เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8
  พิมพ์  
อ่าน: 41572 ว่าด้วยเรื่องของหลังคาแบบฝรั่ง
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30717

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 75  เมื่อ 14 พ.ค. 12, 21:54

นี่คือโบสถ์ของนิกายเพรสไบทีเรียน  ดูจากหลังคาที่ทำเป็นป้อมเหมือนยุคกลาง ก็ได้กลิ่นอายของยุโรปแถวอังกฤษมาเห็นๆกัน


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30717

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 76  เมื่อ 14 พ.ค. 12, 22:10

แต่โบสถ์ในเมืองนี้มีทั้งของเก่าของใหม่    รูปทรงก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย    ไม่ตายตัวค่ะ
บางแห่งก็ออกแบบให้รู้ว่าเป็นโบสถ์โดยยังมีเค้าของเดิมแต่ดัดแปลงให้ทันสมัย     บางแห่งก็แทบแยกไม่ออกว่าต่างจากอาคารอื่นเช่นโรงเรียนหรือสำนักงานที่ตรงไหน   ที่รู้ก็เพราะมีไม้กางเขนประดับเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น
บางแห่งก็เช่าหรือซื้อบ้านชาวบ้านเอาไว้ ทำเป็นโบสถ์ มีแต่ป้ายเท่านั้นบอกให้รู้ว่าไม่ใช่บ้านผู้คนทั่วไป

ดิฉันเป็นชาวพุทธที่เดินเข้าไปได้ทุกโบสถ์ แล้วแต่ว่าเจ้าของบ้านที่เช่าอยู่ หรือเพื่อนฝูงหรือที่เรียนด้วยกันจะชวนไปที่ไหน    ก็เลยมีโอกาสไปฟังเทศน์ฝรั่งอยู่หลายครั้งด้วยกันในวันอาทิตย์    โบสถ์ส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นโปรแตสแตนท์  มีคาธอลิคด้วยก็จริงแต่เป็นส่วนน้อย    นักเทศน์ที่ดิฉันไปฟังเป็นพวกโปรแตสแตนท์  เรียกว่าเป็น preacher  ไม่ใช่ priest     คือไม่ใช่บาทหลวงอย่างคาทอลิค    แต่เป็นผู้สอนศาสนา  ทำงานแบบเดียวกับหมอบรัดเลย์ที่ชาวเรือนไทยคงคุ้นชื่อกันดี    มีครอบครัวลูกเมียได้อย่างฆราวาส  
เวลาเทศน์   ท่านก็เตรียมหัวข้อล่วงหน้าเอาไว้ตั้งแต่วันก่อนหน้า    คือเอาคำสอนบทใดบทหนึ่งในพระคัมภีร์มาขยายความ ยกตัวอย่าง ให้ชาวบ้านเข้าใจง่ายๆ  เป็นการอบรมสั่งสอนเตือนใจให้ผู้คนยึดมั่นศรัทธาในศาสนา ไม่ออกนอกลู่นอกทางไปไหน   เด็กๆที่ตามพ่อแม่ไปโบสถ์ก็จะได้ซึมซับไปด้วย

แต่อเมริกาเป็นประเทศที่ยึดเสรีภาพเป็นหลัก  นอกจากเสรีภาพในการนับถือศาสนาใดนิกายหรือลัทธิใดก็ได้โดยอิสระแล้ว  ยังมีเสรีภาพที่จะไม่นับถือศาสนาไหนเลยก็ได้เหมือนกัน
ในยุคที่ไปเรียนก็มีหนุ่มสาวจำนวนมากไม่นับถือศาสนา  คือไม่เข้าโบสถ์ไหนเลย  

บางครั้งโบสถ์ก็เป็นที่จัดกิจกรรมอื่น เช่นดนตรีคลาสสิคด้วย นอกเหนือจากเทศน์   บรรเลงกันตอนกลางคืน     ไปงานเลี้ยงตอนหัวค่ำเสร็จก็ชวนกันไปฟังดนตรีคลาสสิคต่อในโบสถ์      ฝรั่งโดยเฉพาะอาจารย์มหาวิทยาลัยชอบฟังดนตรีคลาสสิคมาก     แต่คนไทยฟังแล้วเคลิบเคลิ้ม ถึงกับสัปหงกลงไปไม่รู้ตัว


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30717

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 77  เมื่อ 15 พ.ค. 12, 18:03


ที่โฉบไปเที่ยวไปเห็นนั้นเป็นด้วยสาเหตุอื่น อีกประการหนึ่งคือ เนื่องจากอยู่ประจำการนาน ขับรถเอง จึงใช้เวลาของวันหยุดขับรถเที่ยวตะลอนๆไป    ชอบ (ไม่ใช่โบสถ์หรือสำนักสงฆ์นะครับ) เพราะในละแวกหมู่บ้านที่มีอาคารหลังคาทรงหัวหอมนี้ (อย่างน้อยก็ในยุโรป) มีของดีๆอยู่มาก อาหารพื้นบ้านที่อร่อยๆหากินไม่ได้ในร้านอาหารในเมือง ไวน์ดีๆ ผลไม้สดๆรสชาติดีๆ วิวสวยๆ และของเก่าที่น่าสะสม เหล่านี้เป็นต้น อีกประการหนึ่งที่ชอบ  ก็เพราะการเป็นคนแปลกหน้า ชาวบ้านจะให้ความช่วยเหลืออย่างดีในทุกๆด้าน เขาก็อยากจะอวดของดีๆทั้งหลายของเขา ทั้งลดราคา ทั้งแถม ทั้งแจก ฯลฯ  ผมก็ไปเที่ยวด้วยภาษามือ รู้อยู่ไม่กี่คำหรอกครับ พอฟังพออ่านเข้าใจได้เป็นคำๆไป แล้วก็เดาเอาความทั้งประโยค   จะว่าไปวิชาที่ผมเรียนนี้ก็ดีนะครับ รู้ศัพท์ทางเทคนิคและศัพท์ปรกติที่ใช้ประจำวันที่มีความหมายทางเทคนิค ซึ่งมีที่มาจากหลายแหล่งภาษา ทำให้เดาได้ง่ายมากขึ้น บ่อยครั้งที่ต้องอ่านคำอธิบายสามภาษา (เยอรมัน อิตาลี ฝรั่งเสศ) เอาความมารวมกันจึงพอจะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร

ทำให้นึกขึ้นได้ว่า หลังคาแบบฝรั่งในยุโรป โดยเฉพาะในเมืองใหญ่นั้น ส่วนมากเป็นของสร้างใหม่ (เนื่องจากถูกทำลายหรือเสียหายในช่วงสงครามโลก) ตามแปลนเดิม ของพื้นบ้านจริงๆจึงต้องไปดูในชนบท ซึ่งที่ผมเห็นว่าที่สร้างมาเก่าแก่จริงๆก็คือโรงนา

สนใจ อยากฟังว่าคุณตั้งมีประสบการณ์อะไรที่ประทับใจบ้าง กับอาหารพื้นบ้าน  ไวน์ ผลไม้ และวิว กับของเก่าที่น่าสะสมค่ะ  ดิฉันก็เคยตระเวนไปในชนบทอังกฤษเหมือนกัน    แต่ในอังกฤษนั้นไม่ว่าเมืองไหนก็มีร้านอาหารไทย  เลยไม่ค่อยได้กินอาหารอังกฤษ(ซึ่งไม่ค่อยชอบอยู่แล้ว)

ส่วนเรื่องโรงนา  ในอเมริกาพอมีให้เล่าบ้างเล็กน้อย   รอคุณตั้งเล่าเรื่องอื่นๆก่อน
บันทึกการเข้า
พวงแก้ว
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 78  เมื่อ 15 พ.ค. 12, 20:04

หาภาพหลังคามาเสริมค่ะ ที่ฮังการี ตึกสีขาวริมแม่น้ำดานูบเป็นรัฐสภาที่สวยงาม

อีกหน่อยเราจะมีรัฐสภาใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา (เกียกกาย )หรือเปล่าไม่ทราบ

และโบสถ์แมสทิส (ถ้าจำชื่อไม่ผิด )มีกระเบื้องสีที่โด่นเด่นมากค่ะ



บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3932


ความคิดเห็นที่ 79  เมื่อ 16 พ.ค. 12, 21:38

สังเกตไหมครับว่า อาคารหรือสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับทางศาสนาและความศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดๆ มักจะมียอดแหลมเป็นองค์ประกอบร่วมอยู่ด้วยเสมอ

หลังคาแบบฝรั่งนั้น ผมยังเห็นว่าสามารถแยกออกไปได้อีกเป็นสำหรับอาคารพาณิชย์และที่เป็นบ้านเรือน
อาคารที่สร้างขึ้นเพื่อการพาณิชย์นั้นมักจะมีหลังคาแบบแบนราบ หรืดเกือบจะราบเรียบ กรณีแบนราบจะเป็นหลังคาคอนกรีต แต่หากมีการยกจั่วเตี้ยๆหรือเป็นทรงหมาแหงนก็จะมุงด้วยแผ่นยางสัังเคราะห์
สำหรับบ้านเรือนนั้น หลังคาแบบแบนราบมีค่อนข้างน้อย เกือบทั้งหมดจะเป็นแบบมีจั่ว และมักจะมีมากจั่วอีกด้วย ซึ่งหากเป็นทรงจั่วสูงก็หมายความว่าจะมีการสร้างห้องนอน หรือที่เก็บของไว้ใต้หลังคา  นอกจากนั้นแล้วยังค่อนข้างจะนิยมมุงหลังคาด้วยแผ่นยางสังเคราะห์อีกด้วย   แม้กระทั่งอาคารที่สร้างเป็น Hometown หรือ Condominium ก็ยังขอแฝงให้ปรากฏว่าหลังคามีจั่ว

หรือจะเป็นนัยว่า A house นั้น หลังคาจะต้องมีจั่ว ฮืม

อีกประการหนึ่ง อาคารพาณิชย์มักจะมีโครงสร้างหลักเป็นปูนและเหล็ก (ผนังและหลังคา) ในขณะที่บ้านเรือนมักจะเป็นโครงสร้างไม้ที่มีการบุด้วยฉนวน 

 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30717

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 80  เมื่อ 16 พ.ค. 12, 22:03

ขอแยกซอยเล็กๆ ไปหน่อยค่ะ
สมัยที่ดิฉันไปเรียน  ในเมืองยังไม่มีอะไรที่เรียกว่า condo   สิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยวหลังกะทัดรัด   มีบ้านใหญ่ของเศรษฐีอยู่บ้างในถนนสายใหม่ๆ      แต่พอกลับไปอีกครั้ง เมืองขยายออกไปจนชนกับเมืองเล็กๆที่อยู่ใกล้เคียง  ถ้าไม่มองป้ายที่ปักอยู่ว่าเป็นชื่อเมืองอีกเมือง ก็จะนึกว่าเป็นเมืองเดียวกัน
ส่วนที่เคยเป็นทุ่งนาและไร่ข้าวโพดนอกเมืองก็กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรร    เรียกอย่างนี้เพราะมันทำให้นึกถึงกรุงเทพและปริมณฑลอยู่มาก     บ้านใหม่ที่สร้างมีเนื้อที่แคบๆ คงเป็นเพราะราคาที่ดินแพงขึ้นลิบลิ่ว  บางแห่งมีรั้วหันหลังชนกันเหมือนหมู่บ้านชานเมืองของเราไม่มีผิด 
และเกิดมีที่พักอาศัยอีกแบบหนึ่ง เขาเรียกว่า condo หรือ town home  ไม่ได้เรียกว่า town house อย่างอังกฤษและไทยเรียก 
คอนโดของที่นั่น น่าจะตรงกับที่ไทยเรียกว่าอพาร์ตเม้นท์  หรือบางแห่งก็หน้าตาออกไปทางทาวน์เฮาส์      แต่ไม่มีอะไรเหมือนคอนโดศุภาลัยหรือคอนโดลุมพินีอย่างบ้านเรา    คงจะมีกฎหมายควบคุมมิให้สร้างสูงเกินไปจนเกะกะเป็นมลพิษแก่สายตา สำหรับเมืองที่ตั้งอยู่กลางทุ่งกว้าง   แต่ในเมืองหลวงของรัฐ  มีอาคารสูงแหงนคอตั้งบ่ากันทั้งเมือง

ข้างล่างนี้คือคอนโดทั้งหมด    หลังคามักเป็นจั่วแบบที่คุณตั้งตั้งข้อสังเกตไว้    ทำไมก็ไม่ทราบ อาจเป็นเพราะมันสร้างความรู้สึกว่าเป็นบ้านอยู่อาศัย  ไม่ใช่หลังคาราบๆแบบอาคารพาณิชย์ที่ทำให้รูปทรงตึกดูแข็งทื่อกว่าละมัง


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30717

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 81  เมื่อ 16 พ.ค. 12, 22:07

ยังไม่ถึงหลังคาโรงนาจนแล้วจนรอด   เอาไว้โอกาสหน้าค่ะ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3932


ความคิดเห็นที่ 82  เมื่อ 16 พ.ค. 12, 22:22

ว่าเขียนเป็น town home แล้วนะครับ ผมกลับกลายเป็น hometown เสียฉิบ คนละความหมายกันเลยครับ

ขออภัยจริงๆ สมองผมนี่เริ่มกลับทิศเสียแล้วหรืออย่างไร ?
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30717

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 83  เมื่อ 16 พ.ค. 12, 22:22

นี่คือออฟฟิศแห่งหนึ่งในดาวน์ทาวน์ของเมือง   แม้ออกแบบคล้ายโมเต็ล ที่พักแรม  แต่หลังคาก็ยังดูเป็นอาคารพาณิชย์อยู่นั่นเอง


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3932


ความคิดเห็นที่ 84  เมื่อ 17 พ.ค. 12, 19:27

ตอนนี้จะเกริ่นเรื่องโรงนาของฝรั่ง เพื่อจะได้รับฟังเรื่องราวต่อไปจากคุณเทาชมพู

ผมเรียนอยู่ทางด้านฝั่งตะวันออกตอนใต้ ท่องเที่ยวอยู่ในเขต Appalachian ตลอดชายฝั่ง ไปตามเมืองเล็กๆตามเส้นทางถนนที่เรียกว่าถนนหลังบ้าน (back alley road) เมื่อมีโอกาสว่างจากการเรียน จะไปกับเพื่อนฝรั่งที่ชอบหาเวลาไปชมงานที่เมืองเล็กๆตามถนนเหล่านั้นจัดขึ้นเป็นประจำปี ผมชอบเพลงแบบ country และ bluegrass อีกด้วย รวมทั้งเพลงที่เล่นด้วยเครื่องดนตรีแปลกๆ เช่น Dulcimer และขิม (hammer dulcimer) ที่เล่นเพลงแบบ folk music จึงได้มีโอกาสทั้งได้เห็นวิถีชีวิตพื้นบ้าน ได้ฟังดนตรี ได้กินของอร่อย ได้เห็นเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ฯลฯ รวมทั้งเห็นบ้านของชาวบ้านที่จน ที่มีฐานะปานกลาง และที่รวย และโรงนาของฝรั่งในอีกรูปแบบและในอีกมุมมองหนึ่ง คิดว่าตัวเองโชคดี เนื่องจากว่าในสมัยที่ผมอยู่นั้น KKK ก็ยังแรง พวก red neck หรือ rough neck ก็ยังแรง (ไปถึงแถบนอกเมืองชิคาโกก็ยังมี) ก็ด้วยเพื่อนชาวอเมริกันนี้เองที่ทำให้ผมกลายเป็นคนแปลกหน้าที่น่าสนใจจะเข้ามาสนทนาเรียนรู้ด้วยความเป็นมิตร เชื่อใหมครับว่า แรงและเข้มข้นมากพอที่จะคิดว่าเราเป็นพวกหลังเขาบ้านป่าเมืองเถื่อน ผมยังจำคำถามแรกๆที่คนเหล่านี้มักถามเพื่อนผมได้เลยว่า เขาพูดภาษาได้ใหม เขากินอย่างเราหรือเปล่า เขาอยู่อย่างไร  คิดดูเอาเองนะครับว่าจะน่ากลัวเพียงใดในกรณีที่เดินท่องเที่ยวไปคนเดียว 

เกริ่นมาเสียนาน

โรงนาของฝรั่งที่ผมเห็นนั้น คงพอจะแยกออกได้เป็นสองลักษณะ คือ เป็นโรงนาเดี่ยวแยกเป็นอิสระ และโรงนาที่มีลักษณะเป็นบ้านเก่าแบบที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นลักษณะของ log cabin    ทั้งหมดจะเป็นหลังคาแบบมีจั่ว และความลาดเทของหลังคาไม่ชันนัก

สำหรับโรงนาเดียวที่แยกเป็นอิสระนั้น ผมเห็นว่าเป็นโรงนาที่สร้างขึ้นในยุคหลัง มีทั้งแบบชั้นเดียวและสูงสองชั้น โรงนาชั้นเดียวนั้นมักจะใช้เป็นที่เก็บเครื่องมืออุปกรณ์สำหรับการทำการเษตร (คันไถ รถคราด ฯลฯ) เป็นสิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยไม้กระดานซึ่งตีฝากระดานในแนวตั้ง ที่ผมเห็นว่าเป็นยุคหลังนั้นก็เพราะว่า ถิ่นทางตะวันออกนี้เป็นถิ่นบุกเบิก ตั้งรกรากกันแล้วก็จะต้องพอมีฐานะแล้วจึงจะสร้างแยกออกไปจากบ้าน ซึ่งสำหรับแบบสองชั้นนั้น ชั้นล่างมักจะใช้ให้เป็นที่นอนของสัตว์เลี้ยง
สำหรับโรงนาแบบบ้าน หรือแบบ log cabin นั้น ที่เป็นแบบ log cabin จริงๆนั้นไม่ค่อยจะเห็นแล้ว ฟังเขามาว่าเป็นของเก่าจริงๆ  เป็นลักษณะของบ้านแบบในยุคบุกเบิก ซึ่งที่ด้านหนึ่งของด้านจั่วหลังคามักจะมีปล่องควันไฟ     log cabin คงจะเป็นบ้านแบบเก่าที่สุด เนื่องจากโดยนัยแล้วก็คือความแข็งแรงที่ต้องการสำหรับป้องกันการบุกรุก มีทั้งแบบสร้างโดยใช้ซุงทั้งต้นหรือใช้ซุงครึ่งต้น ซึ่งเมื่อผนวกวิธีการเข้าไม้และการใช้หินก่อเป็นองค์ประกอบด้วยแล้วก็พอสามารถจะโยงไปถึงแหล่งความเชื่อและที่มาว่าเป็นพวกอพยพมาจากยุโรปย่านใดประเทศใด  สำหรับบ้านที่ไม่ได้สร้างแบบ log cabin นั้น นัยว่าเมื่อมีฐานะดีขึ้นก็สร้างบ้านใหม่แล้วใช้บ้านเก่านี้ใว้เก็บของเครื่องใช้ต่างๆ คือ ใช้เป็นโรงเก็บของ

ข้อสังเกตประการหนึ่งที่พอจะเห็นก็คือ ที่มีจุดประสงค์จะสร้างเป็นโรงนาจริงๆนั้น ฝาไม้กระดานนั้นมักจะตีอยู่ในแนวตั้ง โรงนาที่เป็นบ้านเดิมนั้นฝาไม้กระดานจะตีในแนวนอน    ก็อาจจะมีข้อยกเว้นโดยเฉพาะในยุโรป หากโรงนาตีฝาไม้กระดานในแนวนอน ซึ่งมักจะเป็นแบบสองชั้น แถมมีหน้้าต่างอีกด้วย โรงนาแบบนี้ใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ ไม่ใช้เป็นที่เก็บของ
   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3932


ความคิดเห็นที่ 85  เมื่อ 17 พ.ค. 12, 19:51

พอเริ่มเข้าใจในเรื่องนี้ แ่อ่นแอ้น..เดาต่อไปได้เลยว่าน่าจะมีของดีอะไรกันบ้างในถิ่นนั้น
 
ในเชิงของของแปลก  ตามปรกติแล้วในพื้นที่เหล่านี้จะมีงานที่ผมเรียกว่างานวัด คงพอจะเดาออกนะครับว่างานวัดนั้นมีอะไรแปลกๆบ้่าง
ในเชิงของของเก่า นอกจากงานวัดแล้วก็จะมี garage sale เหมือนกับในเมือง ซึ่งมีของเก่าเก็บนำออกมาขายหลายประเภท
ในเชิงของอาหาร สำหรับผม โดยพื้นฐานแล้วอเมริกันอยู่ในวัฒนธรรมข้าวโพด จึงมีอะไรมากมายเกี่ยวกับข้าวโพดทั้งของคาวของหวาน    อยู่ในวัฒนธรรมปิ้งย่าง หรือ BBQ (ยกตัวอย่างซี่โครงย่างที่หมักด้วยเครื้่องผง มิใช่ซอส)   อยู่ในวัฒนธรรมอาหารแบบ Casserole และสตูว์    ซึ่งทั้งหมดก็คือ homemade recipes ทั้งหลาย
ในเชิงของความรู้  คนอเมริกันมีนิสัยอ่านและซื้อหาหนังสือมากพอควรเลยทีเดียว พวกแม็กกาซีนเช่น Popular science เก่าๆและอื่นๆก็พอหาได้

ฯลฯ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30717

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 86  เมื่อ 17 พ.ค. 12, 20:56

อย่างที่เคยเล่าให้ฟังแล้วว่ารัฐที่ดิฉันไปเรียนอยู่ทางตะวันตก   พื้นที่เป็นภูเขาสลับกับทุ่งกว้าง    เทือกเขาร็อคกี้เป็นแหล่งกำเนิดแร่หลายชนิด รวมทั้งทองคำด้วย(ในอดีต)   จึงเป็นเหตุให้เกิดเหมืองแร่ขึ้นมาจำนวนมาก   นักขุดทองในความหมายว่าขุดทองจริงๆ ก็แห่กันมาสร้างความร่ำรวยกันในเหมืองมาตั้งแต่ก่อตั้งเป็นรัฐขึ้นมาใหม่ๆ      เดี๋ยวนี้แร่ไม่เหลือแล้ว หรือถ้ามีก็น้อย    เมืองต่างๆที่เกิดขึ้นมาได้เพราะเหมืองจึงกลายเป็นเมืองร้างก็แยะ   ลดขนาดเป็นเมืองเล็กก็มาก    และทำเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ดูก็หลายแห่ง

ความที่ขึ้นชื่อเรื่องเหมืองแร่  จึงมีมหาวิทยาลัยดังอยู่แห่งหนึ่งชื่อว่า (ชื่อรัฐ) School of Mines  สอนทางสาขาที่เกี่ยวกันนี้ รวมทั้งธรณีวิทยาด้วย

แต่พอลงจากภูเขามาถึงพื้นที่ราบ   แถวนี้ไม่มีแร่อย่างบนภูเขา กลายเป็นแหล่งปศุสัตว์และเกษตรกรรม     ชาวรัฐนี้มีเนื้อวัวเนื้อไก่กินกันอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งนมเนยต่างๆ มีกันเหลือเฟือ    ข้าวโพดข้าวสาลีและผักผลไม้หลายชนิดก็มีให้กิน   แต่ว่าผักค่อนข้างแพง  เนื้อถูกกว่า    อาหารฟาสต์ฟู้ดมีให้กินทุกหัวระแหง
เมื่อกินดีอยู่ดี   ชาวบ้านจึงตุ้ยนุ้ยกันอย่างน่าตระหนกตกใจ     อย่างในเมืองที่อยู่นี้  เวลาไปจ่ายของ สวนทางกับคุณปู่คุณตาทั้งหลาย   ไม่มีคนไหนเลยที่หนักน้อยกว่า 200 ปอนด์   เผลอๆอาจจะ 250 up   เพราะคนอเมริกันหุ่นสูงใหญ่เกินหกฟุต  สะสมไขมันและแป้งอย่างสม่ำเสมอมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มหุ่นสะโอดสะองมาจนอายุ 70 กว่าๆ  น้ำหนักจะไม่ถึงขนาดนี้ยังไงไหว  

ขอย้อนกลับมาที่โรงนา
เกษตรกรที่รัฐนี้ตรงกันข้ามกับชาวไร่ชาวนาบ้านเรา   คือใครมีไร่นาถือว่ารวย    พวกนี้ขับคาดิลแลคกันเป็นว่าเล่น   และที่เท่กว่านั้นคือมีเครื่องบินส่วนตัวลำเล็กๆหน้าตาคล้ายเครื่องบินสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1  ไว้ขับจากฟาร์มมากินอาหารเช้าต่างเมือง  ที่สนามบินเล็กๆนอกเมืองนี้       ดิฉันเคยไปนั่งในร้านอาหารของสนามบิน  ไม่ใช่อยากไปกินอาหาร แต่เพื่อมองผ่านกระจกออกไปจะเห็นนกเหล็กลำน้อยๆค่อยๆร่อนลงจอดบนสนามบินนอกอาคาร   สลับกับลำที่เจ้าของกินเสร็จแล้วก็บินขึ้นไปบนฟ้า  กลับไปที่ฟาร์มของเขา  
เครื่องบินที่ร่อนขึ้นและลงอย่างนิ่มนวลเหมือนของเด็กเล่น โชว์ฝีมือคนขับได้น่าดูมาก     เขาทำกันเป็นของเท่แบบปกติ    


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30717

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 87  เมื่อ 17 พ.ค. 12, 21:04

รัฐทางตะวันตกเป็นรัฐเกิดใหม่  ส่วนทางตะวันออกที่คุณตั้งเคยเรียนเป็นรัฐเก่าแก่     ผู้คนอพยพจากตะวันออกมาตะวันตก ถึงที่นี่ก็หยุดกันเพื่อปักหลักทำไร่ไถนา   บ้านนายุคแรกๆจึงมีโรงนาอยู่ด้วย    เท่าที่หลงเหลือซากมาถึงทุกวันนี้มักเป็นโรงนาที่แยกคนละแห่งกับบ้านอยู่อาศัย      ใช้ทั้งเก็บเครื่องไม้เครื่องมือและเป็นคอกสัตว์ เช่นม้า วัว หมู ไก่ 

โรงนาพวกนี้มีหน้าต่างนิดเดียว  นอกจากประตู  เนื่องจากอากาศหนาว   ยิ่งในหน้าหนาวด้วยแล้วต้องป้องกันลมหนาวและหิมะให้มากที่สุด เพราะสัตว์จะต้องอยู่ในนั้นติดต่อกันหลายเดือน  ออกไปข้างนอกไม่ได้    จะก่อไฟใส่ฟืนให้อบอุ่นไม่ได้เป็นอันขาด  เพราะฟางและไม้จะกลายเป็นเชื้อเพลิงให้ม้าวัวหมูไก่กลายเป็นบาร์บิคิวไปหมด     เวลาเจ้าของมาทำงานในโรงนาก็ต้องทำกันในความมืดสลัว  หิ้วตะเกียงเข้ามาไม่ได้    สัตว์จึงต้องอยู่กันท่ามกลางกองฟาง และหญ้าแห้ง อาศัยความอุ่นจากไอตัวมันเอง


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30717

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 88  เมื่อ 17 พ.ค. 12, 21:10

ข้างล่างนี้เป็นโรงนาแบบโอ่โถง  เก็บได้ทั้งล้อเลื่อน  เครื่องมือ และสัตว์เลี้ยง


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3932


ความคิดเห็นที่ 89  เมื่อ 18 พ.ค. 12, 18:30

ข้างล่างนี้เป็นโรงนาแบบโอ่โถง  เก็บได้ทั้งล้อเลื่อน  เครื่องมือ และสัตว์เลี้ยง

รูปทางซ้ายมือเป็นทรงหลังคาแบบธรรมดา ไปค้นหาชื่อมาได้เรียกว่าทรง Gable ส่วนรูปทางขวามือเป็นทรงหลังคาที่เรียกว่า Gambrel   รูปที่คุณเทาชมพูนำมาแสดงนี้เป็นโรงนาในสมัยปัจจุบัน ซึ่งผมก็ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมโรงนาในสมัยนี้ยังคงใช้ไม้หรือวัสดุในแนวตั้งสำหรับผนัง ต่างกับผนังของตัวบ้านที่จะอยุ่ในแนวนอน คงจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอะไรสักอย่างหนึ่ง

ด้วยความรู้สึกส่วนตัวของผมเอง ผมเห็นว่าเมื่อใดที่พบเห็นโรงนาที่มีหลังคาแบบ Gambrel จะให้ความรู้สึกว่าเป็นฟาร์มที่ให้กลิ่นอายของความเป็นที่ร่มเย็น ปลอดภัยและสุขสบาย และก็คงเป็นความรู้สึกที่ผู้คนทั่วไปรับรู้ได้ จึงเป็นลักษณะของหลังคาแบบหนึ่งที่นำไปใช้ในการสร้างบ้านเรือน ซึ่งจะให้กลิ่นอายของความเป็นชนบท ความเป็นครอบครัวที่อบอุ่น และความรู้สึกที่ผ่อนคลาย   พวกร้านอาหารและโรงเบียร์ที่อยู่นอกเมืองจึงมักจะสร้างอาคารในรูปทรงนี้ แล้วส่วนมากก็สุขสบายใจจริงๆ มีอาหารง่ายๆพวกที่เรียกว่า homemade มีเบียร์หรือไวน์พื้นบ้าน ผู้คนทั้งฝ่ายเจ้าของและลูกค้ามีความเป็นกันเองสูงมาก ทุกคนผ่อนคลาย ที่จอดรถสะดวก เดินชมพื้นที่ได้   
สำหรับในยุโรปในพื้นที่ๆเป็นชนบทจริงๆ ซึ่งเป็นลักษณะของชาเลย์ (ผสมกับโรงนา) ก็คือสภาพเหมือนนั่งอยู่ในสวนหลังบ้านของเราเอง อาหารเบาๆง่ายๆไม่กี่อย่างเหมือนกับแกล้ม เสริฟเองยกเอง   ผมเห็นว่าในไทยก็มีสถานที่หลายแห่งน่าจะทำได้ในลักษณะนี้ เสียแต่ว่านักท่องเที่ยวชาวไทยค่อนข้างจะถือศักดิ์ (Hierarchy) แสดงความเป็นเจ้าขุนมูลนาย มุ่งเรื่องของการบริการมากไป และติดกับอยู่กับแบบแผนมากไป       
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.04 วินาที กับ 19 คำสั่ง