เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 8
  พิมพ์  
อ่าน: 41416 ว่าด้วยเรื่องของหลังคาแบบฝรั่ง
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
 เมื่อ 24 เม.ย. 12, 13:55

แยกจากกระทู้
ว่าด้วยเรื่องของหลังคาแบบไทย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 24 เม.ย. 12, 14:06

บ้านสี่หลังที่เอามาลงไว้ข้างล่างนี้ เป็นบ้านที่แพร่หลายอยู่ในรัฐที่ดิฉันเคยไปเรียน      ดูเผินๆ เหมือนบ้านชั้นเดียว   หลังคามีหน้าจั่วเล็กๆยื่นออกมา
ในความจริง  มันเป็นบ้านสองชั้น    เว้นหลังที่สองทางขวามือ มี 3 ชั้น คือเพิ่มชั้นใต้ดินเข้าไปอีกหนึ่งชั้น 
ชั้นที่เจ้าของบ้านอยู่กันเป็นหลัก คือชั้นพื้นดิน    นอกจากนั้นก็มีชั้นใต้หลังคาที่เรียกว่า attic  และชั้นใต้ดินเรียกว่า basement

ขอพานั่งยานเวลา ย้อนหลังกลับไปสมัยนักเรียนไทยเดินทางไปเมืองนอกที ญาติพี่น้องพ่อแม่ลุงป้าน้าอา ทั้งตระกูลแห่ไปส่งกันที่ดอนเมือง   พร้อมพวงมาลัยคล้องคอกันเต็มคอ ให้ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก 
ถ่ายรูปเสร็จก็ปลดพวงมาลัยส่งคืนญาติ  แล้วเดินดุ่มๆไปขึ้นรถที่วิ่งรับส่งระหว่างอาคารกับเครื่องบินที่จอดอยู่    เที่ยวบินไหนเครื่องบินจอดใกล้อาคารก็หิ้วกระเป๋าเดินกันไปเอง

หลังจากเดินทางระหกระเหิน ต้องค้างคืนในประเทศใดประเทศหนึ่งระหว่างทาง เพราะอเมริกาในตอนนั้นไกลเกินกว่าจะบินรวดเดียวถึง  นักเรียนไทยก็ต่อเครื่องในประเทศบินมาถึงรัฐจุดหมายปลายทางที่มาเรียน
เพื่อจะมาอยู่ในชีวิตแบบใหม่  ใต้หลังคาบ้านแบบที่ไม่มีในบ้านเกิดเมืองนอน


บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 24 เม.ย. 12, 14:09

เข้ามาชมหลังคาแบบฝรั่งครับ ในความคิดมุมมองที่มีต่อหลังคาแบบฝรั่ง ควรจะมีหลังคา ห้องใต้หลังคา และ ปล่องไฟสูง ๆ  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 24 เม.ย. 12, 14:53

บ้านในอเมริกาค่อนข้างจะคงทนกว่าบ้านในไทย    คงเป็นเพราะสิ่งก่อสร้างของเขาเป็นคอนกรีต เลยแข็งแรงกว่า   เจ้าของบ้านทุกชั่วคนดูแลซ่อมแซมบ้านอย่างดี   บ้านจึงตกทอดกันมาหลายกว่าสิบทศวรรษ  โดยไม่ดูเป็นบ้านโบราณ
เมืองที่ว่านี้สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1870 กว่าๆ  เมื่อพระบาทสมเด็จสมเด็จพระจุลจอมเกล้าครองราชย์ได้ไม่กี่ปี  สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ยังมีอำนาจเต็มอยู่     เป็นสมัยที่ฝรั่งยังไม่มีตู้เย็นไว้แช่อาหาร   ไม่มีฮีทเตอร์ให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว  ไม่มีไฟฟ้า  ผู้คนยังสัญจรกันด้วยรถม้า    บ้านก็เลยสร้างขึ้นมาตามดีมานด์และซัพพลายของสภาพสังคมสมัยนั้น

อย่างแรกคือต้องมีเตาผิงเอาไว้ให้ความอบอุ่น ในเมืองที่หนาวจับใจปีละประมาณ 5  เดือน  ส่วนอีก 4 เดือนเรียกว่าอภิมหาหนาว หนักยิ่งขึ้นไปอีก  หิมะตกสูงถึงหัวเข่า    เหลือเดือนมีแดดพอให้ฝรั่งเดินออกนอกบ้านได้โดยไม่ต้องสวมเสื้อกันหนาวปีละ 3 เดือน  แต่ 3 เดือนที่ว่านี้ก็เย็นพอๆกับเชียงใหม่หน้าหนาว  พี่ไทยยังต้องสวมสเวตเตอร์กันอยู่
เตาผิงนั้นนอกจากสุมฟืนและกิ่งไม้แห้งเอาไว้จุดไฟให้ห้องอุ่น  ยังเอาไว้หุงต้มอาหารได้ด้วย      จึงต้องมีปล่องไฟไว้ระบายควันขึ้นไปให้พ้นหลังคาบ้าน  ไม่งั้นควันจะตลบอบอวล  รมเจ้าของบ้านเป็นเนื้อรมควันไปเปล่าๆ

หลังคาจึงมีปล่องไฟสร้างอยู่ ขาดไม่ได้  เป็นปล่องตรงกับเตาผิง   เวลาปิดประตูหน้าต่างมิดชิดทั้งบ้านแล้ว  ก็เหลือปล่องไฟที่เป็นช่องว่างตรงกับเตาผิงเบื้องล่างที่ปิดไม่ได้    หลังคาฝรั่งจึงกลายเป็นลานจอดเลื่อนของซานตาคลอส  ร่อนเลื่อนเทียมกวางเรนเดียร์ บนหลังคา แล้วปีนลงมาทางปล่องไฟ  เอาของขวัญมาใส่ในถุงเท้าให้หนูๆด้วยวิธีนี้



บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 24 เม.ย. 12, 14:55

เมื่อเทคโนโลยี่ก้าวเข้ามา  เตาผิงควันกระจายก็หมดสมัยไป  ไฟฟ้าเข้ามาแทนที่  ไม่มีควัน ให้ความร้อนสม่ำเสมอ  แต่ฝรั่งก็ยังรักจะอนุรักษ์ภาพลักษณ์เตาผิงดั้งเดิมไว้ อย่างภาพขวาข้างบนนี้เป็นเตาผิงไฟฟ้าค่ะ  ทำรูปร่างรวมทั้งเปลวไฟเหมือนเตาผิงแบบเก่า
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 24 เม.ย. 12, 14:59

จำเป็นจะต้องลงเรือนไทยไปก่อน   ดึกๆจะพาเที่ยวชมหลังคาฝรั่งต่อค่ะ  คุณหนุ่มสยามอย่าเพิ่งไปไหน  ซานตาคลอสอาจจะฝากของขวัญมาให้
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 24 เม.ย. 12, 15:12

จำเป็นจะต้องลงเรือนไทยไปก่อน   ดึกๆจะพาเที่ยวชมหลังคาฝรั่งต่อค่ะ  คุณหนุ่มสยามอย่าเพิ่งไปไหน  ซานตาคลอสอาจจะฝากของขวัญมาให้

แค่ขาแหย่ลงไปก็เต็มแล้ว ไหนจะติดพุงอีก อิอิ ลงไปได้อย่างไรหนอ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 24 เม.ย. 12, 21:59

เด็กฝรั่งช่างถามก็สงสัยเหมือนคุณหนุ่มสยาม     ผู้ใหญ่ก็เลยหาคำตอบให้ว่า ซานตาคลอสมีคาถาวิเศษ  เสกตัวเองให้ลื่นปรื๊ดลงไปตามปล่องไฟได้  ไม่ติดพุง  
เดาว่าซานตาคงสามารถทำตัวให้เหมือนลูกโป่ง พองได้แฟบได้
พอเอาของขวัญใส่ในถุงเท้าให้เด็กๆได้  ซานตาก็เสกคาถาให้ตัวเองพุ่งเป็นจรวดกลับขึ้นไปทางปล่องไฟ  ไปโผล่บนหลังคาได้สะดวกสบาย

คำตอบนี้ไม่ได้เดา แต่เอามาจากบทโคลงที่มีชื่อเสียงที่สุดบทหนึ่งเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 ชื่อ "A Visit from St. Nicholas" หรือ "The Night before Christmas,"

And laying his finger aside of his nose,
And giving a nod, up the chimney he rose!


รูปข้างล่างนี้ แสดงว่าบางครั้งคาถาคงไม่เวิร์ค  ยิ้มเท่ห์


บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 24 เม.ย. 12, 22:07

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 24 เม.ย. 12, 22:08

กลับมาเรื่องหลังคา ต่อ นะคะ
หลังคาในบางรัฐก็มีสิ่งประกอบให้ดูพิสดาร  เช่นมี widow's watch คือที่สำหรับปีนขึ้นไปดูวิวในระยะไกล     โดยมากอยู่ทางรัฐตะวันออกของอเมริกา  โดยเฉพาะในรัฐชายฝั่ง มองออกไปเห็นทะเลหรือมหาสมุทร    ซึ่งจะมองเห็นการเคลื่อนไหวในระยะไกลเช่นเรือที่เดินทางออกไป  หรือกลับเข้าท่าเรือ    
รัฐตะวันตกที่อยู่ริมทะเลอย่างคาลิฟอร์เนียก็พอจะมีเหมือนกันค่ะ

ถ้าหากว่าเป็นรัฐที่ไม่รู้จะมองระยะไกลไปทำไม  เช่นเป็นรัฐมีแต่ท้องทุ่งสุดลูกหูลูกตา   หรือมีภูเขาล้อมรอบ    ปีนสูงขึ้นไปเท่าไรก็เปล่าประโยชน์ ยังไงก็ต้องเจอทิวเขาที่สูงลิบลิ่วสะกัดสายตาอยู่ดี   ก็ไม่นิยมสร้าง widow's watch ให้เกะกะเปล่าๆ   จะสร้างขึ้นไปอาบแดดอยู่บนหลังคาก็เปลืองเงินมากกว่านอนอาบแดดบนสนามหรือหลังบ้าน     หน้าหนาวก็หนาวเกินกว่าจะนั่งได้อยู่ดี


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 24 เม.ย. 12, 22:30

กลับมาที่เมืองที่เล่าไว้เมื่อต้นกระทู้
บ้านเล็กในเมืองเล็ก สร้างขึ้นโดยตั้งใจให้มีเนื้อที่ใช้สอยมากที่สุด ในพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่โตอะไรในบ้านแต่ละหลัง     เริ่มตั้งแต่หลังคาลงมาทีเดียวละค่ะ

ต่ำลงมาจากกระเบื้องมุงหลังคา   มีพื้นที่ว่างระหว่างใต้หลังคากับเพดานห้อง  จะสูงหรือต่ำเตี้ยแค่ไหนก็แล้วแต่หลังคาถูกออกแบบมาให้ราบหรือชัน  แต่ความกว้างเท่ากับความกว้างของเพดานและหลังคาภายนอก    พื้นที่ว่างตรงนั้นถ้าเป็นบ้านไทยก็ปล่อยเอาไว้เฉยๆ อาจจะเอาไว้เดินสายไฟ  หรือให้หนูวิ่ง    แต่บ้านฝรั่งไม่ปล่อยที่ว่างทิ้งไป แต่ใช้เก็บของที่ไม่ค่อยได้ใช้   แต่ยังไม่ทิ้ง  หรือในยุคที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้  ก็เก็บพืชผลตุนเอาไว้ในฤดูหนาว   หิมะที่กองอยู่บนหลังคาจะทำให้ห้องใต้หลังคากลายเป็นตู้แช่และตู้เย็นไปโดยปริยาย
ห้องเก็บของใต้หลังคา เรียกว่า attic

รูปที่เอามาให้ดูเป็น attic แบบต่างๆกัน
รูปที่ 1 เป็น attic แคบๆต่ำเตี้ย  ไม่เหมาะจะทำอะไรนอกจากเก็บของ
รูปที่ 2 เป็น attic ที่มีเนื้อที่กว้างมากหน่อยเพราะหลังคาสูง เช่นเดียวกับรูปที่ 3   
attic แบบนี้มีประโยชน์ใช้สอยได้มากกว่าจะเก็บของอย่างเดียว     ถ้าเจ้าของบ้านเป็นคนมีไอเดียหน่อย  ก็จะทำ attic  เป็นห้องอยู่อาศัยได้
อย่างรูปที่ 4   ตกแต่งภายในเสียหน่อยก็กลายเป็นห้องนอนเล็กๆ เหมะากับลูกชายวัยรุ่นของเจ้าของบ้านจะจัดเป็นมุมนอนส่วนตัวของเขาได้


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 25 เม.ย. 12, 08:00

สมัยก่อนatticจะไม่มีคนอยากไปพักอาศัย เพราะหนาวมาก โดยเฉพาะในฤดูที่หิมะปกคลุมหลังคา ฝรั่งจึงใช้เป็นห้องเก็บของ หรือเอาคนที่น่าสงสารขึ้นไปอยู่ เช่นพระเอกหรือนางเอกสมัยเด็กๆของนิยายประเภทต้นร้ายปลายดี หรือพวกยิวซึ่งหนีการตามล่าของเยอรมันในช่วงสงคราม ที่รอดมาได้เพราะมีคนใจบุญซุกซ่อนให้อยู่แต่ในatticนี้ เป็นต้น

สมัยใหม่ มีวัสดุก่อสร้างประเภทฉนวนบุฝ้าเพดานที่มีคุณภาพสูง มีระบบปรับอากาศ เปลี่ยนหนาวเป็นอุ่น เปลี่ยนร้อนเป็นเย็น ห้องใต้หลังคานี้จึงได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์นอกเหนือไปจากการใช้เป็นห้องเก็บของ ดังเช่นที่ท่านอาจารย์เทาชมพูหาภาพมาให้ดู


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 25 เม.ย. 12, 09:47

^
ใช่เลยค่ะ   ยิงฟันยิ้ม

ในปลายศตวรรษที่ 19  และต้นศตวรรษที่ 20   เศรษฐีฝรั่งยังมีคนรับใช้ประจำอยู่ในบ้าน    ห้องนอนของคนใช้พวกนี้คือห้องใต้หลังคา  เพราะเป็นห้องที่น่าอยู่น้อยที่สุด     หลังจากทำงานประจำวันเสร็จแล้ว   พวกนี้ก็ไต่บันไดขึ้นไปนอนอยู่ชั้นบนสุดของบ้าน  ข้างบนหัวนาย  
หน้าหนาวก็นอนหนาวสั่นอยู่ในนั้น  เตาผิงที่อบอุ่นอยู่ชั้นล่าง   หน้าร้อนแดดก็ส่องหลังคากระจายความร้อนอบอ้าวลงมามากกว่าห้องอื่น  ส่วนนายนอนอยู่ชั้นล่าง  หน้าหนาวก็อุ่นกว่า หน้าร้อนก็เย็นสบายกว่า


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 25 เม.ย. 12, 10:00

สมัยก่อนatticจะไม่มีคนอยากไปพักอาศัย เพราะหนาวมาก โดยเฉพาะในฤดูที่หิมะปกคลุมหลังคา ฝรั่งจึงใช้เป็นห้องเก็บของ หรือเอาคนที่น่าสงสารขึ้นไปอยู่ เช่นพระเอกหรือนางเอกสมัยเด็กๆของนิยายประเภทต้นร้ายปลายดี หรือพวกยิวซึ่งหนีการตามล่าของเยอรมันในช่วงสงคราม ที่รอดมาได้เพราะมีคนใจบุญซุกซ่อนให้อยู่แต่ในatticนี้ เป็นต้น

ห้องใต้หลังคาที่ขึ้นชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์  ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนเข้าชมคือบ้านของสาวน้อยชาวยิว แอนน์ แฟร้งค์  เจ้าของบันทึกที่รู้จักกันแพร่หลายทั่วโลก      เธอเล่าถึงชีวิตสองปีในห้องใต้หลังคา ที่ครอบครัวชาวยิวสองครอบครัวต้องหลบซ่อนหนีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของพวกนาซีเยอรมัน
เพื่อนใจดีคนหนึ่งซ่อนครอบครัวยิวไว้ในห้องใต้หลังคา ซึ่งไม่มีใครขึ้นไปดู    ห้องชั้นล่างเป็นสำนักงาน  ตลอดวันพวกยิวในห้องใต้หลังคาต้องนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว   เพราะจะมีเสียงกุกกักให้คนข้างล่างสงสัยขึ้นมาได้   จนหมดเวลาทำงาน คนกลับกันหมดพวกนี้จึงค่อยลุกเดินทำอะไรต่อมิอะไรได้ในตอนกลางคืน

ภาพนี้คือห้องนอนใต้หลังคาของแอนน์
เป็นภาวะที่ทรมานมากในห้องใต้หลังคา


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 25 เม.ย. 12, 10:24

ต่อมา ในยุคที่แรงงานคนเริ่มหายาก  คนรับใช้ก็หายไปจากสังคม   เหลือแต่ห้องใต้หลังคาซึ่งยังไม่หายไปไหน

ถ้าไม่ใช้เก็บของ  เจ้าของบ้านก็ดัดแปลงกลายมาเป็นที่อยู่อาศัยได้ เพราะมีความสะดวกสบายหลายอย่างมาช่วยปรับปรุงให้อยู่ง่ายขึ้น เช่นมีไฟฟ้า ทำให้เกิดเครื่องปรับอากาศ ทั้งแอร์คอนดิชั่นและฮีทเตอร์  มีฉนวนบุฝ้าเพดานที่กันความร้อนหนาวจากหลังคาได้ อย่างที่ท่านนวรัตนอธิบายไว้


บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 8
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.035 วินาที กับ 19 คำสั่ง