เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 4106 ภาษาอเมริกันวันละคำ Moment of Truth
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 100


 เมื่อ 12 มี.ค. 12, 14:59

Moment of Truth
สถานการณ์ที่ทดสอบความแข็งแกร่งของจิตใจคน

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ของปีก่อน  ภาพหญิงชายชาวญี่ปุ่นยืนเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อรอรับความช่วยเหลือด้านอาหารหลังเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้นในประเทศของเขา  อันส่งผลให้มีพลเมืองล้มตายกว่า 15000 คนและบาดเจ็บสูญหายอีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วนนั้น   ได้ก่อให้เกิดคำถามต่าง ๆ มากมายตามมาเกี่ยวกับสภาพสังคมและระเบียบวินัยของชาวญี่ปุ่น    ใครเลยจะนึกว่า  ในขณะที่คนเป็นล้านต้องมีชีวิตอยู่โดยปราศจากอาหาร  น้ำดื่ม  และไฟฟ้า   เขาเหล่านั้นจะยังมีแก่ใจไปยืนรอรับอาหารร่วมกับเพื่อนร่วมชะตากรรมคนอื่น ๆ อย่างเป็นระเบียบ   ไม่มีใครออกไปปล้นสะดมร้านสะดวกซื้อที่ไหน   หรือฉกฉวยโอกาสลักเล็กขโมยน้อยเอาจากใคร    ไม่เหมือนกับในอีกหลาย ๆ ประเทศที่การจลาจลหลังภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ถือเป็นเรื่องปกติที่รัฐจำต้องหาทางรับมือ   ดังที่เราได้เห็นไปแล้วในเมืองนิวออร์ลีนส์ของสหรัฐฯ หลังเฮอร์ริเคนคัทริน่าเข้าถล่ม   หรือในเฮติหลังแผ่นดินไหวเมื่อสองปีที่แล้ว      

ภัยพิบัติทางธรรมชาติมักจะดึงเอาทั้งด้านมืดและด้านที่ประเสริฐของมนุษย์ออกมาให้เห็นเสมอ     ในบ้านเราเองเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา     ขณะที่คนกรุงเทพฯ นับพันพากันเอารถยนต์ของตัวเองไปจอดหลบน้ำบนถนนหนทางสาธารณะ   กีดขวางทั้งการจราจรและการลำเลียงความช่วยเหลือไปยังผู้คนในเขตปริมณฑลที่กำลังเดือดร้อนจากวิกฤติการณ์น้ำท่วม    เราก็ยังได้เห็นความมีน้ำใจของคนอีกหลายพันคนที่ออกไปอาสาสมัครช่วยผู้ประสบภัยในแต่ละวันอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย   คนที่อยู่ในละแวกเดียวกัน  แม้เคยไม่รู้จักกันมาก่อน  ต่างก็ดาหน้ากันออกมาช่วยทำกระสอบทรายและเขื่อนกั้นน้ำเพื่อปกป้องชุมชนที่ตนอยู่อาศัย    เจ้าของรถบรรทุกขนาดใหญ่รวมทั้งเจ้าของเรือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหลายต่อหลายคนต่างก็เอายานพาหนะของตนเองออกมาวิ่งรับส่งคนที่เดือดร้อนโดยไม่คิดค่าบริการ    ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นตัวอย่างเพียงน้อยนิดของความงดงามที่ซุกซ่อนอยู่ในจิตใจมนุษย์  ซึ่งเปล่งประกายออกมาให้เราได้เห็นท่ามกลางความมืดมิดของสถานการณ์อันเลวร้าย

ภาพประกอบจาก corbis


บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 100


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 12 มี.ค. 12, 15:00

     มีคำในภาษาอังกฤษมากมายสำหรับใช้อธิบายคุณลักษณะที่ดีและเลวของมนุษย์   แต่คำหนึ่งที่อเมริกันชนมักจะใช้กันบ่อย ๆ ก็คือคำว่า character    คำนี้พจนานุกรมอังกฤษ - ไทยส่วนใหญ่จะให้ความหมายว่า “ลักษณะ” หรือ “บุคลิกลักษณะเฉพาะตัว” (นอกเหนือไปจากความหมายอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการอธิบายลักษณะนิสัย)       แต่ในความเป็นจริงแล้ว  ความหมายของคำว่า character ดูเหมือนจะลึกซึ้งเกินกว่าที่พจนานุกรมจะอธิบายได้หมด
. . . . . . . .       

     เวลาอเมริกันชนเขาพูดถึง the strength of one’s character นั้น   นอกจากเขากำลังอธิบายอุปนิสัยส่วนตัวของบุคคลที่พูดถึงแล้ว    เขายังหมายรวมไปถึงจริยธรรมและมโนธรรมของบุคคลดังกล่าวอีกด้วย   คนขับรถแท็กซี่ที่หาเช้ากินค่ำบางคนออกมาเผย the strength of character ของตัวเองให้สังคมได้ประจักษ์    เมื่อเขาเก็บเงินแสนที่ผู้โดยสารลืมไว้ในรถแล้วเอาไปส่งให้จส.100 ประกาศตามหาเจ้าของ    แทนที่จะทำไม่รู้ไม่ชี้เก็บไว้เป็นของตัวเอง      ในทางกลับกัน   ข้าราชการและนักการเมืองซึ่งมีหน้าที่รับใช้ประชาชน  แต่กลับฉกฉวยโอกาสฉ้อราษฏร์บังหลวงเมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์อำนวย  ก็แสดงให้เห็นว่าเขาไม่มี the strength of character เพียงพอที่จะทำให้เขาเดินหนีโอกาสในการทำชั่ว   นี่เป็นสองตัวอย่างของการใช้ the strength of character ที่พอจะนึกได้
บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 100


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 12 มี.ค. 12, 15:02

    เมื่อไม่กี่เดือนมานี้    ในวันที่วิกฤติน้ำท่วมของประเทศได้ส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภคหลายต่อหลายอย่างโดยเฉพาะน้ำดื่มต้องขาดแคลนอย่างต่อเนื่อง    หนุ่มฝรั่งคนหนึ่งออกไปหาซื้อน้ำดื่มที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตเล็ก ๆ ในละแวกบ้าน      เมื่อน้ำดื่มแบบธรรมดาไม่มี ฝรั่งก็หิ้วน้ำโซดากลับบ้านแทน      พอภรรยาคนไทยเห็นสามีเดินเข้าบ้านมาพร้อม ๆ กับน้ำโซดาลังเดียวก็เอ่ยถามด้วยความแปลกใจว่า
    “ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตเขามีแค่ลังเดียวเหรอ”
    “เขามีสองลังจ้ะ” สามีตอบ
    “แล้วทำไมซื้อมาแค่ลังเดียวล่ะ” ภรรยาซักต่อ
    “เพราะในโลกนี้ยังมีคนอื่นที่ต้องการน้ำดื่มมากเท่า ๆ กับเราน่ะสิ” สามีว่า

     นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของ the strength of one’s character   เพราะถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งพอ  ฝรั่งคงทำแบบพี่ไทยหลายคนที่เราได้เห็น   คือกวาดทุกอย่างลงจากชั้นจนเรียบไม่เหลือไว้ให้คนข้างหลัง   

      เห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของแคแร็คเตอร์นั้น  เป็นปัจจัยหลักที่จะผลักดันให้บุคคลตัดสินใจทำหรือไม่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน    ด้วยเหตุนี้เอง  คำว่า “แคแร็คเตอร์” จึงมีความหมายครอบคลุมมากกว่าแค่คำว่าลักษณะนิสัยส่วนตัวในภาษาไทย   แต่ยังรวมถึงความหนักแน่นของจิตใจมนุษย์ที่ไม่ยอมอ่อนไหวไปกับสิ่งล่อใจต่าง ๆ   และการรู้จักผิดชอบชั่วดี  รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ   แม้ว่าสถานการณ์รอบด้านจะทำให้เกิดข้ออ้างที่จะทำความชั่วหรือละเว้นการทำความดีอีกด้วย
บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 100


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 12 มี.ค. 12, 15:03

      เราจะรู้ว่าแคแร็คเตอร์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งมี strength สูงก็ต่อเมื่อบุคคลผู้นั้นถูกทดสอบด้วยสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน    เพราะเมื่อสถานการณ์ประเภทนี้เข้ามาถึงตัว   ทุกอย่างที่ประกอบกันเป็นเขา  ไม่ว่าจะเป็นการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่  การศึกษาที่เขาได้รับ   ความเชื่อส่วนตัว ฯลฯ   มันจะหลั่งไหลมารวมกัน ณ ที่เดียว  และผลักดันให้เขาตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่ง       อเมริกันเขามีสำนวนเรียกช่วงเวลาที่ทดสอบความมั่นคงของจิตใจคนแบบนี้ว่า moment of truth     

      พจนานุกรมบางเล่มอธิบายความหมายของสำนวน moment of truth นี้ว่า  “ช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความจริง” หรือ “ช่วงเวลาสำคัญของชีวิต”    ในการดำเนินธุรกิจ  โดยเฉพาะธุรกิจในอุตสาหกรรมบริการ  เขาใช้สำนวนนี้เวลาต้องการที่จะสื่อถึง “ช่วงเวลาสำคัญที่จะสร้างความประทับใจ (หรือความผิดหวัง) ให้แก่ลูกค้าได้”     

     ที่มาของสำนวนนี้จริง ๆ แล้วมาจากกีฬาสู้วัวของสเปน    เป็นการพูดถึงวินาทีสำคัญที่สุดของการสู้วัว  เพราะเป็นวินาทีที่มาทาดอร์ต้องใช้ดาบปักลงไปบนตะโหงก (ส่วนที่สูงที่สุดของหลังสัตว์สี่เท้าประเภทม้าหรือวัว) เพื่อสังหารวัวกระทิงให้แดดิ้นคามือ    การที่มาทาดอร์คนไหนจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องอาศัยทั้งความกล้า  การฝึกฝนที่ยาวนาน 
บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 100


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 12 มี.ค. 12, 15:04

รวมทั้งทักษะของตนเองในการหลบเลี่ยงไม่ให้โดนวัวขวิดตายไปเสียก่อนด้วย    ชาวสเปนเขาจึงเรียกช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งเช่นนี้ว่า momento de la verdad  (moment of truth)   เพราะถ้าฆ่าวัวไม่ตาย  เห็นทีมาทาดอร์เองก็คงจะไม่รอดเป็นแน่   
. . . . . . . . . . .

คนที่มีหน้าที่บริหารบ้านเมืองมักจะต้องเผชิญกับ moment of truth อยู่บ่อย ๆ      เพราะการเป็นผู้นำนั้นหมายถึงการอยู่ในสถานะที่ต้องตัดสินใจแทนพลเมืองทั้งประเทศ    ผู้นำที่ดีจึงเป็นผู้ที่ตัดสินใจโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก   ความนิยมชมชอบที่ประชาชนมีให้แก่ตนเป็นเรื่องรอง       

สมัยประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ยังมีชีวิตอยู่   เขาได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ทำให้ทั้งตัวเขาและพรรคเดโมแครตต้องสูญเสียคะแนนนิยมในหมู่ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งชาวใต้ไปอักโข  (ทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้)     นั่นคือการส่งทหารไปพิทักษ์นักศึกษาผิวดำสองคนให้สามารถเข้าเรียนร่วมกับนักศึกษาผิวขาวในมหาวิทยาลัยของรัฐแอลาบาม่าได้อย่างปกติสุข    ในขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นตอนนั้นยังนิยมใช้นโยบายแบ่งแยกสีผิวอยู่  ขนาดที่ว่าผู้ว่าการรัฐเองยังไปยืนหน้าประตูมหาวิทยาลัยเพื่อขัดขวางนักศึกษาผิวดำไม่ให้เดินเข้าไปได้      เหตุการณ์นี้ทำให้เคนเนดี้ต้องออกคำสั่งเรียกทหารกองหนุนในแอลาบาม่าให้ออกมาทำหน้าที่คุ้มกันนักศึกษาสองคนที่ว่าไปเข้าเรียน   ทำให้พลเมืองชาวใต้ที่เชื่อในเรื่องการแบ่งแยกสีผิวไม่พอใจผู้นำของตนกันอย่างถ้วนหน้า
บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 100


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 12 มี.ค. 12, 15:05

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า   เมื่อ moment of truth มาถึง   ความแข็งแกร่งของ Kennedy’s character ก็ทำให้เขาลงมือทำในสิ่งที่ถูกต้อง   แม้จะเป็นการกระทำที่ไม่ถูกอกถูกใจประชาชนบางส่วนก็ตาม     เพราะการกีดกันนักศึกษาทั้งสองไม่ให้เข้าเรียนก็เท่ากับเป็นการละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ   ซึ่งมีบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมืองอเมริกันที่คนเป็นประธานาธิบดีมีหน้าที่ปกป้อง     ด้วยเหตุนี้  เคนเนดี้จึงต้องตัดสินใจสู้กับรัฐบาลท้องถิ่นให้เด็ดขาด  แทนที่จะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ปล่อยให้รัฐบาลท้องถิ่นกีดกันนักศึกษาผิวดำทั้งสองตามอำเภอใจ  ซึ่งอาจจะยังประโยชน์ทางการเมืองให้แก่เขามากกว่า      (เรื่องจริง ๆ ยาวกว่านี้  แต่ขอหยิบยกเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับสำนวนที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่มาอ้างก็แล้วกันนะคะ  เดี๋ยวคอลัมน์ภาษาอังกฤษจะกลายเป็นคอลัมน์ประวัติศาสตร์การเมืองไปโดยใช่เหตุ)

การที่ผู้นำคนใดคนหนึ่งจะแสดงความแข็งแกร่งของแคแร็คเตอร์ให้ผู้อื่นได้เห็น  ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้อง act tough ด้วยการทำกร่างชี้หน้าด่าบุคคลอื่นว่า “ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ”  เวลาที่คนของยูเอ็นทักท้วงเรื่องสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศของเขา     บางครั้ง  คนที่แข็งแกร่งที่สุดก็อาจจะเป็นคนที่ยอมรับข้อผิดพลาดของตนเองโดยดุษฎีก็เป็นได้     ผู้นำบางคนออกปากบอกพลเมืองของตนเองว่า “เอาอยู่ๆ”  ทั้ง ๆ ที่ระดับน้ำสูงมิดหัวกำลังจ่อจะเข้าเมืองหลวงอยู่รอมร่อ   แทนที่จะบอกความจริงกับประชาชนเพื่อให้เขามีโอกาสได้เตรียมรับกับสถานการณ์ที่แม้แต่รัฐบาลเองก็ไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างทันท่วงที     

ไม่ต้องบอกก็คงจะเดาได้ว่าแคแร็คเตอร์ของผู้นำทั้งสองประเภทที่ว่านี้จะแข็งแกร่งสักเพียงใด
บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 100


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 12 มี.ค. 12, 15:10

    ที่มาของสำนวนนี้จริง ๆ แล้วมาจากกีฬาสู้วัวของสเปน    เป็นการพูดถึงวินาทีสำคัญที่สุดของการสู้วัว  เพราะเป็นวินาทีที่มาทาดอร์ต้องใช้ดาบปักลงไปบนตะโหงก (ส่วนที่สูงที่สุดของหลังสัตว์สี่เท้าประเภทม้าหรือวัว) เพื่อสังหารวัวกระทิงให้แดดิ้นคามือ    การที่มาทาดอร์คนไหนจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องอาศัยทั้งความกล้า  การฝึกฝนที่ยาวนาน 

ภาพจาก google


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 12 มี.ค. 12, 15:36

ร่วมแจมด้วยคลิปโฆษณาหน้าร้อนของ Boots ครับ

อ้างถึง
Moment of truth
สถานการณ์ที่ทดสอบความแข็งแกร่งของจิตใจคน

       
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 12 มี.ค. 12, 16:08

ดูไป 2 รอบเพื่อจะหาว่าบู๊ทส์โฆษณาสินค้าตัวไหน    เขาเขียนคำบรรยายสั้นๆว่า A girl faces the most dreaded moment of the year.
เดาว่าเป็นครีมกันแดด
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 12 มี.ค. 12, 18:16

         เป็นโฆษณา "Get beach gorgeous"  ด้วยผลิตภัณฑ์ของบู๊ทส์ ครับ
           ตัวสินค้าซึ่งไม่เห็นในโฆษณามีหลากหลายตามขั้นตอนของเขา เช่น
Tanning Gel, Waterproof Mascara และ Sun Protection Lotion SPF40 เป็นต้น


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3791


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 12 มี.ค. 12, 21:33

ผมคิดว่า moment of truth นั้น มีความหลากหลายในความหมายมากเมื่อใช้ในสภาพและสถานการณ์ทีต่างๆกัน
ในบางกรณี = ได้เวลาดวลกันแล้ว, ได้เวลาไขความจริง (ว่าอะไรเป็นอะไร), ให้ได้รู้กันเสียทีว่าไผเป็นไผ (ใครเป็นใตร), จะได้เข้าใจอย่างถ่องแท้กันเสียที ฯลฯ   

บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3791


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 12 มี.ค. 12, 21:37

นึกถึงอีกวลีหนึ่งที่ไม่ค่อยจะได้ยิน 
make no mistake ซึ่ง ปธน.จอร์จ บูช ใช้มากในช่วงของเหตุการณ์ 9/11
บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 100


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 17 มี.ค. 12, 06:16

Make no mistake ก็เป็นวลีที่เห็นใช้กันปกติทั้งในภาษาพูดและภาษาเขียนค่ะ  ความหมายก็ตรงตัว คือ "อย่าได้สำคัญผิดเชียว (ว่า....)"  หรือ "อย่าเข้าใจผิด (ว่า...)"    แต่วลีของบุชที่ฮิตกว่า  และมีการนำไปอ้างถึงในสื่อสารมวลชนทั่ว ๆ ไปมากกว่า  คือการเหมารวมประเทศที่ไม่เป็นมิตรต่ออเมริกาว่าเป็น "Axis of Evil"  และการประกาศว่า "You're either with us, or against us."  ซึ่งเท่ากับเป็นการบังคับให้ประชาคมโลกต้องเลือกข้าง   และเป็นการเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของอเมริกาในสหัสวรรษใหม่อย่างสิ้นเชิง   
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.04 วินาที กับ 19 คำสั่ง