เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 3948 การสอนประวัติศาสตร์ที่ไม่ถุกวิธี กำลังทำลายความมั่นคงของชาติ
สมชาย
อสุรผัด
*
ตอบ: 11


 เมื่อ 30 พ.ย. 11, 21:00

ในสังคม social network เปนที่น่าสังเกคว่ามีได้มีความพยายามใช้ประวัติศาสตร์ช่วงรอยต่อกรุงธนยุรี กรุงรัตนโกสินทร์มาสร้างขึ้นเองตามความคิดโดยไม่มีหลักฐานหรือบิดเบือนไป บางท่านบอกว่าครูที่สอนในปัจจุบันมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งเปนความพยายามทำให้เกิดความเไม่ภูมิใจในชาติขึ้น และทำให้เกิดอย่างอื่นต่อไป (คงจะเข้าใจว่ากำลังพูดอะไร) (ซึ่งเตยมีการใช้วิธีการบิดเบือนอย่างนี้มาแล้วในอดีต) สื่อบางสื่อก็สร้างกระอสแยกธนบุรีออกจากกรุงเทพอีก การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ควรเปนอย่างไร ครูควรทำอะไร ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องทำอะไร โรงเรียนใด มหาวิทยสลัยใดที่สอนแบบนั้น 
บันทึกการเข้า
สมชาย
อสุรผัด
*
ตอบ: 11


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 30 พ.ย. 11, 21:27

ผมไม่เข้าใจคนพวกที่หาเรื่อง และยังสอน และบ้างยึดติดกับเรื่องสองร้อยปีที่แล้ว เปนคนแบบไหนกัน ขณะที่ประเทศต่างๆทั่วโลกเขาก้าวไปข้างหน้า ไม่มีคนชูป้าย remember the alamo ยุให้คนอเมริกันรบกับเมกซิกัน ไม่มีคนจีนชวนย้อนไปหาสมัยดร.ซุนยัดเซนหรือสมัยชิงสมัยหมิง อังกฤษ ไอร์แลนด์เหนือต่างก็มุ่งพัฒนาประเทศ คนไทยประเภทใดที่เอาเรื่องเมื่อ 200 ปีที่แล้วมาแต่งเติมแล้วทำให้ชาติขาดความสามัคคี ช่วยหาให้ด้วย
บันทึกการเข้า
สมชาย
อสุรผัด
*
ตอบ: 11


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 30 พ.ย. 11, 21:29

ครูสามารถสอนให้นักเรียนรู้จักวิเคราะห๋และต้องให้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์เพื่อภายภาคหน้า นั่นคือวัตถุประสงค์ของวิชาประวัติศาสตร์ แต่ไม่ใช่อาศัยวิชานี้มาทำร้ายประเทศของตนเอง
บันทึกการเข้า
สมชาย
อสุรผัด
*
ตอบ: 11


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 30 พ.ย. 11, 21:59

ภัยกำลังมาถึงต้วแล้ว เมื่อปี 53 ก็ปรากฎออกมาแล้ว จงเร่งช่วยกันนำความรู้และปัญญาแก้ไขปัญหาของชาติให้ลูกหลานเถอะ อย่าคิดแต่เอาตัวรอดเลย
บันทึกการเข้า
สมชาย
อสุรผัด
*
ตอบ: 11


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 30 พ.ย. 11, 23:31

ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ การทำงานเฉพาะหน้าที่ของตนเอง ไม่เพียงพอแล้ว เราต้องทำหน้าที่ในฐานะเปนราษฎรด้วย ท่านที่เปนพ่อแม่ต้องอ่านหนังสือเรียนของลูก ถามการสอนของครูอาจารย์แม้ในมหางิทยาลัยด้วย เมื่อท่านเปนครูก็โปรดอย่าป้อนลูกศิษย์ด้วยยาพิษ ด้วยความคิดส่วนตัวของท่าน ในฐานะที่นักวิชาการท่านต้องบอกประชาชนว่าวิชาประวัติศาสตร์จะรับใช้ประเทศชาติได้อน่างไร มิฉะนั้นมิอาจเรียกว่านักปราชญ์ได้
มิได้กล่าวเกินจริง ขอให้พวกท่านได้ติดตามข่าวการเมือง และท่านจะเห็นทั้งเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั้งทาง web, FB, Twitter, Youtube ซึ่งแต่ละอันล้วนเลวทรามอย่างที่มิอาจพูดได้ กลุ่มพวกนี้มีมาหลายสิบปี ดำเนินการเปนอย่างมีขั้นตอนทั้งจากต่างประเทศด้วย และขยายตัวไปเรื่อยๆโดยอ้างประชาธิปไตยแก่ปชช.ที่ไม่เข้าใจระบบรัฐสภา พวกท่านจะให้ประเทศไทยเปนเช่นเขมรแดง หรือประเทศจีนเมื่อมี red guard กระนั้นหรือ ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ปี 53 เถอะการทำลายบ้านเมืองคือตัวอย่าง
บันทึกการเข้า
สมชาย
อสุรผัด
*
ตอบ: 11


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 30 พ.ย. 11, 23:51

พวกท่านมิต้องเปน ultra royalism ที่สามารถก่อเกิดความแตกแยกได้เช่นกัน  เพียงหว้งว่าพวกท่านจะสามารถเห็นวิกฤติของชาติได้ และโปรดอย่าเพียงเอาตัวรอด เพราะถ้าไม่ทำอะไร เห็นสุดจะยืนหยัดอยู่ได้
 
บันทึกการเข้า
prasit
อสุรผัด
*
ตอบ: 35


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 01 ธ.ค. 11, 00:05

 น่ากลัวเหมือนกันครับ ตอนนี้หรือก่อนหน้าหลายจังหวัดเิริ่มใช้กลยุทธนี้กับ ปปช. เพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการ
บ้างก็ให้สะกดชื่อเป็นภาษา E แล้วก็ร้อง ฮือ คงเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการสื่อนะครับ
บันทึกการเข้า
prasit
อสุรผัด
*
ตอบ: 35


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 01 ธ.ค. 11, 01:41

 อนุญาตแก้ไขคำผิด ปปช. เป็น ปชช.
น่ากลัวเหมือนกันครับ ตอนนี้หรือก่อนหน้าหลายจังหวัดเิริ่มใช้กลยุทธนี้กับ ปชช. เพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการ
บ้างก็ให้สะกดชื่อเป็นภาษา E แล้วก็ร้อง ฮือ คงเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการสื่อนะครับ
บันทึกการเข้า
สมชาย
อสุรผัด
*
ตอบ: 11


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 01 ธ.ค. 11, 01:51

ณ เวลานี้ เวลา 01.41 น. ก็ยังมีคนไทยกลุ่มหนึ่งทำงานโดยไม่หวังค่าตอบแทน ทำการสกัดและต่อสู้การเผยแพร่ลัทธิอุบาทว์ในโลกไซเบอร์ ท่านทำอะไรบ้างหรือยัง
บันทึกการเข้า
V_Mee
สุครีพ
******
ตอบ: 1431


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 01 ธ.ค. 11, 07:55

เรื่องการบิดเบือนประวัติศาสตร์นี้มีการทำกันมาตลอดหลายสิบปี  แต่ในช่วง ๒ - ๓ ปีมานี้ดูจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น
พวกที่มาแสดงความคิดเห็นในโลกไซเบอร์นั้นบางส่วนเหมือนถูกล้างสมองให้เชื่อในสิ่งที่ถูกปลูกฝังมา  แม้พยายามจะชี้แจงด้วยหลักฐานต่างๆ ก็ไม่ยอมเปิดหูตารับฟัง
ตัวอย่างเช่นเรื่องการแก้ไขสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่ดำเนินต่อเนื่องกันมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ ๕ ๖ จนบรรลุผลสำเร็จในรัชกาลที่ ๗  และสามารถเลิกศาลต่างประเทศได้โดยสมบูรณ์ในตอนต้นรัชกาลที่ ๘
แต่พอพูดถึงเรื่องนี้เขากลับว่าเป็นผลงานของนายปรีดี  พนมยงค์ ซึ่งมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีประกาศยกย่องเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒  เข้าทำนองยกหางกันเอง  เมื่อพยายามชี้แจงด้วยหลักฐานนานับปการจนต้องจนด้วยหลักฐานก็แถไปว่า เป็นเพราะรัชกาลที่ ๔ และ ๕ ไปยอมทำสัญญากับต่างชาติเลยทำให้เกิดสิทธิสภาพนอกอาณาเขตไปโน่น

ปัญหาเรื่องนี้ถ้าจะสังคายนาคงต้องชำระอาจารย์ที่สอนประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นตัวการปั่นหัวนักเรียนเป็นลำดับแรกแล้วละครับ 
บันทึกการเข้า
samun007
องคต
*****
ตอบ: 433


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 01 ธ.ค. 11, 11:40

ในสังคม social network  สื่อบางสื่อก็สร้างกระอสแยกธนบุรีออกจากกรุงเทพอีก  

ปัญหาก็คือ คนฝั่งธนบุรีต้องทนรับภาวะการณ์ต่าง ๆ มามากพอสมควร และส่วนใหญ่ความเจริญจะต้องเริ่มที่ฝั่งพระนครก่อน ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เห็นว่า ความเจริญไม่เท่าเทียมกัน สิทธิที่คนฝั่งธนบุรีควรจะได้เท่ากับคนที่อยู่ฝั่งพระนครจะได้บ้าง กลับได้น้อย หรือได้ช้า หรือไม่ได้เลย ก็ไม่น่าแปลกใจครับ ที่คนธนบุรีจะเรียกร้องสิทธิของตัวเอง

ถ้าตัดเรื่องการปลุกระดมทางการเมืองออกไป ก็จะเห็นได้ชัดเจน ความเจริญทางฝั่งพระนครจะไปไกลมากกว่าฝั่งธนบุรีประจำ

เมื่อมีการเปรียบเทียบการปกครองพิเศษแบบเมืองพัทยา ซึ่งสามารถแยกตัวเองออกมาจากการปกครองของจังหวัดชลบุรีได้ ก็ไม่เห็นน่าจะมีปัญหาอะไร หากฝั่งธนบุรีจะกลับไปเป็นการปกครองอิสระออกจากกรุงเทพเช่นกัน ก็เหมือนกับหลาย ๆ เมืองในต่างประเทศ ที่แยกฝั่งกันได้ครับ

 
บันทึกการเข้า
samun007
องคต
*****
ตอบ: 433


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 01 ธ.ค. 11, 11:53

ปัญหาในปัจจุบัน มันไม่ได้เพิ่งก่อตัวขึ้น แต่มันก่อตัวมานานแล้ว ไม่ได้มีมาแต่ยุคหลัง พ.ศ. ๒๔๗๕ แต่มีมานานแล้ว

ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ก็จะเห็นวงล้อตรงนี้มันหมุนอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่เปลี่ยนตัวละครมาเล่นเท่านั้นเอง น่าแปลกใจที่ว่า คนส่วนใหญ่ก็มักจะเข้าไปติดกับกงล้อนี้อยู่เสมอ จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนา หรือจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี

ฝ่ายไหนก็ฝ่ายนั้น ต่างหาเหตุผลความชอบธรรมมาเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามเสมอ เป็นการปลุกปั่นมวลชนในชาติเดียวกันให้ประหัตประหารกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม ผลสุดท้ายคนที่แพ้ก็คือประเทศชาตินั่นเอง ไม่มีใครชนะแต่อย่างไร

ในสภาพสังคมที่กำลังแย่อยู่ตอนนี้ เศรษฐกิจก็กำลังจะแย่ หากมีเรื่องแย่ ๆ ซ้ำเติมเข้ามาอีก ผมยังมองไม่ออกว่า บ้านเราจะรอดไปถึงกลางปีหน้าได้อย่างไร ถ้ามีเหตุการณ์สงครามกลางเมืองกันอีก ก็จบ ไม่ต้องพูดอะไรอีก



บันทึกการเข้า
samun007
องคต
*****
ตอบ: 433


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 01 ธ.ค. 11, 11:58

ผมเชื่อว่า ถ้าเรามุ่งมั่น ทำตามพระราชดำรัสที่ทรงตรัสเกี่ยวกับเรื่อง "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" และ ที่ทรงตรัสเรื่องการปิดทองหลังพระ ถ้าเราน้อมนำพระราชดำรัสตรงนี้มาประยุกต์ใช้กับในทุก ๆ เรื่อง ทุกอย่างมันก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดี

แต่ถ้าเราเพิกเฉย นำเอาอารมณ์มาเป็นใหญ่ ใช้ โทสะ โมหะ นำหน้า ผลทุกอย่างที่ได้มันก็จะตรงกันข้ามกับที่เราหวังไว้
บันทึกการเข้า
สมชาย
อสุรผัด
*
ตอบ: 11


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 01 ธ.ค. 11, 18:50

ในเวลานี้ เปนช่วงเวลาที่วิกฤตมาก ขอย้ำ และอาจเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงมากกว่าปี 53 ทหารไม่ใช่ตัวช่วยอย่างที่ท่านหวัง ราษฎรต้องช่วยกันเอง ไม่ต้องมาเสียเวลาคิดว่าทำไมคนไม่ทำตามแนวพระราชดำริ อย่าแค่พูดว่ารักในหลวง ต้องลงมือทำเดี๋ยวนี้ Before too late.
บันทึกการเข้า
สมชาย
อสุรผัด
*
ตอบ: 11


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 01 ธ.ค. 11, 19:17

หากท่านคิดว่าไม่ยุ่งกับใครคงจะรอด ลองคิดดูใหม่ มองย้อนปี 53, เขมรแดง, red guard คนที่ไม่ยุ่งกับใครก็ยังไม่รอด และวิถีชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.036 วินาที กับ 19 คำสั่ง