เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 16408 วีรสตรีแห่งนานกิง
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



 เมื่อ 11 ธ.ค. 11, 19:42

ขอเล่าเรื่องของสุภาพสตรีท่านหนึ่ง เพื่อสดุดีเกียรติคุณของเธอ
วันหนึ่งในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บของเดือนธันวาคม ในค.ศ. ๑๙๓๗ ขณะที่ทหารญี่ปุ่นกำลังเคลื่อนทัพเขาสู่นานกิง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศจีนในเวลานั้น คนบางกลุ่มในนานกิงกำลังเริ่มเก็บของเพื่อจะหนีกองทัพญี่ปุ่น เรื่องราวของการฆ่าอย่างโหดร้ายทารุณกระจายไปทั่วชาวเมืองนานกิง หลายคนเลือกที่จะอยู่เพราะได้ทราบว่ารัฐบาลประกาศให้ที่แห่งนี้เป็นเขตปลอดภัยของกาชาดสากล แต่บางคน ดังข้าราชการชั้นสูงหรือชาวต่างชาติทั้งหมดทราบดีว่า สิ่งนี้ทหารญี่ปุ่นมิได้สนใจแต่อย่างใด ทหารญี่ปุ่นเคยฆ่ามาเช่นใด ทหารญี่ปุ่นก็จะทำเช่นนั้นอีกครั้งเมื่อย่างก้าวเข้ามาสู่นานกิง

ภาพทหารญี่ปุ่นบุกเมืองเซี่ยงไฮ้ และภาพสถานีรถไฟแห่งเซี่ยงไฮ้ยามถูกระเบิดเผาผลาญ



บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 11 ธ.ค. 11, 19:49

ในเวลานั้น ชาวต่างชาติหลบหนีออกจากเมืองเกือบหมด แต่บางกลุ่มไม่หนีออกไป  ซึ่งมีอยู่ไม่เกิน ๑๐ คน ๑ ในนั้นมีสุภาพสตรีเหลืออยู่คนเดียว สตรีชาวอเมริกาวัยกลางคนที่มาอยู่เมืองจีนตั้งแต่ปี ๑๙๐๕ และได้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งวิทยาลัยสตรีแห่งจินหลิง (金陵女学院)ซึ่งภายหลังพัฒนาเป็นมหาวิทยาครูแห่งนานกิง (南京师范大学) เธอตัดสินใจว่าจะไปหนีไป เธอจะอยู่ในเมืองแห่งนี้ แม้เธออาจจะถูกฆ่าตายก็ตาม
สาเหตุของการอยู่ในเมืองของเธอนั้นแสนเรียบง่าย
   
เธอเป็นครู และครูจะไม่มีวันทิ้งนักเรียนไปไหน
   
เธอจะอยู่เพื่อนักเรียนของเธอ และจะปกป้องไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

ภาพมหาวิทยาลัยครูแห่งนานกิง (南京师范大学) ในปัจจุบัน



บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 11 ธ.ค. 11, 19:53

ภายหลังเมื่อญี่ปุ่นบุกเข้ามาในเมืองในวันที่ ๑๓ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๓๗ การฆ่าฟันอย่างโหดร้ายเริ่มต้น การฆ่าและข่มขืนเกิดขึ้นทุกที่ ผู้หญิงอายุตั้งแต่ ๘ ขวบถึง ๘๐ ถูกข่มขืนอย่างทารุณ ผู้ชายถูกฆ่าด้วยวิธีการต่างๆซึ่งมีเพียงนรกเท่านั้นจะนึกวิธีเช่นนี้ออก เด็กเล็กๆถูกจับมาทรมานด้วยวิธีการอันหลากหลายจนขาดใจ
   
เมืองนานกิงมีกำแพงสูงเกือบเท่าตึก ๑๐ ขั้น ความหนาของกำแพงหนาพอที่ม้าแปดตัวจะวิ่งได้  เมื่อก่อนกำแพงแห่งนี้เคยเป็นกำแพงที่ปกป้องเมือง ตอนนี้กลายเป็นพยานที่มองภาพในการฆ่าฟันอย่างโหดร้ายของทหารญี่ปุ่นด้วยคำกำสรด


บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 11 ธ.ค. 11, 19:57

นี้คือภาพเล็กๆของครอบครัวหนึ่ง เป็นเรื่องราวผ่านคำบอกเล่าของหญิงชราผู้หนึ่งที่รอดชีวิต

“ทหารญี่ปุ่นได้บุกเข้ามายังบ้านของฉัน ดึงพ่อฉันออกไปแล้วยิงท่านทิ้ง แม่ของฉันวิ่งออกมากอดพ่อไว้ ขณะที่แม่กอดร่างที่หมดลมหายใจของพ่อ ทหารญี่ปุ่นก็ยิงเธอ
ฉันในตอนนั้นอายุเพียง ๑๑ ปี ได้วิ่งออกไปกอดร่างที่ไรวิญญาณของพ่อและแม่ไว้ ฉันยังไม่ทันจะได้เอ่ยเสียงใดๆออกมา มันก็ยิ่งฉันที่ขา และก่อนที่ฉันจะหมดสติ ฉันก็เห็นภาพทหารลากคุณปู่ของฉันออกมาและยิ่งท่านทิ้ง ก่อนจะลากคุณน้าที่ท้องได้เจ็ดเดือนมาข่มขืน ผู้ชายห้าคนข่มขืนผู้หญิงท้องเจ็ดเดือน แม้ว่าเธอจะร้องขอชีวิตก็ตาม

หลังจากทหารญี่ปุ่นออกจากบ้านเรา ทุกคนหมดลมหายใจ ยกเว้นฉันและน้า แต่คุณน้าของฉันก็นอนนิ่งไม่ไหวติง เลือดค่อยๆไหลออกจากตัวน้า พร้อมทารก แล้วท่านก็สิ้นใจไปในคืนนั้น

ภาพซากศพชาวนานกิงริมแม่น้ำแยงซีเกียง   
เหลือฉันเพียงคนเดียว”


บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 11 ธ.ค. 11, 19:59

ท่ามกลางการข่มขืนอย่างโหดร้าย สตรีวัยกลางคนชาวอเมริกาได้เปลี่ยนวิทยาลัยของเธอเป็นเขตปลอดภัย โดยกางธงชาติอเมริกาขึ้น และประกาศว่าหากใครเข้ามาทำอะไรในนี้ถือว่าล่วงล้ำอธิปไตยแห่งอเมริกา
เธอช่วยผู้หญิงและเด็กชาวนานกิงได้นับหมื่น
   
หลายครั้งที่เธอออกจากมหาวิทยาลัยในตอนกลางวัน เพื่อไปช่วยหญิงที่ถูกลากมาข่มขืน หลายครั้งเธอช่วยได้ แต่หลายครั้งที่เธอช่วยไม่ได้ ครั้งหนึ่งเธอถูกจับไว้และบังคับให้เธอดู ดูภาพหญิงชาวนานกิงถูกทหารญี่ปุ่นนับสิบข่มขืนจนขาดใจตายต่อหน้าเธอ

ในยามค่ำคืนเธอก็ไม่อาจพักผ่อน เธอได้แต่เดินตรวจตรารอบมหาวิทยาลัยเพื่อป้องกันมิให้ทหารญี่ปุ่นจับนักเรียนของเธอ หรือสตรีที่ลี้ภัยมายังวิทยาลัยแห่งนั้นออกไปข่มขืน และฆ่า

การฆ่าอย่างทารุณดำเนินติดต่อไปเป็นเวลา ๖ สัปดาห์ ทุกๆ ๖ วินาทีจะมีคนตายหนึ่งคน

คนตายนับแต่วันที่ทหารญีปุนก้าวเข้ามามีอย่างน้อย ๓ แสนชีวิต

ส่วนคนรอดชีวิตนั้น ผู้รอดหลายหมื่นคน มาจากความกล้าหาญของคนหลายคน และหนึ่งในนั้นคือสุภาพสตรีวัยกลางคนที่ชื่อว่า  Wilhelmina (Minnie) Vautrin




บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 11 ธ.ค. 11, 20:01

ส่งท้าย

หลังจากสิ้นสงครามอาจารย์มินนี่ได้เดินทางกลับไปยังอเมริกา ภาพของความทารุณยังหลอกหลอนอยู่ในความทรงจำของเธอ สุดท้ายในปี ๑๙๔๑ เธอได้เปิดแก๊ซทิ้งไว้ในห้องเล็กๆ และนั่งอยู่ในห้องนั้นและไม่ได้เดินออกมาจากห้องนั้นอีกเลย

ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่อาจารย์มินนี่ ครูผู้ประเสริฐ ซึ่งไม่เคยทิ้งลูกศิษย์

สามารถเข้าไปดูรูปต่างๆได้จากเว็ปไซด์ต่อไปนี้

http://news.ifeng.com/history/1/jishi/200904/0430_2663_1132848_2.shtml

http://www.pcerc.org/Others/Study/njshfdx.htm

http://news.163.com/06/0821/10/2P1RLRRA00011EBF.html
บันทึกการเข้า
giggsmay
ชมพูพาน
***
ตอบ: 135


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 11 ธ.ค. 11, 20:48

ญี่ปุ่นเค้าเป็นอะไรเหรอคะถึงทำอย่างนี้ ถ้ามีคนไปทำกะญาติพี่น้องเค้าที่ญี่ปุ่นมั่งเค้าจะคิดยังไง สมควรแล้วที่คนจีนจะเกลียดญี่ปุ่น
บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 11 ธ.ค. 11, 21:54

เป็นคำตอบที่ทุกวันนี้ก็ไม่มีใครตอบได้

ไม่มีใครตอบได้เลยสักคน
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10735



ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 12 ธ.ค. 11, 00:23

ขอแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง The Nanjing Massacre: A Japanese Journalist Confronts Japan's National Shame โดย Katsuichi Honda  บรรณาธิการ Frank Gibney แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Karen Sandness รวบรวมคำสัมภาษณ์จากชาวจีนผู้ที่พบความโหดร้ายของทหารญี่ปุ่น  

จากคำนำของบรรณาธิการ หน้า ๒๐-๒๑

In Senso, the book of Japanese wartime reminiscences previously cited, the most shocking testimony come from middle-aged Japanese housewife. Staying overnight in an improvised dormitory in 1945, not long after the war ended, she overheard the conversation of some recently discharged soldiers, drinking.

จากเซนโซ, หนังสืออนุสรณ์สงครามที่เพิ่งกล่าวถึงไปนั้น ยังมีหลักฐานอันน่าตระหนกจากแม่บ้านชาวญี่ปุ่นวัยกลางคนคนหนึ่ง ที่อดหลับทั้งคืนในที่พักชั่วคราว ได้ยินเสียงสนทนาในวงเหล้าของทหารที่เพิ่งปลดประจำการณ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๘ ไม่นานหลังสงครามนัก

"It was unbearable to listen to them," she wrote, "They laughed coarsely about the many Chinese women they had raped, and one told about seeing how far into a woman's body his arm would go..."

"ดิฉันทนไม่ได้ที่จะฟังพวกนั้นพูด" "พวกนั้นหัวเราะกันอย่างกักขฬะในเรื่องของผู้หญิงชาวจีนที่คนพวกนั้นไปข่มขืนมา แล้วยังมีคนพูดเรื่องที่มันรู้ว่าแขนของมันล้วงเข้าไปในตัวผู้หญิงได้ลึกแค่ไหนด้วย"

"I tried to rush out to the room, tearing the mosquito netting. In a panic, my mother grabbed me and told me to stay quiet, because who knows what might happen....And still the men went on and on, telling stories of their experiences"

"ดิฉันพยายามจะวิ่งออกจากห้อง ฉีกมุ้งลวดออกมา ตอนที่ดิฉันคลั่งอยู่นั้น แม่ของดิฉันได้คว้าฉันเอาไว้แล้วบอกให้ดิฉันเงียบ เพราะใครจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น.......แล้วพวกมันก็ยังพูด ๆ ๆ ต่อไป เล่าเรื่องประสบการณ์ของพวกมัน"

" 'What was that?' " [one asked].

"มันที่ไหนวะ (คนนึงถาม)"

" 'Nanking. We had the most fun in Nanking. We could do anything we wanted....' "

"นานกิงไงโว้ย พวกกูมันฉิบหายเลยล่ะ อยากทำอะไรก็ทำได้"

"I remembered joining in the parade to celebrate the fall of Nanking, waving the handmade flag. I had used things we needed deary to fill comfort bags for our soldiers. I had made talismans and thousand-stitch belts. I had written letters every day to thank and encourage our soldiers. Now I couldn't bear it..."

"ดิฉันจำได้ว่าดิฉันได้ร่วมขบวนเฉลิมฉลองการเข้ายึดนานกิงได้ โบกธงอันน้อยที่ดิฉันทำเอง ดิฉันสละของจำเป็นใส่ลงไปในถุงกำลังใจให้กับพวกทหาร  ทำเครื่องรางให้ ทำผืนผ้าร้อยใจให้ ส่งจดหมายให้แนวหน้าทุกวัน ขอบคุณและให้กำลังใจให้กับเหล่าทหาร แต่ตอนนี้..ดิฉันรับไม่ได้....รับไม่ได้เลย"

(สำนวนแปลเป็นไทย โดยคุณเมธาวดี จาก พันทิป )

 ร้องไห้



บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 13 ธ.ค. 11, 19:46

ขอแก้ไขข้อมูลสักหน่อย คนต่างชาติเหลือในนานกิงมี ๒๒ คน

และชื่อวิทยาลัยสตรีแห่งนานกิง ภาษาจีนคือ "南京女子大学" ข้าพเจ้าเขียนข้างต้น “南京女学院”เป็นชื่อใหม่ที่เขาตั้งสาขาสตรีศึกษาของมหาวิทยาลัย เป็นสาขาเฉพาะทาง และตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียตริให้กับชื่อเดิมของมหาวิทยาลัย

และขอเสนอเว็ปไซด์ของพิพิธภัณฑ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แห่งนานกิง

ท่านใดสนใจสามารถเข้าไปชมได้ มีเป็นภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และแน่นอน...มีภาษาญี่ปุ่น

www.nj1937.org/english/default.asp

ตลอดจนขอเพิ่มเติมภาพของมหาวิทยาลัยครูแห่งนานกิง (南京师范大学) ครั้งเป็นศูนย์ช่วยผู้ประสบภัย

ห้องต่างๆนี้ ปัจจุบันยังเป็นห้องเรียนอยู่ และข้าพเจ้าก็นั่งเรียนมาแล้ว




บันทึกการเข้า
Methawaj
อสุรผัด
*
ตอบ: 9


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 31 ต.ค. 12, 20:33

สงสัย บาปกรรมมีจริง... จนโดนกัมมันตรังสี ถึง 2ครั้ง 2ครา...  เศร้า เศร้า เศร้า
บันทึกการเข้า
noomxman
อสุรผัด
*
ตอบ: 6


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 02 ธ.ค. 12, 15:25



  สงครามหนอสงคราม
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.035 วินาที กับ 19 คำสั่ง