เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3 4 5
  พิมพ์  
อ่าน: 47103 ของว่างไทยมีอะไรบ้างคะ?
werachaisubhong
องคต
*****
ตอบ: 449



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 21 เม.ย. 12, 10:15

มะปรางคาบแก้ว
ส่วนผสม
1. มะปราง
2. ข้าวเหนียวมูล ไปซื้อเค้ามาหรือว่าจะดูจากสูตรข้าวเหนียวมะม่วงด้วยไมโครเวฟตามลิงค์เลย
3. น้ำกะทิราด ซึ่งก็ใช้น้ำกะทิ ที่เหลือจากการมูลข้าวเหนียว หรือทำใหม่ก็ได้ แต่งรสด้วยน้ำตาล และเกลือให้ได้เค็มหวานตามชอบ ผสมแป้ง เห็นขนมไทยเค้าใช่แป้งข้าวเจ้า แต่เช้าใช้แป้งข้าวโพดค่ะ มีในครัว ง่ายดี ผสมแป้งข้าวโพดกับน้ำไว้ก่อน แล้วค่อยผสมลงกะทิ เช้าใช้กะทิประมาณ 1 ถ้วย กับแป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะค่ะ ข้นๆ ดี แช่เย็นไว้จะข้นขึ้น  เวลาทำก็แต่งรสกะทิให้ดี ใส่แป้งที่ละลายน้ำแล้วไปผสม ตั้งไฟให้ร้อน และคนเรื่อยๆอย่าให้เดือด จนข้น พอข้น ตั้งไฟต่อซักพัก คนๆแล้วค่อยยกลง แล้วก็ยังต้องคนตลอดเวลาจนอุ่น


บันทึกการเข้า

ฅนเมียงแป้ มาอยู่ เจียงฮาย
werachaisubhong
องคต
*****
ตอบ: 449



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 21 เม.ย. 12, 10:18

ค้างคาวเผือก (อาหารว่างไทยโบราณ)
อาหารว่างไทยโบราณอีกหนึ่งชนิดที่หลายๆคนไม่น่าจะรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อ โดยชื่อที่ได้เกิดจากรูปร่างที่เหมือนค้างคาว และมีส่วนผสมหลักคือเผือกนั้นเอง โดยจะใช้เผือกผสมหัวกะทิและแป้งนวดให้เข้ากัน ห่อด้วยไส้หน้ากุ้ง (กุ้งสับกับมะพร้าวขูดขาว) ปั้นเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมทรงปิรามิด แล้วนำไปชุบแป้งทอดกรอบ ทานคู่กับอาจาด

สูตรอาหารค้างคาวเผือก ระยะเวลา 1-2 ชม.

เครื่องปรุงค้างคาวเผือก
ตัวแป้ง
1. เผือกนึ่งโขลก 1 หัว (1 ก.ก)
2. หัวกะทิ 2 ช้อนโต๊ะ
3. แป้งสาลีร่อน 1 ถ้วยตวง
ไส้
4. มะพร้าวขูดขาว 250 กรัม
5. กุ้ง (แกะเปลือก-ชักไส้-สับ เก็บมันไว้ผัดถ้าไม่มีใช้สีส้ม) 200 กรัม
6. รากผักชี 3 ราก
7. กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ
8. พริกไทย 1 ช้อนชา
9. น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วยตวง
10. เกลือ 2 1/2 ช้อนชา
แป้งชุบ
11. แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
12. แป้งสาลีร่อน 1 ถ้วย
13. เกลือ 1 ช้อนชา
14. กะทิ 6 ช้อนโต๊ะ
15. น้ำ 2/3 ถ้วย
16. น้ำปูนใส 2/3 ถ้วย
17. ไข่แดง 1 ฟอง
18. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำค้างคาวเผือก
1. แป้ง – ยีเผือกนึ่งสุก ยีให้ละเอียด ใส่หัวกะทิทีละนิด นวด ใส่แป้งสาลีทีละนิด ขยำให้เข้ากัน ใส่ภาชนะปิดฝาพักไว้
2. ไส้ – สับกุ้งและมะพร้าวขูดขาวให้ละเอียดเข้ากัน ตั้งกะทะไฟกลาง ผัดเครื่องโขลก (รากผักชี กระเทียม พริกไทย) ใส่น้ำเล็กน้อยไม่ให้เกาะเป็นก้อน ใส่มันกุ้ง กุ้งที่สับกับมะพร้าว ผัดให้สุก ปรุงรสด้วยน้ำตาล เกลือ ผัดจนแห้งร่วน ปิดไฟ ใส่ใบมะกรูดซอย
3. แป้งเผือกที่พักไว้ มาปั้นก้อนกลม 1 นิ้ว แผ่แป้งออกให้เป็นวงกลม ตักไส้ใส่ตรงกลาง จับแป้ง 3 ด้านประกบเจ้าหากัน ลักษณะคล้ายทรงปิรามิด บีบริมให้เป็นสันขึ้นมา วางจัดเรียงใส่ถาดคลุมไว้
4. แป้งชุบทอด – น้ำปูนใส 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกะทิครึ่งนึงก่อน ใส่เกลือ น้ำตาลทราย ไข่แดง ผสมให้เข้ากัน ใส่กะทิที่เหลือ ใส่แป้งสาลี ผสมแป้งข้าวเจ้า ใช้มือนวดให้เข้ากัน ค่อยๆ คลายแป้งด้วยน้ำและน้ำปูนใสที่เหลือ กรองด้วยกระชอน
5. ตั้งกะทะใส่น้ำมันใช้ไฟอ่อน รอให้ร้อน เอาเผือกชุบลงในแป้งให้ทั่ว ใส่ลงทอด พอเหลืองกรอบ ใส่กะชอนพักสะเด็ดน้ำมัน เสริฟกับอาจาด
 
ที่มา http://www.foodtravel.tv/recfoodShow_Detail.aspx?viewId=1106#!prettyPhoto


บันทึกการเข้า

ฅนเมียงแป้ มาอยู่ เจียงฮาย
werachaisubhong
องคต
*****
ตอบ: 449



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 21 เม.ย. 12, 10:20

"ข้าวตังหน้าตั้ง" อร่อยจังของว่างแบบไทยๆ
 คนไทยสมัยปู่ย่าตายายของเรานั้นนอกจากจะมีความประหยัดมัธยัสถ์แล้ว ก็ยังมีฝีมือพลิกแพลงในการทำอาหารต่างๆ โดยไม่ยอมให้เหลือทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ "กุ๊กเล็ก" กำลังพูดถึง "ข้าวตัง" ที่คนสมัยก่อนขูดข้าวก้นหม้อออกมาผึ่งแดดเพื่อเก็บไว้เป็นเสบียง หรือไว้ทำเป็นของกินเล่นแบบไม่ให้เสียคุณค่า แล้วยังนำมาทำเป็น "ข้าวตังหน้าตั้ง" ของว่างอร่อยๆ แบบไทยๆ ที่ "กุ๊กเล็ก" อยากให้ลองทำลองชิมกันในวันนี้
       
       ส่วนผสม       
       ข้าวตังชิ้นเล็กขนาดพอดีคำ 15 ชิ้น
       หมูสับ 1/2 ถ้วย
       กุ้งสับ 1/2 ถ้วย
       หัวกะทิ 1/2 ถ้วย
       กระเทียม 5 กลีบ
       พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
       รากผักชีหั่น 1 ช้อนชา
       พริกแห้ง 3 เม็ด
       ถั่วลิสงป่น 2 ช้อนโต๊ะ
       หอมแดงหั่น 3 หัว
       น้ำตาลปีบ 2 ช้อนโต๊ะ
       น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
       น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
       ผักชีและพริกชี้ฟ้าสำหรับโรยหน้า
       น้ำมันพืชสำหรับทอด
       
       วิธีทำ เริ่มจากเตรียมแผ่นข้าวตังกันก่อน ใครอยากใช้วิธีโบร่ำโบราณก็ให้ขูดเอาข้าวสวยก้นหม้อไปตากให้แห้งแข็ง หรือใครอยากทำกินแบบสบายๆ ก็สามารถไปหาซื้อข้าวตังได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วก็นำมาทอดให้กรอบน่ากิน ทอดเสร็จแล้วทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำมันสักครู่       
       ทีนี้หันมาทำหน้าข้าวตังกันบ้าง ด้วยการนำกะทิขึ้นตั้งไฟแล้วเคี่ยวให้แตกมัน จากนั้นโขลกพริกแห้ง กระเทียม พริกไทย และรากผักชีให้ละเอียด แล้วนำไปผัดกับกะทิให้หอม เสร็จแล้วนำหมูสับ กุ้งสับลงไปผัดตามจนสุกดี แล้วจึงใส่หอมแดงและถั่วลิงสงป่นลงไปคนให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำปลา และน้ำตาลปีบ คนให้น้ำงวดลงเล็กน้อย เวลากินกับข้าวตังจะได้รสชาติเข้มข้นพอดี เสร็จแล้วตักใส่ถ้วย ตกแต่งด้วยผักชีและพริกชี้ฟ้า เสิร์ฟพร้อมข้าวตัง กินเป็นของว่างยามบ่ายอร่อยอย่าบอกใคร

ที่มา  http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000066024



บันทึกการเข้า

ฅนเมียงแป้ มาอยู่ เจียงฮาย
werachaisubhong
องคต
*****
ตอบ: 449



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 21 เม.ย. 12, 10:24

ของว่างทางเหนือครับ  ข้าวแต๋นน้ำแตงโม
ส่วนผสมและวิธีทำ
- ข้าวสารเหนียว 5 ลิตร
-แตงโม 1 ผล
-งาขาว 1 ขีด
-เกลือป่น 1
-น้ำตาลปี๊บ
-น้ำอ้อยผง 2 ขีด
-น้ำมันพืช 1 ขวด
อุปกรณ์ แบบพิมพ์ ทำจากไม้ไผ่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 นิ้ว สูง 1 เซนติเมตร
1.นำ แตงโม 1 ลูก มาคั้นเอาแต่น้ำ แล้วนำไปผสมน้ำเปล่าให้ได้ 4 แก้ว ใส่เกลือ น้ำอ้อยผง งาขาว(ถ้ามี) คนให้เข้ากัน เก็บใส่ภาชนะไว้ (ควรทำก่อนนี่งข้าว)
หมายเหตุ ถ้าไม่มีแตงโม อาจเป็นน้ำผลไม้ชนิดอื่นก็ได้ เข่น มะม่วง หรือผลไม้ตามฤดูกาล
2.นำข้าวสาร(ข้าวเหนียว) มาแช่น้ำ 1 คืน นึ่งให้สุก พักไว้ให้เย็น แล้วนำมาคลุกกับ น้ำแตงโมที่เตรียมไว้แล้ว ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที
3.น้ำไปกดลงในพิมพ์ ไห้แน่นพอสมควร
4.นำข้าวออกจากพิมพ์ วางบนตะแกรง แล้วนำไปตากแดด ประมาณ 1 วันครึ่ง เมื่อแห้งแล้ว เก็บใส่ถึง มัดปากถุงให้แน่น
5.ใส่น้ำมันพืชให้เต็มกระทะ ตั้งไฟให้ร้อนจัด เอาข้าวที่จากแห้งแล้วลงทอด ประมาณ 40 วินาที ข้าวแต๋นจะลอยชึ้น ให้ตัดออก นำมาวางบนตะแกรง เพื่อสะเด็ดน้ำมัน และพักไว้ให้เย็น
6.นำน้ำตาลปี๊บ เคียวไฟให้ตกทราย พักไว้ให้เย็นพอประมาณ แล้วนำมาหยดลงบนข้าว
7.ใช้ถุงพลาสติกสำหรับใส่อาหาร ขนาดที่ต้องการบรรจุขาย ถ้าจะให้ดี ปิดปากถุงให้มิดชิด กันลมเข้า วิธีง่ายๆ ไล่ลมออกจากถุง แล้วใช้เครื่องรีดปากถุง

ที่มา  http://www.esanclick.com/news.php?No=15716


บันทึกการเข้า

ฅนเมียงแป้ มาอยู่ เจียงฮาย
werachaisubhong
องคต
*****
ตอบ: 449



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 21 เม.ย. 12, 10:28

มาทางเมืองเหนืออีกครับ
ข้าวควบ
ขนมที่คู่กันกับข้าวแคบก็คือข้าวควบ ข้าวควบก็คือข้าวเกรียบว่าวของภาคกลางนั่นเอง วิธีการในการทำข้าวควบนั้นยุ่งยากพอสมควร และต้องใช้ผู้ที่ชำนาญมาทำ จึงจะได้ข้าว ควบที่มีคุณภาพดี เวลาภิงไฟแล้วจะได้ข้าวควบ ที่ขยายตัวเป็นแผ่นใหญ่สวย
ข้าวแคบจะมีรสชาติเค็มปะแล่มๆ แต่ข้าว ควบนั้นจะมีรสชาติหวาน ผู้ใหญ่มักจะห้าม
ไม่ให้กินข้าวควบมากเกินไปเพราะจะทำให้เจ็บลิ้นได้

ส่วนผสม
๑. ข้าวเหนียวนึ่งสุก
๒. น้ำอ้อย
๓. น้ำมันหมูหรือน้ำมันพืช
๔. ไข่แดงต้มสุก
๕. น้ำข้าวหม่า (น้ำซาวข้าว)

อุปกรณ์
๑. ใบตองหรือแผ่นรองสำหรับดึงข้าวควบ

วิธีทำ
แช่ข้าวเหนียวไว้หนึ่งคืนแล้วนำมานึ่งจนสุก จากนั้นตำข้าวเหนียวในครกมองหรือครกกระเดื่องจนข้าวนั้นเหนียวเป็นแป้ง ระหว่างที่ตำ ข้าวเหนียวนั้นจะต้องมีคนที่คอยคนข้าวไม่ให้ติดครก โดยจะชุบมือลงในน้ำข้าวหม่าแล้วลูบไปบนเนื้อข้าวที่กำลังตำและผิวขอบครก เพราะ จะทำให้ข้าวควบนั้นขึ้นฟูและไม่แตกร่วนเมื่อภิงไฟเสร็จแล้ว เมื่อตำข้าว เหนียว จนเริ่มเป็นเนื้อแป้ง ก็ใช้น้ำอ้อยแคว่น(น้ำอ้อยที่ยังเป็นน้ำ แต่ในปัจจุบัน ไม่มีขายแล้วก็จะนำน้ำอ้อยก้อนมาละลายน้ำก็ได้) ค่อยๆ เทผสมลงไป ทีละน้อยจนเป็นเนื้อเดียวกัน  เนื้อข้าวควบที่ดีนั้นต้องขึ้นมันเงาไม่ติดครก  ถือว่าใช้ได้ก็จะนำไปดึงหรือเรียกว่า “ชักข้าวควบ” ต่อไป
ขั้นตอนการชักข้าวควบเป็นอีกขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะจะส่งผลถึงการภิงไฟด้วย หากผู้ที่ชักข้าวควบเก่งเมื่อนำไปภิงไฟก็จะได้ข้าวควบที่ขยายตัวเป็นแผ่นใหญ่ได้หลายเท่า แต่หากผู้ที่ชักไม่ชำนาญนักก็จะทำให้ได้ข้าวควบที่ไม่ขยายตัวและมิหนำซ้ำยังจะแข็งเป็นจุดๆ ทานไม่อร่อย
การชักข้าวควบนั้น ผู้ที่ชักข้าวควบจะแบ่งแป้งออกมาเป็นก้อนเล็ก พอประมาณ แล้วคลึงไปบนแผ่นรองซึ่งอาจจะเป็นใบตองหรือถาดสังกะสี ก็ได้ โดยจะนำน้ำมันหมูหรือน้ำมันพืชผสมกับไข่แดงต้มสุกมาทาแผ่นรองก่อนแล้วจึงเริ่มแผ่แป้งออกไปจนได้ขนาดที่ต้องการ โดยต้องระวัง ให้แผ่นข้าวควบนั้นมีความหนาสม่ำเสมอ ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องใช้เทคนิค ค่อนข้างมาก คนที่ชักข้าวควบได้เก่งจึงเป็นที่รู้จักและเล่าลือกันไปทั้งหมู่บ้าน
ปกติแล้วการชักข้าวควบ นั้นจะชักให้เป็นแผ่นกลม ขนาดไม่ใหญ่มากนัก มีความหนา พอประมาณ เมื่อชักข้าวควบเสร็จ ก็จะนำไปวางบนแผ่นคาแล้วนำไปตากในร่มจนเริ่มแข็งตัว ห้ามตากแดด เพราะข้าวควบจะอ่อนนิ่มเหมือนขี้ผึ้ง เมื่อข้าวควบแข็งตัวได้ที่ก็เก็บซ้อนๆ กัน ห้ามเก็บใส่ถุงพลาสติกเพราะจะขึ้นราได้เพราะความชื้น การภิงข้าวควบจะแตกต่างจากไปจากการภิงข้าวแคบ กล่าวคือจะต้อง ใช้ไม้ไผ่
สานขัดแตะขนาดใหญ่พอที่จะวางพาดบนเตาไฟได้ โดยเตาไฟ นั้นอาจจะก่ออิฐสี่ด้าน สูงประมาณหนึ่งศอกแล้วก่อไฟข้างใน โดยจะต้องคุมความร้อนของถ่านให้ได้ความร้อนที่เหมาะสม เพราะถ้าหาก ไฟร้อนน้อยไปข้าวควบก็จะไม่ขยายตัวเท่าที่ควร และหากไฟแรง เกินไปก็จะทำให้ข้าวควบนั้นไหม้เสียก่อน

ที่มา  http://www.sri.cmu.ac.th/~elanna/lannachild/scripts/food/khanom/khaokuab.html


บันทึกการเข้า

ฅนเมียงแป้ มาอยู่ เจียงฮาย
นารีจำศีล
อสุรผัด
*
ตอบ: 46



ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 21 เม.ย. 12, 15:54

ถุงทองค่ะ น่ารักน่ากิน  ยิ้มกว้างๆ

บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 22 เม.ย. 12, 09:59

กาพย์เห่เรือ พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

 ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 22 เม.ย. 12, 10:17

ม้าห้อ


บันทึกการเข้า
นารีจำศีล
อสุรผัด
*
ตอบ: 46



ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 22 เม.ย. 12, 15:21

"หมูแนมแหลมเลิศรส พร้อมพริกสดใบทองหลาง พิศห่อเห็นรางชาง ห่างห่อหวนป่วนใจโหย"

อยากทราบว่าหมูแนม กับ ปลาแนม ที่คุณเทาชมพูเอามาให้ดูก่อนหน้านี้นี่เหมือนกันไหมคะ? ฮืม


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 22 เม.ย. 12, 19:50

ไม่เหมือนกันค่ะ
หมูแนม หน้าตาเป็นอย่างนี้


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 22 เม.ย. 12, 19:55

หรุ่มกับล่าเตียงต่างกันอย่างไร
มีคำตอบในเว็บนี้ค่ะ
http://rueanthai2.lefora.com/2011/10/02/20111002232142/
คือหรุ่ม ห่อด้วยไข่   ส่วนล่าเตียงทำยากกว่าคือต้องทำไข่ให้เป็นตารางแล้วจึงห่อไส้
รูปข้างล่าง
ซ้ายบนและล่าง คือหรุ่ม
ขวาบนและล่าง คือล่าเตียง


บันทึกการเข้า
นารีจำศีล
อสุรผัด
*
ตอบ: 46



ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 22 เม.ย. 12, 20:23

ขอบคุณคุณเทาชมพูค่ะ พอดีไปเจอในพันทิปมีการทำ หรุ่ม กับ ล่าเตียง เหมือนกัน เลยเอามาลงเพิ่มเติมค่ะ  อายจัง

http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2012/03/D11793080/D11793080.html

บันทึกการเข้า
นารีจำศีล
อสุรผัด
*
ตอบ: 46



ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 23 เม.ย. 12, 11:55

ชักเปี๊ยะ ค่ะ

ชักเปี๊ยะเป็นอาหารว่างโบราณ (แต่ไม่นานมาก) ของไทยอย่างหนึ่ง มีลักษณะคล้ายปอเปี๊ยะ เพียงแต่ห่อต่างกัน คือ
ห่อเป็นแท่งคล้ายห่อท๊อฟฟี่ แต่ยาวกว่า โดยเลียนแบบมาจากของชนิดหนึ่งที่เรียกว่าชักเปี๊ยะ จึงเรียกอาหารว่างชนิดนี้ว่า ชักเปี๊ยะ


สมัยก่อนเมื่อมีการจัดงานฤดูหนาวที่วัดเบญจมบพิตร จะมีของเล่นเสี่ยงทายชนิดหนึ่ง เล่นโดยการดึงห่อของรูปร่างเหมือนท๊อฟฟี่ แต่ยาวหน่อย พอกระตุกเชือกแล้วมีเสียงดังเปี๊ยะ จะได้รางวัลไป

ที่มาของคำว่าชักเปี๊ยะ (คัดลอกบางส่วนจากเว๊ปธรรมะ๕นาที):-

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อถึงวันปีใหม่แบบเก่า (เดือน ๕ ขึ้น ๑ ค่ำ) พระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระบรมวงศานุวงศ์ เข้าไปเสวยพระกระยาหารเวลาเย็นในพระบรมมหาราชวัง บางทีก็นัดให้แต่งพระองค์ในแบบต่างๆ บางปีแต่งเป็นปกติ เสวยแล้วก็มีการเล่นกีฬา หรือไม่ก็ทอดพระเทตรเล่นกลบ้าง เล่นละครพูดบ้าง

ในการเลี้ยงพระบรมวงศานุงศ์นั้น มีธรรมเนียมเกิดขึ้นอย่างหนึ่งคือ จะมีห่อของพระราชทานแจกด้วย เรียกห่อของนี้ว่า "ชักเปี๊ยะ" ในห่อของจะมีโคลงแต่งเป็นเนื้อความชวนขันบรรจุไว้อีกด้วย

เรียกว่า "ชักเปี๊ยะ" เพราะว่า
ชักเปี๊ยะ เป็นห่อกลมๆยาวๆห่อด้วยกระดาษแก้วทึบคล้ายกระจกเป็นสีต่างๆ หัวท้ายห่อจักกระดาษเป็นฝอยแล้วรัดหัวรัดท้าย ตรงกลางห่อทำเป็นรอยต่อสำหรับดึงหรือชัก มีหมายเลขสลากซ่อนใส่ไว้ด้วย ภายในกล่องมีวัตถุเคมีแบบระเบิดอย่างอ่อนเหมือนแก๊บปืนเด็กเล่น เมื่อชักลิ้นเลื่อนออกมา ก็จะเสียดสีกันเกิดเสียงดังเปี๊ยะ เป็นเหตุให้เรียกห่อของขวัญนี้ว่า ชักเปี๊ยะ คือชักออกมาดังเปี๊ยะนั่นเอง (ที่มาร้อยแปดเรื่องไทย ส.พลายน้อย)

ขอมูลจากเวปนี้ค่ะ

http://rueanthai2.lefora.com/2011/10/02/20111002175105/




ถ้าใครมีข้อมูลเพิ่มมาเล่าให้ฟังบ้างนะคะ  ขอบคุณค่ะ
บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 23 เม.ย. 12, 15:39

ร้อนอย่างนี้ต้อง ปลาแห้งแตงโม ค่ะ.. ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 23 เม.ย. 12, 15:42

ตามตาด้วย ปั้นขลิบไส้ปลา น่าทานมากค่ะ... ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 5
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.039 วินาที กับ 19 คำสั่ง