เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 82017 รวมบทกวีของศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์)
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30545

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
 เมื่อ 02 พ.ย. 11, 10:36

บทกวีที่นำลงในกระทู้นี้  ส่วนหนึ่งนำมาจากหนังสือ "ปานมณีรุ้ง" ซึ่งเป็นหนังสือรวมบทกวีของศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์)  คัดเลือกมาเฉพาะบางบท
บางบทก็นำมาจากหนังสืออื่น  แต่เป็นผลงานของศิลปินแห่งชาติเช่นกัน

ขอเชิญผู้ที่ชอบบทกวี เลือกบทกวีของศิลปินแห่งชาติที่ท่านถูกใจ มาลงเพิ่มเติมในกระทู้นี้ด้วยค่ะ

ท่านแรก คือม.ล.ปิ่น มาลากุล ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2530  ขอนำกลอนที่ชื่อว่า "อันอำนาจใดใดในโลกนี้" มาลงประเดิม

อันอำนาจใดใดในโลกนี้
ไม่เห็นมีเปรียบปานการศึกษา
สร้างคนหาค่ามิได้ในโลกา
ขึ้นจากผู้ที่หาค่าไม่มี

 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30545

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 02 พ.ย. 11, 11:01

ใต้โค้งสะพาน  ของ อุชเชนี (อาจารย์ประคิน ชุมสาย ณ อยุธยา) ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2536  เขียนเมื่อพ.ศ. 2493

ดวงใจ...
หยุดไห้เสียทีเถิดหนา
ดูจันทร์รูปเคียวเกี่ยวฟ้า
โลมหล้าด้วยแสงเงินเย็น

เรามีแต่โค้งสะพาน
ต่างบ้านคุ้มหัวไม่เห็น
แต่เช้าถึงค่ำลำเค็ญ
หลบเร้นฝนร้าวหนาวกาย

ละเมอว่านั่นสายรุ้ง
ผุดพุ่งรุ่งเร้าเฝ้าหมาย
โยงสุขสู่กันบั้นปลาย
ฝันร้ายรุ่งเฝือเหลือเงา

เพียงโค้งสะพานอันเดิม
ช่วยเสริมความหวังช่างเขลา
แต่คนยากเข็ญเช่นเรา
มีมากมิเบาเจ้าเอย

ถูกเขาขับไล่ไสส่ง
คงแต่ใจตรงเปิดเผย
เราซื่อเราโง่ทรามเชย
แต่มีหรือเคยคดใคร?

พราวเดือนเลื่อนลับอับแฝง
หิ่งห้อยยังแจงแสงใส
ความหวังแม้พลาดคลาดไป
อาจฟื้นคืนใหม่นานา

ด้วยใจแนบเรียงเคียงสนิท
มิ่งมิตรจงพิงอกข้า
หยัดอยู่สู้โลกพาลา
จนกว่าอรุณรุ่งราง


บันทึกการเข้า
chupong
พาลี
****
ตอบ: 303


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 02 พ.ย. 11, 11:59

ผมขออนุญาตท่านอาจารย์เทาชมพูเข้าร่วมกระทู้นี้ด้วยคนหนึ่งครับ

   ท่านอาจารย์อุชเชนี เป็นกวีอีกท่านหนึ่งที่ผมบูชาครับ และหนังสือ “ขอบฟ้าขลิบทอง” ของท่าน ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนังสือดีหนึ่งในหนึ่งร้อยเล่มที่คนไทยควรอ่าน เสียดายครับอาจารย์ ผมเสียดายตรงที่หนังสือกวีนิพนธ์อีกเล่มหนึ่งของท่าน คือ “ดาวผ่องนภาดิน” กลายเป็นหนังสือหายากไปเสียแล้ว ผมเองก็หมดสิทธิ์ครอบครองครับ เพราะตามแสวงไม่พบเลย

   มีข้อสังเกตประการหนึ่ง นั่นคือ ท่านอุชเชนีนั้น นอกจากจะเป็นมือกลอนแล้ว ท่านยังเป็นมือฉันท์ชั้นครูอีกด้วย ใน “ขอบฟ้าขลิบทอง” แม้งานกวีนิพนธ์ส่วนใหญ่เป็นกลอน แต่ก็พบฉันท์จำนวนหนึ่ง ขณะนี้ผมอยู่ที่ทำงานครับ เลยมิได้นำหนังสือเสียงเรื่องขอบฟ้าขลิบทองติดตัวมา ถึงกระนั้น ก็ขออนุญาตเขียนถึงบทกวีชื่อ “พลังรัก” ที่ผมชื่นชอบสักนิดหนึ่งครับ

   ท่านอุชเชนีรจนาบทกวี “พลังรัก” ด้วยภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒ ลีลาฉันท์เป็นไปตามขนบคัมภีร์วุโตทัยอย่างเคร่งครัด แต่เสน่ห์ซึ่งท่านสอดซ้อนเข้าไป นั่นคือ สัมผัสใน (สัมผัสสระ) ครับ ภุชงคประยาตฉันท์ บทหนึ่งแบ่งเป็นสองบาท บาทละ ๒ วรรค แต่ละวรรคกำหนดให้เขียน ๖ พยางค์ตายตัว โดยพยางค์ลหุ อยู่ตรงพยางค์ที่ ๑ กับ ๔ ถ้าจะสอดซ้อนเสน่ห์ด้วยสัมผัสใน (สัมผัสสระ) กวีท่านจะกำหนดให้พยางค์ที่ ๓ กับ ๕ ซึ่งเป็นพยางค์ครุสัมผัสกัน ทำให้อ่านแล้วไหวพลิ้ว ท่านอุชเชนีดำเนินลีลาของ “พลังรัก” ในครรลองนี้ชนิดเอตทัคคะทางฉันท์ ภุชงคประยาตของท่าน มีสัมผัสในปรากฏในวรรคที่หนึ่งของบาทแรก และวรรคที่ ๑ กับ ๒ ของบาทที่สอง ตั้งแต่ต้นจนจบบท ผมจึงถือเอา “พลังรัก” เป็นตัวอย่างภุชงคประยาตฉันท์ชั้นเซียนเหยียบเมฆอีกบทหนึ่งครับ
 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30545

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 03 พ.ย. 11, 09:54

ขอเอากลอนของศิลปินแห่งชาติอีกท่านหนึ่งมาลง  คือกลอนชื่อ อู่ข้าว อดข้าว ของ คุณ "ทวีปวร" หรือทวีป วรดิลก  ศิลปินแห่งชาติพ.ศ.2538   ท่านถึงแก่กรรมเมื่อพ.ศ.  2548
กลอนบทนี้แต่งเมื่อพ.ศ. 2489

อู่ข้าว-อดข้าว

อู่ข้าวอดข้าวคราวนี้
เคยมีคิดมั่นขันหมาย
เริดร้างห่างมอดวอดวาย
ปรากฏอดตายใกล้มา

เมืองข้าวอดข้าวข่าวใหญ่
นาไร่แลโรยโหยหา
เปลี่ยนคนเป็นควายไถนา
กินหญ้าแทนข้าวข่าวดี

ไชโยโห่ร้องก้องกึก
อึกทึกอู่เปล่าข้าวหนี
นังนุงยุ่งยิ่งสิงคลี
คนมีข้าวหมดอดตาย

อู่ข้าวอดข้าวคราวยาก
ชอกช้ำลำบากเหลือหลาย
ในน้ำมีปลาน่าสบาย
อับอายข้าวไร้ในนา

ชาตินี้เกิดมาอาภัพ
รอกลับเกิดใหม่ชาติหน้า
ตื่นเช้าทำไร่ไถนา
โลกบ้าหน้ามืดฝืดคอ

อู่ข้าวอดข้าวคราวยาก
ทรกรรมลำบากลูกพ่อ
ข้าวหมดอดตายใจคอ
จักรอชาติหน้าบ้าแล้ว!
บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 03 พ.ย. 11, 19:39

บทกวี อำนาจ ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. 2536

      
       @ นี่ไม่ใช่เวทีที่แจ้งเกิด
       ไม่ใช่ที่ที่จะเชิดละครหุ่น
       ไม่ใช่ทั้งที่ประกาศเกียรติ์สกุล
       เทิดความเถื่อนอธรรมสถุลชีพเป็นธรรม
      
       @ ไม่ใช่ที่หลบภัยของคนร้าย
       ไม่ใช่ที่ค้าขายความรวยร่ำ
       ไม่ใช่ที่ฟอกถ่านอันเปื้อนดำ
       ไม่ใช่ที่ล้างกรรมปฏิกูล
      
       @ อำนาจนี้มอบไว้แด่ปวงชน
       ไม่ให้คนผูกขาดเข้ารวมศูนย์
       เข้าตั้งคอกพอกผลประโยชน์พูน
       ปล่อยประชาอาดูรอยู่ดักดาน
      
       @ อำนาจนี้มอบไว้แด่ปวงชน
       ไม่ใช่เพื่อรวมพลคนหน้าด้าน
       เข้าตั้งกลุ่มตั้งแก๊งค์อันธพาล
       เผด็จการเผด็จโกงเผด็จกิน
      
       @ รวมพลังมวลมหาประชาชน
       ร่วมโค่นคนทรยศให้หมดสิ้น
       ปลดม่านลวงปวงประชาทั่วธานิน
       ปลดแผ่นดินถิ่นไทยให้เป็นไท!
      
      
       เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
       พฤ.๒๖/๕/๕๔
บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 03 พ.ย. 11, 20:02

อังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์ ) พ.ศ. 2532

     เสียเจ้า

@เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง
มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า
มิหวังกระทั่งฟากฟ้า
ซบหน้าติดดินกินทราย
 
@จะเจ็บจำไปถึงปรโลก
ฤๅรอยโศกรู้ร้างจางหาย
จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย
อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ

@หากเจ้าอุบัติบนสรวงสวรรค์
ข้าขอลงโลกันตร์หม่นไหม้
สูเป็นไฟเราเป็นไม้
ให้ทำลายสิ้นถึงวิญญาณ

@แม้แต่ธุลีมิอาลัย
ลืมเจ้าไซร้ชั่วกาลปาวสาน
แม้นชาติไหนเกิดไปพบพาน
จะทรมานควักทิ้งทั้งแก้วตา

@ตายไปอยู่ใต้รอยเท้า
ให้เจ้าเหยียบเล่นเหมือนเส้นหญ้า
เพื่อจดจำพิษช้ำนานา
ไปชั่วฟ้าชั่วดินสิ้นเอย


    วักทะเล

@วักทะเลเทใส่จาน   
รับประทานกับข้าวขาว
เอื้อมเก็บบางดวงดาว   
ไว้คลุกข้าวซาวเกลือกิน

@ดูปูหอยเริงระบำ   
เต้นรำทำเพลงวังเวงสิ้น
กิ้งก่ากิ้งกือบิน   
ไปกินตะวันและจันทร์

@คางคกขึ้นวอทอง     
ลอยล่องท่องเที่ยวสวรรค์
อึ่งอ่างไปด้วยกัน   
เทวดานั้นหนีเข้ากะลา

@ไส้เดือนเที่ยวเกี้ยวสาว
อัปสรหนาวสั่นชั้นฟ้า
ทุกจุลินทรีย์อมิบ้า   
เชิดหน้าได้ดิบได้ดี
 
@เทพไท้เบื่อหน่ายวิมาน   
ทะยานลงดินมากินขี้
ชมอาจมว่ามี   
รสวิเศษสุดที่กล่าวคำ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30545

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 03 พ.ย. 11, 20:50

บทกวี  "ทบทวนเส้นทางก่อนย่างก้าวใหม่" ของราตรี ประดับดาว  หรือ ประยอม ซองทอง

(หนึ่ง)-เดินโดดเดี่ยวอ้างว้างอยู่กลางแจ้ง
แสบด้วยแสงแห่งตาวันอันเจิดจ้า
ฉานแสงโชนวับวิบขลิบขอบฟ้า
หวั่นเหว่ว้าหวิววับทับฤทัย

เหมือนดอกจานบานสล้างเกลื่อนกลางทุ่ง
ปรับแต่งปรุงทุ่งแวววามงามสดใส
ผลิดอกบานสานความหวังพลังใจ
ดุจดั่งไฟโชนแสงหน้าแล้งร้อน

จากรังสีคลี่คิมหันต์อันแผดผิว
พลันพลิกพลิ้วริ้วร้อนคลายค่อยถ่ายถอน
ชวนเชิดโชนปนปรุงรุ้งทองปอนด์
ดุจดั่งพรดับแล้งแห่งร้อนร้าว

คืนและวันผันพรูฤดูเปลี่ยน
ลมหวานเวียนสานผสมผ่านลมหนาว
เหมือนสายทิพย์พริบฝันอันเพริศพราว
พรจากดาวเด่นเดือนเตือนอารมณ์

(สอง)-ครั้นแรกก้าวเข้ามหาอาณาจักร
รื่นสำลักหวังหวานซ่านความขม
แทนสรรเสริญเพลินพะนอคลอคำชม
อาจระบมบ่มท้อทรมาน

แต่ทุกถ้อยคำคมคารมปราชญ์
"อย่าเขลาขลาดคล้อยตามลมชมความหวาน
ต้องทะนงคงความฝันอันตระการ
กว่าผลผลิกลีบเบ่งบานเกลื่อนก้านใบ

ทุกชีวิตจักมีค่าต้องกล้าอยู่
หันหน้าสู้แสงตะวันอันโชนใส
ชีพมิสิ้นดิ้นสุดแรงชีพแกว่งไกว
จึ่งจักได้ฝันสีทองอันผ่องเพรา"

(สาม)-เธอเดินทางห่างไกลมากจากวันก่อน
ต้องไม่ย้อนไปกล้ำกลืนคลื่นความเศร้า
หันหน้าสู้แสงตาวันอันแรงเร้า
เพื่อครรลองปองเรา...คว้าดาวทอง !!!
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30545

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 04 พ.ย. 11, 09:47

กลอน "นักเดินเรือ" ของสถาพร ศรีสัจจัง  ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2548

มีตำนานเก่าเก่า   เล่าว่า
ณ เวิ้งน้ำเวิ้งฟ้า-คุ้งน้ำเขียว
มีนกขาวว่ายฟ้าฟ้อนปีกเรียว
โฉบท่องบินเที่ยว อย่างเป็นไท

ลิบลิบแหล่งนั้น - ที่ไกลโน้น
คลื่นฟาดตัวโยนเป็นเกล็ดใส
ผู้กล้าก่อนเก่าเคยบุกไป
บอกว่า-คลื่นใหญ่นั่นเหมือนยักษ์

เหมือนดังปราการ-เหมือนด่านน้ำ
เหมือนด่านลม  ที่คร้ามเมื่อประจักษ์
แต่งามนกฟ้านั้นก็งามนัก
คือเสน่ห์ดึงชักให้ไปชม

จึงผู้กล้าก่อนเก่าเมื่อปรากฏ
ด่านคลื่นลมทั้งหมดก็เกินข่ม
เพียงกางใบสำเภา  ผูกช่อปม
ท่านก็ฝ่าคลื่นลม  ออกทะเล

วันนั้น ใครนั่น-ประมงน้อย
แต่งเรือไว้คอยไปแรมเร่
แรงใจแรงตัวล้วนทุ่มเท
ศึกษาหลากเล่ห์คลื่นลมลวง

ศึกษาดวงดาวคืนเดือนดับ
ว่าอย่างไรจึงจะขับให้เรือล่วง
ว่าอย่างไรจึงจะฝ่าให้ภัยปวง
เพื่อลุห้วงน้ำตามตำนานนั้น

วันนี้  เรือเทียบอยู่ถ้วนท่า
ประมงน้อยดาษดา  เห็นอยู่นั่น
เตรียมพร้อมคึกคักอยู่ครามครัน
รอคอยคืนวัน - จะยาตรา

นักเดินเรือต้องมุ่งทะเลหลวง
เกียรติภูมิทั้งปวงจึงเจิดจ้า
เมื่อผ่านลมคลื่นผ่านกาลเวลา
ต้องพบเห็นนกฟ้า-อย่างแน่นอน
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30545

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 04 พ.ย. 11, 18:43

บทกวี   ลงโทษ  ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ  ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕

 ๏ โฉมสำอางนางนาคนิมิตเอ๋ย
กำหนดน้ำอย่าให้หลากท่วมมากเลย
คนเดือดร้อนไม่เคยละเมิดใคร

ยังไม่เคยละเมิดหมิ่นทั้งดินน้ำ
ธรรมชาติก็หาเคยละเมิดไม่
น้อมรับกรรมทำมาหากินไป
ตามวิสัยธรรมดาสามัญชน

แต่ฝูงคนชั้นนำลุอำนาจ
นั่นต่างหากพิฆาตทุกแห่งหน
ธรรมชาติต้องพินาศนองสกล
ผลาญผู้คนผลาญทรัพยากร

ต้องลงทัณฑ์คนชั้นนำลุอำนาจ
กวนน้ำเชี่ยวเกรี้ยวกราดสาดสังหร
นาคนิมิตพิชิตพาลนิรันดร
ดับทุกข์ร้อนรากหญ้านะเจ้าเอย

บ้านช่างหล่อ กรุงธนบุรี
2 สิงหาคม 2554
08.50 น.
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30545

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 05 พ.ย. 11, 13:05

บทกวี  กังวานชีวิต  ของ ทวีป วรดิลก   ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2538   

๏ มาลัยรักสลักเสลาเราแนบหมอน
ในยามนอนมนัสนันท์ด้วยฝันหวาน
มาลัยพจน์บทกวีมีวิญญาณ
คือกังวานชีวิตสถิตทรวง

ถ่ายทอดสุขทุกข์โศกในโลกนี้
เสียงดีดสีธารเสนาะเซาะผาหลวง
เมฆกล่อมดาวพราววิภาแต้มฟ้าปวง
ซึ้งแดดวงสมุทรพร่ำรำพันรัก

บัลลังก์ม่วงช่วงโชติโรจน์ลิบฟ้า
สุริยายิ่งยงสูงส่งศักดิ์
ชีวิตใหม่ไขแสงแจ่มแจ้งพักตร์
สมานสมัครเสมอจิตเถิดมิตรมวล

สืบสายธารกาลสมัยห่างไกลพ้น
ชีพผจญเศิกสรรพ์สุดผันผวน
คำกังวานขานกวีที่ขับครวญ
คงอบอวลอมรรตัยไปนิรันดร์

ยามมืดมนพ้นเนตรสังเกตเห็น
แสงงามเด่นสว่างแดนแสนเฉิดฉัน
คือดวงไฟใสสว่างดังกลางวัน
เป็นมิ่งขวัญฉัตรชัยให้ชีวิต

ยามภพงามอร่ามตาประชาชื่น
กังวานรื่นลำนำคำลิขิต
ดุจบัณเฑาะว์เสนาะโสตปราโมทย์มิตร
ภาพโสภิตความฝันอันเป็นจริง

มาลัยร้อยรอยช้ำย้ำให้ซึ้ง
บุปผาพึงเผือดเฉาเศร้าโศกสิง
มาลัยพจน์บทกวีที่อ้างอิง
ยืนยงยิ่งยิ่งมาลัยใดจะปาน

ขอให้เป็นเช่นอุษาฟ้ารุ่งสาง
ลบเลือนรางผืนไผทผ่องไพศาล
ขอให้เป็นเช่นพิณรินกังวาน
ยามชีพผ่านมหันตภัยใดใดเทอญ

ทวีปวร , ๒๕๐๖
บันทึกการเข้า
chupong
พาลี
****
ตอบ: 303


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 05 พ.ย. 11, 14:46

เรียนท่านอาจารย์เทาชมพู และท่านสมาชิกเรือนไทยทุกท่านครับ

   ก่อนน้ำจะมาถึงบ้านผม และพัดพาความกลัดกลุ้มมาสุมจนสมองตีบตันมึนตื้อไปชั่วขณะ ผมขอนำบทกวีของท่านอาจารย์สถาพร ศรีสัจจัง ซึ่งรจนาโดยใช้นามปากกา “พนม นันทพฤกษ์” มาลงไว้ ณ กระทู้นี้ครับ บทกวีทุกวรรคที่ท่านจะได้อ่าน คัดจากความทรงจำของผมทั้งสิ้น หากมีส่วนใดวิปลาสคลาดเคลื่อน ขอท่านโปรดเมตตาให้อภัย แหละแก้ไขข้อความนั้นๆให้ผมผู้โฉดเขลาด้วยเถิดครับ

ฝั่งทะเลตะวันตก
โดย ท่านพนม นันทพฤกษ์

   เมื่อวิบวิบแสงแวมเริ่มแต้มฟ้า
ม่านความมืดที่ทาก็ถดถอย
เมื่อหมอกน้ำล่วงลาสลายรอย
เขียวม่วงครามก็ค่อยคลี่ม่านคลุม

   เหนือคุ้งฟ้าคุ้งโค้งเป็นวงฟ้า
ขาวเมฆฝอยจับฝ้าเป็นกลุ่มกลุ่ม
เรี่ยเรี่ยรายรายระบายรุม
แต่งแต้มสุมทุมขึ้นทาบทา

   หัวคลื่นนั้นเคลื่อนอยู่คึกคึก
แรงหวนลมดึก ลมเดือนห้า
กำหนดท่วงทีแห่งลีลา
ให้น้ำให้ฟ้าให้ทะเล

   ยาวสี่วาเรือกลสำเภาเก่า
กำลังลอยทอดเงาให้ลมเห่
เหมือนมีมือแกว่งเหมือนไกวเปล
ต่อเรือที่เร่มาแรมไกล

   หนึ่งนั้นประมงชรามาก
หน้ากร้านมือสากเสื้อเก่าใส่
เบ็ดราวสาวโยนเป็นสายใย
โยนพร้อมคลื่นใหญ่คลี่ตัวโยน

   หัวเดิ่งโด่งตัวขึ้นเหมือนตึก
พายุคึกคึกขึ้นเผ่นโผน
เกิดหุบม้วนตัวเป็นน้ำโตน
กลืนเรือทั้งโกลนเข้าสู่เกลียว

   สางสายพรายน้ำกะพริบพริบ
โล่งตลอดวิบวิบคือน้ำเขียว
นกขาวว่ายฟ้าฟ้อนปีกเรียว
บินล่องน้ำเชี่ยวที่ราลง

   ทะเลเรียบน้ำเชี่ยวสอดเกลียวแทรก
กระดานเรือลอยแตกเหมือนเศษผง
ม่านแดดแวมแวมเป็นแว่นวง
ไล้อาบทาบตรงกระดานเรือ

   ม่านแดดแสดสดนั้นสาดน้ำ
เกิดเกล็ดเม็ดงามเรืองระเรื่อ
เขียวขาวม่วงครามน้ำเงินเจือ
เหมือนเกล็ดเม็ดเหงื่อประมงนั้น

   เหนือคุ้งฟ้าคุ้งโค้งเป็นวงฟ้า
ดำความมืดเริ่มทาเป็นขั้นขั้น
เมื่อสิ้นสูญพรายแสงแห่งตาวัน
ทะเลอันดามันก็มืดมน




บันทึกการเข้า
chupong
พาลี
****
ตอบ: 303


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 06 พ.ย. 11, 09:36

อีกบทหนึ่งจากความทรงจำเช่นกันครับ ปรากฏอยู่ในหนังสือ “เขียนแผ่นดิน” นิพนธ์โดย ท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อันถือได้ว่าเป็นงานกวีนิพนธ์เล่มสำคัญเล่มหนึ่งของทั้งท่านกวีผู้รจนาเอง และของผืนแผ่นดินไทย ผมนำบทกวีชื่อ “ราชดำเนิน” มาลงครับ ความพิเศษของกาพย์ฉบัง ๑๖ ชิ้นนี้ อยู่ตรงสัมผัสอักษรแพรวพราวทั้งในวรรคเดียวกันและข้ามวรรค รวมถึงการสรรคำอย่างประณีตยิ่ง ยังผลให้กาพย์ฉบังดังกล่าวกลายเป็นฉบังอลังการโดยแท้ ลองสัมผัสกันเถิดครับ

ราชดำเนิน
รจนาโดย ท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

   ผันพักตร์ฟากด้าวอัสดง
อัสดรดำรง
ดำเลิงรณชัยในที

   ผ่าเผยแผ่นพระธรณี
สู่อารยะศรี
สากลประกาศโลกา

   จัดวังจังหวัดวัดวา
วางขอบมรรคา
คือราชดำเนินนอกใน

   ถนนแห่งประชาธิปไตย
ประชาชุมชัย
ประเชิญประชันผันผาย

   ผ่านพิภพลีลาเรียงราย
ผ่านฟ้าคล่ำคลาย
มาข้ามมัฆวานรังสรรค์

   สามช่วงสามชนยลยรร-
ยงอยู่กัปกัลป์
ก่อแก้วกลางใจกลางเมือง

   จงเจตจำนงจงเนือง
จงจารึกเรือง
ราชเดินนำราชดำเนิน

   หมายเหตุ:
ในหนังสือ “เขียนแผ่นดิน” ท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ระบุวันที่เขียนบทกวีนี้ไว้ ตรงกับวันอังคารที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ครับผม



   


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30545

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 07 พ.ย. 11, 09:33

บทกวี  วรรณกรรมคร่าวร่ำ 700 ปี เมืองเชียงใหม่  ของมณี พยอมยงค์ ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2549

    มังรายสวรรคตเศร้า          ทั้งเมือง
ใจไพร่ใจขุนเปลือง               หม่นไหม้
พฤกษาหุบเหี่ยวเหลือง          ไปทั่ว
เสียงคร่ำครวญโหยไห้           ทั่วท้องเวียงพิงค์ร่าย
๑๒๗. อำมาตย์ทั้งหลายใจร้าว ปกป่าวกันทั่วเมือง   ทูลแจ้งเรื่องข่าวสวรรคต แด่ทรงยศไชยสงคราม  ดังไฟลามใจท้าว สั่นระร้าววรกาย
      เชียง คำกล่าวนี้            คือเมือง
ใหม่ มุ่งความรุ่งเรือง             ยิ่งแล้ว
เมือง เอกศิลป์ประเทือง         ใจชื่น
งาม ภูมิภาคแผ้ว                เด่นด้วยคนงาม
     เชียง เมืองแต่ก่อนกี้       เบาราณ
ใหม่ มากจิตรการ               รุ่งหล้า
ถา ปนาสถาน                   ท่องเที่ยว
วร ลักษณ์เด่นฟ้า               ยิ่งล้นธรณี
    เชียง นัคเรศนี้              ไพศาล
ใหม่ ด้วยศิลป์ตระการ          ยิ่งล้น
เมือง คนใฝ่พบพาน            มาแอ่ว
หลวง ใหญ่เป็นเมืองต้น        แห่งล้านนาไทย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30545

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 09 พ.ย. 11, 11:07

@ขมาแม่คงคา@ โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
       
       @ แม่พระคงคา
       ลูกขอขมา
       แม่อย่าขึ้งแค้น
       ลูกผิดลูกพลาด
       ดูคลาดดูแคลน
       แม่อย่าขึ้งแค้น
       กระหน่ำซ้ำซัด
       
       @ เหมือนมดแตกรัง
       ผึ้งแตกรวงพัง
       ละส่ำละสัตว์
       แตกบ้านแตกเรือน
       ละเพื่อนละพลัด
       ละส่ำละสัตว์
       แม่ลงโทษแล้ว
       
       @ ได้ทุกข์ได้ภัย
       จึ่งได้คิดใหม่
       ดั่งได้ดวงแก้ว
       หลุดหายหลุดห่วง
       หลุดบ่วงหลุดแร้ว
       ดั่งได้ดวงแก้ว
       ได้ตนพึ่งตน
       
       @ แม่มาสั่งสอน
       แม่มาให้พร
       ให้ผลักให้พ้น
       เสือสิงห์ปลิงเปรต
       ทุเรศทุรน
       ให้ผลักให้พ้น
       แม่พระคงคา
       
       @ รู้ทบรู้ทวน
       คำนึงคำนวณ
       น้ำหนักน้ำตา
       น้ำนักหนักนัก
       หนักน้ำหนักหนา
       น้ำหนักน้ำตา
       เหน็บหนาวธรณิน !
       
       
       เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
       พ.๒/๑๑/๕๔
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30545

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 09 พ.ย. 11, 19:36

สินค้ากาย บทกวีของอดุล จันทรศักดิ์ ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2551

๑)  “ นมของหนู ขาอ่อนหนู รู้ใช่ไหม
เรือนร่างใช่ยืมใครจะได้อ้าง
หนูเป็นสาวสะพรั่งสวยสำอาง
จะเปลือยร่างถ่างขา ก็น่ามอง

ถ่ายรูปครั้งเดียวดัง เงินตั้งล้าน
ใครหน้าไหนไม่ต้องการเงินคล่องคล่อง
หนูแก้ผ้าทาสี เป็นเงินเป็นทอง
ผู้ชายจ้องน้ำลายไหลไม่วางตา

“ หนูเอ๋ย  “ ดัง ” นั้นไม่ไกลจาก “ ด้าน ”
จบหนึ่งงาน ดังก็หายไร้คุณค่า
ความด้านล่อให้เพลินกับเงินตรา
หนูกลายเป็นสินค้าราคาดี

กระตุ้นอารมณ์หื่น และกระหาย
เหล่าชายตัณหาแรงทุกแหล่งที่
เป็นวัตถุทางเพศให้ย่ำยี
เหมือนมิใช่สตรีเพศมารดา

ดูความรู้ หนูก็ชั้นปัญญาชน
ไม่น่าจะอับจนจนมืดหน้า
เสียแรงเรียนจนได้ใบปริญญา
ไยไม่สร้างคุณค่าแก่สังคม

เอาความรู้ที่ครูให้ มาใช้คิด
หายางอายสักนิดมาผสม
เพื่อไม่สร้างราคาค่านิยม
ว่ามีนมแทนสมอง เป็นของดี”
               “ แฟนคอลัมน์เจ้าเก่า ”

๒) นางคณิกายังเปลือยกายแค่ในห้อง
ใช่หน้ากล้องก็เปลือยกายระบายสี
ให้เขาแตะตรงนั้น  แต้มตรงนี้
เหมือนอย่างที่หนูเห็นเป็นธรรมดา

หนูปรึกษาพ่อแม่บ้างหรือไม่?
โคตรตระกูลหนูภูมิใจ? หรือขายหน้า?
ภาพหนูบนปฏิทินคือสินค้า
อย่าอ้างว่าเป็นงานศิลป์ชิ้นสำคัญ

หนูคือวัตถุทางเพศ เมื่อเปลื้องผ้า
หนูคิดถึงวันข้างหน้าบ้างไหมนั่น
หนูถ่ายภาพชุดนี้ไม่กี่วัน
แต่ภาพมันจะติดตัวหนูจนตาย

ทั้งเนื้อนมหนูขายได้ราคา
เขากล้าซื้อ  หนูก็กล้าแก้ผ้าขาย
เขาขอเพียงแค่หนูอย่ารู้อาย
เมื่อหนูยืนโพสต์ถ่ายให้เต็มตา

วันนี้หนูอาจยังภูมิใจอยู่
แต่ถ้าหนูรู้อายในวันหน้า
หนูจะถูกทำร้ายด้วยกาลเวลา
ซึ่งหนูอย่าให้ลูกหนูรู้เห็นเลย

อัคนี หฤทัย
จาก "เหนือกาลเวลา" ในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.039 วินาที กับ 19 คำสั่ง