆ อื่นๆ ก่อนตรงนี้
เอาเป็นว่าในช่วงพันกว่าปีที่ผ่านมา ชาวยิวได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานในที่ต่างๆ ทั่วยุโรป อย่างยุโรปตะวันตกเอง เช่นในอังกฤษก็มีชาวยิวไปตั้งรกราก
ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง โปแลนด์มีประชากรยิวมากที่สุดในยุโรป คือมีมากกว่า 3 ล้าน 3 แสนคน
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 15 พ.ค. 12, 17:31

ย้อนกลับไปช่วงต้นยุคกลางของยุโรป เอาซักเมื่อประมาณ 8-900 ปีที่ผ่านมา ศาสนจักรมีบทบาทและอิทธิพลไม่น้อย
ความเชื่อในศาสนาคริสต์คาธอลิกกระจายไปทั่วยุโรป  ข้อบัญญัติต่างๆ ของศาสนาคริสต์ส่งผลต่อวิถีชีวิต การทำมาหากินของผู้คน

ยุโรปในยุคนั้นเป็นยุคฟิวดัล ในอาณาจักรต่างๆ มีกษัตริย์และชนชั้นขุนนางเป็นผู้ครอบครองที่ดิน มีชาวบ้านเป็นแรงงาน
เมื่อมีชาวยิวไปอาศัย  ชาวยิวถูกจำกัดบทบาทไม่สามารถรับราชการเป็นขุนนางได้ ไม่สามารถครอบครองที่ดินได้ ดังนั้นชาวยิวจึงไม่อาจประกอบอาชีพด้านการกสิกรรมได้
จึงต้องปรับตัวหันไปทำอาชีพด้านอื่นๆ คือเป็นพ่อค้าทำการค้าขายไปทั่ว  ระบบการค้าขายในยุคนั้นต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจกันมาก ดังนั้นเครือข่ายการค้าของชาวยิวจึงแข็งแกร่งมาก
เพราะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันอย่างสูง และเมื่อมีการค้า ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนเงินตรา เกิดระบบการเงินขึ้นมาโดยมีชาวยิวเป็นตัวหลักของระบบ

นอกจากการค้าแล้ว สำหรับชาวคริสต์ในอดีตนั้น การให้กู้ยืมและคิดดอกเบี้ยเป็นบาป ดังนั้นถ้าคิดจะกู้หนี้ยืมสิน ชาวคริสต์ก็ต้องหันไปกู้จากชาวยิวที่ไม่มีข้อจำกัดด้านนี้
ชาวยิวจึงมีสถานะเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ในสังคมด้วย   และเจ้าหนี้ ไม่ว่าในสังคมไหนในโลก ไม่มีใครเคยได้รับบทพ่อพระ  แต่ต้องเล่นเป็นตัวโกงทั้งนั้น
เพราะถ้าเจ้าหนี้ใจดีเกินไป ไม่ช้าคงได้กลายเป็นลูกหนี้แน่ๆ   ภาพลักษณ์ชาวยิวก็เลยเป็นแบบที่เราเห็นกันมาจนถึงปัจจุบัน ลองจินตนาการเจ้าหนี้ของคุณในปัจจุบันดู
อาจจะมองเห็นภาพไม่ต่างจากชาวยุโรปยุคนั้น

บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 15 พ.ค. 12, 17:43

ลูกหนี้รายใหญ่ของยุโรปในยุคกลางก็คือบรรดากษัตริย์และเจ้าปกครองต่างๆ นั่นแหละ เมื่อต้องการเงินไปทำสงครามหรือใช้จ่ายอะไรก็แล้วแต่ เงินในคลังไม่มีก็ย่อมต้องกู้จากพ่อค้า
พ่อค้าที่มีเงินให้กู้และยินดีจะให้กู้โดยคิดดอกเบี้ยด้วย ก็เห็นจะมีแต่ชาวยิวเท่านั้น

จริงๆ แล้วบรรดากษัตริย์ในยุโรปนั้นมีการเบี้ยวหนี้ชาวยิวก็หลายครั้ง  เบี้ยวแล้วยังฆ่าทิ้งก็ยังมี การสังหารหมู่ชาวยิวในยุโรปมีบันทึกไว้ตั้งแต่เมื่อพันปีก่อนแล้ว
และเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ตลอดประวัติศาสตร์พันปีที่ผ่านมา บางครั้งเมื่อมีโรคระบาดหรืออะไรก็ตาม ชาวบ้านมักจะโทษชาวยิวไว้ก่อนแล้ว
ตัวอย่างการสังหารหมู่ เช่นในปี 1190 ชาวยิว 150 คนถูกสังหารหมู่ที่ Clifford's  Tower ในเมือง York ประเทศอังกฤษ


ภาพ Clifford's Tower ครับ


บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 15 พ.ค. 12, 19:16

ภาพการเผา  Clifford's  Tower  ในช่วงสังหารหมู่ชาวยิว  ปราสาทส่วนที่เป็นไม้ก็มอดไหม้ไปด้วย


บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1880



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 15 พ.ค. 12, 22:01

ความจริงเนื้อหาในไบเบิลส่วนที่ระบุว่าการคิดดอกเบี้ยเงินกู้เป็นบาปก็อยู่ใน Old Testament ซึ่งก็คือคัมภีร์ Torah ของยิวนั่นแหละครับ เพียงแต่ยิวตีความพระคัมภรีในส่วนนี้ว่า "ห้ามกินดอกคนยิวด้วกัน" ก็เลยทำให้ยิวกลายเป็นพวกผูกขาดปล่อยกู้กินดอกจนร่ำรวยกุมอำนาจเศรษฐกิจในยุโรปได้ครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 16 พ.ค. 12, 22:48

คุณประกอบทิ้งคำถามไว้ถึงสาเหตุที่ชนชาติยิวกระจัดกระจายไปทั่วยุโรป      ดิฉันก็รู้แบบสเน้คๆฟิชๆ พอจะมาต่อความยาวกระทู้ได้อีกนิดหน่อย
ถ้าผิดพลาดอย่างใด  ใครรู้ขอให้มาแก้ไขให้ด้วยนะคะ

ต้องย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ของชนชาตินี้ตั้งแต่เริ่มแรก   ไม่มีใครรู้ว่าคนยิวคนแรกมาจากไหน แต่เท่าที่พอจะสืบตำนานย้อนกลับไปได้คือเป็นชนเผ่าจำนวนน้อยเผ่าหนึ่ง ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณแม่น้ำไทกริสยูเฟรติส (หรือเมโสโปเตเมีย)  ต่อมาประมาณ 1800 ปีก่อนคริสตกาล  พวกนี้ได้อพยพไปแสวงหาดินแดนที่อุดมสมบูรณ์กว่านี้ เรียกว่าคานาอัน แปลว่า "ดินแดนแห่งน้ำผึ้งและน้ำนม" ก็คือปัจจุบันคืออิสราเอล เลบานอนและจอร์แดนบางส่วน”
อยู่ที่นั่นประมาณ 100 ปี  ยิวก็อพยพอีกครั้ง คราวนี้ไปอยู่ในอียิปต์ ตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่ในแผ่นดินอียิปต์  ด้วยความเฉลียวฉลาด ขยันขันแข็งและทรหดอดทน  ยิวก็เจริญก้าวหน้าและขยายจำนวนมากขึ้นจนพระเจ้าฟาโรห์รามเสสที่ 2 ที่ครองอียิปต์ชักจะระแวงว่า ขืนปล่อยไว้สักวันชาวยิวอาจจะลุกฮือกันขึ้นมายึดบ้านครองเมืองของตนก็เป็นได้
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 16 พ.ค. 12, 23:00

   เมื่อไม่ไว้ใจซะอย่าง ฟาโรห์รามเสสที่ 2 จึงเริ่มนโยบายทั้งจำกัดและกำจัดชาวยิว  ตอนแรกก็จำกัดสิทธิ์ ให้ใช้งานหนักเยี่ยงทาส ให้อาหารแต่น้อย กดขี่ขมเห่ง เฆี่ยนตี บังคับให้สร้างพระราชวังและปีรามิดเพื่อลิดรอนกำลังพวกยิวมิให้โงหัวขึ้นมาได้    แต่พอจำกัดไปสักพัก  เห็นว่าให้ผลช้าเกินไป   จึงเปลี่ยนมากำจัดเอาดื้อๆ   โดยสั่งฆ่าทารกเพศชายของชาวยิวทุกคนไม่มีเว้น ด้วยหวังว่าจะทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของชาวยิวให้สิ้นซากน
  แต่ยิวก็เกิดผู้นำขี่ม้าขาวขึ้นมาในราวปี 1250 ก่อนคริสตกาล คือ “โมเสส”(ใครเคยดูหนัง บัญญัติ 10 ประการคงจำได้) โมเสสเป็นคนพาชาวยิวหนีออกจากอียิปต์  ผ่านทะเลแดง  ไปขึ้นอีกฝั่งได้สำเร็จ   และยังได้รับบัญญัติ 10 ประการจากพระเจ้า ต่อมากลายเป็นหลักปฏิบัติสำหรับชาวยิวและลูกหลานสืบต่อกันมา
  ชะตากรรมของชาวยิวยังเคราะห์ร้ายไม่จบ ทั้งๆลูกหลานของโมเสสก็สามารถตั้งดินแดนได้อย่างมั่นคง เรียกว่าคานาอัน   มีกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่อย่างพระเจ้าดาวิด   หรือเดวิด    ซึ่งขยายดินแดนออกไปมากมาย แต่ก็เป็นธรรมดานั้นแหละเมื่อมีแผ่นดินกว้างใหญ่ก็เป็นการยากที่จะดูแลทั่วถึง อาณาจักรยิวจึงได้มีเกิดแบ่งแยกดินแดนเป็นสองภาคคือ อิสราเอล (ภาคเหนือ)และยูดาห์(ภาคใต้)  อิสราเอลมีเมืองหลวงคือ เชเคม ทีรชาห์ และสะมาเรียตามลำดับ ส่วนยูดาห์มีเมืองหลวงชื่อ ยูเดียและกรุงเยรูซาเล็ม  ความเจริญนี้สืบทอดลงมาถึงยุคพระเจ้าโซโลมอน โอรสพระเจ้าดาวิด
  เราคงคุ้นๆกับ King Solomon's Mines หรือสมบัติพระศุลีนะคะ   ก็องค์นี้แหละค่ะ

  หลังจากสิ้นยุคกษัตริย์ซาโลมอนแล้ว อิสราเอล และยูดาห์ก็หันมารบพุ่งกันเองเป็นเวลานานถึง 100 ปี  ดินแดนคานาอันเป็นเสมือนรอยต่อของสามทวีปคือ ยุโรป แอฟริกา และเอเชีย ดังนั้นหากประเทศใดได้ครอบครองเหนือปาเลสไตน์ก็เท่ากับได้ครองสามทวีป ด้วยเหตุผลนี้ดินแดนอิสราเอลที่พวกยิวอาศัยอยู่นั้นจึงไม่สามารถรอดพ้นปากเหยี่ยวปากกาไปได้
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 17 พ.ค. 12, 05:03

ทิ้งท้ายไว้เป็นภาระท่านอาจารย์ใหญ่ๆ จริงๆ เลย  ต้องช่วยท่านอาจารย์โดยหาภาพมาประกอบหน่อย  โฉมหน้าของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ครับ เป็นฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่มากคนหนึ่งของอิยิปต์ อายุยืนถึง 90 ปี ครองราชย์นานกว่า 60 ปี อัศจรรย์มากสำหรับคนเมื่อสามพันกว่าปีก่อนที่ใครอายุถึง 50 นี่ก็ยืนมากๆ แล้ว

ภาพน่ากลัวเล็กน้อย เป็นภาพมัมมี่ของฟาโรห์และภาพหน้าที่ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยครับ



บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 17 พ.ค. 12, 09:22

ถ้ายังไม่มีใครมาร่วมวง  เราก็ก้มหน้าก้มตาต่อกระทู้กันไปก่อนค่ะ คุณประกอบ

    ในเมื่อพื้นที่เป็นที่ยั่วใจอาณาจักรอื่นๆ  ในที่สุดดินแดนของยิวก็ถูกรุกรานโดยอาณาจักรที่เข้มแข็งกว่า  เริ่มต้นด้วยอัสซีเรียยึดสะมาเรียและยูดาห์ไว้ได้หลายปี   จากนั้นบาบิโลนก็เข้ามารุกรานแทนที่  ถึงขั้นยึดกรุงเยรูซาเล็มได้  ชาวยิวกลายเป็นเชลยในดินแดนตัวเอง   แต่ยิวก็ก่อกบฎกับเจ้าเมืองที่บาบืโลนส่งมาปกครอง  ลุกฮือกันขึ้นจับเจ้าเมืองประหารเสีย เป็นเหตุให้เกิดศึกล้างเผ่าพันธุ์ขึ้นมาระหว่างบาบิโลนกับยิว     ยิวที่รอดตายก็ถูกกวาดต้อนจากดินแดนของตนไปเป็นทาสที่บาบิโลน
     ยิวแพแตกอยู่นานจนอำนาจของบาบิโลนเสื่อมลง  อาณาจักรเปอร์เซียเข้ามามีอำนาจแทน   ชะตากรรมยิวก็ค่อยเงยหน้าอ้าปากขึ้นมาได้หน่อยเมื่อพระเจ้าไซรัสแห่งเปอร์เซียทรงประนีประนอมผ่อนปรนให้ยิวในบาบิโลนอพยพกลับไปเยรูซาเล็มได้  แต่ก็มีข้อแม้ว่าอาณาจักรยูดาห์ของชาวยิวต้องขึ้นอยู่กับเปอร์เซีย   ยิวก็ตกลง เพราะดีกว่าอยู่เป็นทาสไม่เห็นอนาคตอย่างเดิม
     อีกไม่นาน  อเลกซานเดอร์มหาราชแห่งกรีกก็แผ่อำนาจไปทั่วอาณาจักรแถบนั้น  พิชิตอาณาจักรเปอร์เซียลงได้   ยิวในฐานะเมืองขึ้นก็ต้องอยู่ในเงื้อมมือของกรีกแทน    จะเห็นว่าชาวยิวไม่เคยมีอิสระเป็นของตนเองได้นาน  ถ้าไม่เร่ร่อนหนีจากนายคนหนึ่งไป  ก็ต้องจำยอมเป็นทาสของนายอีกคนแทน   ทำให้นักประวัติศาสตร์บางคนมองว่าดูไปแล้วชนชาตินี้เหมือนถูกสาปมาให้เป็นทาสคนอื่นตลอดเวลา
   แต่เรื่องยิวเป็นชนชาติที่ถูกสาปนี่เป็นอีกหัวข้อหนึ่งค่ะ  เล่าเรื่องเดิมต่อดีกว่า     
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 17 พ.ค. 12, 09:32

     เมื่อกรีกปกครองยิว  ก็ตั้งเมืองอเล็กซานเดรียเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรม ศิลปะ การศึกษา การค้า เป็นหน้าเป็นตาของอาณาจักร ชาวยิวเองได้รับอิสระให้ทำมาค้าขายได้  จึงค่อยสบายขึ้นมาหน่อย   จึงยอมรับวัฒนธรรมกรีกเข้ามาในหมู่คนรุ่นหลัง  สืบต่อมาอีกสองสามชั่วคน หนุ่มสาวยิวก็ชักเอนเอียงไปทางกรีก  ไม่สามารถพูดภาษาฮีบรูดั้งเดิมของคนได้  ทำให้ยิวชาตินิยมไม่พอใจ  เกิดห่วงอนาคตของเผ่าพันธุ์   จึงจัดตั้งกองทัพประชาชนที่ชื่อว่า “แมคคาบี” เพื่อต่อต้านกรีก   ลุกฮือขึ้นฆ่าเจ้าเมืองและขุนนางกรีกที่ปกครอง จึงเป็นชนวนให้เกิดสงครามระหว่างกรีกกับยิว
    165 ปีก่อนคริสตกาล  ยิวก็สามารถเอาชนะกรีกได้   ตีเอานครเยรูซาเล็มกลับคืนมาจากกรีกได้สำเร็จ แล้วสถาปนาราชอาณาจักรยูดาห์ขึ้นเป็นอิสระ   เป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่ยิวได้เป็นเอกราชกับเขาเสียที

    แต่เวรกรรมก็ยังไม่หมด  แทนที่จะอยู่เป็นปึกแผ่นให้คุ้มเหนื่อยที่สู้มาจนสำเร็จ  ยิวเกิดการแตกแยกภายในอาณาจักร จนเกิดศึกกลางเมืองประหัตประหารกันเอง   เป็นเหตุให้พลังของบ้านเมืองอ่อนแอลง    มหาอำนาจที่จ้องอยู่ข้างนอกคือโรมันซึ่งเรืองอำนาจขึ้นมาแทนกรีกก็ได้จังหวะ สวมบทบาทตาอยู่ กรีฑาทัพเข้ามาซ้ำเติมตาอินกับตานาที่อ่อนแออยู่แล้วให้ตกเป็นเมืองขึ้นของตัวเองโดยง่าย    และแต่งตั้งข้าหลวงมาปกครอง
    ประวัติศาสตร์ยิวก็ซ้ำรอยอีกครั้ง คือกลับไปเป็นข้าทาสของคนอื่นเขาอีก    ในช่วงนี้เองจูเลียสซีซาร์ที่ปกครองโรมันก็แต่งตั้งคนของเขามาเป็นผู้ปกครองยิวทั้งหมด   รายนี้ชื่อว่าพระเจ้าเฮร็อด
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 17 พ.ค. 12, 17:59

      ในช่วงนี้เอง มีคำสั่งออกมาจากจักรพรรดิ์โรมันให้ประชาชนในความปกครองของโรมันทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในมุมไหนของอาณาจักร ต้องย้อนไปจดทะเบียนสำมะโนครัวที่บ้านเกิดเมืองนอนของตน     เป็นเหตุให้ช่างไม้คนหนึ่งต้องพาภรรยาท้องแก่ของตนย้อนกลับไปที่เมืองเบธเลเฮม ในปาเลสไตน์เพื่อทำทะเบียนสำมะโนครัว   แต่ที่พักเต็มหมด  ต้องไปพักแรมในคอกสัตว์   คืนนั้นเองภรรยาก็ให้กำเนิดทารกน้อยผู้กลายมาเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์
     เด็กน้อยคนนี้ชื่อเยซู   เมื่อโตขึ้นได้ออกเทศนาเผยแพร่ความเห็นต่างๆด้านศาสนา   และป่าวประกาศว่าตนเป็นพระคริสต์เจ้า หรือบุตรของพระเจ้า เกิดมาเพื่อช่วยให้มนุษย์ให้รอดจากบาป    มีผู้เล่าลือกล่าวขานกันว่าชายหนุ่มคนนี้สามารถทำปาฏิหาริย์ต่างๆได้ จนผู้คนเลื่อมใส ติดตามไปเป็นสานุศิษย์มากมาย   
      พฤติกรรมนี้นอกจากถูกเพ่งเล็งจากทางการแล้ว  ชาวยิวใหญ่ๆโตๆสมัยนั้นก็ไม่พอใจ   เพราะยิวในปาเลสไตน์มีศาสนาดั้งเดิมของตนเองอยู่แล้ว    คำสั่งสอนของนักเทศน์คนใหม่ไม่ตรงกับความเชื่อเดิมของยิว  หลายอย่างก็ตรงข้ามกับความเชื่อเดิม และวัฒนธรรมเก่า ๆ ที่เคยอบรมสั่งสอนกันมา   ชาวบ้านชาวเมืองรวมทั้งข้าราชการระดับสูงในสมัยนั้นจึงมองว่าเป็นปรปักษ์สำคัญ    หลังจากเผยแพร่คำสั่งสอนได้  3 ปี   ท่านก็ถูกจับกุม   และถูกคนใหญ่คนโตสมัยนั้นตัดสินประหารชีวิตอย่างนักโทษชั้นต่ำ ด้วยการตรึงกางเขนตอกตะปูทั้งมือและเท้า  ทิ้งเอาไว้จนตายบนไม้กางเขนนั่นเอง  จากนั้นศพจึงได้ถูกนำลงจากกางเขนแล้วไปฝังไว้ในถ้ำโดยมารดาและสานุศิษย์
    จากนั้นก็มีข่าวว่าพระคริสต์เจ้าได้กลับคืนชีพท่ามกลางประจักษ์พยานมากมาย  สุดท้ายได้กลับสู่สวรรค์ต่อหน้าต่อตาลูกศิษย์   หลังจากนั้น ศาสนาใหม่ก็เริ่มแพร่หลายไปทั่ว  แม้ว่าในระยะแรกๆจะถูกต่อต้านมากเพียงใดก็ตาม แต่ในเวลาต่อมาก็เป็นที่ยอมรับของโรมัน  และแพร่หลายไปทั่วโลกในเวลาต่อมา
     ส่วนยิวก็ยังมีศาสนาของตนเองอยู่เช่นเดิม    ไม่ได้เปลี่ยนเป็นชาวคริสตศาสนา
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 17 พ.ค. 12, 18:14

       ส่วนยิวประสบชะตากรรมเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อีกครั้งใน ค.ศ. 66  ถึงเวลาบ้านแตกสาแหรกขาดอย่างแท้จริง   เมื่อยิวพยายามต่อต้านเพื่อเป็นอิสระจากโรมัน   แต่คราวนี้ยิวพ่ายแพ้   โรมันบุกเข้าทลายกำแพงเมืองเยรูซาเล็มจนราบ   กวาดล้างชาวยิวชนิดไม่ให้เหลือกซาก     ชาวยิวแตกพ่ายกระจัดกระจาย  หนีเอาชีวิตรอด กระจัดกระจายไปอยู่ทั่วโลกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา   ไม่มีประเทศของตัวเองอีกต่อไป    ต้องกลายเป็น "พลเมืองชั้นสอง" แทรกตัวอยู่ในประเทศต่างๆ
        อย่างไรก็ตาม น่าชมอยู่อย่างหนึ่งคือไม่ว่าชาวยิวอพยพไปอยู่ประเทศใดก็ตาม    ก็ยังดำรงความเป็นยิวอย่างมั่นคง  ศรัทธาในศาสนาตนอย่างเคร่งครัด    ช่วยเหลือเกื้อกูลสามัคคีในหมู่ยิวด้วยกัน  และรักชาติรักแผ่นดินอย่างเหนียวแน่น  ที่สำคัญคือชาวยิวไม่ว่าอยู่ต่างถิ่นดินแดนไหนก็ตาม   ทุกคนมีความหวังเหมือนกันว่า สักวันหนึ่งจะต้องกลับสู่ถิ่นฐานบ้านเกิดให้จงได้
       แม้ว่ายิวถูกฮิตเลอร์กวาดล้างไปถึง 6  ล้านคน  ยิวที่เหลือรอดมาได้ก็ยังสู้ต่อไปเพื่อทำฝันให้เป็นจริง          ในประเทศต่าง ๆ ที่ชาวยิวอาศัยอยู่ พวกยิวรวมกลุ่มจัดตั้ง “องค์กรไซโอนิสม์” ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือด้านการเงิน และสนับสนุนให้มีการตั้งประเทศของตนขึ้นมา   จนในที่สุด  ในวันที่ 14 พฤษภาคม 1948 ความฝันของพวกยิวก็เป็นจริง เมื่อเดวิด เบน คูเรียน นายกรัฐมนตรีชาวยิวได้ประกาศอิสรภาพให้แก่ชาวยิว และสถาปนาประเทศของชาวยิวขึ้นมาใหม่ คือ “ประเทศอิสราเอล” ในปัจจุบันนี้เอง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 17 พ.ค. 12, 18:44

ขอส่งไม้ให้คุณประกอบตามเดิมค่ะ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 18 พ.ค. 12, 12:58

เข้ามาให้กำลังใจคุณประกอบ

ขออย่าเพิ่งท้อกับวัฒนธรรมเงียบของคนในห้องนี้นะครับ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10735



ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 18 พ.ค. 12, 14:40

ขออนุญาตย้อนกลับสู่จุดเริ่มต้นเรื่องการเคารพแบบนาซี

เชื่อหรือไม่ การเคารพลักษณะนี้มีมาในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๕ แล้ว เรียกว่า การทำความเคารพแบบเบลลามี

ฟรานซิส เบลลามี นำท่านี้มาใช้เพื่อประกอบการมอบคำปฏิญาณแก่ธงชาติสหรัฐอเมริกา โดยดัดแปลงมาจากการทำความเคารพแบบโรมัน หรือเป็นที่รู้จักกันว่า "การทำความเคารพธงชาติ" ถูกใช้ครั้งแรกในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ค.ศ. ๑๘๙๒ ต่อมา การทำความเคารพของพลเรือนได้เปลี่ยนเป็นการกำมือแนบกับหัวใจ และได้เพิ่มไปใช้แขนตามการคิดค้นของเบลลามี

ลัทธิฟาสซิสต์ได้ดัดแปลงการทำความเคารพแบบโรมันเพื่อการฟื้นฟูวัฒนธรรมโรมันโบราณ ต่อมา พรรคนาซีได้ลอกเลียนแบบแนวคิดดังกล่าวได้เกิดเป็นการสดุดีฮิตเลอร์ขึ้นมา ภายหลังจากการโจมตีที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ประธานาธิบดีแฟรงกลิน โรสเวลต์ ได้เปลี่ยนไปใช้การกำมือแนบกับหัวใจเพื่อป้องกันความสับสนกับการสดุดีฮิตเลอร์ ซึ่งสภาคองเกรสได้อนุมัติในรหัสธง เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๕

 ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.045 วินาที กับ 19 คำสั่ง