เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 8 9 [10] 11 12 ... 19
  พิมพ์  
อ่าน: 120025 เมนูอาหารป่า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3607


ความคิดเห็นที่ 135  เมื่อ 24 มี.ค. 12, 21:06

เดินไปสักประทาณ 15 นาที ก็ตัดขึ้นเขา ขึ้นแล้วก็ขึ้น แล้วก็ขึ้น.....ไม่มีที่ราบให้เดินสะบายเลย จะสี่โมงเย็นแล้วก็ยังขึ้นอีก หมดแรง ตรงที่ชันๆขึ้นได้สัก 10 เมตรต้องพัก ใกล้ยอดดอยจึงได้พบต้นมะคอแลน และพบผลไม้อีกอย่างหนึ่ง ลูกกลมๆสีออกแดงๆ ผ่าออกมามีใส้่เป็นรูปห้าแฉก ก็เลยเรียกว่า star apple จนวันนี้ยังไม่ทราบเลยว่าชื่อจริงๆคือลูกอะไร หกโมงเย็นก็ถึงยอดสันเขา เห็นร่องรอยเป็นด่านทางเดิน น่าจะเป็นทั้งคนและสัตว์ใช้ กะว่าจะนอน นอนไม่ได้เพราะเหลือบไปเห็นรังหมีนอน ทั้งที่เป็นระหว่างง่ามของต้นไม้และบนดิน มีหญ้าราบเป็นวงกลมๆ เดินสำรวจเพื่อตัดสินใจว่าจต้องลงไปทางห้วยใด เพราะว่าหากลงผิดก็จะไปใหนไม่รู้ ห้วยหนึ่งลงมาทางสถานีรถไฟปางต้นผึ้งแน่ๆ ปัจจุบันนี้กลายเป็นสถานที่ๆมีการพัฒนาเป็นหมู่บ้านน่าอยู่ไปแล้ว (อยู่บนเส้นทางรถระหว่างอุตรดิตถ์-เด่นชัย) บังเอิญไปพบรอยบากเป็นรูปกากะบาดข้างต้นไม้ใหญ่ เลยทราบว่าเป็นสันสูงสุดจุดต้นกำเนิดของห้วยสี่ห้วย เมื่อสอบกับแผนที่จึงทำให้รู้ว่าจะต้องลงไปตามห้วยใหนจึงจะไปถึง อ.เด่นชัย ทั้งเดินทั้งวิ่งลงเขา เพื่อจะได้ไปถึงบริเวณที่มีน้ำสำหรับกินและทำอาหาร กว่าจะลงถึงที่มีน้ำก็ประมาณ 2 ทุ่มพอดีๆ

เล่าประกอบมาเสียยืดยาว มาเข้าเรื่องอาหารกัน

เช้าวันที่จะเดินขึ้นเขา กับข้าวนั้นพอจะมี แต่ต้องหุงข้าว ผมเอาข้าวเหนียวไปกัน วิธีการหุงก็คือ ตัดไม้ไผ่ เรียกว่าไผ่หก ลำต้นขนาดใหญ่มาก ปล้องที่บริเวณโคนต้นจะใหญ่ขนาดประมาณโคนขาและมีเนื้อหนามาก  ก็ต้องโค่นกันเหมือนกับการโค่นต้นไม้ ตัดเอามาเป็นขนาดยาว 2 ปล้องต่อกัน พยายามเอามีดทะลวงด้านในบริเวณข้อต่อปล้องให้ทะลุ ใส่น้ำในปล้องด้านล่างประมาณค่อนปล้อง สานตะแกรงไม้ไผ้รองที่บริเวณข้อต่อปล้องที่ได้ทะลวงให้ทะลุถึงกันนั้น เอาข้างเหนียวใส่ เอาใบตองอุดปาก เอาไม้ไผ่นั้นตั้งในกองไฟเลย เพื่อนึ่งข้าวเหนียว พอสุกดีแล้ว วิธีการเอาออกง่ายที่สุด คือ ตัดใบตองวางบนพื้นดิน ยกกระบอกที่นึ่งข้่าวนั้นออกมาจากกองไฟ กะให้ดีแล้วยกกระบอกไผ่นั้นกระทุ้งกับพื้นดิน ไอน้ำจะช่วยดันข้าวที่สุกแล้วออกมาเหมือนกับการยึงปืนใหญ่อย่างใดอย่างนั้นทีเดียว เป็นยวงข้างเหนียวทั้งแท่งออกมาวางลงบนใบตองที่รองไว้ หอมเยื่อไผ่และนิ่มอร่อยมากครับ กินข้าวเหนียวเป็นอาหารเช้าไปส่วนนึง เก็บพกเป็นสะเบียงอีกส่วนหนึ่ง

พอใกล้ถึงยอดดอย ต่างคนต่างหิวมาก ก็เลยเอาข้าวเหนียวนั้นกินกับพริกสด ก็อร่อยไปอีกแบบ ซึ่งก็คงจะเพราะหิวมากนั่นเอง พอลงมาถึงบริเวณที่มีน้ำในห้วย ประมาณ 2 ทุ่ม สะบายแล้วครับ กบเขียดร้องกันอื้ออึง ช่วยกันคนละไม้ละมือ เอาไฟฉายไปหาตัดไม้ไผ่ชนิดปล้องยาวๆ (ไม้ซาง ไม้ข้าวหลาม ไม้ผาก) เอามาเป็นอุปกรณ์ทำอาหาร พร้อมทั้งหาไผ่ที่ล้มและแห้งๆมาด้วย เอามาจักเป็นคบเพลิง บังเอิญได้พบเห็ดลม (ทางเหนือเรียกเห็นกระด้าง ทางภาคกลางเรียกว่าเห็ดหนัง) คราวนี้ก็เพลิดเพลิดนะซีครับ หาตัดส่วนโคนของไผ่เอามาทำเป็นครกและสาก เอาพริกแห้งโขลกกับเกลือ หอม กระเทียม ใส่กะปินิดหน่อย หั่นเห็ดลมเป็นเส้นๆ จับเขียดที่ร้องระงมอยู่นั้นเอามาผ่าท้องเอาใส้ออก คลุกเคล้ากับเครื่องแกงให้ดี ยัดใส่กระบอกไม้ไผ่ หลามให้สุก กินกับข้าวเหนียวที่หลามไปพร้อมๆกัน ก็อร่อยดีตามประสาความลำบาก แต่ที่แย่คือ เห็ดนั้นมันแก่มากๆ เหนียวจนเหมือนเคี้ยวเชือกหนังผูกรองเท้า เคี้ยวแทยจะไม่ขาดเลยทีเดียว ก็อิ่มไปอีกมื้อหนึ่ง มัวแต่พะวงเรื่องกินเลยไม่ได้จัดการเรื่องที่นอน ตัวใครก็ตัวมันแหละครับ หาที่ซุกเอาเอง จำได้ว่าไม่มีใครอาบน้ำเลย

รุงเช้าก็ออกเดิน ประมาณบ่ายสี่โมงก็ถึงสถานีรถไฟเด่นชัย

สรุป__ ไม่พบหนองกลางหาว ไม่มีร่องรอยของภูเขาไฟ กลับมากรุงเทพฯก็มาตรวจสอบดูภาพถ่ายทางอากาศโดยใช้กล้อง Stereoscope และใช้ Parallax bar ช่วยทำเส้นชั้นความสูง (Contour) จึงได้ความกระจ่างว่า บริเวณที่เป็นหนองกลางหาวนั้น มีเมฆคลุมบางๆ ทำให้ Float dot ของ parallax bar ที่เคลื่อนตัวไปบนระดับที่มีความสูงเท่ากันนั้นหลงพลาดไป ก็ทำเรื่องรายงานและแจ้งไปยังกรมแผนที่ทหารให้แก้ใข

จะขยายความเรื่องการทำแผนที่ภูมิประเทศในโอกาสอันควรต่อไปนะครับ          
  
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10676



ความคิดเห็นที่ 136  เมื่อ 24 มี.ค. 12, 23:29

พบผลไม้อีกอย่างหนึ่ง ลูกกลมๆสีออกแดงๆ ผ่าออกมามีใส้่เป็นรูปห้าแฉก ก็เลยเรียกว่า star apple จนวันนี้ยังไม่ทราบเลยว่าชื่อจริงๆคือลูกอะไร

เห็นเขาเรียกกันว่า สตาร์แอปเปิ้ล Chrysophyllum cainito





บางทีก็เรียก แอปเปิ้ลเมือง   ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 137  เมื่อ 25 มี.ค. 12, 10:16

อาหารป่าของคุณตั้ง มีข้าวเหนียวยืนพื้น  คงเป็นเพราะไปป่าทางเหนือหรือเปล่าคะ
ส่วนในเพชรพระอุมา  ลูกหาบของรพินทร์ ไพรวัลย์แบกกระสอบข้าวสารใส่เกวียนไปกินทั้งนั้น     ไม่มีข้าวเหนียว   คงเป็นเพราะเดินป่าภาคกลางละมัง
คุณตั้งกินเขียด แต่ในนิยายมีฉากนางเอกมาทำข้าวต้มกบให้พระเอกและลูกหาบกิน   วิธีทำก็เริ่ดอลังการเหมือนข้าวต้มราชวงศ์   นิยายต่างจากชีวิตจริงมากทีเดียว
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3607


ความคิดเห็นที่ 138  เมื่อ 25 มี.ค. 12, 21:08

เห็นเขาเรียกกันว่า สตาร์แอปเปิ้ล...บางทีก็เรียก แอปเปิ้ลเมือง   ยิงฟันยิ้ม

ขอบคุณครับ
เคยลองกินมานานมากแล้ว นานจนจำรสชาติไม่ได้เลยครับ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3607


ความคิดเห็นที่ 139  เมื่อ 25 มี.ค. 12, 21:24

กินเขียดนั้น มักจะเกิดขึ้นเมื่อตั้งแคมป์อยู่ใกล้ริมห้วยที่มีแอ่งน้ำขังอยู่ น้ำไม่ค่อยไหล มันจะร่วมกันร้องเพลงประสานเสียงกันอย่างดังในช่วงเวลาประมาณ 2-3 ทุ่ม นอนไม่หลับก็ไปจับมันมา ใส่ถังน้ำไว้ ก็จะเงียบไปพักหนึ่ง หลับไปได้สักพักใหญ่ๆ พอดึกมากๆก็เอาอีก ก็ไปจับอีกก็เงียบลงไปใด้อีก ตกเช้ามาก็จัดการผ่าท้อง ทำต้มยำแบบใส่มะขามเปียก ต้มน้ำให้เดือด ใส่ตะใคร้บุบ ใบมะกรูด ใส่เกลือกะว่าพอเค็ม ก่อนน้ำจะออกสีเขียวอ่อนจากตะใคร้และใบมะกรูด ก็เอาเขียดที่ทำแล้วใส่ลงไป  คะเนว่าสุกดีแล้ว ชิมน้ำ เติมเกลือให้ออกเค็ม จากนั้นตักน้ำในหม้อแกงมาคั้นน้ำมะขามเปียก ค่อยๆใส่ลงไป ดึงรสเปรี้ยวให้ออกมา (หากทำกลับทาง คือ เอารสเปรี้ยวออกมาก่อนรสเค็ม รสจะไม่ไปทางใหนเลย แก้ไม่ตก) เอาพริกแห้งเผาหักใส่ กินกับข้าวได้แล้ว
บางครั้งแทนที่จะเป็นเขียด ก็เป็นลูกอ๊อดตัวขนาดหัวแม่มือ ผ่าท้องเอาใส้ออก แล้วปรุงเหมือนกัน

บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3607


ความคิดเห็นที่ 140  เมื่อ 25 มี.ค. 12, 22:07

อาหารป่าของคุณตั้ง มีข้าวเหนียวยืนพื้น  คงเป็นเพราะไปป่าทางเหนือหรือเปล่าคะ
ส่วนในเพชรพระอุมา  ลูกหาบของรพินทร์ ไพรวัลย์แบกกระสอบข้าวสารใส่เกวียนไปกินทั้งนั้น     ไม่มีข้าวเหนียว   คงเป็นเพราะเดินป่าภาคกลางละมัง
คุณตั้งกินเขียด แต่ในนิยายมีฉากนางเอกมาทำข้าวต้มกบให้พระเอกและลูกหาบกิน   วิธีทำก็เริ่ดอลังการเหมือนข้าวต้มราชวงศ์   นิยายต่างจากชีวิตจริงมากทีเดียว

ข้าวเหนียวจะใช้เฉพาะเมื่อเดินแยกออกไปค้างแรมคืนหรือสองคืน เพราะหุงง่ายครับ แต่หากใช้กินเมื่ออยู่ร่วมกันหลายๆคน จะเปลืองมากกว่าข้าวเจ้า พอจะเทียบให้เห็นได้ว่า ในจำนวนคนเท่ากัน หากในหนึ่งอาทิตย์ใช้ข้าวเจ้าหนึ่งถัง เมื่อใช้ข้าวเหนียวจะได้เพียงประมาณ 5 วันเท่านั้น

เรื่องกินกบนั้น ผมก็มีวิธีทำกินแบบอร่อยสุดๆเหมือนกัน
กบตัวใหญ่ๆจะพบมากในป่าแถบด้านเหนือของ จ.กาญจนบุรี ผมเรียกว่าเขียดแลว (กบทูต???) ตัวขนาดฝ่ามือ ชอบอยู่ในห้วยที่มีน้ำไหลรินเบาๆ เขาจะเขี่ยทรายบริเวณที่มีน้ำแฉะๆให้เป็นแอ่งขนาดพอตัว เดินอยู่ในห้วยในตอนกลางวันก็จะเห็นร่องรอยนี้ พอตั้งแคมป์เสร็จ พอมืดดีแล้วก็เดินย้อนไปหาแถวที่พบร่องรอย ใช้ไฟฉายส่องดูก็จะเห็น ยิ่งมีมากตัวก็จะยิ่งได้ยินเสียงร้องของเขาชัดเจน เสียง ทืดๆๆๆๆ กลางคืนดึกๆออกไปปัสสาวะ ได้ยินเสียงเขาร้องบางทียังขนลุกเลย กบนี้แข็งแรงมาก เอาไม้ฟาดตียังกระโดดหนีเลย ต้องใช้ปืนยิงเอา วิธีการก็คือ หิ้วตะเกียงเจ้าพายุและจับกระบอกปืนด้วยมือซ้าย มือขวาใช้จับตัวปืนประทับไหล่และเหนี่ยวไก ผมใช้ปืนลูกกรด บางครั้งก็ปืนลม เอามา 3-4 ตัวก็พอแล้วครับ

คราวนี้ก็วิธีทำให้อร่อย อย่าไปทำเป็นแบบแกงหรือต้มเลย ยุ่งยากและไม่อร่อย ทำง่ายๆครับ เอากระเทียมโขลกกับพริกแห้งให้ได้ประมาณ 1 ช้อนแกง ผ่าท้องกบทำความสะอาด ไม่ต้องลอกหนัง ตัดกบเป็นชิ้นๆ เอานำ้มันใส่กระทะ รอจนน้ำมันร้อนค่อนข้างจัด เอากระเทียมกับพริกที่ตำไว้ใส่ลงไปผัดให้หอม พอแห้งดี (เกือบจะเริ่มเกรียม) ก็เอากบลงผัดให้สุก ใส่เกลือให้ออกรสเค็ม ใส่น้ำปลาแต่งให้กลิ่นหอม จะใส่น้ำตาลปี๊บสักองคุลีก็ได้ (หากมี) เพื่อทำให้รสกลมกล่อมมากขึ้น เท่านี้แหละครับ รับประกันความอร่อยได้เลย ชิ้นส่วนแรกที่จะหมดไปจากจานก็คือส่วนตะโพกขาหลัง เนื้อเป็นปั้นๆอร่อยจังครับ

บางครั้งก็ตัดเอาเฉพาะขามาคลุกเกลือ ทอดให้สุก จากนั้นจึงเอากระเทียมทั้งหัวมาบุบด้วยมีด ให้พอเปลือกแยกออกจากเนื้อใน ตั้งน้ำมันให้ร้อน เอากระทียมลงเจียวให้เกรียมนอกแต่นุ่มใน กินกับขากบทอด ผมว่าขากบของฝรั่งเศสยังชิดซ้ายไปเลย
มีอยู่วันหนึ่งต้องรับรองฝรั่ง เลยสั่งให้กะเหรี่ยงไปหากบมา ทำแบบทอดนี้แหละครับ สำหรับกระเทียมนั้น ส่วนหนึ่งใช้น้ำมันธรรมดา อีกส่วนหนึ่งใช้เนย ปรากฏว่ากระเทียมที่ทอดน้ำมันธรรมดาเกลี้ยงเลยทีเดียว สำหรับส่วนตัวกบที่เหลือนั้นก็เอามาสับแบบหยาบผัดกระเพรา ผมว่าไม่อร่อยนะ ต้องคอยคายกระดูก จะเคี้ยวก็ไม่แหลก ต้องคอยปลิ้นคอยคายอย่างเดียว

สำหรับกบที่อยู่ตามแอ่งในร่องล้อรถยนต์ตามทางในป่านั้น เป็นกบแท้ๆเหมือนที่เห็นตามตลาดทั่วไป ตัวจะไม่ใหญ่นัก อร่อยสู้เขียดแลวไม่ได้เลยครับ
บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 141  เมื่อ 25 มี.ค. 12, 22:13

อาหารป่าของคุณตั้ง มีข้าวเหนียวยืนพื้น  คงเป็นเพราะไปป่าทางเหนือหรือเปล่าคะ
ส่วนในเพชรพระอุมา  ลูกหาบของรพินทร์ ไพรวัลย์แบกกระสอบข้าวสารใส่เกวียนไปกินทั้งนั้น     ไม่มีข้าวเหนียว   คงเป็นเพราะเดินป่าภาคกลางละมัง
คุณตั้งกินเขียด แต่ในนิยายมีฉากนางเอกมาทำข้าวต้มกบให้พระเอกและลูกหาบกิน   วิธีทำก็เริ่ดอลังการเหมือนข้าวต้มราชวงศ์   นิยายต่างจากชีวิตจริงมากทีเดียว

หนูดีดีว่าน่าจะเป็นเพราะ ข้าวเหนียว มีคุณสมบัติที่เหนือกว่าข้าวสวยและข้าวต้ม คือ
- เก็บไว้ได้หลายวัน
- ไม่บูดเสียง่าย
- ไม่ต้องเสียเวลาอุ่นก็กินได้
- ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ในการกินให้ยุ่งยาก แค่ใช้มือหยิบก็กินได้เลย
- เดินไปด้วยกินไปด้วยก็ได้
- กินข้าวเหนียวแล้วอิ่มนาน

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
พวงแก้ว
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 142  เมื่อ 26 มี.ค. 12, 10:08

เคยทานกบทอดกระเทียมครั้งแรกตอนไปเยี่ยมเพื่อนที่ อ.เดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี

คงจะป็นกบธรรมดา ตัวไม่ใหญ่โตอะไร  เขาทอดกรอบโรยมาด้วยกระเทียมเจียวเต็มจาน

เห็นเนื้อที่โคนขามันเป็นก้อนเหมือนเนื้อไก่เลยลองดู....โอ้โฮ ติดใจเลยค่ะ

เดี๋ยวนี้พอไปต่างจังหวัดเห็นเมนูนี้เป็นไม่พลาด  แต่ในกรุงเทพหากบตัวโตๆยาก

เนื้อน้อยไม่น่าทาน

ตอนเด็กๆเคยเห็นคนเขาจับหนูตัวใหญ่ๆมาย่างทาน เขาว่าเนื้อเหมือนไก่

คุณตั้งเคยเห็นบ้างไหมค่ะ เช่นหนูนา...
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 143  เมื่อ 26 มี.ค. 12, 10:49

เมนูกบของคุณตั้งและคุณพวงแก้ว  น่ากินมากๆค่ะ


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3607


ความคิดเห็นที่ 144  เมื่อ 26 มี.ค. 12, 20:45

ยังมีเมนูเขียดอีกอย่างที่อร่อยมาก เมนูนี้ทำไม่ได้ในป่า แต่หากินได้ในเมือง แล้วก็คงจะหาได้ยากมากแล้วในปัจจุบันนี้

ภาษาตามเมนูในร้านอาหารชื่อว่า ทหารนอกกรม ซึ่งก็คือ เขียดตัวขนาดประมาณหัวแม่มือ ผ่าท้อง เสียบไม้เป็นแถวเรียงกันย่างแห้งหรือตากแห้ง เอามาทอด อร่อยมากๆเลยทีเดียว ผมคิดว่าน่าจะยังพอหากินได้ที่ จ.น่าน ไม่แน่ใจว่าในตลาดสดในเมืองจะยังมีขายหรือไม่ เพราะตลาดเดิมเปลี่ยนไปมากแล้ว แต่ที่ร้านอาหารติดกับโรงแรมดังของจังหวัดน่าจะยังมีให้สั่งกินกันได้อยู่

ว่าจะข้ามเรื่องของกบเขียดไปแล้ว นึกขึ้นได้ว่ายังมีอีก 2 เมนู ทั้งสองเมนูนี้จะมีกินก็เฉพาะเมื่อเริ่มเข้าฤดูฝน เมนูหนึ่งนั้นไม่น่ากินเลย ส่วยอีกเมนูหนึ่งนั้นอร่อยมาก

อึ่งอ่างครับ

อึ่งอ่างตามความรู้ทีผมมี แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ อึ่งข้างลาย อึ่งข้างขาว และอึ่งยาง อึ่งอ่างสองชนิดแรกอยู่ในที่นา ที่น้ำแฉะ ส่วนอึ่งยางนั้นอยู่ตามห้องน้ำในบ้านเรือน อึ่งยางนั้นไม่จับมาทำกินกัน สำหรับอึ่งข้างขาวและข้างลายนั้น ผมสับสน จำไม่แม่นว่าภาคกลางและภาคตะวันตกกินและไม่กินชนิดใหนกัน แต่สรุปว่ากินได้ทั้งสองชนิด และผมเองก็เป็นคนนำคนหนึ่งที่ทำให้คนทางภาคตะวันตกจับกินทั้งสองชนิดเลย

อึ่งต้มยำ อันนี้กินแถว จ.ตาก จำได้ว่าแถวๆบ้านโป่งแดง อยู่ระหว่างตัว จ.ตาก กับ อ.บ้่านด่านลานหอย บนเส้นทางตาก-สุโขทัย มาทั้งตัว ลอยพองอยู่เต็มถ้วยแกง สามารถใช้ช้อนตัดแยกเป็นชิ้นๆได้เพราะเปื่อยดี แต่ไม่น่ากินเลยนะครับ น้ำแกงก็อร่อยดี รสแซบ แต่เนื้อนี่ซิ ดูเป็นเมือกลื่นๆ นึกภาพเอาเองก็แล้วกันนะครับ พอแยกขาแบกแขนแล้วเป็นอย่างไร

อึ่งย่างแห้งหรือตากแห้งกับแดด เมนูนี้อร่อย เป็นของมักอย่างหนึ่งของผม ผมจะนิยมจับมาทำด้วยวิธีนี้ ผ่าท้องเอาใส้ออกเหลือแต่ไข่เก็บไว้ พอตากแดดหรือรมควันแห้งดีแล้วก็เอามาทอดให้กรอบ ของโปรดของผมคือส่วนที่เป็นแขนและขา แต่คนอื่นๆมักจะเลือกกินไข่ในท้อง ซึ่งผมเคยกินไข่แล้วก็เคยรู้สึกเมาเหมือนกินหมากพลู ก็เลยไม่กินอีกเลย
     
บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 145  เมื่อ 27 มี.ค. 12, 09:36

ส่งภาพประกอบค่ะ... ยิงฟันยิ้ม



บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 146  เมื่อ 27 มี.ค. 12, 09:51

ฝรั่งเศสเป็นชาติที่นิยมกินกบ  จนได้สมญาว่า Frog-eaters อย่างเหยียดหยามจากอังกฤษซึ่งไม่รู้จักของอร่อยชนิดนี้     ตอนไปฝรั่งเศสครั้งแรกก็อยากลองกินอะไรแปลกๆเหมือนกัน  แต่ใจไม่ถึงพอจะสั่งขากบ  ไปสั่งหอยโข่งเอสคาโกต์มากินแทน  รสชาติก็งั้นๆ ไม่ได้รู้สึกอร่อยจนติดใจ
ส่วนขากบ ไม่ว่าจะในรูปเห็นทรวดทรงตามธรรมชาติอย่างที่คุณ DD เอามาลง   หรือว่านำไปประดิดประดอยยังไง อย่างในรูปข้างล่างนี้   เห็นแล้วก็นึกถึงกบและอึ่งอ่างที่ทำตาปริบๆอยู่บนสนามหลังฝนตก   กินไม่ลงจนแล้วจนรอดค่ะ


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3607


ความคิดเห็นที่ 147  เมื่อ 27 มี.ค. 12, 18:27

.......ตอนเด็กๆเคยเห็นคนเขาจับหนูตัวใหญ่ๆมาย่างทาน เขาว่าเนื้อเหมือนไก่
คุณตั้งเคยเห็นบ้างไหมค่ะ เช่นหนูนา...

หนูตัวใหญ่ๆจับมากินกันนั้น ก็คือหนูพุกหรือหนูนานั่นแหละครับ ปัจจุบันนี้ก็ยังมีขายกันมากตามข้างทางถนนสายกรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี และถนนสายนครสวรรค์-พิษณุโลก ย่างเสร็จเรียบร้อย ผมเคยกินแต่ไม่ชอบ เพราะอาหารประเภทกล้าๆกลัวๆที่จะกินนี้ มักจะต้องทำให้รสจัด ความอร่อยไปอยู่ที่รสของเครื่องปรุง ไม่ใช่ที่รสของเนื้อและ texture ของเนื้อ เลยไม่ได้สนใจว่าราคาปัจจุบันนี้ตัวละเท่าไร

วิธีทำดูจะมีเพียงอย่างเดียว คือ ผัดเผ็ด ซึ่งจะให้อร่อยก็ต้องผัดให้แห้งหน่อยแล้วใส่ใบโหระพาด้วย เนื้อหนูนานี้ค่อนข้างจะหยาบและเป็นเส้นๆคล้ายๆหมูทุบ เสียอย่างเดียวที่ต้องคอยคายกระดูก
อีกประการหนึ่ง การทำหนูนานั้นจะใช้วิธีลอก (ถลก) หนัง นำไปย่างให้พอแห้ง แล้วจึงจะนำมาผัดเผ็ด ซึ่งแตกต่างไปจากวิธีที่ทำกันตามปรกติสำหรับสัตว์ตัวขนาดนี้ซึ่งจะใช้วิธีเอาตัวสัตว์ทั้งตัวแช่น้ำให้ขนเปียก แล้วเผาในกองฟืนให้ขนใหม้เกรียมดำทั้งหมด จากนั้นจึงเอาไปขูดขนและผิวที่เกรียมล้างในน้ำ เมื่อขูดให้สะอาดแล้วจึงผ่าท้องเอาเครื่องในออกให้หมด ล้างให้สะอาดอีกครั้ง หากกลัวคาวก็เอามาเผาไฟอีกรอบให้เนื้อสุกพอง (กำลังสุกๆดิบๆ) จึงนำมาหั่นเป็นชิ้นๆขนาดตามที่ชอบ
ผมเดาว่า เหตุที่ใช้วิธีลอกหนังหนูนานั้น ก็คงจะเพราะกลัวความสกปรกของหนูนั่นเอง
แท้จริงแล้ว หนูนาน่าจะเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญได้ มีความสะอาด ไม่สกปรกเหมือนหนูบ้าน กินข้าวในนา ไม่ใช่กินทุกอย่างที่ขวางหน้าเหมือนหนูบ้าน ตัวค่อนข้างใหญ่ ใช้เพียงตัวสองตัวก็พอมื้อสำหรับครอบครัวหนึ่ง เติบโตเร็วและขยายพันธุ์เร็ว และมีปริมาณมาก คงจะเป็นชื่อของมันเท่านั้นที่ทำให้คนรู้สึกกล้าๆกลัวๆที่จะนำมันมาทำเป็นอาหาร ซึ่งหากสามารถขจัดความกล้าๆกลัวๆในจิตใต้สำนึกนี้ออกไปได้ ผมคิดว่า น่าจะทำอาหารได้อีกหลายชนิดนอกเหนือไปจากผัดเผ็ด ขนาดฝรั่งในกองบรรณาธิการของ Martha ยังติดใจในรสชาติของอาหารที่ปรุงโดยแม่ค้าหาบเร่ขายอาหารอยู่ข้างถนน   

 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3607


ความคิดเห็นที่ 148  เมื่อ 27 มี.ค. 12, 19:24

พูดถึงหนูนา ก็นำพาไปยังกะรอก พญากะรอก และบ่างใหญ่ ของหากินได้ในป่าทั้งนั้น

กะรอกนั้นตัวเล็กและน่ารัก ยามอดก็ต้องเอา พญากะรอกและบ่างใหญ่ นั้นตัวจะใหญ่มากหน่อยคือเกือบๆท่อนแขน กะรอกและพญากะรอกนั้นเป็นสัตว์หากินในตอนกลางวัน ส่วนบ่างใหญ่นั้นหากินในตอนกลางคืน พวกนี้เป็นสัตว์ฟันแทะ (Rodents) กินผลไม้และลูกไม้เนื้อแข็ง แต่หากขาดอาหารจริงๆก็แทะกินเปลือกไม้
หากเดินทำงานแล้วเห็นกะรอก ก็ต้องพิจารณาสักหน่อยว่าในพื้นที่ที่พบนั้นมีโอกาสจะพบอีกหลายตัวหรือไม่ กะรอกตัวเดียวกินไม่พอสำหรับคณะสำรวจแน่ๆ อย่างน้อยก็จะต้องประมาณ 5 ตัว คิดดูนะครับจะหายิงกะรอก 5 ตัวเพื่อนำมาทำอาหารมื้อหนึ่งนั้นยากใหม อย่างที่เคยเล่าแล้วว่าเข้าป่าก็ต้องมีสัจจะ และไม่ทำร้ายสิ่งใดเกินกว่าความต้องการ เจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่าเจ้าเขาๆรับรู้และจะทำให้เราได้อย่างที่เราต้องการ ไม่เกินเลยไปจากที่เราตั้งใจจะได้ ไม่ให้ในส่วนที่อยู่ในภาคของความโลภ เชื่อใหมครับ ในระหว่างการทำงานตามเส้นทางสำรวจ ไม่ต้องออกนอกเส้นทางเลย ก็มีกะรอกมาให้ยิง 5 ตัว
(ขอกินเก้งก็ได้เก้ง ขอกินไก่ป่าก็ได้ไก่ป่า ขอสองตัวก็ได้สองตัว ขอกวางก็ได้กวาง ฯลฯ)

กะรอกก็นำมาทำแบบที่เล่ามา คือชุบน้ำแล้วเผาไฟ จะทำเป็นแกงก็คงไม่ไหวเพราะมีเนื้อน้อยมาก ทำได้อย่างเดียวคือผัดเผ็ด หากมีดอกกระเพราะก็เด็ดใส่ในครกโขลกไปพร้อมกับเครื่องผัดเผ็ด จะทำให้เครื่องผัดนั้นหอมขึ้นอีกมากโขทีเดียว ตัวกะรอกนั้นจะหั่นเป็นชิ้นๆก็ดูไม่น่ากิน ต้องใช้วิธีสับให้แหลกละเอียด
หากเป็นพญากะรอกนั้นใช้ตัวเดียวก็พอเพียง ถึงแม้จะพบบ่อยแต่ก้ไม่ค่อยจะยิงมากินหรอกครับ

ผมได้ลูกกะรอกมาจากห้วยขาแข้งตัวหนึ่ง มันเดินไต่อยู่บนลำไม้ไผ่ที่เอนเอียงอยู่ข้างแคมป์ เอาหนังสะติ๊กยิงไม่โดน เลยเขย่าลำไผ่นั้น มันก็ตกลงมา ผมจึงเก็บมาเลี้ยง มันอยู่ในป่ากับผมเป็นเวลาเกือบเดือน ในขณะเิดินสำรวจมันก็จะซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อหนาว Jacket field ตกค่ำก็นอนซุกอยู่ในถุงนอนที่ปลายเท้า พอเช้ามาก็ออกมาปลุกใต่อยู่ข้างหูและที่ใบหน้า ผมเอามาเลี้ยงที่บ้านในกรุงเทพฯ น่ารักมาก หวงผมเหมือนสุนัขหวงเจ้าของ ภรรยาผมเข้าใกล้ไม่ได้เลย มันจะกัดอย่างเดียว แต่สำหรับแม่ของผมได้ มันเป็นตัวเมียครับ ผมดูแลมันจนกระทั่งแก่มาก อายุสิบกว่าปี แก่จนกระทั่งฟันบนหลุด ผมเลยได้ความรู้ว่าฟันของมันนั้นยาวออกมาได้เรื่อยๆ สุดท้ายก็แก่ตายและเพราะเป็นมะเร็งที่ท้อง (เป็นก้อนดำโตที่บริเวณท้อง) ศึกษาเพิ่มเติมก็ได้ความรู้อีกอย่างหนึ่งว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้นเมื่ออายุมากจัดๆจะเกิดมะเร็งไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งในร่างกาย แล้วก็จะตายด้วยมะเร็ง เป็นสัจจะธรรม
ผมรักเจ้ากะรอกตัวนี้มาก ยังหวนคิดถึงมันอยู่เสมอ ยังเคยซื้อเข็มกลัดรูปกะรอกให้แม่และภรรยาเลย
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3607


ความคิดเห็นที่ 149  เมื่อ 28 มี.ค. 12, 21:47

ชาวบ้านและคนที่ทำงานอยู่ในป่านั้น มักจะไม่ยิงสัตว์ใหญ่ (กวาง กระทิง วัวแดง) มาเป็นอาหาร แม้จะเห็นก็มักจะนั่งดูเสียมากกว่า ยกเว้นเฉพาะเมื่อต้องการสะสมเป็นสะเบียงเก็บไว้กินหลายๆวันเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปหาอาหาร คนที่ล่าสัตว์ใหญ่มักจะเป็นพวกพรานที่เอาเนื้อมาขายและพวกนิยมเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์แล้วถ่ายรูปเอามาอวดกัน

สำหรับผมและชาวบ้านทั่วๆไปนั้น อาหารที่หากินกันประจำวันมักจะอยู่ตามห้วย เช่น ผักกูด ไหลบอน ต้นบุก ต้นทิงเพราะ กบ เขียด ปลา ปู งูสิงห์ เต่า ตะพาบ   สัตว์ที่ใหญ่กว่านี้ก็มี เช่น ไก่ป่า เก้ง อีเห็น อีเห็นแผง อ้น เม่นใหญ่ เม่นหางพวง หมูหริ่งหมาหริ่ง ลิงหางสั้น ลิงหางยาว ค่าง ตัวนิ่ม ในพื้นที่ราบบนบกก็หาพวกแย้ ตุ่น ตะกวด    ในบางโอกาสก็ เก้ง กวาง หมูป่า  และพวกนกต่างๆ   ที่ผมไม่ลองกินเลยก็มี ลิงลม ชะนี สมเสร็จ ช้าง เสือ หมี นกขนาดใหญ่

ที่ผมห้ามคนในคณะยิงเอามากินเด็ดขาดก็คือ สัตว์ที่กำลังเลี้ยงลูก สัตว์ตัวเมียทั้งหลายที่เราจำแนกได้ชัดเจนด้วยตา นกตัวใหญ่หัวโตทั้งหลาย (เช่น นกเงือก นกแกง) นกฮูก เหยี่ยวอีรุ้ม เหยี่ยวนกเขา นกหัวขวาน ไก่ฟ้า วัวแดง กระทิง (ทั้งข้อขาวและข้อเหลือง) มหิงสา (ควายเพลิด) ช้าง ลิงลม ชะนี สมเสร็จ เสือ หมี หมีขอ นาก

จะต่อด้วยเมนูอะไรดีครับ

เอาต้นบุกมาจิ้มน้ำพริกก่อนนะครับ
ต้นบุกที่กินได้รสชาติ คือ ต้นที่มีลายเหมือนงูหรือตุ๊กแก ผิวของต้นเป็นตุ่มๆ  ตัดเอาแต่ส่วนลำต้นมา หั่นเป้นท่อนๆยาวประมาณ 1 คืบ เอาไปหมกในถ่านกองไฟ พลิกไปมาให้สุกและนิ่มจริงๆ ลอกเปลือกออกเหมือนกับลอกเปลือกมะเขือยาวเผา แล้วฉีกออกเป็นเส้นๆขนาดเส้นประมาณนิ้วก้อย เอามะขามเปียกละลายน้ำให้เป็นน้ำมะขามเปียกในชามแกง ให้ได้ปริมาณปริมาณน้ำมะขามเปียกเข้มข้นประมาณค่อนแก้วน้ำ เอาบุกที่ฉีกแล้วขยำ บีบคั้นกับน้ำมะขามเปียก ไม่ต้องกลัวว่าจะเปรี้ยว ให้นึกเสียว่าอย่าให้กินแล้วจะคันคอดีกว่า ขยำสักพัก ก็นำมากินได้แล้ว หั่นเป็นชิ้นๆ กินกับน้ำพริกกระปิที่ตำออกรสหวานเล็กน้อย เผ็ดหน่อย หากได้ลองลิ้มรสแล้วก็จะรู้ว่ามันเข้ากันได้ดีเพียงใด เสมือนดั่งกินยอดกระถินกับหอยนางรมสด แนะนำว่าหากกลัวว่าจะคันคอ ก็ลองคำแรกแล้วเว้นระยะสักนิดหน่อย ก่อนที่จะกินอย่างต่อเนื่องต่อไป หากคันคอเขาว่าให้กินน้ำตาลทรายจะช่วยได้ เท่าที่ผมทำแบบนี้กินมายังไม่เคยมีคนคันคอเลย 
         
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 8 9 [10] 11 12 ... 19
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.051 วินาที กับ 19 คำสั่ง