เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
  พิมพ์  
อ่าน: 51909 เมื่อญี่ปุ่นบุก : ไทยในสงครามมหาเอเชียบูรพา
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1275


ความคิดเห็นที่ 90  เมื่อ 19 มี.ค. 12, 22:26

เพิ่มเติมอีกนิด  สมัยเป็นนักเรียนมัธยมอยู่ที่ ร.ร. มหาวชิราวุธที่สงขลา มีอาจารย์อ่านหนึ่งชื่อ อ. สนิท ชูวงศ์  แม้จะเกษียรแล้ว แต่ท่านยังมาสอนวิชาลูกเสือเมื่อครั้งกระโน้น

ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ตอนญี่ปุ่นบุกสงขลา ท่านเป็นยุวชนทหาร  พอมีข่าวว่าญี่ปุ่นบุก ท่านกับเพื่อนยุวชนทหารอีก 3 คน พร้อมกับทหารจำนวนหนึ่ง  รู้สึกจะแค่ 2 คน ก็ไปซุ่มกำลังกันตรงชายหาดที่ญี่ปุ่นกำลังขึ้นบกกัน
ถ้าจำไม่ผิดท่านว่าเป็นแหลมสมิหลาด้านเกาะหนูเกาะแมว บอกว่าเห็นมีเรือลำสูงเท่าเกาะหนู  ส่วนกำลังฝั่งท่านมีไม่กี่คน  รับปืนและได้รับแจกกระสุนไม่กี่นัดด้วยซ้ำ 10 หรือ 25 นัดผมจำไม่ได้ 
ก็เลยไปซุ่มเฉยๆ ไม่ได้มีการปะทะกัน  ไม่งั้นผมอาจจะได้เรียนลูกเสือกับอาจารย์ท่านอื่น
รู้สึกว่าทางสงขลานี่ไม่มีการยิงกัน   ไปยิงกันแถวนครศรีธรรมราช  ปัตตานี ประจวบฯตรงอ่าวมะนาว
แต่เหมือนฝ่ายไทยจะรู้ข่าวว่าญี่ปุ่นขึ้นบกตรงสงขลาก่อน ทางนครฯ กับปัตตานีเตรียมกำลังไปช่วยทางสงขลา  ขึ้นรถขึ้นรากันแล้ว ถึงได้ข่าวญี่ปุ่นขึ้นบกเช่นกัน เลยไม่ต้องไปรบถึงสงขลา


ไม่ได้กลับไปสงขลาสิบกว่าปีแล้ว  ตอนนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า อ. สนิท ป๋าหนิทของผม ท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1275


ความคิดเห็นที่ 91  เมื่อ 19 มี.ค. 12, 23:16

บางท่านอาจจะสงสัย แล้วญี่ปุ่นบุกไทย บุกมาเลย์  สิงคโปร์ทำไม 

จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของทั้งทางยุทธศาสตร์ในการขยายอำนาจ และเรื่องของความต้องการทรัพยากร

เอาเรื่องทรัพยากรก่อน  เรื่องยุทธศาสตร์มันยาก รอท่านอาจารย์มาไขข้อสงสัยดีกว่า

ช่วงที่ญี่ปุ่นบุกนั้น  ผลผลิตยาง 40%  และดีบุกเกือบ 60% ของโลกมาจากแถวนี้ครับ จึงสำคัญมากสำหรับพี่ยุ่นที่จะยึดครองมาลายาให้ได้ เพื่อครอบครองทรัพยากรที่มี
รวมถึงยึดไปให้ถึงสิงคโปร์ เพื่อควบคุมยุทธศาสตร์เส้นทางเดินเรือในภูมิภาคนี้  เพราะพี่ยุ่นฝันไกลไปถึงการยึดออสเตรเลียโน่นด้วย
ในขณะที่ไทยเรามีทางรถไฟ ท่าเรือ สนามบิน ทำให้สะดวกต่อญี่ปุ่นสามารถส่งกำลังบำรุงในการบุกทั้งบุกพม่า หรือมาลายาได้ง่าย
มหามิตรก็เลยต้องยึดไทยไปซะด้วยเลย

ฮิฮิ ส่งการบ้านแล้ว คราวนี้หลับๆ ตื่นๆ หลังห้องต่อได้แล้น ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 92  เมื่อ 20 มี.ค. 12, 05:14

ขอบคุณคุณประกอบมากนะครับที่เข้ามาช่วยให้หยอดน้ำมันเครื่องให้กระทู้เดินหน้าต่อได้ ถ้าท่านอื่นจะช่วยเขียนความรู้ความเห็นของท่านแบบนี้บ้างก็จะเป็นการดี อันที่จริงผมไม่ใช่อาจงอาจารย์อะไรหรอกครับ ถูกอุปโลกให้เป็นแบบสนุกๆอย่างงั้นเอง แต่ไปๆมาๆคนเลยหมั่นไส้ เห็นด้วยไม่เห็นด้วยก็ไม่กล้าเขียนอะไรกลัวจะกลายภาพเป็นเด็กนักเรียนโต้ตอบกับกูรู  นิ่งเฉยกันหมดอย่างงี้ผมก็เหงาสิครับ กะจะลงมาเล่นฟุตบอลกลับกลายเป็นเกมปิงปอง โต้กันไปโต้กันมากับเจ้าเรือนเพียงสองคน ปวดจั๊กกะแร้จะแย่

กระทู้นี้ ผมเริ่มต้นประเด็นไว้ว่า เมื่อญี่ปุ่นบุกไทยจริงๆทำไม๋กำลังทหารของไทยส่วนใหญ่จึงทำแบบมวยล้มต้มคนดู หลีกๆเลี่ยงไม่ยอมปะทะข้าศึกให้เหมือนกับที่รัฐบาลโฆษณาชวนเชื่อไว้ว่า จะซ่าส์จนหยดสุดท้าย จะตายจนคนสุดท้อง  ชะรอยจะมีนายทหารใหญ่บางท่านรู้ไต๋ว่ามีคนใหญ่คนโตไปแอบตกลงอะไรสักอย่างหนึ่งกับญี่ปุ่นไว้แล้ว ถ้าสู้แล้วเกิดพลั้งพลาดตายไปอาจตายฟรีแบบหาอนุสาวรีย์ให้จารึกนามไม่ได้ จึงพากำลังรบในบังคับบัญชาเลี่ยงไปอีกทาง ญี่ปุ่นจะมาทางซ้ายก็ไปดักซุ่มซะทางขวาอย่างแนบเนียน เรื่องของเสธฯทวีที่คุณประกอบเล่าข้างต้น ผมไม่เคยอ่านเลย เป็นความรู้ใหม่โดยแท้


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 93  เมื่อ 20 มี.ค. 12, 05:40

เห็นจะมีก็แต่พวกไกลปืนเที่ยง ฟังแต่วิทยุกรมโฆษณาการกรอกหูปลุกระดมความรักชาติอยู่ทุกคืนวันให้สู้ศัตรูทุกหน้าไม่ว่าชาติใดที่เหยียบเข้ามาราวี  ข้าราชการทหารตำรวจประชาชนที่กล้าจับอาวุธเข้าต่อสู้ญี่ปุ่นผู้รุกรานเหล่านั้นสมควรแก่การยกย่อง ผมจะพยายามกรองเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในวันนั้นแต่ละจุด ที่ไหนรบจริงที่ไหนไม่ได้รบ หรือรบแบบครึ่งๆกลางๆ  เอาที่โม้ที่ฝอยออกไปเหลือแต่เนื้อติดมันล้วนๆ เหตุการณ์ตรงกับถิ่นที่อยู่ของท่านผู้ใด หากจะเข้ามาช่วยเสริมช่วยแย้งให้ได้ข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์โดยปราศจากอคติ ก็จะเป็นประโยชน์แก่อนุชนในอนาคต สมกับอุดมการณ์ของผมที่เอาเวลามาเล่นเน็ต

ย้อนความตามที่ผมเขียนไปแล้ว เมื่อกองทัพญี่ปุ่นจู่โจมประเทศไทยเช้าตรู่ของวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔  โดยยกพลขึ้นบกพร้อมกันเจ็ดจุด มีจังหวัดสมุทรปราการ(บางปู)เท่านั้นที่ไม่มีการปะทะ นอกนั้นปะทะกับคนไทยทุกจุดคือจังหวัดประจวบ  จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา จังหวัดปัตตานี  ส่วนกองกำลังทางบกที่ข้าศึกรุกผ่านเข้ามาทางจังหวัดพระตะบอง และจังหวัดพิบูลสงครามไร้การต่อต้าน


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 94  เมื่อ 20 มี.ค. 12, 05:51

การยกพลขึ้นบกของญี่ปุ่นในภาคใต้ประเทศไทยใช้เพียงกองเรือลำเลียงพล ซึ่งก็คือเรือแบบเรือโดยสารเดินสมุทรไม่ติดอาวุธ โดยไม่มีการกล่าวถึงเรือปืนที่จะควรจะต้องมีเพื่อคุ้มกัน ราวกับกองเรือรบไทยอยู่นอกสายตาโดยสิ้นเชิง อย่าลืมนะครับว่าตอนนั้นไทยมีเรือดำน้ำถึง๔ลำที่ชอบจอดซุ่มอยู่ที่สมุย ถ้าบังเอิญวันนั้นออกลาดตระเวนในเส้นทางสู่สัตหีบอย่างที่เคยปฏิบัติก็มีหวังเป็นเรื่อง

ความจริงญี่ปุ่นไม่ได้ให้น้ำหนักกองทัพเรือไทย ก็ส่วนใหญ่ครูญี่ปุ่นเป็นผู้ฝึกสอนการรบให้ทหารเรือสมัยนั้นทั้งสิ้น เยื่อใยจึงลึกซึ้งแน่นแฟ้น ในอินทรเนตรนี้ก็มีผู้เปิดเผยถึง" คำสั่งลับเฉพาะกองทัพเรือที่ ๕/๘๔ ลงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๔ ๘๔ " ลงนามโดย พล.ร.อ.หลวงสินธุ์สงครามชัย(สินธุ์ กมลนาวิน) ผบ.ทร.ขณะนั้นว่าถ้าพบกองเรือญี่ปุ่น ก็"ไม่ให้ปะทะ ไม่ต้องทำอะไร"  ดังนั้นญี่ปุ่นจึงเล็งอยู่ก็แต่กองเรืออังกฤษที่สิงคโปรอันเป็นจุดเป็นจุดตายจะต้องพิชิตให้ได้ก่อน มิฉะนั้นการยกพลขึ้นบกอาจล้มเหลวด้วยอานุภาพของเรือประจันบานขนาดหนักที่สุดในโลกถึง๒ลำที่ผมเล่าไปแล้วตอนต้นกระทู้ ยุทธวิธีที่ญี่ปุ่นนำมาใช้ก็ล้ำยุคสุดๆเพราะแทนที่จะขนเรือรบมาปะทะกัน กลับส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดหลายฝูงมารุมกินโต๊ะจนกองเรือของอังกฤษสูญสลายไปพร้อมๆกับของอเมริกันที่เพริลฮาเบอร์  ปิดศักราชการรบทางเรือที่อาศัยเรือรบขนาดมหึมายักษาบรรทุกปืนใหญ่ลำละสิบๆกระบอกไว้ยิงกันลงโดยสิ้นเชิง

 ญี่ปุ่นใช้กองทัพที่ ๑๕ ยกพลขึ้นบกที่จังหวัดประจวบ ฯ ชุมพร สุราษฎร์ ฯ และนครศรีธรรมราช และกองทัพที่ ๒๕ ยกพลขึ้นบกที่จังหวัดสงขลา ปัตตานี และโกตาบารูในมลายู  ผมได้นำการรบของทหารอากาศที่ประจวบไปแล้ว ขอต่อด้วยจังหวัดชุมพรซึ่งกองกำลังญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกอย่างทุลักทุเล


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 95  เมื่อ 20 มี.ค. 12, 06:01

 เมื่อเรือลำเลียงพลขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นมาถึงบริเวณอ่าวชุมพรประมาณ๕ทุ่มของวันที่ ๗ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔ และทอดสมอที่แนวเกาะเสม็ดแต่เจอเข้ากับพายุฝนทำให้กำหนดการบุกขึ้นฝั่งคลาดเคลื่อนไปถึงเวลาตีสอง  เมื่อให้ทหารลงสู่เรือระบายพลเพื่อขึ้นฝั่งแล้วก็เกิดข้อผิดพลาด แทนที่จะแล่นเข้าทางปากแม่น้ำซึ่งระดับน้ำลึกกลับแล่นตรงเข้าท้องอ่าวที่บ้านคอสน และบ้านแหลมดินซึ่งไม่มีหาดทราย มีแต่เลนออกไปนอกฝั่งไกลมาก ไม่รู้ว่าพวกจารชนทำงานอย่างไรจึงเซอะซะขนาดนั้น แถมเป็นช่วงน้ำทะเลลงต่ำสุดเรือระบายพลจึงติดเลนแต่ไกล ทหารญี่ปุ่นต้องลงจากเรือมาลุยเลนเกือบถึงเอวจนเคลื่อนที่แทบจะไม่ได้ ต้องให้ทหารจำนวนหนึ่งปลดสัมภาระประจำกายออก ตะเกียกตะกายลากเชือกลุยเลนขึ้นมาผูกเชือกไว้กับต้นไม้ริมหาด แล้วจึงให้ทหารที่เหลือทยอยกันสาวเชือกดึงตัวขึ้นฝั่ง ตรงนี้ถ้าระบบยามฝั่งของเราดี ทหารญี่ปุ่นคงตายกันตรงนี้หมด ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมไม่มีการระแวดระวังกันบ้างเลย

ทหารญี่ปุ่นกว่าจะรวมพลบนฝั่งได้ก็สว่างแล้ว และเคลื่อนกำลังเข้าพักในสวนมะพร้าวข้างถนนทางวัดท่ายางใต้สายหนึ่ง และเข้ายึดถนนเข้าตัวเมืองตรงบริเวนสะพานท่านางสังข์อีกจุดหนึ่ง แล้วตรึงกำลังไว้เฉยๆตามคำสั่งจากเบื้องสูง


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 96  เมื่อ 20 มี.ค. 12, 06:31

กำลังหลักของจังหวัดชุมพรคือกองพันทหารราบ ร.พัน ๓๘ นั้นก็เผอิ๊ญเผอิญไปฉลองงานรัฐธรรมนูญด้วยการออกไปฝึกภาคอยู่ที่สนามบินทับไก่อันไกลโพ้นไปจากทะเล แต่ตำรวจภูธรเพิ่งบรรจุตำรวจใหม่ กำลังรอการฝึกอยู่ที่กองกำกับการในตัวเมืองชุมพรพอดีและอยู่ใกล้จุดที่ญี่ปุ่นยึดไว้ไม่ถึง ๗ กิโลเมตร  ตำรวจจึงพร้อมที่สุดที่จะเคลื่อนกำลัง แต่จะรบได้แค่ไหนผมก็ไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับว่าได้ฝึกอาวุธให้ตำรวจใหม่เหล่านั้นกันไปถึงขั้นไหนแล้ว ส่วนยุวชนทหารซึ่งเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนศรียาภัยถูกฝึกวิชาทหารมานานกว่าก็กำลังหลับสบายเพราะฝนตกชุ่มฉ่ำอยู่ตามบ้านของใครของมัน  เมื่อฟังข่าวชาวบ้านของแท้จากปากไม่ใช่ฟังวิทยุ ท่านข้าหลวงถึงกับหายง่วง ราว๖.๓๐นได้สั่งให้ พ.ต.ต.หลวงจิตการุณราษฎร์ ผู้กำกับการตำรวจภูธร นำตำรวจออกไปยันญี่ปุ่นโดยยึดคลองท่านางสังข์ด้านตะวันตก(ฝั่งเมือง)เป็นที่มั่นไว้ก่อนทันที  โดยให้ใช้บริการรถบรรทุกของแขวงการทางจังหวัดชุมพรยกกำลังไป

ขณะเดียวกันท่านข้าหลวงก็รีบแจ้งข่าวให้ให้นายพันตรี ขุนเอกสิงห์สุรศักดิ์(เชิด  เอกสิงห์) ผู้บังคับกองพันทหารราบที่๓๘ และนายร้อยเอก ถวิล นิยมเสน ผู้บังคับหน่วยฝึกยุวชนทหารที่๕๒ ทราบ  ร้อยเอกถวิลนั้นได้ทราบข่าวจากศิษย์ยุวชนทหารชาวบ้านท่ายางโดยตรงแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างเดินทางไปพบข้าหลวงประจำจังหวัดชุมพรเพื่อรายงานเช่นกัน


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 97  เมื่อ 20 มี.ค. 12, 06:56

นายพันตรี ขุนเอกสิงห์สุรศักดิ์ได้สั่งการให้นายพันตรี ขุนเชื้อชาญรบ รองผู้บังคับกองพันทหารราบที่๓๘  ซึ่งนำหน่วยออกฝึกให้กลับที่ตั้งทันที แต่ให้นายร้อยเอก ประชา มัณยานนท์ ผู้บังคับกองร้อย๑ นำกำลัง๑หมวดรีบรุดไปสกัดกั้นทหารญี่ปุ่นไว้ก่อนอย่างด่วน
 
ด้านยุวชนทหารนั้น หน่วยที่ ๕๒ โรงเรียนศรียาภัยมีกำลังพลร้อยคนเศษก็จริง  แต่มีอาวุธปืนเล็กยาวเพียง๓๐กระบอก กับปืนกลเบาอีก๑กระบอก เมื่อปลุกกันมารวมตัวที่สถานีตำรวจได้สักหนึ่งชั่วโมงให้หลัง ร้อยเอกถวิลผู้บังคับหน่วยได้แบ่งเป็นหมู่ปืนกลเบา มีกำลังยุวชนทหาร๕นาย ตำรวจภูธร๕นาย และราษฎรอาสาสมัคร๑นาย ในความควบคุมของ จ.ส.อ.จง แจ้งชาติ เดินทางมุ่งไปรักษาเส้นทางอ่าวพนังตัก เพื่อสกัดข้าศึกทางทิศเหนือด้านสถานีรถไฟนาชะอำ ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายของญี่ปุ่นในเช้าวันนั้น หน่วยนี้จึงไม่พบข้าศึกเลย

ที่เหลือ เมื่อรอให้ยุวชนทหารที่ไปช่วยกันตามมาได้ครบตามจำนวนปืนเล็กยาวที่มีอยู่แล้ว ร้อยเอกถวิล และนายสิบเอก สำราญ ควรพันธุ์ ครูฝึก ก็นำยุวชนทหารทั้งหมดขึ้นรถยนตร์ประจำทางขนาดเล็ก๒คัน  ไปสะพานท่านางสังข์บนทางหลวงสายชุมพร–ปากน้ำชุมพรทันที


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 98  เมื่อ 20 มี.ค. 12, 07:18

อ้างถึง
อ้างจาก: NAVARAT.C ที่  18 มี.ค. 12, 21:00
อ้างถึง
ฮึ๊บ ! (ฮื้บ ?- ไม่ทราบสะกดอย่างใดจึงจะถูกต้องที่จะแสดงอาการ"ตกใจตื่น" รอคุณเพ็ญชมพูมาฟันธงก็แล้วกัน)

สองคำข้างบนออกเสียงตรีทั้งคู่ ต่างกันเพียงการออกเสียง

คำหนึ่งสั้น คำหนึ่งยาว

เขียน ฮึบ ดีกว่า ฮึ๊บ


เพ็ญชมพู
หนุมาน

ครับผม ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 99  เมื่อ 20 มี.ค. 12, 07:48

อ่ะ ไปฮึบต่อ
(กรุณาอ่านข้างบนนะครับ เป็นอาการตกใจตื่น หาใช่กิริยาอย่างอื่นไม่ อย่าได้เข้าใจผิดเป็นอันขาดเชียว)


กำลังตำรวจฮึบเสร็จก็น่าจะไปถึงสะพานท่านางสังข์ฝั่งใกล้เมือง(ฝั่งตะวันตก) และยึดไว้เมื่อประมาณก่อน๗.๐๐  ขณะนั้นชาวบ้านท่ายางที่กำลังฮึบอยู่ก็แตกตื่นข้ามสะพานท่านางสังข์มาเพื่อจะหนีให้ห่างจากทหารญี่ปุ่น ตำรวจจึงได้ข่าวสารว่าทหารญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งชุมนุมกันอยู่ที่วัดท่ายางใต้  และอีกจำนวนหนึ่งกำลังเคลื่อนที่มายังสะพานท่านางสังข์ ผู้บังคับกองตำรวจจึงสั่งการให้กำลังตำรวจข้ามไปฝั่งตรงข้าม(ฝั่งไกลเมือง ด้านตะวันออก)  เมื่อหน่วยลาดตระเวนหน้าของญี่ปุ่นที่มีกำลังประมาณ ๑ กองร้อยเคลื่อนมาถึง จึงเริ่มปะทะกันประปราย ตำรวจก็ถอยมาตั้งหลักด้านเดิม ทั้งสองฝ่ายก็หยุดปะทะชั่วคราว หมายเอาสะพานเป็นจุดแบ่งเขตซึ่งกันและกัน

เมื่อร้อยเอกถวิลและสิบเอกสำราญนำยุวชนทหารถึงดอนยายทัด ก่อนถึงสะพานท่านางสังข์ประมาณ๓๐๐เมตร ได้ยินเสียงปืนก็ให้ยุวชนทหารลงรถแล้วเดินเท้าไปยึดคูถนนที่คอสะพานท่านางสังข์ฝั่งเมือง ยุวชนทหารเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนวิชาทหารมาแล้วค่อนข้างดี เมื่อถึงแล้วก็หาที่มั่นรอรับคำสั่งอยู่  แต่ทหารญี่ปุ่นก็มิได้โหมบุกข้ามคลองมา ทั้งสองฝ่ายเพียงแต่พยายามรักษาพื้นที่ไว้

ประมาณ๐๘๐๐ นายร้อยเอกประชา  มัณยานนท์ ผู้บังคับกองร้อย๑ ร.พัน ๓๘ นำทหารจำนวน ๑ หมวดมาถึงสะพานท่านางสังข์  พอทราบว่ามีทหารญี่ปุ่นจำนวนมากอยู่ที่วัดท่ายางใต้ จึงสั่งให้รถบรรทุกทหารหุ้มเกราะตะบึงฝ่ากระสุนทหารญี่ปุ่นข้ามสะพานไปฝั่งตรงข้ามได้อย่างสะดวกโยธิน

สักพักใหญ่เมื่อกองร้อย๔ซึ่งเป็นหน่วยสนับสนุนมาถึง และพยายามจะข้ามไปบ้าง คราวนี้ญี่ปุ่นระดมยิงหนาแน่นจนเคลื่อนที่ไม่ได้ กองร้อย๑นั้นเมื่อถึงวัดท่ายางกลางติดแดนกับวัดท่ายางใต้  ทราบว่าทหารญี่ปุ่นกำลังพักไพร่พลอยู่ในสวนมะพร้าวเป็นจำนวนมาก  จึงลงรถแล้วจัดรูปขบวนรบเข้าโจมตีก่อนทันทีด้วยปืนกลเบาจำนวนมากถึง๙ กระบอก  ทหารญี่ปุ่นไม่ทันรู้ตัวจึงบาดเจ็บล้มตายไปเยอะในที่นั้น
แต่กองร้อย๑ก็มีกระสุนปืนไปไม่มาก เพราะดิ่งตรงมาจากสนามฝึกที่สนามบินทับไก่อย่างเร่งด่วนตามคำสั่งเลยโดยไม่มีโอกาสได้แวะคลังเพื่อขอรับกระสุนเต็มตามอัตราศึก  ร้อยเอกประชาจึงให้ทำการรบแบบประคองตัว แล้วสั่งให้รถกลับไปรับกระสุนมาเพิ่ม พอใกล้สะพานท่านางสังข์พลขับได้ยินเสียงปืนที่ญี่ปุ่นพยายามต้านกองร้อย๔ไม่ให้ข้ามสะพานมาดังหูดับตับไหม้ จึงจอดรถไว้ที่บ้านท่ายาง ตนเองว่ายน้ำข้ามคลองท่านางสังข์กลับมาฝั่งตัวเมืองแล้วพยายามติดต่อกลับไปที่กองบังคับการกองพัน แต่ผลลัพธ์ไม่แจ้ง ผมเดาว่าไม่สำเร็จ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30492

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 100  เมื่อ 20 มี.ค. 12, 09:57

นักฟุตบอลยังไม่เข้ามา    เลยมีแต่ลูกปิงปองเสิฟไปพลางๆก่อน
เจอคลิปญี่ปุ่นบุกมาเลย์   หาคลิปญี่ปุ่นบุกไทยไม่ได้ เลยขอนำมาลงเพื่อให้เห็นแสนยานุภาพทางอากาศของญี่ปุ่นในสมัยนั้น

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30492

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 101  เมื่อ 20 มี.ค. 12, 10:00

ญี่ปุ่นบุกสิงคโปร์

บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 102  เมื่อ 21 มี.ค. 12, 05:50

ขอบคุณครับ เล่นปิงปองก็ยังดีกว่าเล่นยกน้ำหนัก

สองเรื่องข้างบนที่เอามาให้ดู ทำให้เห็นภาพการลำเลียงทหารมายกพลขึ้นบกของญี่ปุ่นผ่านไทยชัดเจนครับ

ส่วนการทิ้งตอร์ปิโดของกองทัพอากาศญี่ปุ่นระเบิดเรือ HMS Prince of Wales ซึ่งมีระวางขับน้ำ๓๕๐๐๐ตัน ความเร็ว ๒๘น๊อต อาวุธปืนใหญ่๑๔นิ้ว๑๐กระบอก ๕.๒๕นิ้ว๑๖กระบอก  ปตอ.กระบอกคู่ ๔๘แท่นยิง ลูกเรือ๑๕๕๘คน และHMS Repulse ขนาดใกล้เคียงกัน จมภายในอึดใจในเรื่องแรกก็เข้าใจได้ว่าทำไมไทยจึงเลือกข้างที่จะเอาตัวรอดไว้ก่อน เรื่องอื่นไว้ไปคิดเอาดาบหน้า


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 103  เมื่อ 21 มี.ค. 12, 07:05

กลับมาที่สพานท่านางสังข์ต่อครับ

การสู้รบที่นั่นทั้งสองฝ่ายยิงกันเป็นระยะตลอดเวลาทั้งๆที่มองไม่เห็นตัว ญี่ปุ่นก็ไม่ข้ามมา ฝ่ายใทยเป็นห่วงว่าทหารร้อย๑ข้ามสพานไปแล้ว จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรไม่ทราบได้  แว่วแต่เสียงปืนและระเบิดในระยะไกลๆ  หลังจากพยายามเปิดสะพานให้ร้อย๔นำปืนกลหนักข้ามไปสนับสนุนไม่สำเร็จ  นายร้อยเอกถวิล นิยมเสนได้ปีนขึ้นไปบนคอสะพานท่ามกลางสายฝนที่ยังตกตลอดเวลาเพื่อตรวจการณ์แนวรบของข้าศึกด้วยความร้อนใจ ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าก็ยิงมาแต่เคราะห์ยังดีกระสุนพลาดไป  ร้อยเอกถวิลเห็นว่าหากข้ามไปยึดฝั่งตรงข้ามได้จะยิงต่อสู้ได้ดีกว่าและอาจจะสามารถควบคุมสพานได้  จึงสั่งสิบเอกสำราญกับยุวชนทหารอีก๓ นายให้อยู่กับที่ ยึดคอสะพานไว้เพื่อประสานกับหน่วยข้างหลัง  ส่วนตนเองสั่งศิษย์ให้ติดดาบปลายปืน  แล้วลุกขึ้นชูปืนพก๙มม.เหนือศรีษะ ออกคำสั่งเสียงดังฟังชัด"ยุวชนทหาร..ตามข้าพเจ้า"  พร้อมออกนำหมู่วิ่งข้ามสะพาน  เมื่อพ้นไปได้แล้วจึงพุ่งตัวลงกำบังไหล่ถนนด้านเหนือ จัดวางแนวกำลังอยู่ที่นั่น
        
ฝ่ายญี่ปุ่นอยู่ในสวนมะพร้าวคนละฟาก  เห็นเข้าก็ตะโกนสั่งกันให้เคลื่อนที่เข้ามาจนห่างประมาณ๒๐-๓๐เมตร เมื่อร้อยเอกถวิลพยายามโผล่ศีรษะขึ้นมาดูสถานการณ์ พลซุ่มยิงที่รออยู่แล้วก็ลั่นไกโป้งเข้าซอกคอ กระสุนทะลุหลอดลมถึงแก่ชีวิตทันที ยุวชนทหารวัฒนา นิตยนารถเห็นเข้าก็รีบคลานกลับรายงานให้สิบเอกสำราญทราบ สิบเอกสำราญจึงรีบรุดเข้าปฏิบัติหน้าที่แทน  ทหารญี่ปุ่นนั้นพรางตัวด้วยกิ่งไม้ใบไม้ ทำให้ดูผาดๆเหมือนป่าเคลื่อนที่ได้ ยุวชนทหารจึงได้รับคำสั่งให้ยิงทันทีเมื่อเห็นกิ่งไม้ใบไม้ไหว

ตอนนี้เองที่ยิงกันเป็นเรื่องเป็นราว  ปืนกลเบาที่ขอทหารมาเกิดขาทรายชำรุดใช้ตั้งยิงไม่ได้ ยุวชนทหารนายหนึ่งจึงให้พลยิงใช้หลังของตนหนุนปากกระบอกปืนแทน ปะทะคราวนี้บาดเจ็บล้มตายทั้งสองฝ่าย สิบเอกสำราญเองโดนยิงที่แขนขวาปืนกระเด็นหลุดจากมือ กระดูกแตกเนื้อขาดไปทั้งก้อนไม่สามารถทำการรบต่อได้ ยุวชนทหารละออ เหมาะพิชัย ได้เข้ามาปฐมพยาบาล แต่ทหารญี่ปุ่นก็มิได้ตลุยเข้ามาทำลายเด็กไทยเสียให้สิ้นทราก ทั้งที่กระสุนที่แจกกันมาก็ได้คนละไม่กี่นัด น่าจะยิงกันใกล้หมดแล้ว  ตำรวจที่รอดูเหตุการณ์ก็พยายามข้ามสะพานมาทางฝั่งตะวันออก เพื่อเสริมขวัญกำลังใจให้ยุวชนทหารที่ขาดผู้บังคับบัญชาและต่อสู้กันไปตามยะถากรรม


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 104  เมื่อ 21 มี.ค. 12, 07:33

หลังจากนั้น การรบก็เนือยลงแม้จะมีการยิงโป้งป้างกันบ้างก็พอประปราย ให้รู้ว่าต่างฝ่ายต่างอยู่กับที่จะดีกว่า

ขณะที่ร้อย๑ ปะทะอยู่ที่วัดท่ายางกลาง และยุวชนทหารกับตำรวจปะทะญี่ปุ่นอยู่ที่สะพานท่านางสังข์นั้น ร้อย๔ไปอยู่ซะที่ไหนแล้วผมใช้อินทรเนตรก็ยังหาไม่พบ  เจอแต่ว่ากำลังส่วนใหญ่ของร.พัน ๓๘ เมื่อกลับจากซ้อมรบก็มาหยุดรอที่ดอนยายทัดและไม่ได้มีส่วนในการสู้รบในวันนั้นเลย พลขับที่ผู้กองสั่งให้มาขนกระสุนก็หายจ้อยไปหลังจากที่ว่ายน้ำข้ามคลองมาแล้ว ทั้งๆที่น่าจะเจอกับผู้พันตรงนี้  

หน่วยปืนใหญ่ติดตามทหารราบ เข้าตั้งฐานยิงที่ใกล้สะพานรถไฟข้ามแม่น้ำท่าตะเภา และภายในโรงเรียนสตรีสอาดเผดิมวิทยา คอยดักยิงทหารญี่ปุ่นที่คิดว่าจะเคลื่อนมาบนถนน  จึงไม่ปรากฏว่าได้ลั่นกระสุนสักนัดเดียว จนกระทั่งการรบที่เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณหกนาฬิกาเศษนั้นจบเมื่อเวลาใกล้เที่ยง เพราะมีคำสั่งหยุดรบจากกรุงเทพ ให้ปล่อยกำลังทหารญี่ปุ่นเดินทัพผ่านไปพม่าได้ตามสะดวก


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.04 วินาที กับ 19 คำสั่ง