เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
อ่าน: 81875 รวมบทกวีของศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์)
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 10 พ.ย. 11, 08:52

^
^

นึกถึงบทโคลงของ "ขวัญนรา" (จิตร ภูมิศักดิ์)

สองสตันโฉมช้อยง่าน            งอนงาย
อัดอวบเอิบอาบกามฉาย         เฉิดท้า
ตาวาววะวาบประกาย             ไกวกวาด
ยิ้มยิ่งยิ้มเยาะฟ้า                  ยั่วฟ้ายอเยิน

ดำเนินทวยระทดแท้              เทียวหนอ
ผายสะโพกสองเพลาคลอ        คลั่งเคล้น
ขดานดือเพล็ดแพล็มรอ          รัดรูป โอยแม่
ทวยระทึกสะท้านเต้น             ตุบเต้นติวตัว

เขาหัวหรรษ์หื่นห้า                 โหเห
จุบปากบ้างเล็งคะเน               แน่งเนื้อ
แสนหนาวสั่นโผเผ                 ผาดเหือด หายพ่อ
ร้อนระอุอบอาบเชื้อ               โชติเชื้อกามเกลียว

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30544

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 11 พ.ย. 11, 11:01

จิตรน่าจะหมายถึงนางงามเดินประกวด    เป็นภาพเมื่อ 50 ปีก่อนที่สาวไทยยังสวมชุดว่ายน้ำค่อนข้างมิดชิด    ถ้ามาเห็นชุดประกวดนางงามทุกวันนี้   จิตรจะเขียนถึงขั้นไหนกันนะ

ธารทอง  ของ  ประยอม ซองทอง

ฟ้าที่นี่แผ้วผ่องก่องประภาส
ริ้วทองลาดแรรอบขอบคิ้วหาว
น้ำในธารสะท้อนแพรวดั่งแววดาว
กระพริบพราวเพียงภาพทาบเปลวทอง

แด่ผู้ที่เจ็บช้ำระกำรัก
ที่ทุกข์หนักพักตร์พริ้มมาปริ่มหมอง
ผู้สูญสิ้นดินฟ้าจะคว้าครอง
น้ำเนตรนองท่วมหทัยไร้ญาติมิตร

เพื่อพำนักพักนอนรอนความเศร้า
ที่รุมเร้าเรือนกายเป็นนายจิต
เพื่อวันใหม่ทางใหม่ในชีวิต
เลิกครุ่นคิดคร่ำโศกกับโลกลวง

เพื่อพักผ่อนนอนหลับในทับทิพย์
ชมดาววิบแวมวอมในอ้อมสรวง
รื่นรสรินกลิ่นผกาบุปผาพวง
ลิ้มผึ้งรวงหวานลิ้นด้วยยินดี

เพื่ออาบน้ำชำระกายในธารทอง
ฟังไผ่พร้องเสียงสังคีตขับดีดสี
ฟังลำนำนกร้อยถ้อยพาที
ระเรื่อยรี่จักจั่นกังวานไพร

เพราะถิ่นนี้มีฟ้ากว้างกว่ากว้าง
มีความมืดที่เวิ้งว้างสว่างไสว
เป็นป่าเถื่อนแต่เป็นที่ไม่มีภัย
อยู่ห่างไกลแต่ก็ใกล้ในคุณธรรม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30544

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 11 พ.ย. 11, 11:01

ชีวิตเราถ้าเหมือนเรือ  ของ ประยอม ซองทอง  แต่งเมื่อพ.ศ 2502

ชีวิตเรา ถ้าเหมือนเรือ เมื่อออกท่า
ไม่รู้ว่า ค่ำนี้ นอนที่ไหน
จะลอยล่ม จมน้ำ คว่ำลำไป
หรือสมใจ จอดฝั่ง ..ก็ยังแคลง

ได้แต่ดื่ม น้ำตา เมื่อฟ้าร่ำ
ยิ่งยามย่ำ สายัณห์ ยิ่งกรรแสง
ถูกลมหวน หอบข่ม ระดมแรง
จึงรู้แล้ง หมดแล้ว น้ำแก้วตา

เพราะหากมัว มาร่ำ กำสรวลอยู่
ไหนจะรู้ ทรงเรือ บ่ายเมื่อหน้า
ต้องตักพาย หมายขืน ฝืนลมฟ้า
ไร้เวลา อาดูร พอกพูนใจ


สติตรง ตาแน่ว ดูแนวน้ำ
ไม่ลอยลำ ขวางเรือ เมื่อน้ำไหล
ถ้าไม่ล่อง ก็ท่องทวน สวนทันใด
เรือจึ่งได้ แนวดิ่ง ไม่ทิ้งทาง

ในโลกนี้ มีสิ่ง ต้องวิ่งแข่ง
ถ้าหย่อนแรง ราข้อ ต่อเข้าบ้าง
ก็จะแพ้ แย่ยับ ถึงอัปปาง
อย่าหมายร่าง เราจะอยู่ สู้หน้าใคร

ชีวิตเรา ถ้าเหมือนเรือ เมื่อออกท่า
ต้องรู้ว่า ค่ำนี้ นอนที่ไหน
ต่อรุ่งเช้า ก้าวอีกขั้น มรรคาลัย
กว่าวันชัย สมประสงค์ ถือธงชู..
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30544

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 11 พ.ย. 11, 15:21

@กระทง กทม.@ โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
       
       @ จีบเจียนประจง
       เป็นกระทงใบตอง
       จุดธูปเทียนทอง
       ขมาแม่คงคา
       ลอยลำน้ำไหล
       ลอยไร่ลอยนา
       นครสวรรค์อยุธยา
       ลอย กทม.
       
       @ นาคให้น้ำร้าย
       คนให้น้ำล้น
       ทุกข์ท่วมมณฑล
       จับเจ่าจนจ่อ
       เมืองหลวงมาล่ม
       จ่อมจมลอยคอ
       ใครบ้างเล่าหนอ
       จักเคยคิดเห็น
       
       @ จะให้อพยพ
       หลบน้ำไปไหน
       จะเป็นจะไป
       ก็ไปไม่เป็น
       บ้านเอยเคยอยู่
       อู่เหย้าร่มเย็น
       หมดแล้วมืดเร้น
       จะให้ไปไหน
       
       @ พ่อขุนผีน้ำ
       หมื่นถ้ำหมื่นผา
       แม่พระคงคา
       ลูกขอขมาไหว้
       ได้เรียนได้รู้
       ได้สู้ทุกข์ภัย
       ได้รู้จักใช้
       เอาตนพึ่งตน
       
       @ กระทง กทม.
       ย่อบ้านย่อเมือง
       กระทงน้อยลอยเรื่อง
       บ้านเมืองผู้คน
       จุดธูปจุดเทียน
       อย่าเวียนอย่าวน
       จงประชาชน
       สร้างบ้านสร้างเมือง ฯ
       
       
       เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
       พ.๙/๑๑/๕๔
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30544

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 14 พ.ย. 11, 09:59

 น้ำล้างแผ่นดิน  ของ ประยอม ซองทอง
(ไทยโพสต์ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

(หนึ่ง)-“น้ำท่วมคืออุทกภัยธรรมชาติ”
อดีตอาจสอนให้ได้รู้เห็น
แต่โลกใหม่สมัยนี้มีและเป็น
มิใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างเป็นมา

เพราะเกิดเหตุอาเพศภัยไปทั่วโลก
แต่ทุกข์โศกที่แดนอื่นฟื้นรักษา
เขามีข้อปฏิบัติเป็นอัตรา
ทุกองคาพยพพร้อมครบครัน

โดยองค์กรเป็นกลางวางหน้าที่
โดยไม่มีวงการเมืองมาผกผัน
ผิดชาติด้อยพัฒนาประพฤติกัน
เยี่ยงเผ่าพันธุ์อันธพาลมันครอบครอง

(สอง)-อุทกภัยทั่วประเทศอาเพศหนัก
ยังประจักษ์ยักษ์เปรตเดชผยอง
เดนใจดำซ้ำกักขฬะเขื่องคะนอง
เหมือนมิใช่ญาติพี่น้องพ้องเผ่าพันธุ์

ไม่สำนึกในพระคุณแม่คงคา
ไม่จงรักพิทักษาพนาสัณฑ์
โลภตัดไม้ทำลายป่าวนาวัน
ไม่สำนึกคุณอนันต์นิรันดรธาร

ไม่สำนึกเส้นทางน้ำโดยธรรมชาติ
ซึ่งพิลาสเลิศครรลองล่องละหาน
พึงลัดเลาะกระแสสินธุ์โดยวิญญาณ
ไม่ระรานเยี่ยงครรลองธารครองธรรม

(สาม)-แต่มนุษย์สุดกิเลสเหตุตัณหา
นึกมุ่งหน้ากอบโกยหิวโหยระห่ำ
ก่นกระสันเสกมหาอุตสาหกรรม
เยี่ยงระยำย่ำปัญญาบรรพชน

ไม่สำนึกบุญคุณคลองร่องสายน้ำ
ระยำย่ำกลับกลบคลองเป็นท้องถนน
ไม่สำนึกพระบุญญาพระจอมคน
สืบนุสนธิ์รังสรรค์คลองล่องธารา

   (สี่)-โอ้พระแม่คงคามีพระเดช
โปรดชะล้างเหล่าอาเพศเปรตผีป่า
ล้างเหล่า “สามัคคีเภท”เศษอาณา
อ้าง “ประชาธิปไตย”ด้วยใจคด

ล้างมนุษย์ “กังฉิน”โกงกินชาติ
ให้วิปริตวิปลาศวินาศหมด
พลิกแผ่นดินเป็นถิ่นทองผ่องภาพพจน์
เกริกเกียรติยศ “รัตนโกสินทร์”ถิ่น “เทพ” / ”ไท”

ปรง เจ้าพระยา



บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30544

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 14 พ.ย. 11, 10:01

กวีอภิวัฒน์ : คือโมเดลที่แท้   ของ ประยอม ซองทอง

(แนวหน้า ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

ยินเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ปากเกร็ด
บอกเผด็จศึกน้ำร้องคำหวาน
สร้างเกราะป้องกันน้ำทนรำบาญ
แต่มิได้ระรานเพื่อนบ้านกัน

เมื่อคนดีมีฝีมือคือ “ผู้นำ”
“ผู้ตาม”ทำด้วยจริงใจได้คงมั่น
พร้อมมือยกขึ้นบังแสงแห่งตาวัน
ก็กางกั้นแดดสวยด้วยพร้อมมือ

ทุกคนมีสองมือคือมนุษย์
ใช่เทพผุดจากนภางค์สรรค์สร้างหรือ
ใช่สำนึกแห่งหทัยไร้ฝึกปรือ
ที่แท้คือความสำนึก “ผนึกพลัง”

ใช่ปากกล้าแต่ขาสั่นยัน “เอาอยู่”
แต่แบ่ง”มึง”แบ่ง “กู”สู้แทงหลัง
แฝง “ประโยชน์ทับซ้อน”ซ่อนเกรอะกรัง
โลกรุงรังเพราะโลภซ้อนซ่อนกอบโกย

มองข้ามหัวพี่น้องผองคนยาก
ที่ลำบากท้องกิ่วเพราะหิวโหย
ต่อให้ร้องฟ้องโจทย์ถึงโอดโอย
ปล่อยอิดโรยเจ็บช้ำโดยลำพัง

แต่น้ำใจไมตรีมีมาปลอบ
ก็ระยอบบอบช้ำน้ำตาหลั่ง
กว่าน้ำตาจะปลาบปลื้มลืมพะวัง
เพราะได้หยั่งน้ำใสจากใจจริง

เห็นพี่น้องปากเกร็ดเผด็จศึก
ชวนสำนึกส่งดอกไม้ไม่อาจนิ่ง
ขอยกนิ้วปรบมือให้ไม่ประวิง
เพราะคือสิ่งยิ่งคุณค่าว่า “โมเดล”

มิใช่แค่โฆษณาไม่กระดาก
ส่งสคริปต์ยัดใส่ปากอย่างลิงเสน
ก็ส่งเสียงเจี๊ยกตามบทไร้กฎเกณฑ์
ประดุจเดนไร้คุณค่าน่าเสียดาย

เชิญพี่น้องผองคนดีศรีประเทศ
สร้างขอบเขตเช่น “ปากเกร็ด”เสร็จสมหมาย
เพราะทุกมือถือไม้ด้นคนละพาย
คือความหมาย “โมเดล”แท้...ใช่แค่คุย  !!!

ราตรี  ประดับดาว


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30544

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 17 พ.ย. 11, 09:50

จงเป็นอาทิตย์เมื่ออุทัย       ของ ทวีปวร  (ทวีป วรดิลก)

จงเป็นอาทิตย์เมื่ออุทัย        
เกรียงไกรในพลังสร้างสรรค์
เพื่อความดีงามร่วมกัน        
แห่งชั้นชาวชนคนงาน

เข้ารวมพลังบังเกิด
แจ่มเจิดภพใสไพศาล
ชีพมืดชืดมาช้านาน
ฤาจักทานแสงทองส่องฟ้า

จงเป็นอาทิตย์เมื่ออุทัย
พลังใหม่เข้มแข็งแรงกล้า
พากเพียรเรียนรู้โลกา
เปลี่ยนแปลงสู่อารยยุค

แรงอรุณหนุนเนื่องเรืองล้ำ
แรงดรุณจักนำสันติสุข
มืดมนอนธกาลทานทุกข์
มือสองจักปลุกประกายพลัน
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 17 พ.ย. 11, 11:02

เพลงนี้คงได้แรงบันดาลใจจากบทกวีของทวีปวร



เธอคือความหวัง

เนื้อร้อง เณศวร วรรณโชติและนันทนา เดชะบุญประทาน

เธอเป็นความหวัง
เป็นพลังของประชา
เป็นดาราชี้ทางสดใส
เป็นอาทิตย์ส่องแสงทั่วแดนไทย
เป็นดวงใจประจำคู่ผู้ทุกข์ทน

จากแดนเมือง สู่แดนแคว้นพนา
ด้วยศรัทธาก้าวไปในทุกหน
ขออุทิศชีวิตเพื่อมวลชน
จะยอมทนลำบากอย่างอาจอง

เธอจากไปด้วยดวงใจที่กล้าหาญ
ร่วมประสานกับผองชนบนทางใหม่
เพื่อสร้างสรรค์สังคมอันวิไล
ให้มวลไทยได้เป็นสุขทุกวันคืน

เธออยู่ไกล แต่ใจขอรวมกัน
ร่วมฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง
ขอติดตามร่วมสู้หยัดยืนยง
เพื่อนำธงชัยมาสู่ผองไทย

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30544

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 21 พ.ย. 11, 08:52

เจ้าพระยาพาที : กายอาสา (ไทยโพสต์ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)

     (หนึ่ง)- เขาบอกว่าเขาเคยมาอยู่อาศัย
ไม่มีใครมาบังคับหรือร้องขอ
แต่ลงมือทำทันใดไม่รั้งรอ
และไม่คิดที่จะท้อทำต่อไป
      ด้วยสงสารผู้ทุกข์ยากบากมานี่
ที่ต่าง “หนีน้ำท่วมมาหลบอาศัย”
โดยเฉพาะผู้แก่เฒ่า-ผู้เยาว์วัย
ที่ลำบากหากต้องไปที่ไกลกาย
      ทั้งที่ให้บริการก็มีน้อย
บางคนคอยด้วยร้าวรวดถึงปวดหาย
บ้างเหลือทนจนราดไม่อาจอาย
ทุกคนก็อยากคลี่คลายทุกข์ใกล้ตัว
      พวกเขาจึงอาสามาทำงาน
ไม่มีใครไหว้วานรู้กันทั่ว
แล้วทุกคนก็เข้าใจไม่เกลียดกลัว
ไม่เมามัว..ไม่ย่อท้อ..ไม่รอรา
      พวกเขาคือคนอาสามาทำงาน
ไม่มีใครไหว้วาน..ก็อาสา
สู้สร้างสรรค์ผลงานกันเรื่อยมา
แม้เคยถูกต่อว่า  ก่อนจะเข้าใจ
   
      (สอง)-“เราเริ่มต้นด้วยเข้าเคลียร์ขยะเขลอะ
ทั้งทิชชูเปียกเปรอะเลอะเทอะได้
ทั้งเศษผมปมผ้าอนามัย
ขจัดไปได้ไร้เศษผ้าสารพัด
       จากนั้นใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรค
ราดให้โชกก่อนใช้แปรงลงมือขัด
จนเห็นว่าสะอาดได้พอใช้ชัด
แล้วใช้น้ำสะอาดซัดราดลงไป
     แล้วใช้ไม้ “ม็อบ”ชุบยาทาทั่วพื้น
ถูพอยืนเดินไปมาน่าใช้ได้
แล้วฉีดยากลิ่นกรุ่นละมุนละไม
จบขั้นตอนสุดท้ายให้ได้กลิ่นดี
     ปิดประตูรอพื้นห้องแห้งสักพัก
ก่อนที่จักเปิดให้ใช้ได้เต็มที่
แล้วรีบไปที่ส้วมใหม่ไม่รอรี
เพราะยังมีส้วมอีกมากที่ยังคอย”
   
     (สาม)-นี่คือเหล่าคนช่างคิดจิตอาสา
ที่ไม่หวังเอาหน้า..ค่าใช้สอย
คนที่ถูกคนมองข้ามจำนวนไม่น้อย
คนนับร้อยหมื่นแสนไม่แหงนมอง
     แต่เขาคือเหล่าผู้ใช้กายอาสา
ทำสะอาดทุกเคหา..ส้วมทุกห้อง
ที่สำคัญ..ทำด้วยใจ..ใช่เงินทอง
ยินคำร้อง “ขอบใจนะ” น้ำตารื้น !!!
 
    (ขอขอบคุณข้อมูลจาก “ไทยโพสต์”
12 พฤศจิกายน 2554)
                            ปรง  เจ้าพระยา
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30544

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 25 พ.ย. 11, 18:29

@กลอน อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เรื่อง  เป็นมนุษย์@
       

       @ ก่อนจะเป็นอะไรในโลกนี้
       ทั้งเลวทรามต่ำดีถึงที่สุด
       ก่อนจะสวมหัวโขนละครชุด
       คุณต้องเป็นมนุษย์ก่อนอื่นใด
       
       @ คุณจะต้องรู้จักการเป็นมนุษย์
       ไม่ใช่ชุดเครื่องแบบที่สวมใส่
       ไม่ใช่ยศตำแหน่งแกร่งฉไกร
       หากแต่เป็นหัวใจของคุณเอง
       
       @ ใจที่มีมโนธรรมสำนึก
       ใจที่รับรู้สึกตรึกตรงเผง
       ใจที่ไม่ประมาทไม่ขลาดเกรง
       ใจที่ไม่วังเวงการเป็นคน
       
       @ เมื่อนั้นคุณจะเป็นอะไรก็ได้
       เป็นผู้น้อยผู้ใหญ่ได้ทุกหน
       มโนธรรมสำนึกรู้สึกตน
       ต้องตั้งตนให้เป็น คือ เป็นมนุษย์!
       
       เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
       พฤ ๑๓/๑๑/๕๑

http://www.kaweeclub.com/b28/t414/
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30544

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 25 พ.ย. 11, 18:30

@พิราบกับอสรพิษ@
       
       @ งูพิษคืออสรพิษ
       ย่อมฤทธิ์มากย่อมร้ายมาก
       จัดฉากและหลบฉาก
       ขย้ำกลืน ขยอกกลืน
       
       @ ฝูงนกและลูกนก
       ก็ตกตื่น ก็แตกตื่น
       ขัดขืนก็สุดขืน
       กับเขี้ยวงู และพิษงู
       
       @ นกพิราบกับฝูงพิราบ
       รวมกลุ่มสู้ เข้าต่อสู้
       บินพรูกันพร้อมพรู
       ร่วมส่งเสียง ประสานเสียง
       
       @ พันธุ์งูกับพวกงู
       ก็กรูเคียงเข้าข้างเคียง
       แลนเรียงตะกวดเรียง
       เข้าล้อมนก เข้าล่านก
       
       @ เค้าแมวคือเค้าแมว
       ค่อยผงกหัวผงก
       ร้องนรกนี่คือนรก
       อย่ารุนแรง หยุดรุนแรง
       
       @ นิทานคือนิทาน
       ย่อมแสดงสิ่งไม่แสดง
       เชิญแถลงสิเชิญแถลง
       ว่าเรื่องจริงนี้ ไม่จริง!
       
       
       เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
       พฤ ๖/๑๑/๕๑

http://www.kaweeclub.com/b28/t414/
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30544

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 28 พ.ย. 11, 10:59

เจ้าพระยาพาที : เสียงกระซิบแห่งเวนิส ของ ปรง เจ้าพระยา  (ประยอม ซองทอง)
 (ไทยโพสต์ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)
        มีคำถามถึง “เวนิสตะวันออก”
ที่ก้อนน้ำกระฉอก ระลอกใหญ่
ท่วมทั้งกรุงและกวาดทั่วประเทศไทย
จนน้ำใจและน้ำตาบ่าท่วมตาม
        โอ้กรุงเทพเมืองฟ้าอมรพิมาน
แว่วเพลงหวานสุนทราภรณ์ขจรสยาม
ถูกน้ำเน่าเคล้าคลุ้งเหม็นทุ่งงาม
สมญานามแห่งเวนิสหมองจิตตรม
        นอกกรุงเทพฯเมืองหลวงไทยหัวใจประเทศ
เกิดอาเพศเพราะเหตุใดใจเมืองล่ม
บริหารกันอย่างไรให้เมืองจม
ดื่นระดมปุจฉาดังสื่อทั้งมวล
       (หนึ่ง)-ประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำ
ของผู้นำ “รุ้เรื่องดี ?และถี่ถ้วน?
-โดยผู้รู้เรื่อน้ำดี,ที่สมควร
หรือแล้วล้วนพวกเอาหน้า..สมองกลวง” ?
       (สอง)-ผู้ที่เชี่ยวชาญจัดการน้ำ
ประเทศนี้มีคราคร่ำ..ไม่น่าห่วง
แต่เป็นที่กังขาประชาปวง
ถุกกลลวงหรือใจน้อยต้องถอยไกล
      (สาม)-คนรู้ดีมีพระราชดำรัส
แนวทางจัดการน้ำเคยพร่ำไข
มีขั้นตอนชัดเจนควรเป็นไป
และควรได้ดำเนินไปหลายสิบปี
      (สี่) ที่เขาลือว่าการเมือง”ประสานงา”
รัฐบาลกับ “ผู้ว่าฯ”ต่างหน้าที่
ปล่อยชาวบ้านตกเป็นเหยื่อ...เลวเหลือดี
ความทั้งนี้ปิดกัน “แซ่ด”ทุกแวดวง...ฯลฯ
   แต่กระนั้นก็ยังมีความดีเลิศ
“จิตอาสา”แสนประเสริฐและสูงส่ง
พระเมตตาพระบรมวงศานุวงศ์
เลิศยิ่งยงคือน้ำใจไทยด้วยกัน
      ทั้งน้ำมือน้ำจิตมิตรประเทศ
แสนวิเศษหลั่งตรงดำรงมั่น
และที่ชนต่างซาบซึ้งตรึงสัมพันธ์
“รั้วของชาติ”ผู้สร้างสรรค์ไม่พรั่นใด
      ยกเว้นแต่พฤติกรรมนักการเมือง
หลายร้อยเรื่องหลากประเด็นชนเห็นไส้
แม้สัมภเวสีที่แสนไกล
ยังถูก ”ไม้กันหมา”เอามาหากิน
       โอ้พระคุณแม่คงคาสูงค่าเอ๋ย
“เหนือหัว”เคยแนะแนวทางวางไว้สิ้น
“ทุนสามานย์”ทันสมัยไม่ยลยิน
ทุกข์แผ่นดินคงตกสู่อนุชน !!!!

                   ปรง เจ้าพระยา

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30544

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 28 พ.ย. 11, 11:01

กวีอภิวัฒน์ : อยู่กับธรรมชาติ (แนวหน้า ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔) ของ ราตรี  ประดับดาว (ประยอม ซองทอง)

           ฉันกำเนิดเกิดเป็นลูกชาวนา
ชินกับ “น้ำท่วม”มาจนเติบใหญ่
เกิดน้ำท่วมทุ่งนามาคราใด
ฉันเลิกลง “เบ็ดคัน “เป็น ”เบ็ดราว”
         สายน้ำฝนที่หล่นมาจากฟ้านั้น
กลิ่นเย้ายวนชวนฝันถึงห้วงหาว
ต่อให้น้ำท่วมฟ้าปลากินดาว
รอถึงคราวน้ำลดหมดกังวล
   ที่มันเป็นเช่นนั้นฉันได้เห็น
ดื่นประเด็นชื่นฉ่ำจากน้ำฝน
น้ำจากฟ้ากแสนสะอาดปราศฝุ่นปน
ไม่มัวมลปนมลพิษติดโรคภัย
        แม้บางคราวน้ำคลั่งลงพังป่า
หากหมู่ไม้ยังแน่นหนาประทังได้
หรือน้ำห้วยอาจกระแสเปลี่ยนแปรไป
ก็เพราะขาดต้นไม้ใหญ่ไว้ปะทะ
       เห็นห้วยหนองท้องธารในกาลก่อน
อาจไหลเจาะเซาะซอนสะเปะสะปะ
แต่เส้นทางน้ำหลั่งไหลไปชำระ
อาจน้ำเซาะชะริมตลิ่งห้วยภินท์พัง
      แต่แสนแปลกฝูงหญ้าแฝกแทรกริมห้วย
มันกลับช่วยยึดดินติดริมฝั่ง
ต่อแฝก-ปรง-เฟิร์น-กูด-เกินฉุดรั้ง
เหมือนพนังกั้นมิให้ทะลายลง
     นอกจากนั้นฉันยังเห็นหลายหมู่บ้าน
มีบึงหนองท้องละหานปานสระสรง
เป็นแหล่งใหญ่ใช้กักน้ำตามจำนง
ให้น้ำคงรอฝนฟ้าผ่านหน้าแล้ง
      ฉันรำลึกถึง “แก้มลิง”พระเจ้าอยู่หัว
นั่นแหละตัวการเก็บน้ำทำเป็นแอ่ง
ใช้รดผักเลี้ยงปูปลาพาพลิกแพลง
ซึ้งสำแดงพระมหาปรีชาญาณ
      ทรงรอบรู้ทั้งดิน-ฟ้า-น้ำ-อากาศ
จนประสาทเป็น “เกษตรผสมผสาน”
หรือ “เกษตรแผนใหม่”ไว้ตำนาน
หลายหมู่บ้านหันตามรอยบาทยุคล
      หากกำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำ
ตามถ้อยคำพระดำรัสจักเกิดผล
หลากโครงการพัฒนาเกษตรฃล
คุณค่าล้นกลายเป็นกลุ่ม “ชุมชนพอเพียง”
   โอ้ว่าภูมิปัญญาบรรพชน
เลี้ยงประเทศเกษตรพ้นความสุ่มเสี่ยง
เลี้ยงเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ใกล้เคียง
และหลีกเลี่ยงหายนะ..เพราะพระคุณ  !!!
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30544

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 24 ก.ค. 16, 13:15

กลอนของกวี
ไพวรินทร์ ขาวงาม ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. 2558


เราอ่านกลอนของกวีที่ทุ่งหญ้า
นวลน้ำคำและน้ำตามาค้างแผ่ว
ดวงแดดเช้าเหมือนแกล้งจะแต่งแวว
วาดน้ำค้างหยาดแก้วมิอันตรธาน

เราอ่านกลอนของกวีที่ทุ่งข้าว
หนาวลมหนาว ยิ่งหนาวยิ่งเฝ้าอ่าน
หอมวรรคทองของทุ่งลมสะท้าน
หอมข้าวสุกจากบ้านของชาวนา

เราอ่านกลอนของกวีที่ฝั่งน้ำ
หยอกห้วยหนองคลองร่ำระบำไผ่ป่า
แหพ่อเหวี่ยงเป็นวงใต้โค้งฟ้า
ค่ำนี้หนอ, จะป่นปลาให้ลูกกิน

เราอ่านกลอนของกวีที่ริมทาง
ย่างเหยาะย่างเราจะย่างไปตามถิ่น
ย่ำเหยาะย่ำเราจะย่ำจะย้ำยิน
เสียงแผ่นดินเสนาะดังกังวานใจ

เราอ่านกลอนของกวีที่ขอบฟ้า
เวี่ยวรรคเก่าของดาริกาจากฟ้าใหม่
ละลายเป็นวรรคทองของฟ้าใด
ล่องวิญญาณฝากไว้ให้สุกสกาว

เราอ่านกลอนของกวีที่ห้องเช่า
มุมแสนเงียบแสนเหงาและแสนหนาว
รูฝาห้อง, แดดส่องเป็นลำยาว
ไต่แสงดาวสีขาวถึงดวงตะวัน

เราอ่านกลอนของกวีที่มุมโลก
สุดชายแดนแสนโศกนรกสวรรค์
มุมหนึ่งใดจะอาจไถ่ซึ่งโทษทัณฑ์
ขอมุมนั้นวรรคทองช่วยส่องทาง

เราอ่านกลอนของกวีที่ใจกวี
หวามร้อยวันพันปีไม่มีสร่าง
โอ วรรคทองของใจที่ไหวว้าง
โถ อ้างว้าง, จะอ้างว้างอีกอย่างไร!
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30544

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 24 ก.ค. 16, 13:27

ไพวรินทร์ ขาวงาม ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. 2558

คิดไม่ถึงจะคิดถึงถึงเพียงนี้
คิดไม่ถึงใจจะมีที่คิดถึง
เพียงแค่คิดไม่คิดว่าจะตราตรึง
คิดที่นี่อีกทีหนึ่งคิดถึงกัน

รักเพียงรักวูบเดียวประเดี๋ยวประด๋าว
ฝันเพียงฝันวับวาวประด๋าวประเดี๋ยว
ทุกข์เพียงทุกข์ชั่วคราวประด๋าวเดียว
สุขเพียงสุขประด๋าวเทียวประเดี๋ยวทุกข์

บางดาบสาดซัดประหัตประหาร
บางดาบประดับบ้านอยู่ข้างฝา
บางดาบต้านอริที่รุกมา
บางดาบนิทราอยู่กลางใจ

คนสวนพรวนดินปลูกดอกไม้
ยามหัวใจแห้งแล้งกระนั้นหรือ
ดูซินี่! ดอกไม้อยู่ในมือ
จะหาญถือให้ใครยามไร้รัก

ผีเสื้อใด? ยิ่งบินไปไร้แก่นสาร
เพียงโฉบผ่านปวงบุปผาน่าเหน็ดหน่าย
ปรารถนากระโจนผาฆ่าตัวตาย
หุบปีกฝันพลันพลิ้วว่ายเวิ้งทะเล

ปล่อยไปก็ปวดเปลี่ยว
เหนี่ยวรั้งก็ปวดร้าว
ห่างนักก็เหน็บหนาว
เบียดผ่าวก็แผดร้อน

โลกคือโรงแรมอันเรืองรองของชีวิต
ตื่นสนุกหลับสนิทคิดสืบก้าว
เดินทางมุ่งทุ่งลำพังฝั่งธารดาว
จะชั่วคราวหรือค้างคืนจงตื่นใจ

เราได้ยิน เราได้ยิน หินร้องไห้
เราจึงไป เราจึงไป ใกล้ใกล้หิน
หินก้อนนั้น ณ บัดนั้น ก็พลันบิน
ไปจากดิน ไกลจากดิน เป็นดวงดาว

เพียงแค่คิดก็ถึงคือคิดถึง
เพียงแค่ซึ้งก็สื่อคือห่วงหา
เพียงแค่ดินคิดถึงก็ถึงฟ้า
ถึงลับตาคิดถึงก็ถึงใจ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.167 วินาที กับ 19 คำสั่ง