เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 17981 สัญญาอดีต พระประวัติหม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร จุฑาธุช
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


 เมื่อ 06 ธ.ค. 11, 13:57



พระประวัติหม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร (ชุมพล)  จุฑาธุช

มีเขียนเล่าไว้สองตอน          ตอนแรกตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนได้อภิเษกสมรส

เขียนโดยเจ้าจอม ม.ร.ว. สดับ(ลดาวัลย์)ในรัชกาลที่ ๕  ให้ชื่อว่า "สัญญาอดีต  เรื่องท่านหญิง"


ตอนที่สอง  เริ่มแต่ได้อภิเษกสมรสแล้ว  เสด็จมาประทับที่วังเพชรบูร   เนื่องด้วยระยะเวลาที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ

เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรอินทราชัยประชวรสิ้นพระชนม์   หม่อมเจ้าธานีเสิกสงัด  ชุมพล  พระอนุชา กำลีงศึกษาอยู่ต่างประเทศ

ได้ปรารภว่าใคร่จะทราบการเป็นมาของเจ้าพี่(หม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร)  ที่ได้ทรงผูกพันกับสมเด็จพระพันวสา​ฯ มาอย่างไร

จึงได้ทราบเรื่องการเป็นมาจากหม่อมเจ้าหญิงอัปภัศราภา (ดิศกุล) เทวกุล ทรงเล่าให้ฟัง

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 06 ธ.ค. 11, 14:14



       หม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร   พระนามเดิมที่เสด็จในกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ พระบิดาประทานให้ว่า "จิรบุญนี"

ประสูติวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๐   เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ 

กับหม่อมบุญยืน  ชุมพล ณ อยุธยา


พระโอรสธิดาที่ร่วมหม่อมมารดา มี ๔ พระองค์คือ

๑.   หม่อมเจ้าหญิงจิรบุญนี

๒   หม่อมเจ้าชายฐิติศักดิ์วิบูลย์

๓.  หม่อมเจ้าชายธานีเสิกสงัด

๔.  หม่อมเจ้าหญิงจงจำเนียร


เจ้าพี่เจ้าน้องที่ต่างหม่อมมารดา

๑.   หม่อมเจ้าชายอุปลีสาร

๒.   หม่อมเจ้าหญิงจงใจถวิล   หม่อมมารดาคือ หม่อมจำเริญ  ชุมพล  ณ อยุธยา

๓.   หม่อมเจ้าชายอุปลีสาณ

๔.   หม่อมเจ้าชายกมลีสาณ      หม่อมเจียงคำ  ชุมพล ณ อยุธยา เป็นหม่อมมารดา

๕.   หม่อมเจ้าชายชมิยบุตร   หม่อมคำเมียง  ชุมพล ณ อยุธยา  เป็นหม่อมมารดา

๖.  หม่อมเจ้าชายชุมปกบุตร   หม่อมมารดาคือ  หม่อมปุ๊ก  ชุมพล ณ อยุธยา
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 06 ธ.ค. 11, 14:20

มีภาพจาก พันทิป มาช่วยเสริม

ที่อาคารบุญจิราธรในซอยสุขุมวิท ๕๑



บริเวณทางเข้า มีแผ่นจารึกลายพระหัตถ์รัชกาลที่ ๕ พระราชทานพระนามแก่ "หม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร" (พระนามเดิม "จิรบุญญินี")



 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 06 ธ.ค. 11, 14:32


สหายท่านใดจะเอื้อเฟื้อพระรูป    ยินดีและขอบคุณเป็นอันมาก

ท่านที่ปลื้มใจคิดจะเข้ามา "ปาด"  เพราะมีข้อมูลอยู่บ้างนั้น   ขอโปรดระงับใจไว้ก่อน  เนื่องจากงานเขียนของเจ้าจอม ม.ร.ว. สดับ   (ลดาวัลย์) นั้น
นุ่มนวลและน่าอ่านมาก    ข้อมูลก็ "วงใน" จริง ๆ             ตั้งใจจะคัดมาฝากเพราะเป็นเรื่องหาอ่านยากค่ะ

สมัยที่ท่านหญิงประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลสมิติเวชในซอยกลาง(สุขุมวิท ๔๙)    เจ้านายเสด็จเยี่ยมท่านหญิงกันบ่อย
ประชาชนทั้งปวงที่สัญจรไปมาหน้าปากซอยหรือมะรุมมะตุ้มอยู่ที่ร้านเก๋วยเตี๋ยวหมู "แซว"  หรือร้านไอสครีมน้อยหน่าปากซอย   ได้เฝ้าชมพระบารมีกันเนือง ๆ

ที่ทราบว่าท่านใดจะเสด็จเวลาใดนั้น  รถตุ๊กๆจะโดนขอให้ร่วมมือเลื่อนรถก่อน  การจอดรถใกล้ๆปากซอยก็ไม่มี
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 06 ธ.ค. 11, 14:48

 ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 06 ธ.ค. 11, 15:01

  

       "เสด็จในกรมพระบิดาประทานนามท่านหญิงว่า "จิรบุญนี"    ครั้นเสด็จเข้ามาในกรุงเทพ ฯ   พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง

ทรงเปลี่ยนพระราชทานนามให้ใหม่ว่า "บุญจิราธร"      ในเวลาที่ทรงพระมหากรุณาเปลี่ยนนามใหม่พระราชทานนั้น   ได้ทรงแสดงพระราชจริยา

ให้ประจักษ์ว่า   ไม่ได้เพ่งเล็งแต่จะให้เพราะ   ได้ทรงเรียกปฎิทินมาตรวจอย่างถี่ถ้วนแล้ว  จึงตกลงพระราชทานนามว่า  "บุญจิราธร"


สังเกตได้ว่าท่านหญิงพระองค์นี้เป็นที่ต้องพระราชอัธยาศรัยในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมาแต่ต้น    ซึ่งเรียกตามประสาสามัญชนได้ว่าชะตาต้องกัน

ดูให้ทรงแสดงพระอิริยาบถต่อท่านว่า   ทรงเอ็นดูถึงลูบห้วตบหลังบ่อย   ผิดกว่าเด็ก ๆ รุ่นเดียวกันในขณะนั้น   ถึงแม้ว่าจะได้รับพระราชทานนามใหม่แล้ว    

ก็มักจะเรียกกันว่าท่านหญิงลาว    ซึ่งทำให้น่าเอ็นดูเพิ่มขึ้นด้วย   ซ้ำมีอยู่องค์เดียว   เจ้านายจึงทรงอี๋กันมากทั้งนั้น  
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 07 ธ.ค. 11, 02:33



       ท่านหญิงเริ่มจะเข้ามาอยู่ในวังเมื่องานรัชมังคลาภิเษก    เสด็จในกรมพระบิดาต้องเสด็จเข้ามาจากอุบล ฯ

เนื่องในงานนั้น         ท่านหญิงจึงตามเสด็จพระบิดามาในงานนั้นด้วย           ในเวลานั้นท่านหญิงน่ารักน่าเอ็นดู

เสียจริง ๆ       เสด็จในกรมพระบิดาทรงเป็นผู้สนพระทัยในการแต่งกายของผู้หญิง        ท่านช่างแต่งตัวสวยงามและ

แปลกตาผู้พบเห็น         สมัยนั้นสตรีบรรดาศักดิ์  นอกจากเจ้าน้อยดารารัศมี (พระราชชายา)แล้ว  ก็ไม่มีใครนุ่งถุง

(ผ้าซิ่น) มีแต่ก๊กในกรมนี้แห่งเดียว    ทรงช่างแต่งประทานลูกเมียท่านทุกคน   บนเกศาก็ประดับดอกไม้สดบ้าง   

ดอกไม้ทองประกอบลูกปัดขาว  เช่นทำเป็นดอกเกศเมือง  งามน่าเอ็นดูมาก   ผ้าถุงไหมเชิงทองเวลานั้นยังไม่มีใครแต่ง

วิธีนุ่งก็ยาวถึงข้อเท้าแบบแต่งราตรีสมัยนี้    ท่านใช้แพรหรือลูกไม้กว้าง ๆแต่พันเข้ารูปเป็นเสื้อเสร็จในตัว  ไม่ต้องตัดเป็นชิ้น

เป็นตะเข็บ   เมื่อเสร็จแล้วดูงามมาก   แต่จะต้องเป็นทรงในแบบเสื้อแจคเก็ต(jacket)   ที่ไม่มีชายเอวคลุมนอกผ้าถุง

แต่ให้กลายเป็นชายห้อยเข้าที        รวมทั้งหมดแล้ว  ข้าพเจ้าเห็นว่าทั้งสวยทั้งเก๋   ไม่น่าจะทำลืมกันเสียเลย   ถ้าจะกลับ

ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่เดี๋ยวนี้ก็ไม่น่าจะขัดเขิน        สวยกว่าเครื่องแต่งกายสตรีปัจจุบันที่หยักรั้งตั้งท่าเหมือนจะชกต่อยกันเป็นไหน ๆ

ท่านหญิงเจ้าของท่านก็ไม่ฟื้นฟูขึ้น   คนอื่นก็ไม่มีใครกล้าทำกัน
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 07 ธ.ค. 11, 14:02


       
        ได้กล่าวแล้วว่าท่านหญิงจะเข้ามาอยู่ในวังนั้น    เริ่มด้วยงานรัชมังคลาภิเษก  พระบิดาต้องเสด็จเข้ามาในงานพิธี   

ท่านหญิงท่านชายที่เจริญบ้างแล้ว  และหม่อมก็ตามเสด็จมาด้วย    พวกเราจึงได้ชมแบบการแต่งกายผู้หญิงของเสด็จในกรม

อย่างติดตาติดใจ    ที่จริงในระหว่างงานพระราชพิธีรัชชมังคลาพิเษก    ทั้งงานที่กรุงเก่า (อยุธยา) และที่กรุงเทพ ฯ   ท่านหญิงยังอยู่กับ

เสด็จพ่อเวลาเสด็จพ่อเข้ามาในงานพระราชพิธี   ท่านหญิงก็ตามเสด็จมาด้วย     ก็ทรงพาท่านหญิงเข้ามาอยู่ทางฝ่ายใน   ไม่ประทับรวมกัน

ท่านหญิงยังเยาว์ชันษา ๘ ขวบเท่านั้น     เมื่อพระบิดาทรงปล่อยให้เข้ามาองค์เดียว    ท่านก็อุตส่าห์เลี้ยงองค์เอง    วางตัวได้เหมาะสมไม่

รุงรังขวางหูขวางตาใคร    หาที่นั่งที่ลุกได้ถูกต้อง  ไม่ทำความรบกวนใครหรือร้องไห้งอ ๆ แงๆ  ด้วยความตื่นเต้นเก้อเขินอันน่าจะมีแก่เด็กขนาดนั้นบางคน

ภายหลังเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วท่านเล่าว่า    เสด็จพ่อรับสั่งให้เข้าไปที่คุณจอมมารดาชุ่มในรัชกาลที่ ๔ พระมารดาของเสด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  เวลา

นั้นท่านคุณจอมมารดายังแข็งแรง   เข้าสมาคมหลวงต่างๆได้       ในกรมพระบิดาของท่านไม่ทรงสนพระทัยหาดีในทางประจบประแจงใคร   ขึ้นกับสำนักนั้น

ไม่ขึ้นกับสำนักนี้        การที่ท่านหญิงได้เข้ามาอยู่ที่สำนักพระวิมาดาก็เพราะเหตุผลดังต่อไปนี้

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 07 ธ.ค. 11, 15:26



        เมื่องานรัชมังคลาภิเษกเสร็จสิ้นแล้ว       ก็มีงานวัดเบญจมบพิตร   ร้านของหลวง   ปีนั้นเป็นปีเสด็จกลับจากยุโรป

ทรงซื้อตุ๊กตาฝรั่งต่าง ๆ  พร้อมทั้งเครื่องอุปกรณ์ของตุ๊กตาทุกอย่าง  มีโภคภัณฑ์  บ้านเรือน   ล้วนแต่เหมือนของคน   

คนใช้ได้จริง ๆ  แต่เป็นของตุ๊กตา     ร้านหลวงปีนั้นจึงขายตุ๊กตาและขายหนังสือไกลบ้านเล่มเล็ก ๆ บาง ๆ   ซึ่งต้องพิมพ์เป็นตอน ๆ

เป็นพระราชหัตถเลขาที่พระราชทานมาถึงสมเด็จหญิงพระองค์น้อย (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้านิภานพดล กรมขุนอู่ทองเขตขัติยนารี)

ฉบับหนึ่งพิมพ์ขายไปดูเหมือนราคาเล่มละ ๑ บาทเท่านั้น    จำไม่ได้เพราะผู้เขียนได้รับพระราชทานฟรี     สินค้าสองสิ่งนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ชายหญิงนิยมซื้อกัน    แต่ตุ๊กตาดูเหมือนจะขาดทุน  เพราะเด็กชอบกันมาก    เพียรเข้าลูบคลำจับต้องสิ่งที่ตนชอบ

เมื่อทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้นก็มักจะพระราชทานฟรี     ท่านหญิงก็เป็นองค์หนึ่งที่อยู่ในจำนวนที่ได้รับพระราชทานฟรีมาก    ส่วนเจ้าของร้าน

ผู้รับรองแขกที่เข้าร้านก็คือสมเด็จหญิงพระองค์กลาง   สมเด็จหญิงพระองค์น้อย   สำหรับสมเด็จหญิงพระองค์กลาง (สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงมาลินีนพดารา   

กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา)  ท่านมีพระนิสัยโปรดเอาธุระแก่คนที่ได้ทรงพบปะเป็นพิเศษทั้งเด็กและผู้ใหญ่    และมีพระปฎิสันถารให้คนสบายใจไม่เก้อเขิน   

ข้อนี้เป็นทุนประจำพระองค์อยู่แล้ว


เมื่อท่านหญิงเข้าเฝ้าในหลวงก็ดี   หรือจะเลือกของเล่นก็ดี    สมเด็จหญิงพระองค์กลางก็จะทรงกุลีกุจอรับรองและทรงแสดงพระเมตตาปรานีต่อท่านหญิงอย่างเป็นกันเอง       

ท่านหญิงจึงชักจะติดสมเด็จหญิง       พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทอดพระเนตรเห็นทีท่าความสนิทสนมในระหว่างสองพระองค์ดังนั้น    เมื่อจะมีพระราชดำรัสอะไร

ที่เกี่ยวกับท่านหญิงจึงมักจะรับสั่งกับสมเด็จหญิงพระองค์กลางเสมอ


เป็นธรรมดาของเด็กทุกคนเมื่อเห็นใครแสดงความเอื้อเฟื้อเป็นพิเศษกว่าคนอื่นในหมู่เดียวกันนั้น   ก็ย่อมสมัครรักใคร่ติดพันในผู้นั้น

ผู้เขียนเห็นท่านจูงกันต้อย ๆ บ่อย ๆ


ในที่สุดสมเด็จหญิงพระองค์กลางก็ทรงชวนอย่างหยอก ๆว่าอยู่ด้วยกันไหม         ท่านหญิงก็ทูลว่าอยู่      ก็เลยอยู่กันจริง ๆ


ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเมื่อทรงทราบว่าอยู่จริง ๆ   ก็ดูพอพระราชหฤทัยมีการทรงลูบเศียรตบเศียรอยู่บ่อย ๆ


แท้จริงพระบิดาของท่านไม่ได้มีพระประสงค์ที่จะให้ลูกท่านอยู่ในวัง  หรือถวายพระวิมาดา  เพราะไม่ทรงคุ้นเคยกับพระวิมาดา   

และพระวิมาดาก็ไม่ได้ทรงรู้เห็นเป็นใจกับสมเด็จหญิงพระองค์กลางด้วย   พูดอย่างปากชาวบ้านก็ว่าท่านทั้งสองท่านเคยอุปภัมภ์ค้ำชูกันมาแต่ลำพังเอง


   
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 08 ธ.ค. 11, 16:29



        ทีนี้จะกล่าวถึงขบวนเสด็จของท่านหญิงที่เข้ามาอยู่ในวังอย่างจริงจัง    มีหญิงผู้ใหญ่ผู้ดีคนหนึ่ง

เป็นพระญาติฝ่ายคุณจอมมารดาของเสด็จในกรม  ชื่อคุณสุข    ท่านหญิงทรงเรียกว่าคุณอา   ที่ตำหนักพระวิมาดา

ก็พากันเรียกว่าคุณอาหมด    แม้แต่สมเด็จหญิงทุกพระองค์     ก็เรียกแม่สุขอยู่แต่พระวิมาดากับท่านป้าสารภีเท่านั้น

คุณอาปกครองข้าหลวงและอบรมดูแลท่านหญิง       ท่านหญิงทั้งรักทั้งกลัว         ถัดมาก็ข้าหลวงพื้นเมืองชาวพื้นเมืองอุบลทั้งนั้น

อายุราว ๑๓ ปีขึ้นไปถึง ๑๗ ปีหลายคน  ประมาณ ๑๐ คนเห็นจะได้   จำชื่อได้คือสาวแต๋  สาวหลอด  และชื่ออะไรอีกจำไม่ได้

ลางคนก็หน้าตาหมดจด


ท่านหญิงนั้นพระรูปพระโฉมก็สมบูรณ์ดี  แต่โดยที่โอ๊ะกัน   และเพราะถวายพระเกียรติกันมาแต่เมืองอุบล ฯ   เลยยังต้อนรับเสด็จอุ้มกันอยู่นานพอดู

เมื่อคุ้นเคยชินกันแล้วจึงเลิกอุ้ม    ได้กล่าวแล้วว่าการที่ท่านหญิงเข้ามาอยู่ในตำหนักพระวิมาดาโดยที่พระบิดามิได้มีพระประสงค์ที่จะให้พระธิดา

ของท่านเป็นชาววังเลย   ท่านจึงมิได้ติดต่อเฝ้าแหนทำความสนิทสนมใกล้ชิดกับพระวิมาดาเลยจนตลอดกาล


พระชะตาของท่านหญิงนับว่าเป็นผู้มีความสมบูรณ์พร้อมทั้งรูปสมบัติและคุณสมบัติ    ใครเห็นใครรัก    ใครเข้าใกล้ใครชอบ  ติดใจ

ท่านหญิงเริ่มทรงศึกษาประถมต้นมาจากเมืองอุบล ฯ    เมื่อเข้ามาอยู่ในวังแล้วสมเด็จหญิงพระองค์กลางก็ทรงเริ่มเร่งรัดการศึกษาจนจบ

หลักสูตรของโรงเรียนราชินีสมัยนั้น(มัธยม ๖)    แต่ท่านหญิงโปรดวิชาวาดเขียนเป็นพิเศษ    อันมีเค้าเงื่อนมาแต่ทรงพระเยาว์

จนสมเด็จหญิงพระองค์กลางทรงสังเกตได้แน่ว่าท่านหญิงจะเป็นช่างเขียน      มีเรื่องอยู่ว่า   วันหนึ่งท่านหญิงขึ้นเฝ้า

พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมีพระราชกระแสรับสั่งถามสมเด็จหญิงพระองค์กลางว่าท่านหญิงมีนิสัยอย่างไร   

สมเด็จหญิงพระองค์กลางกราบบังคมทูลว่า  ชอบวาดเขียน   จึงมีพระราชดำรัสว่าดี  ขอให้ช่วยสนับสนุน   


ท่านหญิงนอกจากจะสนพระทัยในการวาดเขียนแล้ว   ยังเป็นผู้โปรดสิ่งสวยงามต่าง ๆ ทั้งของธรรมชาติและของประดิษฐ์

พระเนตรและพระหัตถ์มีศิลปเท่า ๆ กัน       ที่ว่าพระเนตรและพระหัตถ์มีศิลปเท่า ๆ กันนั้น     ลางคนช่างสังเกตความสวยงามของ

สิ่งต่าง ๆได้ถูกถ้วนละเอียดดี    แต่ทำด้วยมือเองไม่ได้          สำหรับท่านหญิงท่านมีศิลปทั้งทางสมองและทางกาย

ข้าพเจ้าจึงเรียกว่า  พระเนตรและพระหัตถ์มีศิลปเท่ากัน

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 08 ธ.ค. 11, 17:04




       เมื่อถึงวันชันษาครบ ๑๑ ปี   ก็ได้ทรงรวบเกศายาวซึ่งเกล้ามวยอยู่ประจำให้เป็นจุก  แล้วก็เข้าพิธีเกศากันต์

ในพระบรมมหาราชวัง ณ พระที่นั่งดุสิต ฯ ตามพระราชประเพณีของพระราชวงศ์จักรีเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑   แต่ก่อนกุลสตรีทั้งหลายเมื่อโกนจุกแล้ว

ผู้ปกครองก็เริ่มกวดขันกิริยามารยาทสอดส่องทีท่าของเด็กวัยรุ่นอย่างเคร่งครัด    ท่านหญิงผู้มีนิสัยซื่อตรงไม่เป็นผู้มีเล่ห์เหลี่ยม

เมื่อถูกผู้ปกครองซักไซ้เรื่องใดก็ตาม   ก็มักจะว่าโพล่ง ๆ ไปตามอารมณ์  ไม่เลี่ยงเลี้ยวไปตามเหตุการณ์  ดังที่เรียกว่าช่างแก้ตัว   

สมเด็จหญิงพระองค์กลางผู้ปกครองจึงมักจะห่วงใยว่าท่านหญิงไม่ปราชญ์เปรื่องสมพระทัย     ท่านหญิงเป็นเด็กโบราณ   เป็น

สาวโบราณ     ไม่สูสีเอาเรื่องเอาราวของหนุ่มสาวที่นิยมกันมาเป็นอารมณ์ในพระทัย    ทั้งๆที่ท่านมีความสมประกอบพร้อมในองค์ของท่าน

เรียบร้อย  อ่อนหวาน  ละมุนละไม   ไม่เป็นคนสวยบาดตาก็จริง    แต่เป็นผู้หญิงที่น่าเอ็นดู  น่ากรุณา   น่าคบหาสมาคมเป็นมิตร

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 08 ธ.ค. 11, 17:28



        ท่านหญิงพระองค์นี้   ถ้าจะพูดกันตามสำนวนเก่า ๆ ก็ต้องพูดว่าเป็นลูกแก้วลูกขวัญพ่อของแม่ได้   

เช่นการที่เสด็จในกรมพระบิดาจะได้อพยพครอบครัวกลับเข้าประทับกรุงเทพ ฯ สมพระหฤทัยของพระองค์ท่าน

อย่างเรียบร้อยราบรื่นก็เนื่องจากท่านหญิงเป็นต้นเหตุประกอบด้วยประการหนึ่ง         คือกาลวันหนึ่ง

พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระราชหัตถ์เลขาถึงเสด็จในกรมไปยังอุบลราชธานี   ซึ่งเมื่อเสร็จงานพระพิธีรัชมังคลาพิเษกแล้ว

เสด็จในกรมต้องเสด็จกลับไปประจำราชการยังจังหวัดอุบล ฯ    แต่ทรงปล่อยท่านหญิงพระธิดาที่ติดพระองค์ ๆ เดียวของท่าน

ไว้ในกรุงเทพ ฯ         จึงทรงพระกรุณาสอดส่องข่าวทุกข์สุขของท่านหญิง      จากการที่ทรงมีพระราชปฎิสันถารกับพระองค์หญิง

เองบ้าง    มีพระราชดำรัสถามจากสมเด็จหญิงพระองค์กลางผู้ปกครองบ้าง  ส่งไปพระราชทานเสด็จในกรมให้ทรงทราบเนือง ๆ


วันหนึ่งมีพระราชดำรัสถามท่านหญิงว่าจะเอาอะไร       ท่านหญิงกราบบังคมทูลว่าจะเอาเสด็จพ่อ         จึงทรงมีพระราชดำรัสกับท่านหญิงว่า

แล้วจะจัดการให้


ต่อมาจึงทรงมีพระราชหัตถ์เลขาพระราชทานไปถึงเสด็จในกรมเป็นความว่า   ลูกสาวสบายเป็นปรกติดี   ได้ถามว่าจะเอาอะไร   

มันว่าจะเอาพ่อ           ด้วยเหตุนี้ประกอบด้วยส่วนหนึ่ง  เสด็จในกรมพระบิดาจึงได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ   ให้อพยพ

ครอบครัวเสด็จกลับเข้ามารับราชการในกรุงเทพ ฯ


นับว่าท่านหญิงได้ฉลองพระเดชพระคุณพระบิดาได้แต่ยังเยาว์   เพราะทราบว่า   เสด็จในกรมมีพระหฤทัยทรงดำริอยู่ว่าอยากกลับมาตายในกรุงเทพ ฯ

ข้อนี้เป็นเพียงพระปรารถ   ไม่ถึงกับแสดงความเบื่อระอาในการต้องประทับจำเจอยู่ที่เมืองอุบล ฯ ตั้งหลายปีมาแล้ว    แม้กระนั้นก็เป็นโอกาส

อันสำคัญของท่านหญิงที่ได้ทรงแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระบิดาอย่างน่าชื่นใจ

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 09 ธ.ค. 11, 03:12



        คุณสมบัติอันน่ารักของท่านหญิงนั้นได้ปรากฏมาตลอดตั้งแต่เยาว์วัยจนผ่านถึงวัยรุ่นด้วยความสวัสดีมีชัย

ถึงเป็นสะใภ้หลวงชั้นเอก   คือเป็นพระชายาของสมเด็จเจ้าฟ้าพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

กับสมเด็จพระบรมราชินีนาถบรมราชชนนีพระพันปีหลวง      โดยที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมี

พระมหากรุณาทรงเป็นพระราชธุระสู่ขอท่านหญิงต่อพระบิดา       แล้วพระราชทานพระมหากรุณาทรงทำพระราชพิธีหมั้น

และอภิเษกสมรสพระราชทานอย่างเต็มพระเกียรติ        แล้วพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์์์์์ทุติยจุลจอมเกล้าด้วย
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 09 ธ.ค. 11, 03:35




        ผู้เขียนเป็นโรคชอบชื่นชมคนแต่งตัวสวย ๆ แปลก ๆ    จึงต้องขอกล่าวถึงการแต่งองค์ท่านหญิงในแบบทูลกระหม่อมฟ้าติ๋ว

ทรงออกแบบในวันพิธีหมั้นอย่างละเอียดสักหน่อย    เวลานั้นสมเด็จหญิงพระองค์กลางยังมีพระชนม์อยู่      ท่านหญิงแต่งองค์ที่ตำหนักเล็กในสวนสุนันทา

ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จหญิงพระองค์กลางและท่านหญิงอยู่ด้วยกัน        ทูลกระหม่อมฟ้าติ๋วเสด็จมาทรงแต่งประทานด้วยพระองค์เอง

ฉลองพระองค์เย็บสำเร็จรูปมาจากวังเพ็ชรบูรด้วยฝีมือของคุณท้วน บุนนาค  เป็นผู้ตัดเย็บตามพระบัญชาของทูลกระหม่อม


แบบของทูลกระหม่อมโปรดทรงใช้แพรไม่บางนักเกลี้ยง ๆ เนื้อทิ้ง ๆ สะบัดพริ้ว   เย็บเป็นเสื้อ     แล้วแต่งแพรอีก ๒ สีเย็บซ้อนกัน

ใช้ตะเข็บเข้าถ้าอย่างเย็บถลกบาตรพระให้แลเห็นทั้งสองหน้า        แล้วพันองค์โอบชายไปเบื้องซ้าย   ปล่อยทิ้งชายยาวถึงลาก

ไปกับพื้น         ส่วนเบื้องล่างก็ใช้ถุง (ผ้าซิ่น) ไหมเชิงทองเมืองอุบล​ฯ   รวมแล้วไม่แพ้ซิ่นของเสด็จในกรมตามที่กล่าวมาแล้ว

การแต่งแปลกคล้ายคลึงกันนี้   ได้เห็นเสด็จพระนางลักษมีลาวัณย์ทรงแต่งเมื่อวันพระราชทานพระสุพรรณบัตรตั้งเป็นพระองค์เจ้า

เปิดงานที่วังปารุสกวัน   แบบนั้นไม่ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้า ฯ ท่านทรงออกแบบหรือผู้ใด      งามดีเหมือนกัน

แต่ดูเป็นฝรั่งไปหน่อย            เป็นอันว่าข้าพเจ้าตัดสินถวายให้ของเสด็จในกรมงามเป็นที่ ๑       ของทูลกระหม่อมฟ้าติ๋วเป็นที่ ๒

ที่เสด็จพระนางลักษมี ฯ เป็นที่ ๓          ส่วนงานวันอภิเษกสมรสข้าพเจ้าจำไม่ได้  ดูไม่ใครเอิกเริกเหมือนพิธีหมั้น  เห็นว่าจะเป็นเพราะเวลา

ใกล้เคียงกับการสิ้นพระชนม์ของเสด็จในกรมพระบิดาหรืออย่างไร​

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 09 ธ.ค. 11, 03:57



        พอท่านหญิงได้ทรงหมั้นแล้วไม่ช้า  พระบิดาก็สิ้นพระชนม์     เมื่อท่านหญิงได้รับพระราชทานพระมหากรุณา

โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกอบพืธีอภิเษกสมรสแล้ว   ก็เสด็จไปอยู่วังเพชรบูรที่ตำหนักตึกด้านวัดสระปทุม

ในวังนั้นทูลกระหม่อมทรงสร้างที่ประทับต่าง ๆเป็นการชั่วคราว      มีหลายตำหนักที่เป็นไม้    ทรงตั้งชื่อตำหนักเหล่านั้นว่า

ตำหนักปฐม  เรือนลมพัดชายเขา เป็นต้น       ส่วนพระตำหนักใหญ่อย่างถาวรสำหรับเฉลิมพระเกียรตินั้น  กำลังตั้งต้นสร้าง

อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอาณาบริเวณวังเพ็ชรบูร  ให้ติดกับสระใหญ่  คือตรงด้านหลังของกรมตำรวจปัจจุบันนี้ 

ซึ่งเพิ่งจะลงรากพื้นล่างยังไม่เสร็จ   ทูลกระหม่อมก็เสด็จสิ้นพระชนม์เสีย       และเมื่อเสด็จพระองค์บุษบันบัวผันพระอภิบาล

ของทูลกระหม่อมซึ่งได้เสด็จออกมาประทับอยู่ที่ตำหนักปฐม  เสด็จเข้าไปประทับในพระบรมมหาราชวังแล้ว     ท่านหญิงจึงมา

ประทับอยู่ที่ตำหนักนั้น         แต่เมื่อท่านหญิงมีพระชันษาล่วงเข้ามัชฌิมวัยแล้ว    ก็ทรงมีพระราชประสงค์ความสุขในเรื่อง

ของหญิงผู้ใหญ่ทั่ว ๆ ไป   คือต้องมีห้องเก็บสัมภาระรุงรังต่าง ๆ เป็นต้น     ท่านจึงต่อตำหนักอีกหลังหนึ่งเชื่อมเข้าให้ได้

ระดับเดียวกันกับตำหนักปฐม   คือเป็นที่ประทับตลอดมาจนทุกวันนี้ 

บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.052 วินาที กับ 19 คำสั่ง