เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 14481 ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัตืศิริ กระทู้คู่กับกระทู้ คุณพินิจ สมบัติศิริ
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


 เมื่อ 01 พ.ย. 11, 17:43



       ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์  สมบัตืศิริ  ท.จ.ว.  ท.ม.

๒๔๖๒ -  ๒๕๕๓

หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหลวง  หน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์  วัดเทพสิรินทราวาส
กรุงเทพมหานคร   วันอาทิตย์ที่ ๗ สิงหาคม  พ.ศ. ๒๕๕๔

        ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์   สมบัติศิริ   เป็นลูกสาวคนเดียวของพระยาภักดีนรเศรษฐ์  หรือ "นายเลิศ" กับ

คุณหญิงสิน  เศรษฐบุตร (เตวิทย์)

เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๒   ในช่วงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ ๖  หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ยุติ

ชื่อเล่นที่เรียกกันในครอบครัวคือ "คุณเล็ก"  "คุณหนูเล็ก"  "แม่เล็ก"       ชื่อจริงที่บุพการีบรรจงตั้ง คือ "เลอศักดิ์"

ออกจะเป็นชื่อแปลกในสมัยโน้น      และแปลกที่ตั้งให้เด็กหญิง       


       มีผู้ทักว่าเป็นชื่อที่ดูจะแข็งไป   ความตั้งใจของบุพการีก็คือ  เมื่อพ่อชื่อเลิศ   ถ้าจะให้เหนือกว่าเลิศ  ก็ต้องเป็นเลอเลิศ

ครั้นจะเรียกว่าเลอเลิศ  ก็มีชื่อพ่ออยู่ด้วย   จึงตัดเหลือแต่เพียง  "เลอ"


       ส่วนคำว่าศักดิ์    เป็นอีกคำหนึ่งที่ผู้ตั้งได้ตั้งใจจะให้คู่กับสิน  หรือเหนือกว่าสิน      คนโบราณถือว่า  สินทรัพย์เป็นเรื่องพื้นๆ ธรรมดา

จะให้เท่หรือเหนือกว่านั้น   คือเกียรติยศเกียรติศักดิ์


ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้มีคุณค่าและความหมาย   ที่สำคัญเป็นตัวแทนความรักจากบุพการี

"คุณพ่อคุณแม่ตั้งใจให้ดิฉันมีสิ่งที่ท่านถือว่าเหนือยิ่งกว่าท่าน  นั่นคือทั้งความเลอเลิศและการมีศักดิ์ศรี   ดิฉันจึงต้องรักษาไว้จนสุดชีวิต

ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม  มีรัฐนิยมให้ผู้หญิงชื่ิเป็นหญิง   ผู้ชายชื่อเป็นชาย  และให้สะกดง่าย ๆ เรียบ ๆ      ขนาดคุณพ่อยังต้อง

เปลี่ยนจากเลิศ เป็นเลิด   จะได้สะกดง่าย ๆสนองรัฐนิยม      มีคนมาแนะให้เปลี่ยนเป็นเลอศรี  เลอลักษณ์อยู่เหมือนกัน

แต่เราไม่ได้เป็นข้าราชการ  ไม่ต้องกลัวรัฐนิยม"

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 02 พ.ย. 11, 16:11



ตระกูลเศรษฐบุตร

       คุณพระประเสริฐวานิช  มีสายสกุลที่แยกของจากท่าน  ๕ สกุล คือ

เศรษฐบุตร
ภิรมย์ภักดี
โปษยะจินดา
ประนิช  และ
เสถบุตร

คุณพระประเสริฐวานิช(แย้ม) บุตรชายคนหนึ่ง    มีลูกชายชื่อ ชื่น

บุตรชายคนหนึ่งของนายชื่นคือ  พระยาภักดีนรศรษฐ  ผู้คือบิดาของท่านผู้หญิงเลอศักดิ์


บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 02 พ.ย. 11, 16:34



ท่านผู้หญิงสมรสกับนายพินิจ  สมบัติศิริ บุตรชายพระยาศรีเสนา สมบัติศิริ  และคุณหญิงถวิลหวัง สมบัตืศิริ (ประทีปะเสน)  ในปี ๒๔๙๐


ประวัติการศึกษา
โรงเรียนกุลสตรีศาลาแดง
โรงเรียนเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์
โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยเคียวริตสึ  ประเทศญี่ปุ่น


       ในวัยเด็ก   ท่านผู้หญิงเป็นแก้วตาของคุณพ่อคุณแม่   ได้รับการอบรมให้เป็นกุลสตรี

ไม่ให้เดินดัง   ท่านสอนว่าหมดสวย   คำด่าก็ไม่ให้ใช้    นายเลิศสนิทสนมกับลูกสาวมาก   และทำตนเป็น

ตัวอย่างที่ดีทั้งในการแต่งกายที่สุภาพเรียบร้อยเหมาะกับกาลเทศะ     และยังปลูกฝังในมารยาทอันดีงาม

       ท่านผู้หญิงเล่าว่าคุณแม่เป็นคนเจ้าระเบียบแต่ใจดี   ท่านชอบอยู่บ้าน   ท่านทำของแจก  ทำอาหารแจก เพื่อนฝูง

และคนยากจน   ทำส่งไปถวายพระ    แต่ทำเงียบ ๆ

       "คุณพ่อเป็นคนสมัยใหม่    สมัยใหม่แบบโบราณโดยการอ่านหนังสือ  โดยการคบกับฝรั่ง  เรียกว่าเรียนด้วยตนเอง  เรียนด้วยการกระทำ"

ท่านผู้หญิงซึมซับเอาแบบอย่างที่ดีจาดบิดา  ที่เป็นคนทันสมัย  ประณีต  มีศิลปะอยู่ในตัว   มีความคิดสร้างสรรค์     รวมทั้งมีความสนใจที่

จะแสวงหาความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ"
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 02 พ.ย. 11, 16:50



       ท่านผู้หญิงได้เห็นอาหารต่างประเทศเช่นแฮม  ชีสมาตั้งแต่เด็กๆ   และคุ้นเคยกับ

มารยาทบนโต๊ะอาหารตามธรรมเนียมตะวันตก      สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับท่านมาก

ที่สุดคือการรักต้นไม้  รักธรรมชาติ


       กิจการเดินเรือในคลองแสนแสบจากกรุงเทพ ฯ ไปจังหวัดฉะเชิงเทรา   และกิจการรถเมล์ขาว

สายแรกของนายเลิศก็มาสิ้นสุดที่ประตูน้ำ    ทำให้นายเลิศสนใจที่ดินท้องนาติดคลองแสนแสบที่ต่อเนื่อง

มาจากวังสระปทุม   ซึ่งในยุคนั้นเป็นทุ่งนาผืนใหญ่  และสวนผักของชาวจีน


       สมัยเมื่อเกือบร้อยปีก่อน   ที่ดินแถวถนนเพลินจิต - สุขุมวิท ราคาเพียงตารางวาละ ๘ สตางค์เท่านั้น

นายเลิศได้กว้านซื้อที่ดินนี้เป็นบริเวณติดต่อกันเป็นผืนใหญ่  ตั้งแต่ซอยชิดลม  ไปจนจรดทางรถไฟ   ซึ่งในปัจจุบัน  คือบริเวณ

ใต้ทางด่วนเพลินจิต

       "พ่อไม่ได้ซื้อมาขายไป   แต่ซื้อมาเก็บ   แล้วเขาก็รักที่ของเขา"

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 03 พ.ย. 11, 16:06



        ท่านผู้หญิงเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนกุลสตรีศาลาแดงของคุณหญิงวินิจนัยเทศ  ก่อนที่จะเข้าโรงเรียนเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์

ต่อจากนั้นจึงมาเป็นนักเรียนโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยของมิสเอ็ดนา โคลตั้งแต่ปี ๒๔๗๗  จนจบชั้นมัธยม ๖  เมื่อปี ๒๔๘๑

เมื่อแหม่มโคลย้ายมาตั้งโรงเรียนขึ้นที่ที่นาริมคลองแสนแสบโดยย้ายมาจากโรงเรียนสตรีวังหลังเมื่อปี ๒๔๖๓   เรือเมล์ขาวของนายเลิศ

ที่เดินในคลองแสนแสบได้รับส่งไปรษณียภัณฑ์ให้กับมิสโคล   ตลอดจนส่งน้ำแข็งให้กับทางโรงเรียนโดยไม่ได้คิดมูลค่า


       ลูกสาวของนายเลิศเมื่อเข้าโรงเรียนประจำก็สมกับที่ได้รับการอบรมมาดี   มีความรับผิดชอบ   รู้จักกาลเทศะ  เป็นผู้นำ

นักเรียนในชั้นมีประมาณ ๓๐ คน


       ถึงจะเป็นนักเรียนประจำเหมือนกัน  แต่ท่านผู้หญิงได้รับสิทธิพิเศษ  เรื่องอาหารการกินในวันอาทิตย์   

คุณหญิงสินจะส่งรถเฟี้ยตเปิดประทุนให้คนขับรถและคนที่บ้านเอาของกินมาให้เป็นพิเศษอยู่คนเดียว    ท่านผู้หญิงก็จะนั่งกินอยู่ในรถ   

คนอื่นออกมาไม่ได้    ท่านผู้หญิงแอบเอาของกินไปวางให้เพื่อนที่ริมรั้ว  เพราะตัวท่านนำของเข้าไปไม่ได้


       
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 04 พ.ย. 11, 15:49



       ที่ปาร์คนายเลิศในสมัยแรกที่ยังไม่ได้แบ่งที่ดินขายให้กับสถานทูตอังกฤษ   มีสระน้ำขนาดใหญ่ให้ลูกเสือมาเข้าค่ายและหัดว่ายน้ำ

สิ่งที่ท่านผู้หญิงได้รับการปลูกฝังจากพ่อคือการเป็นคนมีระเบียบ  รักต้นไม้และธรรมชาติ   ชอบการออกกำลังกาย    ท่านผู้หญิงเล่นโครเกต์

ที่แม่สั่งจากอังกฤษ   การเล่นคือการตีลูกบอลหนัก ๆ ด้วยไม้ตีขนาดยาวที่มีลักษณะคล้ายกับค้อน  เพื่อให้ลูกบอลวิ่งลอดเข้าห่วงเหล็ก

บนพื้นหญ้า   ต่อมาเมื่อโตขึ้นท่านผู้หญิงก็เล่นแบดมินตัน  และพายเรือในสระ


       นายเลิศตั้งใจจะส่งลูกสาวคนเดียวไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ   แต่เปลี่ยนไปเป็นประเทศญี่ปุ่นแทน

ท่านบอกกับท่านผู้หญิงว่า  ท่านมีเงินไม่พอ  ไปญี่ปุ่นเสียเงินเดือนละร้อยบาท   ไปญี่ปุ่นก่อน  แล้วทีหลังไปศึกษาต่อที่อังกฤษ

นายเลิศเป็นคนแรกที่ทำการจัดสรรที่ดิน    พอมีข่าวว่ารัฐบาลจะออกกฎหมายให้คนซื้อต้องเสียภาษีที่ดิน   ท่านก็บอกผู้ซื้อว่า 

ถ้าจะต้องเสียภาษีให้เอาที่ดินมาคืน  จะคืนเงินให้   พอต้องเสียภาษีจริงๆมีคนเอาที่ดินมาคืนจำนวนไม่น้อย     นายเลิศต้องไป

กู้ยืมเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์  จากกรมศาสนา   โดยใช้ที่ดินตลาดประตูน้ำเป็นประกัน     

       
       "พ่อบอกว่า  เล็ก...พ่อมีเงินแค่นี้  เพราะแบงค์ควบคุมค่าใช้จ่าย   ให้พ่อใช้เดือนละ ๕๐๐ บาท   พ่อแบ่งให้เล็ก

ไปเรียนญี่ปุ่นเดือนละ ๓๐ บาท  รวมค่าเทอมด้วยก็ไม่เกิน ๑๐๐ บาท       ถ้าจะไปอังกฤษต้องเสียเดือนละ ๕๐๐ บาท

ฉะนั้นอย่าเพิ่งไปเลย"

       นี่คือวิสัยทรรศน์นักธุระกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 04 พ.ย. 11, 16:02



       นายเลิศไม่เคยไปประเทศญี่ปุ่น   แต่มีความเข้าใจรอบรู้เรื่องสถานการณ์บ้านเมือง   จึงคาดการณ์ว่าญี่ปุ่นเป็นชาติที่เจริญ   

และจะต้องเป็นมหาอำนาจในวันหนึ่ง


       การเดินทางเร่ิ่มจากการลงเรือที่ท่าเรือวัดพระยาไกร  เพื่อไปขึ้นเรือใหญ่ที่ทอดสมอที่เกาะสีชัง

       "ก่อนพ่อจะลงเรือกลับ   พ่อได้กำชับว่า  ต้องเป็นคนดีนะ   ต้องประพฤติดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง   เราต้องรักตัวเอง

อย่าให้ใครมาดูถูก   ถ้าใครเขาดูถูกเรา   เขาดูถูกถึงพ่อด้วย"

       ประโยคนี้ก้องอยู่ในหัวใจของลูกสาว

       "การที่เรารักพ่อก็เลยไม่อยากให้ใครดูถูกชื่อเสียงของพ่อ"



       การเดินทางใช้เวลาสองสัปดาห์มาถึงเมืองโกเบ  ประเทศญี่ปุ่น   ก.พ.ส่งคนมารับแล้วนั่งรถไฟต่ออีก ๘ ชั่วโมงถึงเมืองโตเกียว

บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 04 พ.ย. 11, 16:36

ท่านผู้หญิงในวัยสาว 


บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 06 พ.ย. 11, 11:44


   ขอบคุณค่ะคุณเพ็ญชมพูที่เอื้อเฟื้อรูป

       (การคัดย่อประวัติของทุกท่านดิฉันระมัดระวังมาก  เพราะเคารพในตัวผู้รวบรวมโดยเฉพาะหนังสืออนุสรณ์ของท่านผู้หญิงเลอศักดิ์

ดิฉันไม่สามารถที่จะเปิดเครื่องหมายคำพูดตั้งแต่ต้น  แล้วคัดลอกเต็มความมาได้   เนื่องจากความยืดยาว  จึงได้เลือกแต่ตอนที่

ตนเองชอบว่าได้เล่าเรื่องน่ารู้ในอดีต   มีสาระ  แสดงตัวตนของสุภาพสตรีไทยที่น่านิยมอย่างยิ่ง   ความคิดอ่านของท่านและของคุณพินิจ

สามีของท่าน    การอบรมอย่างใกล้ชิดจากนายเลิศบิดา       หนังสืออนุสรณ์นี้เป็นหนังสือใหม่  ยังพอหาได้ในตลาดหนังสือ

หนังสือเล่มนี้   ดิฉันคิดว่าสนุก  และมีข้อประทับใจหลายอย่าง)     


       
       ท่านผู้หญิงได้เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น    ท่านว่าไม่ทรมานเพราะท่านชอบเมืองญี่ปุ่น   วันเสาร์อาทิตย์ก็ไปเที่ยวกับเพื่อนนักเรียนไทย

ชมไร่สตอเบอรี่  ไร่องุ่น  ไร่แพร์   เรื่องบะหมี่ญี่ปุ่นนั้นนักเรียนไทยก็ไปดูราคาไว้  คอยมากินตอนต้นเดือน

       การใข้จ่ายถูกคุมโดยผู้ดูแลนักเรียนไทยไม่ให้สิ้นเปลือง   ทางเมืองไทยส่งค่าใช้จ่านผ่านก.พ.มาให้เดือนละ ๑๐๐ บาท

แต่ด้วยความเป็นห่วงลูก  คุณหญิงสินจึงแอบส่งใบละร้อยเย็นใส่มาในห่อทุเรียนกวนอยู่เสมอ

       เอกอัครราชทูตพระยาศรีเสนา  สมบัติศิริ  และคุณหญิงชวนนักเรียนหญิงให้มาค้างที่สถานทูตวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์

อาทิตย์ไหนท่านว่างก็เลี้ยงอาหารไทย   สอนมารยาทบนโต๊ะอาหาร  อบรมเรื่องต่าง ๆ  สอนให้ตั้งใจเรียนและจะได้กลับบ้าน

ท่านยังพาไปดื่มน้ำชาที่โรงแรมอิมพีเรียล  ทุกคนต้องแต่งตัวหรูมาก   ความประทับใจนี้เป็นเหตุให้ต่อมาท่านผู้หญิง

ทุกครั้งที่ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น  จะเลือกพักที่โรงแรมอิมพีเรียลเท่านั้น


       "ไม่เพียงเจ้าคุณศรีเสนาจะเป็นเอกอัตรราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว  ประเทศญี่ปุ่นที่ให้ความเมตตากับท่านผู้หญิง

ตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักเรียนที่ญี่ปุ่น  จวบจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่        ท่านเจ้าคุณยังเป็นบิดาของนายพินิจ  สมบัติศิริ   

รักแรกและรักเดียวของท่านผู้หญิง   ทั้งสองได้มีโอกาสพบกันที่นั่น  และในอนาคตต่อมาได้ใช้ชีวิตด้วยกันนานร่วม ๕๐ ปี"

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 06 พ.ย. 11, 12:07



        เมื่อคุณพินิจอายุได้ ๑๗ ปี   เรียนหนังสืออยู่ฮานอย   กำลังจะเดินทางไปประเทศฝรั่งเศส

ไก้แวะเยี่ยมบิดาที่ญี่ปุ่นและใช้เวลาอยู่ที่นั่นหลายเดือนเพื่อเตรียมตัวเดินทางและเฝ้าดูสถานการณ์ในยุโรป 

เพราะช่วงนั้นเยอรมันนีบุกโปแลนด์แล้วและกำลังรุกไปเรื่อย ๆ


       คุณพินิจเป็นหนุ่มเนื้อหอม  ต้องพาสาวๆเป็นกลุ่มไปไหนมาไหน  ไปเต้นรำบ้าง    "ตอนนั้นเลอศักดิ์เขาก็ไปด้วยบ่อย ๆ   

ตอนสาวๆเขาสวยนะ   แถมเป็นถึงลูกพระยา  มีหนุ่ม ๆ สนใจเยอะ    เราเจอกันช่วงหน่ึ่งก่อนผมจะไปเรียนต่อ

ไม่รู้ว่าชอบอะไรเขา   เริ่มต้นคงจะชอบแบบเก็ก ๆ อายุ ๑๗ - ๑๘   เราอายุเท่ากัน   ก็รู้กันหน่อย ๆ ว่าชอบกัน

แต่จะบอกว่ารักยังไม่ถึงขั้นนั้นในตอนนั้นนะ"

       "คือผมไม่ได้จีบอะไรเลย   เราก็แค่รู้จักกัน   ชอบนิสัยใจคอกัน   ถ้าถามว่าตอนนั้นชอบเขาตรงไหน   

ก็แน่นอนล่ะที่ความสวย   เพราะคนหนุ่มก็ต้องดูความสวยมากกว่า"


       คุณพินิจผู้ไม่ชอบเขียนจดหมายเลยก็เขียนจากปารีสไปหาสาวไทยในญี่ปุ่นที่ชื่อ เลอศักดิ์  เศรษฐบุตร  ไม่ขาด

ต่อมาเมื่อย้ายไปสวิตเซอร์แลนด์เรียนวิชาสถาปัตยกรรม   คุณพินิจก็ยังส่งจดหมายมาถึงหญิงสาวที่ตอนนั้นอยู่เมืองไทยอย่างสม่ำเสมอ
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 07 พ.ย. 11, 21:38



      "นานพอควรกว่าจดหมายของคุณพินิจจะกล้าสารภาพมาจากปารีสและเจนีวา   ทั้งที่ไม่ชอบเขียนจดหมายเลยและภาษาไทยก็

"ไม่แข็งแรง"


      "ที่บ้านในเจนีวามีรูปศักดิ์ติดเต็มฝาไปหมด   เชื่อว่าศักดิ์คงไม่ลืม Thanks for Everything   และ   My Own
ผมร้องทุกวัน   เห็นจะเป็นเพลงที่ผมจำได้ดีกว่าเพลงไหนๆหมด"

      "ศักดิ์คิดถึงผมหรือเปล่า   ผมหวังใจว่าคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยจากศักดิ์     ผมเอาจดหมายเก่า ๆ ของศักดิ์ออกมาอ่านเสมอ"

       "สองปีแล้วนะครับศักดิ์ที่เราจากกัน   และอยู่ห่างกันอย่างสุดโลกทีเดียว    ถ้าสงครามทางยุโรปสงบศักดิ์จะมายุโรปไหม"   

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 07 พ.ย. 11, 22:08



       คุณพินิจติดสงครามอยู่ ๘ ปีจึงได้กลับเมืองไทย    แต่ท่านผู้หญิงได้กลับมาก่อนตั้ง ๔ - ๕ ปี   จึงมีชายหนุ่มรูปงาม ฐานะดี  การศึกษาดี

ตำแหน่งสูงหลายคนแวะมาที่บ้านปาร์กนายเลิศ    บ้างก็ให้ผู้ใหญ่มาทาบทามสู่ขอ  แต่ท่านผู้หญิงปฎิเสธ    คุณพินิจย่อมมีความหวั่นไหว

เมื่อก่อนคุณพินิจเป็นบุตรเอกอัครราชทูต   แต่วันนี้ท่านบิดาเกษียณแล้ว   คุณพินิจเป็นเพียงผู้ช่วยนายช่างตรี

กองสถาปัตยกรรม  กรมศิลปากร   กระทรวงศึกษาธิการ


       ชายหนุ่มและหญิงสาวก็กลับมาคบหากันอีก   นัดไปเที่ยวกันบ่อยขึ้น  แต่มีบุคคลที่สามไปด้วยทุกครั้ง   เพื่อกลับมารายงานคุณหญิงสิน

ทั้งสองไปซื้อหนังสือ  ดูละคร  ฟังเพลง  และไปรับประทานอาหารที่ราชวงศ์


       เมื่อเจ้าคุณศรีเสนาไปสู่ขอนางสาวเลอศักดิ์ให้แก่บุตรชาย   ฝ่านพระยาภักดีนรเศรษฐและคุณหญิงสินไม่ขัดข้อง


       หมั้นกันแล้วทั้งคู่ก็ยังมีหญิงสูงอายุทำหน้าที่ชาปโรนไปด้วยอีก        ท่านผู้หญิงเล่าว่า "คุณพินิจรำคาญเต็มประดา"

"จับมือกันหน่อยไม่ได้เลย  เดี๋ยวจะถูกรายงาน     จะว่ารำคาญก็ไม่ใช่ เพราะถูกฝึกมาอย่างนี้"

หมั้นกันอยู่ ๗ เดือน งานมงคลสมรสก็จัดขึ้น   พิธีรดน้ำสังข์จัดที่บ้านปาร์กนายเลิศ   พิธีรับรองมีที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ที่โก้ที่สุดในเวลานั้น

คุณพินิจเล่าว่า "แขกเหรื่อมาเยอะพอสมควร   ก็มีผู้ใหญ่ในวงการต่างประเทศและแขกที่เคารพพ่อตาผม   แต่แขกของผมนี่แทบไม่มีเลย   

เพราะตั้งแต่กลับมาแล้ว  เพื่อน ๆ ที่อยู่เมืองไทยสมัยเรียนอยู่อัสสัมชัญก็จำผมไม่ได้แล้ว"

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 11 พ.ย. 11, 21:11



       หลังแต่งงานแล้ว   ท่านผู้หญิงและเจ้าบ่าวของท่านก็ดำเนินอาชีพที่ต่างกัน   ท่านผู้หญิงช่วยงานด้านธุรกิจของครอบครัวมีภาระเต็มมือ

คุณพินิจรับราชการต่อมาจนเป็นรองอธิบดีศิลปากรและอธิบดีกรมศาสนา

       ทั้งสองเป็นกำลังใจให้กันตลอดมา  และต่างก็มีความเป็นตัวของตัวตามสมควร    "เมื่อคุณพินิจถูกย้ายจากกรมศิลปากรที่ท่านรักไปกรมศาสนาที่ไม่ถนัด

ท่านผู้หญิงก็แนะนำว่างั้นก็ลาออก   ถ้าไม่สบายใจจะทำไปทำไม   แต่เพราะคุณพินิจฝังใจตลอดมาว่า เราเป็นนักเรียนทุน  ถ้าราชการใช้เรา  เราต้องทำ   ท่านจึงไม่ลาออก

ท่านผู้หญิงก็แนะนำว่างั้นก็เลือกทำในมุมที่เราถนัดเช่น ซ่อมวัด  ซ่อมเจดีย์  บูรณะวัดร้าง โบสถ์เก่า ๆ   แนะพระให้รักษาวัดให้สะอาด  สิ่งแวดล้อมดี เพราะคุณพินิจเป็นช่าง"


      พระเถระผู้ใหญ่บอกท่านผู้หญิงว่า  อธิบดีทำถูกแล้วโดยการรักษาพระศาสนาไว้


      คุณพินิจเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลันเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙  อายุได้ ๗๖ ปี



บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 13 พ.ย. 11, 06:45



       ท่านผู้หญิงชอบต้นไม้และรักสุนัข    และจะสนทนาได้นานถ้าใครจะคุยกับท่านในเรื่องสองเรื่องนี้      สุนัขตัวโปรด

ของท่านคิอสิบเอ็ด  พันธุ์ไทย  สีน้ำตาลอ่อน    ที่นอนปลายเท้าท่าน       ในบ้านตอนนั้นมีสุนัขอีกหลายตัว

แต่สิบเอ็ดเข้าประจบ คลอเคลีย  จนกลายเป็นตัวโปรดที่ท่านเรียกหาอยู่เสมอ     สิบเอ็ดไม่เห่า  ไม่กัด  นิสัยไม่ดุ    แต่

ถ้าใครเข้าใกล้เจ้านายสิบเอ็ดจะกัดไว้ก่อน      ขนาดคุณพยาบาลที่ดูแลท่านผู้หญิงและอยู่ในบ้านมาก่อน  สิบเอ็ดก็ไม่ไว้ใจเมื่อ

คุณพยาบาลจะนำยาหรือเข้าไปดูแลท่านผู้หญิง   สิบเอ็ดจะกัดไว้ก่อนเป็นการตักเตือน

       สิบเอ็ดได้ติดไปตลาดนัดที่จตุจักรทุกวันพุธเมื่อท่านผู้หญิงไปดูต้นไม้    หน้าที่คือนั่งคอยอยู่ในรถ   เมื่อเจ้าของกลับมาก็มีลูกชิ้นปิ้ง

มาฝาก   สิบเอ็ดสามารถจัดการกับลูกชิ้นได้อย่างคล่องแคล่วโดยใช้ปากดึงออกมาทีละลูก

       เมื่อท่านผู้หญิงเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล   ทางบ้านก็มีแผนปฎิบัติการลักลอบพาเจ้าสิบเอ็ดเข้าไปเยี่ยมท่านบ่อยๆทั้งๆที่ทราบดีว่าผิดกฎ

แต่ก็เพื่อให้ท่านผู้หญิงมีความสุขและมีกำลังใจรักษาตัว

       แผนลักลอบพาสุนัขไปเยี่ยมนายที่รักยิ่งนี้เกิดขึ้นในตอนดึก  ปลอดคน    ให้คนนั่งรถเข็นอุ้มสิบเอ็ดไว้  มีผ้าคลุม    สิบเอ็ดร่วมมือด้วย

โดยไม่ส่งเสียงเลย     เวลาหมอมาตรวจ  เจ้าสิบเอ็ดก็มุดไปซ่อนอยู่ใต้เตียงหรือในห้องน้ำ

       ความเมตตาของท่านผู้หญิงไม่ได้เลือกที่พันธุ์ หรือเพ็ดดีกรี   เกิดจากความเมตตาจากใจ       

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 13 พ.ย. 11, 07:03



       เรื่องราวของท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ยังมีอีกมากมายเช่นเรื่องรถเมล์ขาวและการบริหารจัดการ   การที่ดูแลคนในบริษัท    งานการเมืองที่มีรายละเอียดให้เล็มอ่านได้หลายเรื่อง

การสมาคมกับชาวต่างประเทศทูตขรตรีเศียรในประเทศไทยที่พากันมาเยี่ยมทำความรู้จักท่านที่บ้าน     เป็นสายสัมพันธ์มาตั้งแต่เจ้าคุณศรีเสนา     

บิดาของคุณพินิจโยงใยมา    ความสัมพันธ์พิเศษกับประเทศญี่ปุ่น   ราชวงศ์ญี่ปุ่น  และนักธุระกิจที่ถือว่าท่านผู้หญิงได้ไปเรียนหนังสือในบ้านเขา   


       หนังสืออนุสรณ์ของท่านปกแข็งและหนาปึก         สามารถกล่าวได้ว่าเป็นหนังสือที่น่าอ่านที่สุดของปี

ใครที่ชอบเรื่องเก่าหรือประวัติบุคคลของไทย   ไม่ได้อ่านเล่มนี้อาจถือได้ว่าพลาดเรื่องสำคัญ


บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.046 วินาที กับ 19 คำสั่ง