เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 13 14 [15]
  พิมพ์  
อ่าน: 80437 ว่าด้วยเรื่องรัตนชาติ
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 210  เมื่อ 15 เม.ย. 12, 19:35

ได้นักธรณีวิทยามาอ่านขุนช้างขุนแผน   อธิบายฉากได้ถึงแก่น(ของหิน)จริงๆ 


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 211  เมื่อ 15 เม.ย. 12, 19:38

อ้างถึง
แล้วสงสัยหรือไม่ว่า เพราะเหตุใดจึงได้ด้นดั้นไปถึงเขาชะโงก นครนายกโน่น
เชิญวิสัชนา ค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 212  เมื่อ 15 เม.ย. 12, 20:24

ไม่รู้จักหินอย่างที่คุณตั้งบอกมาสักชื่อเดียว  ใช้อินทรเนตรสอดส่องดู   เพื่อจะเอารูปมาลงสำหรับคนที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้จะได้พลอยเห็นภาพไปด้วย
ถ้าผิดช่วยบอกด้วยนะคะ
จากซ้าย  limestone-Calcite-Dickite


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 213  เมื่อ 15 เม.ย. 12, 20:26

แร่แคลไซท์ (calcite) มีหลายสี  สวยมากๆ เหมือนกวีบรรยายไว้เลยค่ะ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 214  เมื่อ 15 เม.ย. 12, 20:31

ที่ขาวราวเม็ดเพชรรัตน์ อย่างนี้ละมั้ง


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 215  เมื่อ 15 เม.ย. 12, 20:34

เอ หรือว่าจะเป็น Dickite  เจอรูป  ก็ขาวเหมือนเพชรเช่นกัน


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3602


ความคิดเห็นที่ 216  เมื่อ 15 เม.ย. 12, 20:50

ใช่เลยครับ ทั้งหินปูน แคลไซด์ และดิกไกด์ แต่สำหรับแร่ดิกไกด์นั้น ตัวหินที่พบมักจะเป็นสีสรรดังที่เห็นอยู่หลังรูปผลึกสีขาวด้านหน้า

แคลไซด์มีทรงผลึกเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ทุบไห้แตกละเอียดเพียงใดก็จะยังคงแสดงรูปผลึกเหมือนเดิม พวกที่ใสมองทะลุได้นั้น หากเอามาวางทับบนเส้นดินสอจะเห็นเส้นดินสอเป็นสองเส้น เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของมันที่เรียกว่า Double reflection
 
ใครเห็นก็อดที่จะเก็บมาสะสมไม่ได้หรอกครับ มันไม่ใช่รัตนชาติ มันมีความแข็งน้อยกว่าเหล็ก เหล็กจึงขูดเข้า
แล้วก็เจ้าแร่แคลไซด์นี้เองที่ประกอบกันเป็นเนื้อแท้ๆของหินอ่อนต่างๆ ดังนั้น พื้นหินอ่อนจึงมักจะไม่นิยมให้คนใส่รองเท้าเหยียบเดินย่ำไป เพราะทรายที่ติดอยู่พื้นรองเท้าจะไปขัดมันกัดมันให้เป็นรอย หรือเปลี่ยนจากผิวมันเป็นผิวด้านไป พื้นบ้านพื้นอาคารเก่าแก่จึงมักจะไม่เรียบ เป็นคลื่นเป็นรอนก็เพราะถูดขัดสีฉวีวรรณไปด้วยรองเท้านี้เอง ดังนั้น ไปเที่ยวเยี่ยมชมวัดวาอาราม โบสถ์ หรือสถานที่ใดๆที่ใหนๆก็ตาม หากพื้นปูด้วยหินอ่อน ก็พอจะเดาได้จากพื้นอาคารนี้แหละว่า มีการใช้การ มีผู้คนมาเหยียบย่ำมากน้อยเพียงใด    
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3602


ความคิดเห็นที่ 217  เมื่อ 15 เม.ย. 12, 20:57

ผลึกของแร่ดิกไกด์นั้น มักจะมีสีขาว แต่ไม่ค่อยจะได้เห็นกันในธรรมชาติทั่วๆไปครับ ตัวแร่นี้มีความอ่อนมากขนาดเล็บขูดเข้า ดังนั้นจึงไม่ค่อนจะหลงเหลือให้เห็นบนผิวดิน เว้นว่าจะพบอยู่ในโพรงหรือช่องว่างในรอยแยกใต้ผิวดิน
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 218  เมื่อ 15 เม.ย. 12, 21:22

ขอแยกซอย ออกนอกเรื่องไปหน่อยนะคะ
ลูกกลมต่างๆสีข้างล่างนี้ ฝรั่งเรียกว่า marbles   ไม่แน่ใจว่าตรงกับที่ไทยเรียกว่าลูกหินหรือเปล่า   เพราะลูกหินเป็นของเล่นของเด็กผู้ชายยุคดิฉัน  เด็กผู้หญิงไม่เล่นกัน  
สมัยอยู่ชั้นประถม คุณตั้งกับคุณ NAVARAT คงเคยเล่นลูกหินกันมาแน่ๆ   ก็เลยอยากถามว่านี่คือลูกหินที่เล่นกันตอนเด็กใช่ไหม  และมันทำด้วยอะไรกันแน่


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10676



ความคิดเห็นที่ 219  เมื่อ 15 เม.ย. 12, 21:42

^
^
ลูกแก้ว 

!

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3602


ความคิดเห็นที่ 220  เมื่อ 16 เม.ย. 12, 21:52

ขอแยกซอย ออกนอกเรื่องไปหน่อยนะคะ
ลูกกลมต่างๆสีข้างล่างนี้ ฝรั่งเรียกว่า marbles   ไม่แน่ใจว่าตรงกับที่ไทยเรียกว่าลูกหินหรือเปล่า   เพราะลูกหินเป็นของเล่นของเด็กผู้ชายยุคดิฉัน  เด็กผู้หญิงไม่เล่นกัน 
สมัยอยู่ชั้นประถม คุณตั้งกับคุณ NAVARAT คงเคยเล่นลูกหินกันมาแน่ๆ   ก็เลยอยากถามว่านี่คือลูกหินที่เล่นกันตอนเด็กใช่ไหม  และมันทำด้วยอะไรกันแน่

เคยเล่นครับ เคยทั้งที่ทำมาจากปูนซีเมนต์และลูกแก้วที่ฝรั่งเรียกว่า marbles นี้แหละครับ
 
คิดว่าลูกหินที่ทำมาจากแก้วซึ่งฝรั่งเรียกว่า marble นี้  ในมุมหนึ่งคือ น่าจะเรียกตามลายที่ปรากฎ ตามลักษณะของหินอ่อนมักจะมีลาย และในอีกมุมหนึ่งคือ ในถ้ำและตามผนังของน้ำตกที่ลำห้วยไหลผ่านพื้นที่ที่เป็นหินปูน เราจะพบลูกกลมๆตามจุดที่น้ำหยดลงมา คงเคยได้สังเกตเห็นนะครับ เมื่อแคะและแต่งให้ดีๆก็จะได้ลูกหินกลมๆดีๆนี่เอง ฝรั่งเรียกว่า Tufa ball ซึ่งมีส่วนประกอบทางเคมีเหมือนหินปูน เหมือนแร่แคลไซด์ แต่มีเนื้อฟ่าม ออกสีเหลืองๆบ้าง เทาอมเหลืองบ้าง หินอ่อนที่ออกสีเหลืองๆมีลายเป็นเส้นๆ และเห็นจุดเหมือนรูบนแผ่นหิน ที่นำมาปูพื้น หรือนำมาเจียรให้เป็นโคมไฟนั้น ก็คือ Tufa นี้เอง และเมื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ก็มีชื่อเรียกว่า Travertine
ลูกกลมในถ้ำนี้ ไทยเราเอามาปลุกเสกทำเป็นเครื่องรางของขลังกัน แต่ก้อนกลมๆที่เกิดในลักษณะนี้ไม่แข็งมาก คือเปราะแตกค่อนข้างง่ายเมื่อกระทบกันแรงๆ
จากนี้ไป เดาแล้วนะครับ ดังนั้นเมื่อทำจากลูกแก้ว ซึ่งจะมีความเหนียวและแข็งพอๆกับหิน เมื่อใส่ลายเข้าไปเพื่อให้มองเห็นชัดเจน ก็เลยเรียกว่า Marble
   
มาพิจารณาตอนแก่เฒ่านี้ ก็เห็นว่า คนสมัยก่อนนี้ก็ไม่ธรรมดานะครับ ลูกแก้วที่ทำจากแก้วจะลูกเล็กกว่าหน่อยนึง และลูกหินที่ทำจากปูนก็จะมีขนาดใหญ่กว่าหน่อยนึง แต่ที่สำคัญคือมันจะมีน้ำหนักเท่าๆกัน สาเหตุก็เพราะว่าแก้วมีความถ่วงจำเพาะประมาณ 2.7 ในขณะที่ปูนจะมีความถ่วงจำเพาะน้อยกว่าเล็กน้อย ดังนั้นการปรับแต่งขนาดของลูกหินเพื่อให้ได้มีน้ำหนักเท่าๆกัน ก็จะไม่ทำให้มีใครได้เปรียบและเสียเปรียบกันเหมือนนักมวยชกกันในพิกัดน้ำหนักเดียวกัน

ฤๅ เด็กฝรั่งก็เล่นลูกหินเหมือนเรา เหมือนกัน
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 221  เมื่อ 16 เม.ย. 12, 22:12

ขอบคุณค่ะคุณตั้ง 
เด็กผู้ชายไทยคงจะเล่นลูกหินแบบในรูป    ใช้คำว่า tufa ball ไปค้นเจอจากกูเกิ้ล    แต่รูปนี้น่าจะเป็นลูกหินประดับสวน  ลูกใหญ่กว่าลูกหินเด็กเล่นมาก


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 222  เมื่อ 16 เม.ย. 12, 22:13

เด็กฝรั่งเขาเล่น marbles กันแบบนี้ค่ะ   เหมือนเด็กไทยยุคคุณตั้งเล่นกันไหมคะ


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ

บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 100


ความคิดเห็นที่ 223  เมื่อ 03 ม.ค. 15, 08:28

^
ถ้าคุณปัญจมาไม่กลับมาเขียนภาษาอเมริกันวันละคำ   คุณตั้งจะตั้งกระทู้เรื่องภาษาอังกฤษวันละคำ  commerce กับ trade ก็ได้นะคะ
ดิฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่า มันต่างกันยังไง

ขอประทานโทษอาจารยฺด้วยค่ะที่เข้ามาตอบช้าาาามากกกกก     ตั้งแต่เปลี่ยนงานนี่ชีวิตยุ่งเหยิงพัลวัน  กะว่าปีใหม่ได้หยุด 4 วันจะหาเวลาเขียนคอลัมน์ส่งอาจารย์ก็ยังไม่ได้เริ่มเลย   ป๊อบแป๊บวันหยุดก็จะหมาดแล้ว...เฮ้อ...

เอาเรื่อง trade กับ commerce ก่อนก็แล้วกันนะคะ

    ถ้าเราไปเปิดพจนานุกรมภาษาอังกฤษดูก็จะเห็นว่า  เขาบัญญัติความหมายของคำว่า trade และ commerce ไว้ใกล้เคียงกันมาก  คือ the act of selling and buying goods and services การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ   (ไม่ว่าจะเป็นระหว่างบุคคล บริษัทห้างร้าน องค์กร หรือประเทศก็ตาม)  แต่ในศัพท์เศรษฐศาสตร์และการใช้อย่างเป็นทางการหรือ formal usage นั้น  โดยมากแล้ว trade จะใช้ในวงที่แคบกว่า commerce ค่ะ   เนื่องจากฝรั่งเขาถือกันว่า trade เป็นแขนงหนึ่งของ  commerce  เพราะ trade คือการซื้อขายแลกเปลี่ยน   แต่ commerce คือตัวระบบโดยรวมที่จะทำให้การซื้อขายแลกเปลี่ยนนั้นดำเนินไปได้อย่างสะดวกราบรื่นนั่นเอง   (อันต้องประกอบไปด้วยการขนส่งระหว่างประเทศ  ธุรกิจประกันสินค้า  การทำธุรกรรมผ่านธนาคาร   การจัดหา warehouse สำหรับสินค้าที่จะผ่านเข้าออกพรมแดน  เป็นต้น)     

ในอเมริกา สำนักงานผู้แทนทางการค้าของเขา  (ซึ่งขึ้นต่อสำนักงานประธานาธิบดีโดยตรง)  จะดูแลเฉพาะเรื่อง trade in goods and services  หรือการนำเข้าส่งออกสินค้าและบริการเท่านั้นค่ะ  (แต่คำว่า “บริการ” นั้นครอบคลุมกว้างมาก  และบริการประเภทหนึ่งที่เป็นสาเหตุให้การเจรจาเปิดเสรีทางการค้าและบริการยังติดๆ ขัดๆ อยู่ทุกวันนี้ก็คือบริการด้านโทรคมนาคม)      ส่วนในบ้านเรา  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทั้งเรื่อง trade และ commerce โดยมากแล้วจะอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงพาณิชย์เสียทั้งหมด     เช่น  เรามีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ  (เดิมชื่อกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์)  เป็นหัวหอกในเรื่องการต่อรองเพื่อลดกำแพงทางการค้าต่างๆ    และมีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไว้ดูแลเรื่องการส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ   ขณะเดียวกัน  เราก็มีกรมการค้าภายใน  เอาไว้ดูแลราคาสินค้าในตลาดให้เป็นธรรมต่อผู้บริโภค  รวมทั้งส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม  ลดการผูกขาด   และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  เป็นหน่วยงานที่เราต้องติดต่อเวลาจะจดทะเบียนห้างร้าน บริษัท  เป็นต้น   อย่างไรก็ตาม  เวลาที่เรามีการเจรจาทางการค้า (trade negotiations)  กับประเทศอื่นๆ    เราก็จะมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาษีศุลกากรจากกระทรวงการคลังไปนั่งเป็นผู้แทนด้วย   เพราะกระทรวงการคลังมีหน้าที่ดูแลออกกฎหมายและจัดเก็บภาษีนั่นเองค่ะ       

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 224  เมื่อ 06 พ.ค. 16, 19:26

ดึงกระทู้นี้ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อจะบันทึกถึงรัตนชาติน้องใหม่ล่าสุด   เพชรสีม่วงออกน้ำเงินที่หายากที่สุดในโลก  ชื่อว่า The  Argyle Violet  เจียระไนรูปไข่   เดิมเมื่อเป็นเพชรดิบขุดขึ้นมาได้จากเหมืองชื่อ Argyle  ในออสเตรเลีย  หนัก 9.17 กะรัต  เจียระไนแล้วเหลือ 2.83 กะรัต
กะกันว่าราคาเมื่อนำออกประมูลจะได้เกิน 4 ล้านดอลล่าออสเตรเลีย

http://www.telegraph.co.uk/news/2016/05/03/impossibly-rare-violet-diamond-found-in-remote-mine-expected-to/


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 13 14 [15]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.041 วินาที กับ 19 คำสั่ง