เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
อ่าน: 13283 อัลบั้มชีวิต วิลาศ มณีวัต
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


 เมื่อ 01 เม.ย. 12, 08:24


       หลายวันที่ผ่านมา   หยิบหนังสือของอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์มาอ่าน   ท่านเขียนเรื่อง

สวนโมกข์  และเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่สวนโมกข์

        "ในพ.ศ. ๒๔๘๑(ถ้าผมจำไม่ผิด) เป็นครั้งแรกที่ผมมีบุญไปถึงสวนโมกข์พลาราม พุมเรียง  ไชยา

(สวนโมกข์เก่า)  ผมจำได้ว่า  ขณะนั้นผมทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

วันหนึ่ง  ผมจำได้   เราเดินเล่นรอบสระน้ำใหญ่    มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง  นุ่งกางเกงขาสั้น  คาดผ้าขาวม้าแดง   

เดินตามเราไปห่าง ๆ โดยตลอด   ท่านอาจารย์บอกว่าเป็นบุตรศึกษาธิการอำเภอ    ผมได้โอกาสเข้าไปทำความรู้จัก

เขาบอกว่าชื่อ  วิลาศ  มณีวัต        ผมพบเขาอีกทีเมื่อเขาเป็นนิสิตปีที่สี่  คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี  จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

เขาเป็นเจ้าของคำซึ้ง ๒ ความ  ซ่งผมยังจำได้จนบัดนี้คือ  "ถูกซ่อนตู้อุด  ถูกขุดหลุมฝัง"

       (ความเต็มก็คือ
         "ของดีดีเด็ด                         เหมือนเพ็ชรเหมือนทอง
          ถึงซ่อนตู้อุด                         ถึงขุดหลุมฝัง
          ยังมีวันปลั่ง                          อลั่งฉั่งชูเอย"

          คุณ ส.ม. เล่าไว้ว่า  ถ้าจำไม่ผิดดูหมือนจะเป็นคำของ  ท่านโอมาร์ คัยยัม   ซึ่งเสด็จในกรมนราธิปพงศ์ประพันธ์  ทรงแปลเป็นไทยไว้)           

        ในวันแรกชองงานหนังสือปีนี้  พาสมาชิกผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ของชมรมนักอ่านหนังสือเก่า  ไปเดินในซอยหนังสือเก่า  เพื่อควบคุมการใช้จ่ายเงิน
เนื่องจากที่ปรึกษาบ่นว่า  ใช้จ่ายเกินตัวนัก     

ได้ตะครุบหนังสืออนุสรณ์มาหลายเล่มในราคาไมตรีจิต

เล่มหนึ่งที่ได้มา คือ  อัลบั้มชีวิต  วิลาศ  มณีวัต
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 01 เม.ย. 12, 09:12



หนังสือหนา  ๓๙๔  หน้า      อ่านอย่างจุใจ     หลายเรื่องนั้นก็ได้อ่านมาแล้วหลายครั้ง

แต่เรื่องส่วนตัวของท่านไม่เคยอ่านมาก่อน


        เรื่องเราพบกันที่เตรียมอุดม  หน้า ๑๕๓ - เขียนโดย "นิตา"  ถึง "วิว"  และต่อด้วยเรื่องชิวิตนักเรียน

สำนวนของคุณวิลาศ มณีวัตเองอีกสองสามเรื่อง

อ่านแล้วก็แน่นิ่งในมหัศจรรย์ของอำนาจของภาษาของคุณ"วิว"  ที่คุณ "นิตา"  กรุณาเล่า

จึงนำมาเล่าต่อ

       "นิตายังจำได้  ภาพเด็กชายวัยสิบสี่  ที่ผอมสูงโย่ง   ยืนอยู่ในกลุ่มเพื่อนนักเรียนชายด้วยกัน  หัวเราะเสียงดัง

อันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัววิว  แต่วันแรกที่เห็นหน้ากัน  จนกระทั่งช่วงสุดท้ายของชีวิต"


       "นักเรียนชาย  แต่งเครื่องแบบยุวชนทหาร  เพราะระยะนั้นรัฐบาลต้องการให้ประชาชนรักชาติ   ทางยุโรปลัทธิชาตินิยมนาซี

ของฮิตเล่อร์ในเยอรมันนี  และฟาสซิสต์ของมุสโซลินีในอิตาลีกำลังผยอง         พวกนักเรียนชายในเมืองไทยทุกคนต้องเป็นยุวชนทหาร

โรงเรียนไหนใกล้น้ำก็เป็นลูกเสือสมุทรเสนา    นักเรียนชายของโรงเรียนเตรียม  จึงต้องแต่งเครื่องแบบเป็นยุวชนทหาร  ฝึกแถวและอาวุธทุกอาทิตย์

เครื่องแบบยุวชนทหารเชิร์ตและกางเกงขาสั้น  เป็นสีกากีแกมเขียว  หมวกแก๊ปสีเขียว

       อาจารย์ประจำชั้นเราคืออาจารย์ประไพ  ณ ป้อมเพชร(ท่านผู้หญิงประไพ  สุมิตร)   สวย  น่ารัก เป็นที่สุด

       วันนั้นหลังจากที่ท่านจับพวกเราซึ่งทั้งหน้าตาตื่น  ทั้งวุ่นวาย  เข้านั่งโต๊ะเรียนกันได้อย่างลงตัว   แล้วก็ให้แต่ละคนยืนขึ้นแนะนำตัว 

โดยขานชื่อตนเองและโรงเรียนที่สำเร็จมา

        แน่นอน...ไม่มีใครจำคนอื่นได้หรอก   นอกจากชื่อเพื่อนที่นั่งโต๊ะเดียวกัน

        แต่ชื่อวิว  ไม่ใช่เช่นนั้น

         เมื่อขานชื่อแล้ว    อาจารย์ประไพท่านถามย้ำให้ทวนซ้ำ   และดูจะเขม้นมองนานกว่าคนอื่น    แถมเมื่อหมดเวลาช่วงเช้า  ปล่อยให้นักเรียนไปพัก

นักเรียนผอมสูงคนนั้นไท่รู้จะคุยอะไรกับเพื่อนหัวเราะเสียงดัง   จนอาจารย์ต้องทำ "เสียงเย็น" ปราม

        "วิลาศ  เบา ๆ หน่อย"

          นิตาแอบนึกว่าอาจารย์จำชื่อได้เร็วจัง        แต่ภายหลังจึงเข้าใจว่า   ตอนที่อาจารย์ท่านถามย้ำให้ทวนชื่อนั้น   ท่านคงหมายตา "ลูกศิษย์"  คนนี้

ไว้แล้ว   นี่แหละ  วิลาศ  มณีวัต

        ถูกแล้ว   วิลาศ  มณีวัต  ที่ขึ้นชื่อลือชาทั้งโรงเรียนเตรียมอุดม     ว่าในจำนวนนักเรียนชาย - หญิงร่วมหมื่นคนจากทั่วประเทศ   

ที่มาสมัครสอบคัดเลือกเข้าโรงเรียนเตรียม   ผู้ที่สอบได้คะแนนเป็นที่หนึ่งนั้น  ชื่อ  วิลาศ  มณีวัต

       อาจารย์ต่าง ๆ  ต่างมาขอดูตัว   แม้แต่อาจารย์ผู้ปกครอง  ที่นักเรียนกลัวกันจนหัวหดอย่างง อาจารย์ ม.จ. วงศ์มหิป  ชยางกูร

อาจารย์เล็ก  ไทยง   ท่านก็เรียกดูตัว "วิลาศ" ด้วย

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 01 เม.ย. 12, 10:34

             

        "อาจารย์สงวน  เล็กสกุล  สอนหลักภาษาไทยและเรียงความ

ท่านเริ่มชั่วโมงแรกของเรียงความ   โดยให้ทุกคนแต่งเรื่อง  "เรื่องของข้าพเจ้า"   นับเป็นกุศโลบายอย่างดีเยี่ยม

ที่ท่านได้ "รู้จัก" พื้นภูมิของลูกศิษย์ทุกคน   รวมทั้งบางคนอาจจะวาดฝันถึงอนาคตให้อาจารย์ได้รับรู้   และช่วยชี้แนะต่อไปด้วย

   
     อาทิตย์ต่อมา   อาจารย์ท่านนำตัวอย่าง  บางบทบางตอนของ "เรื่องของข้าพเจ้า"  ที่เขียนส่งไปให้ท่านมาวิจารณ์ในชั้นเรียนอย่างสนุกสนาน

ฝันของคนแค่อยากได้เข้าโรงเรียนเตรียมอุดม  ให้ได้สวมหมวกกะโหล่   คนนี้แน่นอนต้องเป็นเด็กผู้หญิง  เพราะมีแต่เครื่องแบบนักเรียนหญิงเท่านั้น  ที่มีหมวกกะโล่

       ทำไมต้องอยากสวมหมวกกะโหล่    ท่านถามเสียงดัง   หมวกกะโหล่...ไม่ใช่หมวกกะโล่หรอกรึ?


       เสียงฮาครืนเพราะอาจารย์ทำเสียงกะโหล่  ลากยาว   แล้วท่านก็ตามด้วยคำติงที่ว่า  เขียนภาษาไทยต้องระวังที่ตัวสะกด  การันต์ให้ถูกต้อง 

ไม่ใช่ระวังแต่ชั่วโมงหลักภาษา  คนไทยเขียนภาษาไทยไม่รู้จักวรรณยุกต์ทั้งห้าก็เปล่าประโยชน์


       ท่านหยิบมาวิจารณ์หลาย "เรื่องของข้าพเจ้า" ให้ได้ฮากัน          ใครเป็นเจ้าของเรื่อง  ก็พยายามเก็บปาก  เก็บหน้า  ทำไม่รู้ไม่ชี้  ไม่ให้เพื่อนรู้ว่า  กำลังถูก "ชำแหละ"

เรื่องสุดท้าย   อาจารย์สงวนท่านยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง  อ่านให้ฟังว่า


       "พุทธศักราชล่วงไปได้สองพันสี่ร้อยหกสิบเจ็ดปี   ลุวันเพ็ญ เดือนหกอันตรงกับวิสาขปุรมีมาส   ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประสูติ  ตรัสรู้ 

และปรินิพพาน   กุมารน้อยผู้หนึ่ง  ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกนี้   ณ  ลุ่มน้ำตาปี  อำเภอบ้านดอน  จังหวัดสุราษฎร์ธานี   ตรงกับวันทางสุริยทิน

วันที่ ๑๖  พฤษภาคม  พุทธศักราช ๒๔๖๗   ....สองพันสี่ร้อยหกสิบเจ็ดปีหลังจากที่พระพุทธิงค์   ทรงเข้าสู่ปรินิพพาน..."



        ทุกคนในห้องฮือฮากันหมด     หลังจากที่อาจารย์ถามว่า  "เป็นไง...?"         ยังไม่ทันที่จะมีใครออกความเห็น   ท่านก็กล่าวต่อไปยิ้ม ๆ 

"เปิดเรื่องได้ดีมาก          ชวนให้สนใจอ่านต่อไป..."          เสียงฮือฮาก็ยังไม่จบ             อาจารย์สงวนท่านกลัว "กุมารน้อย"  จะเหลิง   

จึงตบท้ายเบาะ ๆ ว่า   "พ่อคนนี้ทำตัวจะเทียบพระพุทธเจ้าเจียวนะ..."


       ความจริง  ระยะนั้น   เป็นเวลาหลังจากเปิดเทอมแรกมาเพียง ๒ อาทิตย์   ยังไม่มีใครจะทันรูว่า  เพื่อนเราเกิดเมื่อไร  มาจากไหน   แต่การที่อาจารย์ทำหน้ายิ้ม ๆ

มองเพื่อนชายของเราคนหนึ่ง   ซึ่งแม้จะทำไม่รู้ไม่ชี้  แต่สีหน้าก็ดูปูเลี่ยน ๆ ชอบกล   เราจึงพอเดาได้ว่า  "พ่อคนนี้" เป็นใคร

ใช่จ้ะ   เขาละ   วิลาศ  มณีวัต!


       ภายหลัง  หลายปีเมื่อเราคุ้นกันมากขึ้น   นิตาอดถามเรื่องวันเกิดนี้ไม่ได้          วิวหัวเราะอาย ๆ สารภาพว่า   วันที่ ๑๖​พฤษภคม 

ไม่ได้ตรงกับวันเพ็ญขึ้นสิบห้าค่ำหรอก   แต่ก็เฉียดไป...ขึ้น ๑๔ ค่ำเท่านั้น

       "ไม่เขียนอย่างนั้น  อาจารย์จะสนใจหรือ"
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 01 เม.ย. 12, 13:46



       อาจารย์สายสวาท  หงสกุล (รัตนทัศนีย์) สอนลิลิตตะเลงพ่าย    อาจารย์ทองพูลศรี  ศรหิรัญ(โปษะกฤษณะ)สอนมหาเวสสันดรชาดก

บางตอนในกัณฑ์กุมาร  กัณฑ์มัทรี  กัณฑ์จุลพล  มหาพน  บางทีเราก็ท่องได้   บางทีก็ท่องไม่ได้หมด   แต่วิวดูจะจดจำได้เป็นพิเศษ

ว่าปากเปล่าได้เป็นฉาก ๆ ไป   จึงไม่น่าแปลกใจที่วิวจะเป็นที่รักของอาจารย์ภาษาไทยทุกคน   โดยเฉพาะอาจารย์ทองพูนศรี...!


        ไม้มีใครกล้าแย่งตำแหน่งลูกศิษย์คนโปรดจากวิว     

        ก้อ  วันหนึ่ง   ที่มีประกาศผลสอบซ้อมประจำเทอม  ของนักเรียนเตรียมชั้นปีหนึ่ง     ทั้งโรงเรียนคนหนึ่งที่ได้ top  ภาษาไทยถึง ๙๗%

        ใช่จ้ะ...เขาละ    วิลาศ  มณีวัต !


         เกรียวกราวกันไปทั้งโรงเรียน   เพราะปกติคะแนนที่จะขึ้นไปถึง ๙๐ % มีแต่วิชาคำนวณและิทยาศาสตร์   ทางด้านภาษาไทย

หรือภาษาอังกฤษไม่มีสิทธิเลย   ทางอังกฤษอาจจะได้แปดสิบกว่า  เฉียด เก้าสิบบ้าง   แต่ภาษาไทยจะได้ถึงแปดสิบก็ทั้งยาก    ที่จะมาได้

เกือบเต็มร้อยเช่นนี้ยังไม่เคยมี          อาจารย์คำนวณหลายคนถึงกับขอดูข้อสอบ        อาจารย์ทองพูนศรีท่านอวดกระดาษคำตอบ

ของลูกศิษย์คนโปรด  แล้วแถมบอกว่าความจริงอยากจะให้เกินร้อยด้วยซ้ำ


        ที่ว่า เกรียวกราวกันทั้งโรงเรียน นั้น  ไม่ได้เป็นคำพูดที่เกินเลยไปแม้นแต่น้อย   เพราะโรงเรียนเตรียมอุดมนั้น   มีระบบปิดประกาศผลสอบทุกชั้น

และทุกคณะพร้อมกันหมด    ทุกคนไม่ว่าจะเรียนอยู่ตึกหนึ่ง  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนเตรียมอุดมปีที่หนึ่ง(ซึ่งเป็นตึกเพิ่งสร้างเสร็จรับพวกเราเป็นรุ่นแรกเข้ามาเรียน ณ ตึกนี้)

เป็นห้องเรียนของนักเรียนเตรียมปีหนึ่งปนอยู่ประปราย         คะแนนดี -  ไม่ดี   เก่ง  ไม่เก่ง  คะแนนมันฟ้องเจ้าของอยู่ในใบประกาศผลบนกระดานดำ   

ที่มีศีรษะสลอนมุงดูกันแน่น

                  อ้ายบ้า...มันทำได้ยังไงวะ   ภาษาไทยเก้าสิบเจ็ด
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 02 เม.ย. 12, 06:23



คึกฤทธิ  ปราโมช   เขียน คำนำในหนังสือ "โฉมหน้าอันแท้จริงของญี่ปุ่น"    ลงวันที่ ๙ กันยายน  ๒๔๙๕


        "คุณวิลาศ  มณีวัต   ได้มาขอให้ผู้เขียน  เขียนคำนำหนังสือเล่มนี้    ซึ่งผู้เขียนก็ยินดีเขียนให้ด้วยความเต็มใจว่า

ในกระบวนหนังสือที่ผู้เขียนชอบอ่านแล้ว   จะมีหนังสือใดเกินไปกว่าหนังสือท่องเที่ยวประเทศต่าง ๆ เห็นจะไม่มี


        หนังสือประเภทนี้ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นหนังสือที่เพิ่งจะมาเริ่มทำกันในยุคหลังในเมืองไทยเรานี้   ผิดกับในต่างประเทศ

ซึ่งเขานิยมทำกันมานานเป็นร้อยเป็นพันปีมาแล้ว       คนไทยเราแต่ก่อนขณะที่เดินทางไปยังสถานที่แปลกถิ่น   

ก็มักจะนิยมบรรยายภาพภูมิประเทศและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะเดินทางไว้เหมือนกัน        แต่รสนิยมของคนโบราณ

ชอบไปในทางกาพย์  กลอน   และให้มีเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆสอดแทรกเข้าไว้ด้วย   เราจึงมักจะพบแต่หนังสือนิราศเป็นพื้นในวรรณคดีไทย   

ไม่มีการบรรยายภาพภูมิประเทศและเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมาและมักจะมีการบ่นพร่ำ ๆ  เพ้อถึงเมียบ้าง   ถึงผู้หญิงคนรักบ้าง 

อยู่ซ้ำ ๆ ซาก ๆ จนน่าเบื่อ         ภาพต่าง ๆ ที่ผู้แต่งนิราศได้เห็นระหว่างเดินทางก็มักจะเปรียบเทียบเข้าไปกับ  ความรักความรันทดใจ 

ที่ต้องจากคนรักมากมายเกินไป   ทำให้ของจริงที่เห็นหมดความสำคัญ   และในบางกรณีถึงกับไม่น่าเชื่อว่าเป็นของจริง   เพราะผู้แต่งอาจจะ

วาดภาพนั้นขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบรรยายอารมณ์รักที่ตนประสงค์จะบรรยายนั้นก็ได้   เป็นต้นว่าชมดงเพลิดเพลิน   เห็นต้นไม้

และดอกไม้ต่าง ๆ ที่มีชื่อหรือลักษณะอันพอจะนำมาเปรียบเทียบกับอวัยวะต่าง ๆ หรือคุณสมบัติต่าง ๆ ของหญิงที่ตนรัก

ทำให้ผู้อ่านบังเกิดความรู้สึกว่า   สิ่งที่ตนอ่านอยู่ไม่ใช่ของจริง   แต่เกิดขึ้นจากคารมโวหาร   เมื่อมีความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นแล้ว   ผู้อ่านก็ย่อม

จะเบื่อหน่ายและอ่านข้ามไปเสีย        ในบรรดาผู้แต่งนิราศที่ค่อยยังชั่ว   ไม่เพ้อเจ้อคิดถึงลูกถึงเมียฝ่ายเดียวเห็นจะได้แก่สุนทรภู่

และหม่อมราโชทัย(กระต่าย)     เพราะท่านทั้งสองนี้...คนแรกเพ่งเล็งข้อเท็จจริง  และเปรียบเปรยข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ได้เห็นนั้นกับความจริง

ในชีวิตที่ตนได้ประสพพบเห็นมา        โดยมุ่งหวังจะให้ข้อเขียนของตนเป็นสุภาษิต  หรือมีคติสอนใจ       ส่วนท่านที่สองเป็นข้าราชการ

ได้ไปราชการในต่างประเทศ    จึงได้นำระเบียบราชการอันเกี่ยวกับจดหมายเหตุ   รายงานภูมิประเทศและเหตุการณ์ที่ตนได้เห็นมาใส่ไว้ในนิราศ       

ท่านทั้งสองนี้หากจะพรรณาถึงความรักและความคิดถึงคนรัก  ก็เป็นแต่เพียงในตอนขึ้นต้นและลงท้ายและจะมีประปรายบ้างในตอนกลาง         

ส่อให้เห็นว่ากระทำขึ้นเพื่อรักษาธรรมเนียมการประพันธ์มากกว่าที่จะมุ่งหมายเอาเป็นจัดสำคัญในการประพันธ์


        พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมหาราช   นับว่าเป็นนักเขียนคนไทยคนแรกที่ไม่ยอมแต่งนิราศ   แต่บรรยายความจริงเท่าที่ได้เห็น

และสอดแทรกความคิดเห็นส่วนตัวของผู้แต่งอันเกิดจากการที่ได้ประสพพบเห็นนั้นไว้อย่างน่าฟัง       พระราชนิพนธ์แบบเช่นที่ว่ามานี้มีอยู่

มากมายหลายเล่ม   เป็นที่รู้จักกันดีในบรรดานักอ่าน     จะพรรณาไว้ในที่นี้อีกก็จะยืดยาวไป     แต่อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่แบบฉบับ

การแต่งหนังสือท่องเที่ยว     ที่พระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงเริ่มไว้      ก็ได้มีนักเขียนไทยแต่งหนังสือประเภทเดียวกันนี้ต่อมาอีกมากมายหลายเล่ม

ล้วนแล้วแต่มีสาระน่ารู้น่าอ่าน          จึงทำให้หนังสือประเภทท่องเที่ยวได้รับความนิยมแพร่หลายมาจนบัดนี้


        หนังสือที่แต่งโดยคุณวิลาศ  มณีวัต  เล่มนี้   ก็เป็นหนังสือประเภทนี้อีกเล่มหนึ่ง       ซึ่งแต่งโดยวิธีเขียนอันเป็นที่รู้จักกันดีแล้ว

ในบรรดาผู้ที่ชอบอ่านหนังสือ         ผู้เขียนรู้สึกยินดีมากที่คุณวิลาศได้ตัดความจำเป็นที่จะต้องเขียนนิราศออกได้อย่างแนบเนียน

วิธีนั้นก็ง่ายนิดเดียว   คือเมื่อคุณวิลาศไปญี่ปุ่น    คุณวิลาศก็พาคุณนิตยา  นาฎยะสุนทรไปด้วย      ไม่ปล่อยให้มีวัตถุใดอันจะ

เป็นจุดเรียกร้องความคิดถึงหรือความพร่ำเพ้อละเมอฝันให้ตกค้างอยู่ทางนี้          ทำให้ผู้อ่านได้รับความโล่งใจเสียแต่แรกเริ่ม"


(บทความยังมีต่ออีกสองย่อหน้าค่ะ  ที่พอหาอ่านได้ตามที่เล่ามาโดยลำดับ      ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกเป็นอันมากที่จะนำมาฝากต่อไป)
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 02 เม.ย. 12, 10:13


ขอข้ามข้อความบางตอนไปเพราะหลายตอนก็เป็นที่รู้จักดีกันอยู่แล้ว     ขอไปยังบทความที่ไม่เคยอ่าน

ที่คิดว่าน่าอ่านมาก  เรียกว่าตอนจุฬาฮาเฮ    คุณวิลาศ  เขียน



        "พอสอบผ่านโรงเรียนเตรียม ฯ ของท่านอาจารย์ ม.ล. ปิ่น  มาลากุล  เราก็ขึ้นมหาวิทยาลัยได้ในฉับพลันทันที   

ไม่มีการสอบเข้าอีก

        เราจึงเรียกว่า "ขึ้นจุฬา"   ไม่ใช่ "เข้าจุฬา"

        พอเราขึ้นปีสอง   อาจารย์เจ้าคุณไชยยศก็บอกเราว่า   ปีใหม่นี้พวกเธอจะได้อาจารย์ดีมาสอนวิชาการค้าระหว่างประเทศ

(International Trade)  เก่งมากนะอาจารย์คนนี้


        อาจารย์คนนี้...!  คือ  อาจารย์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ  ปราโมช       ซึ่งระยะนั้นเป็นสมัยสงคราม  น้ำมันขาดแคลน   รถราไม่ค่อยจะมีน้ำมันใช้

ท่านจึงมักจะเดินเข้าไปในจุฬา ฯ ...   สูง  สง่า  และหล่อ


        มาดแต่งตัวงี้...พวกลูกศิษย์ทั้งหญิงและชายซี้ดปากกันหมด      แล้วเวลาสอนท่านมักจะมีข้อสังเกตแปลก ๆ วิจารณ์การบ้านการเมืองแถมพกให้

เราฟังเสมอ     ใบหน้าท่านเฉย  เรียบสนิท   เราฟังเพลิน   ประเดี๋ยวเดียวก็นึกแง่ขำขึ้นได้   หัวเราะกันครืน    ท่านจะทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่สักระยะหนึ่ง

จึงค่อย ๆ ยิ้ม...เห็นลักยิ้มบุ๋มเชียว

        แอบกระซิบกันว่าอาจารย์ทำหน้าตายเก่งจัง

        ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นนักการเมือง   ยังไม่มีใครรู้จักว่าจะเป็นนักพูดปากตะไกรหรือนักเขียนอะไรซักอย่าง   ไม่เคยสอนหนังสือที่ไหนมาก่อน

เราโชคดีที่ได้เป็นศิษย์รุ่นแรกของท่าน








บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 02 เม.ย. 12, 10:56

        จำได้ว่าห้าปีภายหลังจนผมและสุรีพันธุ์เริ่มเขียนหนังสือกันแล้ว    ไปขอเรื่องท่าน

ท่านว่าท่านเขียนไม่เป็น      ผมก็อ้อนวอนเซ้าซี้คะยั้นคะยอท่านมาก ๆ เข้าว่า  ไม่ต้องมีแบบแผนอะไรหรอก

เขียนอย่างที่ท่านพูดนั้นก็เหลือกินแล้ว...    วิเศษที่สุดแล้ว

        
        แรก ๆ ท่านปฎิเสธ     ไป ๆ มา ๆ   ทนแรงศิษย์ออดเซ้าซี้เข้าไม่ไหว    ท่านก็ยอมเขียนให้เรื่องหนึ่ง

บอกว่า   "คุณวิลาศช่วยเอาไปขายให้ผมด้วย...    ได้เงินมาจะพาไปเลี้ยง"


        เรื่องสั้นเรื่องแรกของท่านนั้น  ชื่อ "กบกายสิทธิ์"   ผมตรงรี่ไปขายให้กับ น.ส.พ. "สยามสมัย"  ซึ่งมีประหนัด  ศ. นาคะนาท

เป็นบรรณาธิการ    คุณประหยัดดีใจจนเนื้อเต้น

        ได้ค่าเรื่องมาให้ท่านหนึ่งร้อยยี่สิบบาท!       ท่านก็พาผมกับสุรีย์พันธ์ุไปเลี้ยงฉลองกันที่ภัตตาคารที่หรูที่สุด  แพงที่สุดในยุคนั้น  คือ "เชล์ชีฟ"

อยู่แถวสี่พระยา...   ท่านหมดไปหลายร้อย!
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 02 เม.ย. 12, 23:19



ครั้งหนึ่งในชีวิต


       "วิวเคยเล่นลิเก  กับคณะลิเกกิตติมศักดิ์ครั้งหนึ่ง        ในนามของสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  ณ  สมาคมพ่อค้าไทย

ถนนราชบพิธ  เมื่อเดือนมีนาคม  พ.ศ. ๒๔๙๔

        ลิเกนั้นชื่อว่า  หลวิชัยกับคาวี

        โดยมีดาราแสดงนำสองท่าน  คือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์  ปราโมช  แสดงเป็นหลวิชัย  และคุณประยูร  จรรยาวงษ์(ศุขเล็ก) เป็นคาวี

ดาราสมทบคือ อบ ไชยวสุ(ฮิวเมอริสต์) เป็นพระเจ้าตา   พร้อมด้วยนักเขียนนักหนังสือพิมพ์อื่น ๆ อีก    เช่น  ประหยัด  ศ. นาคะนาท (นายรำคาญ)

ถนอม  อัครเศรณี ("ศิราณี" กับนายกล้าหาญ)   รัตน์  ศรีเพ็ญ(ศรีเข้)   วิลาศ  มณีวัต(หมวกเบอร์เจ็ด)   และชัช  วงศ์สงวน  ผู้ร้องรำออกแขกราวกับลิเกอาชีพ


        กลอนออกแขกว่า   ฮัลเลวังกา - เห่ - เฮ - เฮ - เฮ้   วันนี้ก็เป็นวันเสาร์ ---พรุ่งนี้เช้าก็วันอาทิตย์---พวกเราต่างมาฮาเฮ ---มาเล่นยี่เกกับหม่อมคึกฤทธิ์

--- ฮา---ฮา ---เฮ้

        ไม่ต้องบอกว่าคนดูจะล้นหลาม  สนุกสนานกันเพียงไร   เพราะกลอนของหลวิชัย  และคาวี นั้น  เกี่ยวพันไปในการเมืองสมัยนั้นอย่างถึงพริกถึงขิง  แสบ ๆ  คัน ๆ"

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 03 เม.ย. 12, 06:49


ขึ้นจุฬา  ฮาเฮ         

        คุณสุรีพันธุ์  เล่าเรื่องครูบาอาจารย์ของท่านในมหาวิทยาลัยด้วยความเคารพอย่างสูง

เพราะท่านเหล่านี้ได้นำความรู้จากสถาบันการศึกษาที่เลิศแล้วของโลกมาสอน  และท่านเหล่านี้ได้ก้าวต่อไปเป็น

หลักของประเทศในทางต่าง ๆ

        คุณวิลาศ  ได้เขียนถึงอาจารย์หลายต่อหลายท่าน    จนยากที่จะนำมาเล่าได้ทั่วถึง      เรื่องหนึ่งที่

ไม่เคยได้ยินเลยคือเรื่อง อาจารย์ บุญมา  วงศ์สวรรค์


        "นักเรียนนอกอีกท่านหนึ่งที่เพิ่งกลับจากต่างประเทศ  พอลงจากเครื่องบินก็ไปสอนเราเลย

คืออาจารย์บุญมา   วงษ์สวรรค์  เพิ่งสด ๆ ซิง ๆ  มาจาก LSE  (ลอนดอน สกูลออฟ  อิคอนอมิคส์)

ของมหาวิทยาลัยลอนดอนอันเลื่องชื่อ      ท่านไปสอน "ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น"   ยังหนุ่มฟ้อ  ปราดเปรียว  ว่องไว

ทั้งการพูดและอิริยาบทเดินเหิน       ตอนหยุดพักกลางวันชอบไปประลองฝีมือกับเพื่อนที่เป็นแชมป์ของเรา  คือ ปฎิพัทธ์  และ  ประสิทธิ์   สิงหพันธ์

ทั้งสองเสือนี่เห็นฝีมือ "ตบ"  และ "ลูกตัด"  ของท่านแล้วงงไปหมด           สุดท้ายจึงหายงง  เมื่อทราบว่า   ท่านเคยแข่งปิงปองระดับโลก

มาแล้วที่อังกฤษ...   เป็นที่หกของโลก"
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 03 เม.ย. 12, 07:26


เรียนท่านผู้อ่านที่นับถือ

        วันนี้ และ พรุ่งนี้     ข้าพเจ้ามีกิจต้องนำ คณะนักอ่านหนังสือเก่าชั้นอนุบาล  ไปซื้อหนังสือที่ งานหนังสือ

ซึ่งก็คงเป็นการจับปูใส่กระด้งเป็นแน่แท้   ได้นัดดีลเล่อร์ระดับเดินถนนทุกวันให้นำหนังสืออนุสรณ์

มาให้ชมด้วยในราคาที่ต่ำกว่าราคาตามบู้ธเล็กน้อย     มีท่านผู้เชี่ยวชาญในวิทยาการพิเศษ(สมาชิกใหม่ของ "เรือนไทย")ตามมาด้วย

คณะพรรคมิมีการขัดข้องเลย  เพราะขนมของกินที่ท่านผู้เชี่ยวชาญเอื้อเฟื้อเคยนำมานั้น  อร่อยมาก  จนคณะพรรค

แย่งกันหลังจากเก็บส่วนแจกของตนเข้าใส่ถุงย่ามไปแล้ว

        เราจะไปตามราชกิจจา ฯ  ชุดสีแดง ของสำนักพิมพ์ต้นฉบับที่บางเล่มขาดตลาดไปแล้ว(ขนาดคณะอนุบาลนะเนี่ย)

ดังนั้น กระทู้นี้จะหายว่อบ ๆ แว่บ ๆ ไป   ในวันนี้และพรุ่งนี้

        สำหรับข่าวลือที่ว่า  งานหนังสือไม่มีหนังสือดี  นั้น   ไม่ถูกต้อง

หนังสือวิเศษหลายเล่มและหลายชุดได้ปรากฎตัวขึ้น  ในกล่องกระดาษที่เจ้าของร้านซ่อนไว้ใต้ผ้าคลุม  ฮ่ะ ๆ


       กำลังจะคัดลอกที่ คุณสุชาติ  สวัสดิ์ศรี  เล่าเรื่อง  โฉมหน้า  วิลาศ  มณีวัต  เชียว     เกรงว่าจะไม่จบง่าย ๆ

จึงเรียนมา   เพราะเรื่องสนุก ๆนั้นจะเก็บไว้ได้คนเดียวอย่างไรได้
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 03 เม.ย. 12, 07:37


เรียนท่านผู้อ่านที่นับถือ

        วันนี้ และ พรุ่งนี้     ข้าพเจ้ามีกิจต้องนำ คณะนักอ่านหนังสือเก่าชั้นอนุบาล


นึกถึงการจับปูใส่กระด้ง  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11031


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 03 เม.ย. 12, 07:51

^

ท่านเคยห้ามปาด แต่นี่มีปาดอยู่ข้างบนตัวนึงแล้ว ต้องมีเขียดตามไปเป็นเพื่อน

เข้ามาเรียนว่าสนุกมากครับ อย่าหยุด อย่าหยุด โก โก โก
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 06 เม.ย. 12, 08:52

มาลัยกรอง  จากพี่น้องผองเพื่อน

สุชาติ  สวัสดิ์ศรี  เขียน เมื่อ  ๓๑ มีาคม  ๒๕๔๗


        "ผมจำได้ว่า  เมื่อลมหนาวใกล้สิ้นปีเริ่มมาเยือน   บรรดาหนอนหนังสือในยุคนั้นจะเริ่มแคะกระปุกออมสิน

เตรียมเงินไว้เลือกซื้อหนังสือลดราคาปีละครั้ง       ถ้าหากไม่ไปซื้อที่งานวชิราวุธ  วังสราญรมย์   ก็ต้องไปตระเวณเดินแถวร้านหนังสือวังบูรพา

ผมเริ่มต้นสะสมหนังสือเล่มปกแข็งของนักคิดนักเขียนไทยมาก็ตั้งแต่ครั้งนั้น   รวมทั้งเริ่มซื้อพ็อคเก็ตบุ๊คของนักเขียนต่างประเทศในราคา

"แบกระดิน"  ที่ร้านหนังสือเก่า  สนามหลวง  ริมคลองหลอด      จำไม่ผิดก็ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นต้นมา         หนังสือเล่มปกแข็งของ

นักเขียน  นักแปล  ที่นำมาขายลดครึ่งราคา   และผมซื้อสะสมมาตั้งแต่ช่วงนั้น  ก็มี  

ล่องไพร  ของน้อย  อินทนนท์      

ช่อประยงค์ ของ  อุษณา  เพลิงธรรม      

หนาวผู้หญิง  ของ  'รงค์  วงษ์สวรรค์

เรื่องสั้นแปลของ  กีย์  เดอ  โมปัสซังค์  และ  โอ เฮนรี  ที่ อาษา เป็นผู้แปล

นวนิยายแปลของเพิร์ล  เอส. บัค  ที่ สันตสิริ เป็นผู้แปล

และหนังสือในดวงใจอีกเล่มหนึ่งที่ผมจำได้ไม่เคยลืม  คือหนังสือปกแข็งของสำนักพิมพ์คลังวิทยา  ที่ลดราคาแล้วเหลือ ๑๕​ บาท

หนังสือเล่มนี้ชื่อ โฉมหน้านักประพันธ์  เขียนโดย  ผู้ใช้นามว่า  วิลาศ  มณีวัต  เป็นหนังสือหนา ๕๔๔ หน้า   พิมพ์เป็นเล่มครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒

ผมซื้อหนังสือเล่มนี้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖   และถือเสมือนเป็นโลกใหม่ทางวรรณกรรมที่ "ลัดเวลา"  ให้ผมได้รู้จักกับรักคิด  นักเขียน  นักประพันธ์

และนักหนังสือพิมพ์  ทั้งของไทยและต่างประเทศที่ค่อนข้างเป็นระบบเป็นครั้งแรก         ทำให้เด็กโรงเรียนบ้านนอกเริ่มรู้จักชื่อและผลงานของ

นักคิดนักเขียนใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 06 เม.ย. 12, 10:55


       

เวลาไปเดินดูหนังสือเก่าที่ร้าน "แบกะดิน" สนามหลวง   ก็จะพยายามจดจำชื่อของนักเขียน  นักประพันธ์ 

ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือปกแข็งของ  วิลาศ  มณีวัต เล่มนี้เพราะถือว่าอาจเป็นเครื่องมือที่ช่วย "ลัดเวลา" 

ให้รู้จักกับโลกของการอ่านที่ยกระดับขึ้นจากเดิม   และจากหนังสือปกแข็งลดราคาเล่มนี้เอง   

ที่ทำให้ผมได้รับรู้ว่า   ในบรรณพิภพของไทยนั้น    ยังมีนักเขียนนักประพันธ์

ที่ผมยังไม่ค่อยคุ้นเคยอีกมาก  อย่างเช่น  ม.จ. อากาศดำเกิงฯ   กุหลาบ  สายประดิษฐ์   ฮิวเมอริสต์   ยาขอบ

เสถียรโกเศศ  คึกฤทธิ์  ปราโมช   อิงอร   ก. สุรางคนางค์    เสนีย์  เสาวพงศ์  ฯลฯ       และในบรรณพิภพของ

นักเขียนนักประพันธ์ต่างแดน   หนังสือเล่มนี้ก็ทำให้ผมได้พบกับชื่อแปลก ๆที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน  อย่างเช่น  ลีโอ  ตอลสตอย,

กุสต๊าฟ  โฟลแบร์,  บาลซัค,  เฮนรี  ฟิลดิ้ง,   อาร์โนด์  เบ็นเน็ต,  เอช.จี.แวลล์,  โธมัส  มันน์,   โจเซส  คอนราด,

เออร์เนสต์  เฮมิงเวย์,   วิลเลียม  ซาโรยัน  ฯลฯ   


ผมซื้อนิยายพ็อคเก็ตบุ้คฝรั่งเล่มแรก ๆ ในชีวิต  คือ Heart of Darkness  ของโจเซฟ  คอนราด   A Farewell to Arms

เออเนสต์  เฮมิงเวย์   ก็เพราะเห็นชื่อมาจากการอ่านหนังสือปกแข็งของ  วิลาศ  มณีวัต  เล่มนี้       ตอนนั้นประมาณ ๒๕๐๗

ผมเพิ่งอายุ ๑๙ เท่านั้น   และสอบภาษาอังกฤษตกมาตั้งแต่เทอมแรกของการ "หลง" เข้าไปเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 06 เม.ย. 12, 11:15




        บนเส้นทางของโลกหนังสือที่เราได้พบกัน    ทำให้ผมอบอุ่น  มั่นคงต่อคำว่า  "อำนาจของศิลปะ"

และ "อำนาจของวรรณกรรม"     ไม่ว่าอำนาจแบบนี้ของเราจะเริ่มต้นมาแบบใด

หากเรามั่นคงกับมันอย่างจริงแท้        ถึงที่สุดแล้วมันก็ลงเอยให้เราได้เป็นมิตรกันและได้รำลึกถึงกัน"
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.057 วินาที กับ 19 คำสั่ง