เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 5891 อัตชีวประวัติ ศาสตาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


 เมื่อ 25 ม.ค. 12, 10:59



        จาก  หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์
สัญญา  ธรรมศักดิ์ - ท่านผู้หญิง พงา  ธรรมศักดิ์  เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๑ กันยายน  พ.ศ. ๒๕๔๕
ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลา อิสริยาภรณ์  วัดเทพศิรินทราวาส

พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์จัดพิมพ์

มีหนังสือเล่มอื่นอีกสองเล่มที่แจกในงาน  แต่เล่มของพุทธสมาคมมีรายละเอียดเรื่องประวัติของ
ศาสตาจารย์สัญญา  และต้นตระกูล ละอียดกว่าเล่มอื่นๆ

เนื่องจากเก็บหนังสือชุดนี้ไว้เป็นพิเศษ  มิได้รวมกับหนังสืออนุสรณ์ทั่วไป  จึงไม่ได้เห็นเป็นเวลานาน
เมื่อจัดห้องสมุดใหม่  โดยเลื่อนตู้หนังสือกลางห้อง ๖ ตู้ไปมา  จึงพบหนังสือชุดนี้   นั่งอ่านซ้ำอยู่สองวัน
รู้สึกอยากนำมาฝากเรือนไทย  เพราะเป็นหนังสือที่น่าอ่าน  เรียบง่าย   เพื่อน ๆ คงชอบ

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 25 ม.ค. 12, 11:15



กาลกำเนิด

          "ผมเกิดเมื่อวันที่ ๕  เมษายน  ๒๔๕๐

           คุณพ่อผมเป็นผู้พิพากษาคนหนึ่งของแผ่นดิน  ชื่อเดิม  นายทองดี  ธรรมศักดิ์      นามสกุลเพิ่งได้รับพระราชทาน ทีหลัง     

ภายหลังท่านได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น  พระยาธรรมสารเวทย์วิเศษภักดี  ศรีสัตยาาวัตตา  พิริยพาหะ

ส่วนคุณแม่ชื่อ คุณหญิงชื้น        พี่ชายคนโตคือ นายบรรจง  ธรรมศักดิ์     พี่สาวคนรองคือ นางชุม  วิทยากิจ  หรือ ฉวี  โปตระนันท์

ตอนเด็กๆนั้นไม่ลำบากนักเพราะเป็นลูกอธิบดีศาลอุทธรณ์ข้าหลวงพิเศษ           บ้านเดิมอยู่หลังวัดอรุณราชวราราม

ซึ่งเป็นบ้านของปู่คือ หลวงศักดิ์โยธาบาล
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 25 ม.ค. 12, 11:21



แผนผังต้นตระกูล(แสดงในหน้า ๑๔) 


แสดงว่า  คุณปู่ หลวงศักดิ์โยธาบาล (เร่ว)  เป็นบุตรของ จมื่นมณเทียรพิทักษ์ (เสือ)

คุณตาคือ นายทอง  สถิตย์ทอง    คุณยายคือ   นางแก้วสถิตย์ทอง
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 25 ม.ค. 12, 11:44



ครั้งเสียพ่อ

        ผมเรียนหนังสือครั้งแรกที่โรงเรียนทวีธาภิเศก  อายุ ๖ ขวบ      แล้วจึงย้ายมาเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ

พออายุได้ ๑๑ ปี   พ่อก็ตายลงโดยเป็นไข้อินฟลูเอนซาและปอดบวม   ที่เริ่มระบาดในกรุงเทพฯ     

ตอนนั้นไข้นี้ยังไม่มีวิธีรักษา        พ่อเจ็บอยู่ไม่กี่วันก็ตาย


        ใคร ๆ ก็พูดว่าพ่อผมเป็นคนซื่อสัตย์       ท่านเป็นลูกศิษย์ของกรมหลวงราชบุรีรุ่นแรก (เนติบัณฑิต ร.ศ. ๑๑๖)

ตอนนั้นถ้าเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่  ต้องมีที่อยู่สมหน้าสมตาแก่ฐานะของตัว   ไม่อย่างนั้นก็เป็นที่เสื่อมเสียแก่

พระเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดิน          แต่พวกที่มีมรดกพกสถานอยู่แล้วก็ไม่เป็นไร   พ่อผมไม่มี     ปู่ผมก็เป็น

ข้าหลวงกินแต่เงินเดือน    ขอประทานโทษผมขอเล่าอย่างตรง ๆ ผมยากจน        เป็นนักเรียนอัสสัมชัญยากจน

มาตั้งแต่พ่อเสีย

        ก่อนจะเสียชีวิต    พ่อกินเงินเดือนสูงมากในขณะนั้น  คือ  ๑,๓๕๐ บาท   นับว่าเงินเดือนสูงอยู่       แต่ท่านเคราะห์ร้าย

ท่านเป็นหนี้เขาเพราะการสร้างบ้าน  ต้องส่งชำระหนี้เวลาพ่อเจ็บ      ผมยังรู้สึกจำได้ว่า  แม้แต่ค่าหมอ   แม่ยังหาลำบากมารักษาพ่อ

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 25 ม.ค. 12, 13:44



        พอพ่อตาย   ฐานะผมก็ลดลงเลย  แทนที่จะเป็นลูกพระยา  นั่งรถยนต์ไปโรงเรียนอัสสัมชัญ  รถยนต์มีคนขับเป็นแขก 

เมื่อก่อนนี้ต้องใส่หมวกแขก  กลายเป็นต้องเดินไปโรงเรียน   คือ  ผมอยู่อย่างโบราณไปโรงเรียนก็เดินไป 

 ย่ำไปตั้งแต่สี่พระยาทั้งย่ำไปและย่ำกลับ   สมัยก่อนชีวิตมันช้ากว่านี้


        เมื่อพ่อตาย   แม่ไม่มีรายได้  ได้แต่ค่าเช่าสวน ค่าเช่านานิดหน่อย   แล้วบำนาญตกทอดก็ไม่มี     จนในที่สุดแม่ต้องขายบ้าน

บ้านที่มีอยู่ใหญ่โตเกินไปเลยต้องขายไปหมด   เป็นหนี้พระคลังข้างที่   คือพ่อไปยืมเงินมาปลูกบ้าน


        สมัยโบราณท่านสอนให้นับถือพระมหากษัตริย์   และนับถือพระอีก   ทั่งให้นับถือปู่ย่าตายาย  และวัฒนธรรมที่ดี

พี่ชายผมคือนายบรรจง  ธรรมศักดิ์  เรียนหนังสือเก่งมาก  ที่ ๑ ตลอดมา   จบอัสสัมชัญแล้วทำงานรถไฟ  แล้วได้ทุนกรมรถไฟ

ไปเรียนที่อเมริกา  แม่หวังพึ่งมาก   พออายุเข้า ๒๕ ก็ตายที่ฟิลาเดลเฟีย  เขาเป็นที.บี.ตาย   สมัยนั้นรักษายากมาก   ตอนนั้นผมอายุ ๑๓ ปี

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 25 ม.ค. 12, 14:04



เดินตามพ่อ


        จนกระทั่งเรียนจบอัสสัมชัญ   แม่เอามาฝากที่กระทรวงยุติธรรม   ฝากท่านเจ้าพระยาอภัยราชา (ม.ร.ว. สุทัศน์) เสนาบดี

ได้เงินเดือน ๓๘ บาท เป็นนักเรียนล่าม       ตอนนั้นได้ลืมหน้าอ้าปากได้หน่อย  เพราะมีเงินเดือน  แต่ต้องกินอยู่กับแม่....ที่เป็นตัวเป็นตนมาได้ก็เพราะแม่


        เหตุที่เลือกวิชากฎหมาย  เพราะว่าบิดาเป็นนักกฎหมายโดยเป็นเนติบัณฑิตไทยรุ่นแรก     เป็นลูกศิษย์ของเสด็จในกรมหลวงราชบุรีฯ   ท่านได้ดำเนิน

ชีวิตเกี่ยวกับกฎหมายมาตลอด   ตั้งแต่พ่อ  เพื่อนของพ่อ  ลูกศิษย์ของพ่อ  หนังสือของพ่อ          เหล่านี้ทำให้ผมเกิดความเลื่อมใส   อยากเป็นผู้พิพากษา


        เป็นเนติบะณฑิตปี ๒๔๗๑    รุ่งขึ้นต้นปี  กระทรวงยุติธรรมประกาศว่ามีทุนหลวงอยู่ ๓ ทุน  ให้ไปเรียนที่อังกฤษ  ฝรั่งเศส  และเยอรมัน

ปีนั้นผมเขเ้าสอบโดยไม่ได้บอกแม่   พอแม่รู้ก็ร้องไห้  บอกว่าบรรจงไปตายคนหนึ่งแล้ว  สัญญาจะไปตายตามกันอีก       แม่ไปบนเจ้าพ่อหลักเมือง 

ขอไม่ให้ผมสอบได้   ปรากฎว่าผมสอบตก.....   หลังจากนั้นไม่กี่เดือนมีการสอบทุนรพี         ผมก็ไปกราบแม่     บอกแม่ว่าต่อไปข้างหน้าชีวิตของพวกผม

ใครไม่ได้ไปเมืองนอก  ชีวิตก็จะล้าหลังเขาครับแม่         ถ้าไปเมืองนอกชีวิตจึงจะทันเพื่อน         ถึงจะเป็นอธิบดีศาลได้อย่างพ่อ

แม่ก็ร้องไห้อีก        ปรากฎว่าผมมาที่ ๑  ในจำนวน ๖๒ คนที่สอบ
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 25 ม.ค. 12, 22:12



นักเรียนทุนรพี

        ทุนรพีเป็นทุนที่ลูกศิษย์ในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์รวบรวมกันในวันพระราชทานเพลิงศพท่าน    โดยรวมรวมเงินเดือน

ของแต่ละคนเต็มเงินเดือนที่ได้    เจ้าพระยามหิธรอุทิศให้หมดเต็มเงินเดือน    คัดเลือกนักเรียนที่เป็นเนติบัณฑิต

แล้วก็สอบกฎหมายและแข่งขันภาษาอังกฤษอีกด้วย   แล้วก็ไปเรียนเฉพาะประเทศอังกฤษ

        ผู้สอบได้ทุนนี้มี  ท่านประมูล  สุวรรณศร (หลวงประสาทศุภนิติ) เป็นคนแรก      ผมเป็นคนที่สอง   คนที่สามคือ คุณวัฒนา  อิสรภักดี

        ทุนรพีเก็บดอกเบี้ยให้เป็นค่าใช้จ่าย  ค่าเรียน  มันก็ได้น้อย  เพราะเหตุว่าดอกเบี้ยตอนนั้นถูก       เขาบอกให้เราใช้จ่ายปีละ ๓๐๐ ปอนด์

โดยที่นักเรียนทุนหลวงท่านให้ปีละ ๔๕๐ ปอนด์        ผมไปอยู่บ้านที่อังกฤษก็จำต้องประหยัดทุกวิถีทาง


ไปเมืองนอก

        วันไป  แม่ไปส่งที่ท่าเรือบอเนียว   เมื่อก่อนนี้ไม่ได้ไปเรือบิน   ไปเรือกำปั่นลงเรือที่ท่าบอเนียว   ผมลงเรือ   ตอนเรือแล่นออก   

แม่นั่งอยู่กับพี่สาวพี่เขยบนฝั่ง....  เห็นแม่เช็ดน้ำตา    ทีแรกผมก็คิดถึงอยู่เหมือนกัน  เพราะไปไกลมาก     แต่พอเรือออกไปแล้วสบาย ๆ เล่นแบดมินตัน

ฝรั่งมังค่าสนุกใหญ่เลย       เรือที่โดยสารไปนั้นชื่อเรืออเมริกา   เป็นเรือของบริษัทอีสเอเชียติก         เป็นเรือบรรทุกทั้งคนโดยสารและสินค้า

        ตอนที่เดินทางไปนั้น   แม่ยังให้สตางค์ไปด้วยนะ   คือแม่ให้ติดตัวไปเผื่อเวลายากลำบากในอังกฤษ    ให้เท่าไรรู้หรือเปล่า   ๖ ปอนด์.....

สมัยนั้นปอนด์ละ ๖ บาท

บันทึกการเข้า
Ruamrudee
องคต
*****
ตอบ: 627



ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 26 ม.ค. 12, 00:59

ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงยกย่องอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ว่า " เป็นผู้ที่หาความชั่วไม่พบเลยในตัวท่าน"

เข้าใจว่า ดิฉันจะ "เคยมี เคยอ่าน" หนังสือเล่มเดียวกันนี้เมื่อหลายปีก่อน ซื้อจากร้าน Se-Edค่ะ
อ่านจบแล้วก็รีบส่งต่อไปให้คนไทยในต่างแดน แต่โชคร้าย มีเหตุให้หนังสือใหม่ ๆ เล่มนี้ สูญหายไประหว่างทาง
เสียดายมากๆๆๆๆ ยังคิดถึงไม่หาย

หลังเหตุการณ์ 14 ต.ค.16 ท่านต้องเป็นนายกรัฐมนตรีและถูกวิจารณ์มาก แต่หนังสือทำให้ดิฉันนับถือท่านมากทีเดียว

จะตามอ่านสาระดี ๆ ที่คุณวันดีนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไปนะคะ
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 26 ม.ค. 12, 07:29



เรียนคุณร่วมฤดี

        ชุ่มชื่นใจเมื่อได้อ่านหนังสือดี ๆ    และปิติที่เรื่องที่เลือกมาเป็นที่ต้องใจของเพื่อน ๆ ใน เรือนไทย

ยังมีหนังสืออนุสรณ์อีกสองสามเล่มที่จัดว่าเป็นหนังสือที่หายาก  เป็นที่ต้องการของคนที่รู้คุณค่า

ที่จะทะยอยนำมาลงต่อไป       หนังสือแปลเรื่องหนึ่งที่ตามหาอยู่นานมากก็ได้มาแล้วอย่างไม่คาดฝัน

หนังสือกึ่งพงศาวดารของท่านผู้ใหญ่ในราชสำนักรัชกาลที่ ๖  ก็ได้มาแล้วเพราะมิตรอุปการะ     หนังสือของ

ท่านผู้หญิงคนเก่งของประเทศเรา   นักสะสมก็อนุญาตให้อ่าน  ทำให้ประวัติการพิมพ์แจ่มชัดขึ้น

ขอบคุณที่แวะมาคุย        พวกเราบ่นถึงคุณเสมอ

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 26 ม.ค. 12, 08:44



        เมื่อผมไปเมืองนอกอายุ ๒๒   ยังจำเหตุการณ์อันหนึ่งได้      ขาไปผมไปเรือบริษัทอีสต์เอเชียติค   แต่ก่อนไม่มีเรือบิน   

มีเขาก็ไม่ให้เรานั่ง   ไปเรือตั้ง ๓ อาทิตย์กว่าจะถึง      ผมจำได้ว่าคืนหนึ่งผมนอนไม่หลับ   ผมไปเดินอยู่บนดาดฟ้าเรือคนเดียว

กี่สิบเที่ยวก็ไม่ทราบ   กลับไปกลับมา         ในตอนนั้นเกิดมีความรู้สึกนึกคิดอย่างรุนแรงขึ้นว่า    การที่เมืองไทยเขาส่งเราไปเรียน

เมืองนอกเสียอัฐเสียเงินเสียทองไปหนักหนา       นี่เรากลับมาจะต้องทำอะไรสักอย่าง   เรากลับมาจะต้องไล่ฝรั่งศาลกงศุลไปให้หมด
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 26 ม.ค. 12, 08:54




        ตอนนี้ท่านนักศึกษารุ่นใหม่อาจจะยังไม่ทราบว่าสมัยนั้นเรายังมีสนธิสัญญาทางไมตรีที่ไม่เป็นธรรม   ยังมีศาลกงศุล

และสิทธิถอนคดีอยู่        คือถ้าหากว่าศาลเราพิจารณาคดีไม่พอใจพระเดชพระคุณคือกงศุลหรือทูต    เขาก็อาจถอนคดี

ไปชำระที่ศาลเขาได้       ไอ้นี้มันเป็นความเจ็บช้ำน้ำใจอย่างเหลือเกิน   เพราะฉะนั้น  ผมจึงไปเดินหลายสิบเที่ยว   ตั้งเป้าว่า

จะกลับมาไล่ศาลกงศุลให้หมด   จะมาช่วยเขาไล่ไปให้หมด    ทีนี้ผมจะเรียนช้าไปหรืออย่างไรก็ไม่รู้   กลับมาเขาก็เลิกกันไปแล้ว
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 27 ม.ค. 12, 06:15



        เมื่อเรียนที่อังกฤษ   ใคร ๆ เขาได้ ๔๕๐ ปอนด์   ผมได้ ๓๐๐ ปอนด์    จนเพื่อนแซวว่าทำไมมันกลับเรียนเก่งก็ไม่รู้

ผมก็บอกว่าที่อุตส่าห์เรียนจบก็เพราะมีทุนน้อย   แล้วเวลาหน้าหนาวหิมะมันตก   ผมไม่มีสตางค์ซื้อโอเวอร์โคทได้เพราะแพง 

ตัวละตั้ง ๖ - ๘  กินนี   ผมก็ไปยืมคุณพจน์  สารสินบ้าง   คุณหลวงดิษฐการภักดีบ้าง  เพราะท่านเป็นข้าราชการสถานทูต

มีเงินมากกว่าผม


        อยู่ที่นั้นไม่เห็นน้อยเนื้อต่ำใจ    รู้สึกว่าเราเป็นนักเรียนจน   เราต้องบากบั่นเล่าเรียนเร็ว ๆ   กลับไปเลี้ยงแม่ดีกว่า   

เรื่องจะเที่ยวไม่มี  ทำไม่ได้  สตางค์ไม่มี   เลยทำให้เรียนดี   หลักสูตรเขา ๓ ปี  จึงจะได้เป็นเนติบัณฑิต   ผมได้ในสองปี ๓ เดือน   

แต่เขาไม่ยอมให้ผมเป็นเนติฯ   รอให้ผมกินข้าวกับเขาให้ครบ ๓ ปีเสียก่อน   เรียกว่าบาร์ดินเนอร์      เนติบัณฑิตสภาทราบแล้ว

ท่านกรรมการลงมติให้รางวัลผม ๖๐ ปอนด์   อนุญาตให้ขากลับแวะท่องเที่ยวยุโรปได้
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 27 ม.ค. 12, 07:34



ผู้มีบทบาทในการทำงานครั้งแรก


        ข้าพเจ้าระลึกถึงบุญคุณของเจ้าคุณอรรถกฤตนิรุตติ์​(ชม  เพ็ญชาติ) มิรู้หาย  ที่ท่านเป็นศิษย์ของบิดาข้าพเจ้าแต่ผู้เดียว

ที่มิได้ทอดทิ้งแม่หม่าย  และลูกเล็ก ๆ ของอาจารย์ผู้ที่อ่อนแอ  ว้าเหว่  และยากจน  เพราะร่มโพธิ์ที่เคยอาศัยอยู่

แต่ร่มเดียวแท้ ๆ ล้มลงไปด้วยมัจจุราช เมื่อข้าพเจ้ามีอายุเพิ่ง ๑๑ ปี         ท่านเจ้าคุณอรรถกฤษ​ฯ เป็นผู้เดียวที่หมั่นมาเยี่ยมเยียน

ถามทุกข์สุข    และให้กำลังใจตลอดมา      จนข้าพเจ้าไต่เต้าขึ้นมาเป็นตัวตนถึงเพียงนี้ 



ก่อร่างสร้างตัว

        เมื่อผมเป็นเด็กกับเมื่อหนุ่ม ๆ  ชีวิตผมต้องประหยัดกับจนด้วย        ได้เงินเดือนใช้เพียงเล็กน้อย ๕๐๐ - ๖๐๐ บาท

แม่มีค่าเช่านาปีหนึ่ง ๑,๓๐๐ บาท  ได้ค่าเช่าสวนอีกนิดหน่อย ๕๐๐ - ๖๐๐ บาท         กลับมาจากนอกเงินเดือนผมได้ ๒๐๐ บาท 

ผมให้แม่เดือนละ ๕๐  บาท       แต่งงานแล้วยังบอกภรรยาว่าเราสองคนใช้เดือนละ ๑๕๐ บาทก็ยินดี

        ตอนเป็นผู้พิพากษาแล้ว  เงินเดือน ๒๐๐ บาท  แล้วก็ขึ้นไปตามลำดับ ๒๔๐ - ๒๖๐ - ๒๘๐  แล้วก็ ๓๐๐      ผมก็ยังมีเงิน

เก็บด้วยนะครับ       แล้วก็ถึงช่วงที่ผมหาซื้อที่ดินเพื่อให้แม่หลบภัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในซอยภิรมย์ภักดี         ท่านเจ้าคุณ

ภิรมย์ภักดีเจ้าของที่ดินนี้  เป็นเพื่อนเจ้าคุณอรรถกฤตนิรุตติ์  พ่อตาผม

        สมัยนั้นที่ดินในบริเวณนี้ยังเป็นท้องนาล้วน ๆ         ส่วนท่านเจ้าคุณภิรมย์ภักดีพ่อคุณประจวบ  รู้จักกับพ่อตาผมดี

ท่านเจ้าคุณเรียกผมไปถามว่า  มีเงินอยู่เท่าไหร่   ผมก็บอกว่าคุณลุงครับ   เงินเดือนผมก็เก็บจริง ๆ ได้ ๔,๐๐๐  บาท

เท่ากับ ๕๐ ชั่ง    แต่ผมจะซื้อที่ได้ ๒,๐๐๐ บาทเท่านั้น   เพราะอีก ๒,๐๐๐ บาท  ต้องปลูกบ้านให้แม่อยู่


        เจ้าคุณภิรมย์ภักดีถามว่า   จะเอาที่เท่าไหร่  ขนาดไหน    ผมบอกไม่รู้ครับ       คุณลุงครับขอติดถนนซอยภิรมย์เส้นหนึ่งก็พอ

ส่วนที่ลึกเข้าไปก็แล้วแต่เนื้อที่ของคุณลุง   ท่านเมตตาตกลง       เลยได้ที่กว้าง ๒๐ วา  ลึกเข้าไป ๓๘ วา   รวมแล้วเกือบสองไร่

นี่เป็นความสัตย์จริง       ผมซื้อที่อยู่ด้วยเงินเดือนแท้ ๆ  ที่รัฐบาลของพระเจ้าอยู่หัวท่านให้      ไม่ได้ไปฉ้อไปโกงใครเขาที่ไหน

เป็นอันว่าที่บ้านเรือนผมที่ลูกหลานผมอยู่เวลานี้   ราคาตกตารางวาละ ๒ บาท ๘๐ สตางค์   เดี๋ยวนี้แขกมาขอซื้อตารางวาละ ๒ แสนแล้วครับ             

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 27 ม.ค. 12, 08:13



สงคราม

        พี่สาวผมชื่อ  พี่ฉวี  สมรสกับหลวงชุมวิทยากิจ (ชุ่ม  โปตระนันท์) เป็นอาจารย์โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

แต่งงานแล้วแยกบ้านไปอยู่ที่ทองหล่อ    ช่วงสงครามนั้นซัฟเฟ่อร์ที่สุด   เพราะบ้านที่อยู่สี่พระยาอยู่ในย่านที่ถูกบอมบ์

จึงได้มาซื้อที่ดินที่ซอยภิรมย์       ในซอยนี้ไม่มีหลุมหลบภัย   ต้องขุดกันเอง   แต่พอหวอมาก็เอาแม่ลงไม่ได้แล้ว  แม่ป่วย   

ผมมาอยู่ปี ๒๔๘๕     กว่าสงครามจะสงบก็ปี ๒๔๘๘
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 27 ม.ค. 12, 08:28



สูญเสียแม่

        ในระหว่างที่หนีบอมบ์อยู่นั้น   แม่ผมก็บอกว่าไม่ไหวแล้วลูก  พาแม่ไปตายที่ท้องนาดีกว่า     เรามีนาอยู่ที่ลำลูกกา

๒๐๐ ไร่  เป็นของพ่อผมมาแต่เดิม      ผมก็พาแม่ไปทางเรือ     เถ้าแก่ยู่เคียงที่เขาก่อสร้างบ้านผมบอกว่า   

ที่บ้านซอยภิรมย์ผมนี้มีคูน้ำ  พอเป็นเส้นทางออกแสนแสบได้        เขาจะเตรียมเรือที่มีประทุนมาให้  จอดอยู่ข้างบ้านเรา 

ใส่เปลหามคุณแม่ลงเรือนอนไป   คนของผมแจวเรือไปถึงท้องนาลำลูกกาซึ่งมีคนทำนากันอยู่   เขาปลูกกระต๊อบอยู่กันเป็นหลังเล็ก ๆ

พื้นที่นอนเป็นฟากไม้ไผ่  หลังคาจากฝาเป็นฟาก          ผมพาคุณแม่ไปที่กระต๊อบหลังหนึงที่ นายแป้น  ก้อนนาก ลูกนาของพ่อปลูกขึ้นใหม่

ค้างอยู่คืนหนึ่ง    ตอนนั้นผมเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแล้ว   มีหน้าที่ราชการ  ขาดงานไม่ได้          ผมต้องเดินทางกลับมานั่ง

เรือจ้างจากลำลูกกามาทางคลองสามวาผ่านเมืองมีน        มาขึ้นที่ปลายซอยพร้อมพงษ์  เดินมาคนเดียวถึงบ้านสามสี่ทุ่ม


บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.054 วินาที กับ 19 คำสั่ง