เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
อ่าน: 7866 วัฒนธรรมเกี่ยวกับห้องน้ำ
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30484

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 21 เม.ย. 01, 18:34

พร้อมๆกับการอาบน้ำกลางแจ้งหมดไป  การแต่งกายแบบกระโจมอกก็หมดไปด้วยค่ะ เพราะไม่จำเป็นแล้ว
อย่าว่าแต่กระโจมอกเลย    มีสาวๆคนไหนในที่นี้นุ่งผ้าถุงอยู่บ้านกันบ้างคะ
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 21 เม.ย. 01, 19:39

ยังติดใจเรื่องที่ลงพระบังคน ที่ว่า แต่ก่อนมีในวังได้เท่านั้น ชาวบ้านให้ใช้เว็จหรือเข้าป่าเอา

ผมรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเคยอ่านเจอที่ไหนไม่ทราบ ว่าในสมัยโน้นๆๆๆ ใครก็ไม่ทราบคนหนึ่ง สร้างส้วมที่บ้านเป็นเรื่องเป็นราวสวยงามดีกว่าส้วมธรรมดา เกิดเป็นเรื่องเลยครับ บทพระอัยการ คือกฏหมายสมัยโน้น ท่านว่าเป็นความผิดเข้าลักษณะกบฏ ทำเทียมเจ้านาย แต่จำรายละเอียดไม่ได้เสียแล้ว

เรื่องส้วมของนางในนางสนม ดูเหมือนจะมีคำเรียกว่าสรีรสำราญ และคำนี้ไปเกี่ยวกับอุโมงค์ ที่คุณเทาชมพูเล่ามาด้วย จำไม่ได้ว่าเป็นชื่ออุโมงค์นั้น หรือชื่อประตูวังที่ออกไปอุโมงค์ หรืออะไร
จำได้กระปริบประปรอยอีกว่า สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีกวีหญิงที่มีชื่อ 2 คน คนหนึ่งคือคุณพุ่ม อีกคนคือคุณบุษบาท่าเรือจ้าง ใครสักคนหนึ่งใน 2 คนนี้แหละครับที่แต่งกลอนเรื่องหม่อมเป็ดสวรรค์ เป็นเรื่องตลกพูดถึงนางในคนหนึ่งชื่อหม่อมเป็ดสวรรค์นะครับ มีพฤติกรรมต่างๆ แล้วก็มีตอนหนึ่งที่หม่อมเป็ดเธอท้องเสียเพราะทานข้าวเหนียวบูดด้วย แต่จำไม่ได้แน่ว่าได้พูดถึงอุโมงค์ส้วมนางในด้วยหรือเปล่า

พูดเรื่องนี้แล้วก็คิดต่อไปได้อีกหลายเรื่อง ว่าถึงนิสัยการขับถ่ายของไทยกรุงเทพฯ สักเมื่อ 60-70 ปีมานี้ ผมนึกถึงเรื่องสั้นชวนหัวเรื่อง สุนทรพจน์เปิดส้วมสาธารณะ ของคุณตาอบ ไชยวสุ " ฮิวเมอริสต์"  ในเรื่องนั้นท่านบันทึกเกร็ดเกี่ยวกับส้วมในสมัยโน้นไว้ด้วยอารมณ์ขันหลายเรื่อง อ่านแล้วทำให้นึกต่อไปว่าแม้เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง ส้วมทั้งของสาธารณะและส้วมในบ้านก็ยังไม่ค่อยแพร่หลาย คนไทยที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ก็ยังอาศัยส้วมสาธารณะเท่าที่มีบ้าง โคนต้นไม้ ลำคลอง ที่โล่งๆ อย่างสนามหลวงบ้าง แม้กระทั่งป่ารกๆ รอบองค์เจดีย์ภูเขาทองบ้าง เป็นที่ถ่ายทุกข์
ตามธรรมดาของเรื่องตลกก็คงจะเกินจริงไปบ้าง ที่ท่านบอกไว้ทำนองว่า ส้วมหายากพอๆ กับสถานทูตนั่นเทียว หรือว่ามีแต่สถานทูตจึงจะมีส้วมที่เป็นเรื่องเป็นราว เพราะท่านเขียนเป็นโจ๊กว่า ชาวฝรั่งในเมืองไทยนั้นเวลาปวดท้องขึ้นมาก็ยังไปถ่ายที่สถานทูตของตัวได้ แต่ชาวเจ๊ก(สมัยนั้นคำนี้ยังไม่ได้มีนัยเชิงดูถูกมากนัก) ซึ่งมีสัมพันธไมตรีกับไทยแนบแน่นสนิทจนไม่มีสถานทูต (สมัยนั้นไม่มีสถานทูตจีนที่กรุงเทพฯ จริงๆ) กับชาวไทยซึ่งไม่มีสถานทูตของไทยเองในเมืองไทย สองชาวนี้เวลาปวดท้องขึ้นมาก็ไม่รู้จะไปไหน ครั้นจะรีบเดินทางออกไปถ่ายที่สถานทูตของตนในต่างประเทศก็เกรงว่าจะไม่ทันเวลา และจะกลายเป็นความยุ่งยากว่า จะต้องเดินทางไปต่างประเทศทุกเช้าด้วย... ดังนั้นเทศบาลจึงต้องสร้างส้วมสาธารณะแห่งใหม่นี้...
ผมจำได้ว่าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วหัวเราะเป็นบ้าอยู่คนเดียว
สมัยนี้ ใครไปต่างประเทศแล้วเกิดหาห้องน้ำเข้าไม่ได้เอาจริงๆ จะขอไปเข้าห้องน้ำที่สถานทูตไทย ผมว่าเจ้าหน้าที่เขาก็คงเห็นใจให้เข้าหรอกครับ สถานทูตถือเป็นบ้านคนไทยในต่างแดนอยู่แล้ว เรื่องนี้เป็นกรณีฉุกเฉินที่น่าเห็นใจ

ไม่กี่ปีมานี้เคยมีข่าวนักประดิษฐ์ไทย ประดิษฐ์ส้วมชักโครกแบบใหม่ ให้ชื่อว่าส้วมเทวดา แต่ผมจำไม่ได้แล้วว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 21 เม.ย. 01, 19:48

ทำไมส้วมในวัดจึงเรียกว่า ถาน ครับ ตัดมาจาก สถาน? หรือ กลายมาจาก ฐาน? แต่ที่แน่ๆ ครูสอนว่าไม่ให้เขียนว่าฐาน ให้เขียนว่า ถาน ถ้าจะให้หมายถึงส้วนของพระ แต่ครูไม่ได้อธิบายและผมตอนนั้นก็ไม่ได้ถาม ว่ามีที่มายังไง

เคยอ่านหนังสือว่า สมัยพระนางซูสีไทเฮา เครื่องสุขภัณฑ์ที่พระนางใช้ในรถไฟพระที่นั่งได้รับการออกแบบจัดทำมาอย่างดีเป็นพิเศษ ลักษณะเป็นที่นั่งใหญ่ๆ มีเบาะมีพนักพิงให้สบาย มีการประดับประดาตกแต่งให้สวยพิเศษ แล้วก็มีกระโถนหรือถังอยู่ข้างในนั้น ตามหนังสือว่า ถังที่ว่านั้นใส่ปรอทหล่อเอาไว้เต็ม ไม่ใช่น้ำ  คงจะกันกลิ่น แต่สงสัยว่าสมัยนั้นคงไม่รู้เรื่องพิษของปรอทกัน
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30484

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 21 เม.ย. 01, 20:56

เรื่องที่ลงพระบังคน มีแต่พระเจ้าแผ่นดิน อยู่ในขุนช้างขุนแผนค่ะ
ขุนช้างใส่ความขุนแผนว่าเป็นกบฎต่อพระพันวษา  ข้อหาหนึ่งในจำนวนนั้นคือซ่องสุมผู้คนและบังอาจทำส้วมไว้ในที่อยู่

ฝรั่งเศสมีโถปัสสาวะของผู้หญิงเรียกว่า bidet มารีอังตัวแน็ตต์เอา bidet ติดตัวไปด้วยตอนถูกนำตัวไปขังคุกก่อนประหาร

กระโถนแก้วที่คุณจ้อเห็นเป็นคงเป็นของฝรั่ง ไม่ใช่ไทย   สมัยรัชกาลที่ ๕ ใช้สุขภัณฑ์แบบวิกตอเรียนค่ะ    เจ้านายสตรีใช้กระโถนเคลือบ

อุโมงค์ปลดทุกข์ในเขตพระราชฐานชั้นในมีชื่อเป็นทางการหรือเปล่าไม่ทราบ  แต่ปากทางอีกข้างหนึ่งทอดไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

หม่อมเป็ดสวรรค์เธอท้องเสียอย่างที่ว่า...วิ่งไปไม่ทันอุโมงค์ค่ะ
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 21 เม.ย. 01, 21:21

bidet เทียบกับของสมัยนี้หรือสมัยเมื่อไม่นานมานี้เมื่อกรุงเทพฯ ยังรถติดเป็นบ้ามากอยู่ (เดี๋ยวนี้ได้ข่าวว่ารถก็ยังติด แต่ติดเป็นบ้าน้อยลงหน่อย) - ก็คือ Comfort 100
บันทึกการเข้า
อำแดงริน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 21 เม.ย. 01, 21:42

เรื่องส้วมนี้ที่แปรรูปเป็นส้วมซึมกันแพร่หลาย
ต้องยกให้เป็นความดีของกระทรวงสาธารณสุขค่ะ เขารณรงค์ให้มีส้วมใช้ทุกบ้าน อาศัยที่มี
หน่วยงานระดับสถานีอนามัยใกล้ชิดประชาชน
เลยทำได้ เมื่อ8-9ปีก่อน รับราชการอยู่ชายแดนสวนผึ้ง ยังเห็นเจ้าหน้าที่หล่อหัวส้วมกันเลยค่ะ คือยังต้องส่งเสริมกันอยู่ในแถบที่ห่างไกล แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่ามีครบทุกบ้านแล้วหรือยัง

ส้วมซึมแบบราดน้ำนี้คิดค้นโดย
พระยานครพระราม...จำชื่อท่านไม่ได้ค่ะ
ทราบแต่ว่านามสกุลมหากายี

ขอบคุณสำหรับเสภาที่คุณแจ้งเอามาฝากค่ะ
อันที่จริงเคยอ่านตอนเด็กๆ ทั้งเล่มเลย
แต่มันกาลนานเหลือเกินเลยนึกไม่ค่อยออก
^_______^
บันทึกการเข้า
B
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 22 เม.ย. 01, 00:13

hae...hae...Khun Taochompoo ka, I am wearing "ผ้าถุง" ka.  : )

I have 2 ankle-length skirts in CA. ka.



One day in BKK., a saleman asked me, "If Khun-poo-ying and Khun-poo-chai are home?" And one of my father friends told my parents that when he stopped by at our place, he met "my sister's nannie" ka.
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30484

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 22 เม.ย. 01, 08:10

ผ้าถุง ที่นุ่งกันมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๖    ในปัจจุบันนี้นิยมกันแพร่หลาย  ก็แต่ละครทีวี ในบทเมียกำนัน หรือแจ๋วในบ้านพระเอกนางเอก แต่งเป็นยูนิฟอร์ม
อ้อ  บทนางเอกตอนปลอมตัวไปเป็นแจ๋วในบ้านพระเอกอีกอย่างค่ะ

คุณ B มีผ้าถุงจริงๆหรือว่าเป็นกระโปรงสำเร็จตัวยาวแค่ข้อเท้าคะ?
ผ้าถุงหมายถึงเย็บตะเข็บติดกัน  เป็นถุงเหมือนปลอกหมอน   แล้วพันตัวเหน็บเอวไว้นะคะ  ไม่ใช่กระโปรงยาวแคบ  มีตะขอและซิป
อย่างนั้นดิฉันก็มีค่ะ  นุ่งเข้าชุดกับเสื้อแขนกระบอกเรียกว่าชุดไทย
บันทึกการเข้า
B
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 22 เม.ย. 01, 09:23

ผ้าถุงจริงๆ ka.
I do not know how should I use in English for ผ้าถุง. But for what I have we call them "Pa-pa-teh"  ka.
บันทึกการเข้า
B
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 22 เม.ย. 01, 09:26

I have a question ka Khun Taochompoo, I am wondering that what women used for the sanitary napkin in the past?
บันทึกการเข้า
นวล
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 22 เม.ย. 01, 10:05

จากคำถามของคุณ B ขณะนี้ เรากำลังย้ายจากหัวข้อ
Sanitation เข้าสู่ Personal Hygiene........  อิ อิ อิ
ขอเดาว่า เศษผ้า ค่ะ

พูดถึงเรื่องผ้าซิ่นนั้น อิฉันว่าการนุ่งผ้าซิ่นแบบของลาวนั้น
(ยาวครึ่งน่อง) ดูจะทะมัดทะแมงดีกว่าของไทย (ยาวถึงข้อเท้า)
แม้ว่า ของไทยจะดูเป็นเรียบร้อยกว่าก็ตาม
บันทึกการเข้า
แม่ยกเจ้าเก่าค่ะ
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 22 เม.ย. 01, 12:10

อิฉันยังไม่แก่นะคะ ตามมาแจมค่ะ
ยังนุ่งผ้าถุงเป็นนะคะ  แบบปลอกหมอนกว้างๆที่ว่า แล้วมีเข็มขัดเงินคาดนั่นแหละค่ะ
ผ้าถุงแบบนี้   อ้วนผอม ขึ้นๆลงๆ  ไม่ค่อยมีปัญหานะคะ
ตอนอยู่โรงเรียนประจำแบบไทยๆ ยังต้องใช้นุ่งกระโจมอกอาบน้ำนะคะ  
แต่จะคนละเทคนิคกะที่คุณแจ้งเล่ามาค่าา
นุ่งกระโจมอกอาบน้ำเป็น  ทั้งๆที่ไม่เคยอยู่ริมคลองนะคะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30484

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 22 เม.ย. 01, 12:26

ตอบคุณ B
ที่คุณนุ่งเห็นจะเรียกว่าโสร่งปาเต๊ะ มั้งคะ
ส่วน personal hygeine อย่างคุณนวลว่า ใช้ผ้าค่ะ ฉีกออกจากผ้าผืนใหญ่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วพับทะแยงมุมเข้าเป็นทบแคบๆ กลัดหัวท้ายติดกับผ้านุ่ง
เสร็จแล้วซักให้สะอาด ตากแห้ง รีไซเคิลใช้ใหม่ได้ค่ะ
สมัยก่อนเขาถึงมีศัพท์ว่า "ขี่ม้า" ยังไงล่ะคะ

คุณแม่ยก  จะถามต่อถึงขั้นตอนก็เกรงใจ จะกลายเป็นสาธิตเรทอาร์ไป  แต่ถ้าจะเล่าก็ขอบคุณมากค่ะ
ดิฉันไม่เคยนุ่งเลยค่ะ ไม่ว่าอาบน้ำหรือโอกาสไหน เลยนึกไม่ออกว่าเขาถูตัวกันยังไง
บันทึกการเข้า
แม่ยกเจ้าเก่าค่ะ
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 22 เม.ย. 01, 14:13

คุณเทาชมพู เจ้าขา
อิฉันขอเวลา ไปพิมพ์ข้างนอกนะคะ
เกรงว่าพิมพ์ไป คิดไปตรงนี้ ประเดี๋ยวจะติดเรทจริงๆเข้าค่ะ
พวกเรา นักเรียนประจำ ไม่มีห้องส่วนตัวนะคะ
เทคนิคมากมายค่ะ นุ่งผ้า ผลัดผ้า เปลี่ยนชุดนอน
วีาย .. อายค่ะ แต่จะพยายามมาเล่าต่อนะคะ
บันทึกการเข้า
อำแดงริน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 22 เม.ย. 01, 20:21

แสดงว่าหญิงไทยก็"ขี่ม้า"เป็นกันมาแต่โบราณ
แล้วสิคะ ^___^
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.065 วินาที กับ 19 คำสั่ง