เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 15 16 [17] 18 19
  พิมพ์  
อ่าน: 120649 เมนูอาหารป่า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 240  เมื่อ 29 พ.ค. 12, 21:38

เรื่องกินเนื้อเม่น  คุณพนมเทียนเล่าไว้ใน"เพชรพระอุมา" ตรงกับคุณตั้ง   ว่าเนื้อเม่นมีมัน และคาวจัด พอย่างไฟแล้วกลิ่นหอมหวน  รสอร่อยเหมือนเนื้อเป็ด  พรานจึงเรียกว่า "เป็ดป่า"
เม่นเป็นสัตว์กินรากไม้ได้ทุกชนิดโดยไม่เป็นอันตราย    แต่คนที่เอาเนื้อเม่นมากิน  บังเอิญเม่นตัวนั้นกินรากไม้ที่มีพิษเบื่อเมาเข้าไป คนกินก็ได้รับพิษนั้นเข้าไปเต็มๆ  คงเกิดอาการเมาที่คุณตั้งเรียกว่า "ยัน"
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3732


ความคิดเห็นที่ 241  เมื่อ 30 พ.ค. 12, 19:37

จะขอผ่านเรื่องสัตว์ตัวเล็กขึ้นไปหาสัตว์ใหญ่
แต่ก่อนจะผ่านไป จะขอกล่าวถึงอาหารจากอีก 2 สัตว์ คือ เต่าและตะพาบน้ำ (ทำไมจะต้องมีคำว่า น้ำ ต่อท้ายด้วยก็ไม่รู้ หรือมีตะพาบบกอีกด้วย ส่วนเต่านั้นมีทั้งที่เป็นเต่าบกและเต่าน้ำ)
สัตว์ทั้งสองชนิดนี้ ทำให้ตายได้ยาก ก็จะไม่เล่าวิธีการ เอาเป็นว่าเอามาผัดเผ็ดและแกงก็กินได้อร่อยทั้งนั้น ซึ่งมิใช่เอามาทำกินแบบที่เราเคยได้ยินได้ฟังกัน (เผา ลุยไฟ นึ่ง) 
ตะพาบน้ำนั้น ตั้งแต่เข้าป่ามาพบเพียงครั้งเดียว ส่วนเต่านั้นพบเห็นได้ค่อนข้างบ่อย ส่วนมากจะเห็นตัวก็เมื่อไฟใหม้ป่า เดินหนีไฟออกมา และที่ปฎิบัติกันก็คือเก็บเอาตัวมันมาปล่อยลงในลำห้วยให้กินน้ำแก้กระหาย เวลาเอาเต่ามาปล่อยลงในห้วยนั้น เห็นมันกินน้ำแบบกระหายแล้ว ไม่เห็นมันเป็นอาหารที่พึงกินอีกเลย ชาวบ้านจะชอบเพราะเอาเลือดหรือดีมาใส่เหล้าเป็นยาแก้กระสัย ผมก็จะขอให้ปล่อยหรือขอซื้อไปปล่อย  ส่วนตะพาบนั้น ผมคิดว่าเป็นความเชื่อในความอร่อยของเชิงของมัน    ก็คงพอจะนึกออกถึงเมนูผัดเผ็ดตะพาบน้ำกันนะครับ

       
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3732


ความคิดเห็นที่ 242  เมื่อ 30 พ.ค. 12, 20:40

มาถึงเรื่องของเมนูอาหารจากสัตว์ใหญ่

สัตว์ใหญ่ที่เอามาทำอาหารกินนั้น ก็มี หมูป่า เก้ง กวาง กระทิง     ในสมัยก่อนๆโน้น (เมื่อสมัยเด็กๆ) ก็มี ละมั่ง ละอง เนื้อทราย สมัน วังแดง  ส่วนสัตว์ที่ไม่เอามากินกัน ก็มี เสือทั้งหลาย หมีทั้งหลาย สมเสร็จ และช้าง

สัตว์เหล่านี้ตัวใหญ่เิกินไปที่จะกินให้หมดสำหรับคน 4-5 คน ต้องทำกินทุกมื้อกันเป็นสัปดาห์เลยทีเดียว
หมูป่านั้นยิงยาก เนื่องจากเป็นสัตว์ที่สวนทางปืน คนที่ยิงอาจจะเจ็บตัวและเจ็บตัว เสียชีวิตได้
เก้ง เท่าที่รู้จักมี 2 ชนิด คือเก้งธรรมดา และเก้งหม้อ   เก้งธรรมดานั้นพบอยู่ทั่วไป ช่วงบ่ายต้นๆจนบ่ายเริ่มจะแก่ มักจะเห็นนอนอยู่ในร่มไม้ในพงหญ้า ส่วนเก้งหม้อนั้นอยู่ในป่าที่เป็นป่าค่อนข้างชื้น (มักจะเรียกว่าป่าดิบ) พบเห็นตัวได้ไม่ง่ายนัก   

พรุ่งนี้ค่อยเล่าต่อนะครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 243  เมื่อ 31 พ.ค. 12, 12:13

รพินทร์ ไพรวัลย์ก็กินเนื้อกระทิงเหมือนกัน   แต่คุณพนมเทียนไม่ได้ขยายความว่าเนื้อกระทิงอร่อยเหมือนเนื้อวัวหรือไม่
เดาว่ากระทิงเป็นสัตว์บึกบึน  กล้ามเนื้อแข็งแรงมาก  เนื้อน่าจะแข็งและเหนียวกว่าวัว
ส่วนหมูป่า(hog)   คุณพนมเทียนบรรยายการย่างหมูป่าไว้น่าน้ำลายไหล   อร่อยไม่แพ้หมูหันในภัตตาคาร   คุณตั้งคงเคยกินหมูป่าย่างมาแล้วนะคะ   รสชาติเหม็นเขียวอย่างที่เคยอ่านพบในหนังสือเล่มอื่นหรือเปล่า


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3732


ความคิดเห็นที่ 244  เมื่อ 31 พ.ค. 12, 19:39

รพินทร์ ไพรวัลย์ก็กินเนื้อกระทิงเหมือนกัน   แต่คุณพนมเทียนไม่ได้ขยายความว่าเนื้อกระทิงอร่อยเหมือนเนื้อวัวหรือไม่
เดาว่ากระทิงเป็นสัตว์บึกบึน  กล้ามเนื้อแข็งแรงมาก  เนื้อน่าจะแข็งและเหนียวกว่าวัว
ส่วนหมูป่า(hog)   คุณพนมเทียนบรรยายการย่างหมูป่าไว้น่าน้ำลายไหล   อร่อยไม่แพ้หมูหันในภัตตาคาร   คุณตั้งคงเคยกินหมูป่าย่างมาแล้วนะคะ   รสชาติเหม็นเขียวอย่างที่เคยอ่านพบในหนังสือเล่มอื่นหรือเปล่า

ทั้งกระทิงและหมูป่าเป็นสัตว์ที่มีเนื้อสีไม่ขาวเหมือนเนื้อหมู สีของเนื้อเหมือนกับเนื้อวัว
 
เนื้อกระทิงสดนั้นผมไม่เคยกิน เคยกินแต่เนื้อที่ตัดเป็นก้อนๆที่ย่างรมควันมาแล้ว  เพราะไม่เคยไปขวนขวายหายิงมาเพื่อเอามาทำอาหาร  กระทิงตัวหนึ่งนั้น คน 7 คนยังแบกเอาเนื้อมากินไม่หมดเลยครับ (เคยเห็นอยู่ครั้งเดียว) หัวพร้อมเขาก็คนหนึ่งแล้ว อีกสี่ขาก็อีกสี่คน ซี่โครงอีกสองซีกก็อีกสองคน ยังไม่นับหนังและเนื้อส่วนอื่นๆ ผมห้ามและไม่อนุญาตให้คนในคณะสำรวจของผมยิงกระทิงเลยครับ ทั้งๆที่เห็นมันอยู่เป็นฝูง แทะเล็มหญ้าอยู่ในทุ่งในโป่ง  กระทิงก็สวนทางปืนเหมือนกันครับ ผมเคยพบคนอย่างน้อยก็สองสามคนที่เกือบตายเพราะยิงกระทิง มีแผลเป็นที่พอเดาความเหวอะหวะของแผลได้  กระทิงเป็นสัตว์ใหญ่มาก น้ำหนักมาก (ก่อนจะลืมไป จะขอบอกว่ากระทิงนั้นมีสองชนิด คือ ชนิดที่ข้อเท้าสีเหลืองและข้อเท้าสีขาว) น้ำหนักอยู่ในระดับประมาณ 500+/- กก. และมีหนังหนา  นึกดูเอาเองนะครับว่ากระสุนและแรงปะทะขนาดใหนจึงจะหยุดมันได้ ลูกปืนขนาด .375 magnum ดูพอจะสมน้ำเนื้อ หากเป็นขนาด 30.06 spring field ก็ดูจะเบาไปหน่อย ชาวบ้านที่ยิงด้วยปืนแก็บหรือปืนลูกซองที่เปลี่ยนลูกตะกั่วเองเป็นลูกโดดด้วยตัวเอง จึงมักจะหยุดยั้งมันไม่ได้   ประกอบกับการยิงของชาวบ้านจะเลือกยิงเฉพาะตัวที่มีเขาสวยๆ จะต้องยิงในระยะค่อนข้างใกล้ และจะต้องเลือกตำแหน่งที่ยิงเพื่อหยุดยั้งให้ได้เพียงลูกปืนนัดเดียวโดยที่จะต้องไม่ทำให้หนังเสียหายด้วย ซึ่งตำแหน่งจุดยิงที่ดีที่สุด คือ รักแร้แดง (ตัดขั้วหัวใจ) และอีกตำแหน่งหนึ่งคือ สันหลัง ทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ (แต่หนังเสียหาย) ดังนั้น ลักษณะการยิงจึงจะต้องเข้าใกล้ ซึ่งทำให้การเลือกยิงตัวใดตัวหนึ่งนั้น อาจจะถูกตัวอื่นๆ charge ได้
ผมไม่สนใจที่จะเอากระทิงมาเป็นอาหารนั้น ก็เพราะว่ามันเกินพอกับความจำเป็นจริงๆและก็ไม่ทำกับวัวแดงอีกด้วย  คนที่ยิงกระทิงนั้นหากเป็นชาวบ้านก็เพื่ออาหารและการขายหนังและหัว หากเป็นนักล่าสัตว์ก็เพื่อความเท่ห์เป็นหลัก
ที่ได้บอกว่าเคยกินเฉพาะเนื้อย่างรมควันนั้น ก็เพราะวิธีการเอาเนื้อกลับไปเป็นสะเบียงของชาวบ้านตามปรกตินั้น ก็คือการย่างรมควัน ซึ่งจะเสียเวลาอีกหลายวัน    วิธีการทำก็คือตั้งสามขา สานตะแกรงไม้ไผ่ เอาเนื้อสดวางบนตะแกรง จะเอาใบตองปิดไว้ก็ได้ แขวนห้อยไว้เหนือกองไฟอ่อนๆ เป็นวันนะครับที่จะให้ก้อนเนื้อ (ขนาดประมาณกำปั้น) แห้ง   นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ไม่ไปขวนขวายที่จะไปยิงมาทำกิน

ที่แย่มากๆ คือ การฆ่ากระทิงหรือการทิ้งส่วนซากของกระทิงไว้นั้น เขาทิ้งไว้เพื่อล่อเสือ เพื่อจะยิงเสือต่อไป  ผมเกือบจะไม่เคยได้ยินว่ามีการยิงเก้งหรือกวางเพื่อทิ้งซากไว้ล่อเสือเพื่อยิงเสือต่อไป  ก็คงพอจะเห็นภาพนะครับว่า เก้ง กวางนั้น อร่อยมากเพียงใดที่จะไำม่ให้มีซากหลงเหลือทิ้งใว้  ในทำนองเดียวกัน ซากกระทิงก็คงจะมีกลิ่นคาวมากพอที่จะเป็นที่หลงไหลของเสือ แม้ว่าเสือจะล่ากวางและเก้งได้ง่ายกว่ากระทิงก็ตาม         
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3732


ความคิดเห็นที่ 245  เมื่อ 31 พ.ค. 12, 19:42

คำถามว่าเนื้อจะเหนียวหรือเปล่านั้น ตอบไม่ถูกครับ เรียกว่า Chewy ก็แล้วกัน (ภาษาไทยจะตรงกับคำใหนไม่ทราบครับ) จะว่าเหนียว (tough) ก็ไม่เชิง จะว่านุ่มละเมียดละไม (tender) ก็ไม่ใช่   ฤๅ คำว่า chewy จะตรงกับคำว่าเหนียวนุ่มครับ    อนึ่ง เนื้อสัตว์ใหญ่นั้น คนพื้นบ้านของเรามักจะไม่ค่อยจะคำนึงถึงการจำแนกแยกแยะว่าส่วนใดควรจะนำมาทำสเต๊ก ส่วนใดควรจะนำมาทำสตูว์ (เหมือนกับที่ฝรั่งเขาทำกั)  ซึ่งผมเห็นว่ามันขึ้นอยู่กับรสนิยมและลิ้นของคน ฝรั่งกินที่รสเนื้อ ไทยเรากินที่รสเครื่องปรุง  
สำหรับกลิ่นนั้น ก็เป็นกลิ่นสาบตามปรกติของสัตว์กินหญ้า แต่ก็ขึ้นกับการถลกหนังด้วย  ตามหลักแล้ว (ใครจะเชื่อหรือไม่ก็ไม่ก็ตามแต่) ในการลอกหนังสัตว์มีขนนั้น เขาจะไม่พยายามไม่ให้มีขนร่วงมาติดเนื้อ ซึ่งจะเป็นผลทำให้เนื้อมีกลิ่นสาบในทันที การถลกหนังแพะ แกะ เพื่อมิให้เนื้อมีกลิ่นขิ่วนั้นก็ต้องทำในลักษณะนี้

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 246  เมื่อ 31 พ.ค. 12, 19:47

chewy   เห็นจะแปลได้ว่า เหนียวพอเคี้ยวได้  ขยายความจาก "เหนียวนุ่ม" ของคุณตั้งอีกที
เนื้อกระทิงรมควัน เอามาผัดเผ็ด หรือว่าพอจะกินก็ปิ้งอีกทีให้ร้อนๆ เหมือนเนื้อเค็ม คะ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3732


ความคิดเห็นที่ 247  เมื่อ 31 พ.ค. 12, 20:46

สำหรับหมูป่านั้น เป็นสัตว์ที่มีไขมันน้อย เนื้อจึงค่อนข้างแน่นแต่จะไม่เหนียวดังที่คิด
หมูป่าเป็นสัตว์ที่กินสารพัดทั้งพืชและเนื้อ เนื้อมีกลิ่นแรงแต่ไม่อยู่ในระดับที่เรียกว่าขิ่ว เมื่อย่างไฟก็จะหอมชวนกินทีเดียว   เป็นสัตว์ที่ต้องระวังเมื่อจะยิงมัน ด้วยเขี้ยวที่โค้งงอออกเหนือปาก ด้วยความที่หนังหนามาก และด้วยที่ตัวมันแน่นและแข็งแรงเหมือนนักมวยปล้ำ ดูเทอะทะแต่เคลื่อนตัวได้เร็ว ทำให้มันสามารถสวนทางปืนได้เหมือนกัน ห้ามยิงแบบประจัญหน้าเด็ดขาด อันตรายมาก ผมเคยเห็นแผลเป็นของคนหลายคนที่ถูกมันวิ่งสวนขวิดเอา รอยแผลเป็นแสดงถึงความเหวอะหวะของแผลที่น่ากลัวเลยทีเดียว

เนื้อหมูป่านั้นเคยกินแบบเอาเนื้อสดมาทำกิน ทำอาหารอยู่สองอย่างเท่านั้น คือ แกงป่า กับผัดเผ็ด ส่วนการย่างนั้นก็เป็นลักษณะของการแอบเอาชิ้นเนื้อที่ย่างรมควันยังไม่ทันเข้าที่มาฉีกกิน

เนื้อหมูป่าและกระทิงที่เคยกินอีกอย่างหนึ่ง คือ เนื้อร้า เป็นการถนอมอาหารเนื้อสัตว์ส่วนที่ไม่มีไขมันในอีกลักษณะหนึ่ง ด้วยการทำแบบปลาร้า คลุกเกลือใส่ใหใส่ข้าวคั่วหรือรำข้าวก็ได้ เมื่อไ้ด้ที่ก็เอามาทอด กินกับหอมเจียว พริกแห้งคั่วหรือทอด อร่อยเข้าท่าเลยทีเดียวครับ  ติดใจพอที่จะลองทำเองด้วยเนื้อวัวเลยครับ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3732


ความคิดเห็นที่ 248  เมื่อ 31 พ.ค. 12, 20:49

chewy   เห็นจะแปลได้ว่า เหนียวพอเคี้ยวได้  ขยายความจาก "เหนียวนุ่ม" ของคุณตั้งอีกที
เนื้อกระทิงรมควัน เอามาผัดเผ็ด หรือว่าพอจะกินก็ปิ้งอีกทีให้ร้อนๆ เหมือนเนื้อเค็ม คะ

แสดงว่าเคยกินมา  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 249  เมื่อ 31 พ.ค. 12, 20:53

แสดงว่าเคยกินมา  ยิงฟันยิ้ม

แสดงว่าเดาถูก  ยิ้ม
บันทึกการเข้า
พวงแก้ว
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 250  เมื่อ 01 มิ.ย. 12, 15:12

เคยได้ยินคำว่า "เขี้ยวตัน" มันคือเขี้ยวของสัตว์ชนิดไหนคะ

คนที่เดินป่าเขามีความเชื่อเรื่องพวกนี้มากน้อยแค่ไหนคะ



บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3732


ความคิดเห็นที่ 251  เมื่อ 01 มิ.ย. 12, 19:07

เคยได้ยินคำว่า "เขี้ยวตัน" มันคือเขี้ยวของสัตว์ชนิดไหนคะ
คนที่เดินป่าเขามีความเชื่อเรื่องพวกนี้มากน้อยแค่ไหนคะ

เรื่องเขี้ยวตันนี้ เป็นความเชื่อแต่โบราณว่า เขี้ยวตันของสัตว์มีเขี้ยวนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นปรกติตามธรรมชาติ (ตามปรกตินั้น เขี้ยวสัตว์จะกลวงในส่วนโคนและตันในส่วนปลาย) จึงเชื่อกันว่าเป็นของพิเศษหรือวิเศษที่มีพลังของตัวเอง เมื่อเอามาลงคาถาอาคมก็จะทำให้มีความขลังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านของความอยู่ยงคงกระัพัน 
ประกอบกับเขี้ยวของสัตว์ที่นำมาทำเครื่องรางของขลังเหล่านี้ ซึ่งได้แก่เขี้ยวของหมูป่าและเสือ สัตว์ทั้งสองนี้มีอำนาจ หรือตามภาษาของชาวป่า คือ เป็นสัตว์ที่มีตะบะสูง เราจะรู้สึกกลัวมันเมื่อเห็นตัวมัน หมูป่าเป็นสัตว์ที่น่าเกรงขาม มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงที่จะฆ่ามันดังที่ได้เล่ามา  ในทำนองเดียวกับเสือโคร่งหรือเสือลายพาดกลอน ซึ่งผมเชื่อว่าขนาดเราดูมันอยู่ในกรงในสวนสัตว์ก็ยังรู้สึกขยาดๆ หากเป็นในป่าเล่า ผมเชื่อว่าแทบจะทุกคนจะรู้สึกว่าจะต้องหาทางหนีหรือลดการเผชิญหน้าเพียงประการเดียวเท่านั้น อาจะกลัวจนก้าวขาไม่ออกเอาเลยทีเดียว แม้จะมีปืนอยู่ในมือก็ตาม
หมูป่าและเสือนั้นเป็นสัตว์ที่ยิงค่อนข้างยาก  หมูป่าจากป่าจริงๆที่เอามาขายกันนั้น ส่วนมากจะได้มาจากการยิงด้วย จันห้าว  สำหรับเสือนั้น เป็นสัตว์หนังบาง ยิงด้วยลูกปืนที่มีหัวกระสุนเป็นลูกตะกั่วเม็ดเดียวนั้น ยากที่จะตาย ณ สถานที่ยิง หากยิงไม่อยู่ในนัดเดียวก็จะกลายเป็นเสือลำบาก ไม่สนุกเลยครับ ไม่เราตามมันด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด มันก็ตามมารังควานเราถึงที่   (เอาไว้เล่าในอีกกระทู้หนึ่งนะครับ ซึ่งจะได้เริ่มตามที่คุณเทาชมพูได้ขอให้เล่าถึงประสบการณ์ชีวิตในป่า)

ก็ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมานี้กระมังครับ คือ หาได้ยาก (ไม่ใช่พบได้ยาก) จึงที่ทำให้คนนิยมเอาเขี้ยวตันไปปลุกเสก เอามาคล้องคอเป็นเครื่องรางของขลังทางอยู่ยงคงกระพันและกันเขี้ยวกันงา ครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 252  เมื่อ 01 มิ.ย. 12, 19:23

อ้างถึง
(เอาไว้เล่าในอีกกระทู้หนึ่งนะครับ ซึ่งจะได้เริ่มตามที่คุณเทาชมพูได้ขอให้เล่าถึงประสบการณ์ชีวิตในป่า)

ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
แต่ดูเหมือนคุณตั้งจะติดหนี้ 2 กระทู้นะคะ    อาจารย์พวงแก้วขอให้เล่าประสบการณ์การท่องเที่ยวในต่างแดนด้วย  ว่าด้วยวัฒนธรรม อาหารการกิน ของสะสมฯลฯ ตามที่เจอมา  ด้วยค่ะ
ถือโอกาสทวงแทนเธอเสียเลย
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3732


ความคิดเห็นที่ 253  เมื่อ 01 มิ.ย. 12, 20:45

ดังที่เล่ามาแล้วว่า คนไทยนั้นความอร่อยของอาหารอยู่ที่รสแกง (รสของเครื่องปรุง) มิใช่ที่รสเนื้อ แตกต่างกันไปกับชาติอื่นๆ อาทิ จีน ซึ่งความอร่อยอยู่ที่รสของน้ำจากเนื้อ (การตุ๋นหรือต้มเปื่อย) อเมริกันชน ความอร่อยอยู่ที่กลิ่นจากการใหม้ของเนื้อและรสที่เนื้อ marinate ด้วยของเหลวที่อยู่ในเนื้อของตัวมันเอง (การบาร์บีคิว) ฝรั่งเศส ความอร่อยอยู่ที่รสเนื้อกับการผสมผสานกับรสของน้ำจิ้มที่ไปในทางเดียวกัน (ก้อนเนื้อที่ทำให้สุกราดซอสชนิดต่างๆ) และญี่ปุ่น ความอร่อยอยู่ที่รสของเนื้อสดที่ใกล้สภาพยังมีชีวิตอยู่ (การกินเนื้อแบบดิบๆ_raw_มิใช่_rare) เหล่านี้เป็นต้น ใครที่จะไปญี่ปุ่นครั้งหน้า อาจจะลองสั่งเนื้อสันคอลูกม้าดิบมาลองกินบ้างก็ได้

เล่ามาเสียยาว เพื่อจะบอกว่า เก้งและกวางนั้น สำหรับผมแล้วทำอะำไรอร่อยที่สุด

สำหรับผม เก้ง มีเนื้อออกไปทางไม่เหนียวแต่นุ่ม (tender) ไม่มีกลิ่นสาบ ที่อร่อยที่สุด คือ ย่างน้ำตก จิ้มกับน้ำปลา พริกขี้หนูและหอมซอย บีบมะนาว หรือจะเพิ่มด้วยพริกป่นคั่วใหม่ๆก็ได้  ซึ่งที่เป็นพิเศษของผม คือ เอาตับมาย่างกินครับ
สำหรับชาวบ้านนั้น เมื่อได้เก้งมาจะถลกหนัง เอาเนื้อมาทำลาบสดในทันที เครื่องลาบก็มีเท่าที่เตรียมไป พริกแห้ง หอมแดง เกลือ เท่านี้แหละครับ แล้วก็แนมกับเนื้อส่วนที่เป็นแผ่นปิดซีโครงที่เอามาหนีบที่ง่ามเข่าเพียงแว๊บเดียว (กล้ามเนื้อยังเต้นอยู่เลย) รสชาตินั้นไม่มีใครชมอร่อย แต่ก็ไม่มีใครบอกว่าแย่ ทุกคนดูจะกินได้และพอใจ  ลาบนี้มักจะต้องใส่ขี้เพี๊ยะหรือขี้อ่อน (อาหารที่ย่อยค้างอยู่ในลำใส้ส่วยกลางก่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็นอุจจาระ) ขี้เพี๊ยะนี้ หากเป็นเก้งในฤดูกินลูกมะกอกป่า ลาบก็จะออกรสเปรี้ยวและฝาดแบบชุ่มคอ  
  
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3732


ความคิดเห็นที่ 254  เมื่อ 01 มิ.ย. 12, 20:50

ครับ สองกระทู้ ไม่ลืมครับ

ตั้งใจว่าจะสลับไปเรื่องของทองคำเสียก่อน ครับ

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 15 16 [17] 18 19
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.042 วินาที กับ 19 คำสั่ง