เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
อ่าน: 12497 นายพินิจ สมบัติศิริ
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 08 พ.ย. 11, 05:33

      
       วันหนึ่งคุณพินิจไปราชการหัวเมือง  ขากลับนั่งมาจะหลับอยู่แล้ว   สวนทางกับรถกะบะคันหนึ่ง

เอ๊ะ...คนขับเหลืองๆนี่นา    คุณพินิจถามคนขับรถของท่านว่าเมื่อกี้เห็นหรือเปล่าว่าใครขับรถ

เขาบอกเห็นครับ  พระ


คุณพินิจสั่งให้กลับรถ   "บึ่งไปถึงตัดหน้าเรียกให้หยุด   เฉ่งเลย   เพราะพระสงฆ์ขับรถไม่ได้  ผิดพระธรรมวินัย

ท่านต้องสำรวมตามกฎสงฆ์     ผมถามท่านว่ามาจากวัดไหน  ไปเดี๋ยวนี้เลย   เล่นงานเจ้าอาวาสด้วย

ผมว่าท่านคงขับมานานแล้ว   แตไม่เคยสวนทางกับอธิบดี (หัวเราะ)"


       วันที่คุณพินิจเกษียณเป็นวันที่มหาเถรสมาคมประชุมพอดี    ท่านเป็นเลขานุการโดยตำแหน่ง        พอประชุมเสร็จ

สมเด็จพระสังฆราชก็เรียกท่านให้เข้าไปใกล้    แล้วที่ประชุมสงฆ์สวดชยันโตให้    ไม่เคยมีอธิบดีคนไหนที่มหาเถรสมาคมสวดชยันโตให้

คุณพินิจเล่าว่า "ผมงี้ขนลุกซู่เลย"

       พอกลับถึงกรมฯ  ก็เก็บข้าวของลงบันไดจะขึ้นรถ   มีคนจุดประทัดไล่หลังเลย   "คงมีหลายคนดีใจที่ผมจากไป  

เพราะผมไปขัดผลประโยชน์ของเขาไว้เยอะ  ปราบเขาไว้มาก"

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 08 พ.ย. 11, 06:24



       คุณพินิจมีลูกสาวสองคน    เป๊ก-พิไลพรรณ  สมบัติศิริ  กับแป๊ก-สัณหพิศ   โพธิรัตนังกูร

"ตอนผมมีลูกสาวนะ   ตอนนั้นยังรับราชการอยู่ก็จะมีเวลาเลี้ยงลูกตอนกลางคืน   ผมชอบลูกสาวนะ   เห็นเมื่อไรก็ยังน่ารัก

แต่ถ้ามีลูกชายก็ยังรักนะ    แต่พอมันอายุสักสิบห้าหรือยี่สิบ   แหมมันน่าเตะจริง ๆ   อะไรก็ไม่รู้


       พอมีลูกสาวก็รักมาก   เวลาตอนกลางคืนผมจะเป็นอุ้มให้นอนเอง  บังเอิญลูกทั้งสองคนเป็นเด็กที่นอนยากมาก

ผมต้องร้องเพลงกล่อมตั้งแต่โอเปร่าถึงแจ๊ส"


       คุณพิไลพรรณเล่าว่า "เท่าที่ทราบ   พ่อจะแบกขึ้นบ่า  และเปิดเพลงเก่าๆให้ฟัง  แล้วตบก้นไปด้วย  เต้นไปตามจังหวะ

แต่ถ้ายังไม่นอนก็จะเริ่มกระทืบเท้าและตบฝา   สงสัยว่าตอนนั้นไม่กลัวพ่อเพราะสนุกไปด้วย   กว่าจะได้นอนก็สนุกไปด้วย

กว่าจะได้นอนก็เหนื่อยกันทั้งพ่อทั้งลูก"

       "รู้สึกว่าพ่อเป็นคนดี   เป็นคนที่เรียบง่าย   ทำให้พ่อไม่เบียดเบียนใคร     ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน   ไม่เคยพูดไม่ดีกับใคร   

เป็นคนที่คิดถึงคนอื่นในแง่ดี   ถ้าไม่ชอบใครก็จะเลี่ยงไปไม่เข้าใกล้ชิด    พ่อเป็นคนที่มีความเข้าใจในชีวิต  เป็นคนลึกซึ้ง

ทั้งๆที่ภายนอกพ่อเป็นคนที่ดูง่าย ๆ"


คุณสัณหพิศ   กล่าวถึงคุณพ่อว่า

       "พ่อไม่ยึดวัตถุในชีวิตเลย   ชอบเรียบ ๆง่าย ๆ   อะไรก็ได้   มีก็กิน   ไม่มีก็ไม่ตะเกียกตะกายต้องหา  หรือยืมคนอื่นมา

พ่อเป็นคยไม่ถือตัว  โอภาปราศรัยเข้ากับคนง่าย   จึงเห็นเป็นคนสบาย ๆ     แต่ถ้าคนไหนไม่ดี  โกงกิน  ไม่ซื่อตรง   

พ่อก็จะไม่ว่าอะไรเขา  แต่จะไม่คบ   เพราะถือว่าไม่ใช่เรื่องของเรา  ไปยุ่งแล้วปวดหัววุ่นวาย  เอามาเป็นทุกข์กับตัวเราอีก

เพราะฉะนั้นพ่อจะไม่ยุ่งเรื่องคนอื่นเลย     แต่คนที่ไม่รู้จักจะนึกว่าพ่อเป็นคนเละ ๆ เทะๆ ไปเรื่อย       

แต่ไม่มีใครทราบว่าพ่อเป็นคนละเอียด  ถี่ถ้วนทุกอย่าง  และมีระเบียบมาก   ทุกอย่างที่ผ่านตาจะต้องจดลงสมุดโน้ตและลอกไปลงสมุดใหญ่อีกที

เงินก็ต้องพับอย่างเป็นระเบียบเป็นใบ ๆเรียงกัน    จริงๆแล้วพ่อเป็นคนที่ถือตัวพอควรสำหรับคนที่ดูถูกคน"   

   
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 10 พ.ย. 11, 20:46




        คุณพินิจชอบเครื่องบิน   อยากจะเป็นนักบิน  แต่สมัยก่อนเครื่องบินของไทยไม่ค่อยดี

ทางบ้านเลยไม่ให้เรียน   ท่านเลยมาหัดบินและเป็นนักเรียนนักบินพลเรือนรุ่นที่ ๑๖  เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔

เวลาเรียนต้องเสียค่าเรียนสามพันบาทและเสียค่าน้ำมันเป็นนาที

 
       พอปล่อยเดี่ยวได้คุณพินิจก็ฝ่าฝืนข้อห้ามของครูฝึกบ้าง  เพราะไม่ทราบถึงผลเสียที่จะตามมา

เวลาหน้าข้าว   ต้นข้าวขึ้นสูงเต็มท้องทุ่งไปหมด    เวลาบินเขาห้ามบินเรี่ยยอดข้าว  เพราะจะเกิดอันตราย  ห้ามทำ   

ท่านเล่าว่า "ตอนนั้นก็สนุก  ไม่รู้ว่าที่เขาห้ามนั้นเพราะอะไร

       เห็นนาข้าวเหลืองก็บินเรี่ยยอดข้าวเล่น  รวงข้าวติดล้อเรือบินมา   ครูฝึกจับได้เอ็ดตะโรใหญ่

ทำไมเขาถึงห้ามรู้ไหม    เพราะตามทุ่งนาเขาจะมีเสา ๆปักไว้   เมื่อต้นข้าวขึ้นสูงเต็มที่ก็จะบังเสาหมด    ถ้าเผื่อไปบินเรี่ยยอดข้าว   

ล้อเกิดไปโดนเสาก็จะตีลังกา    ตอนนั้นโดนดุใหญ่   พอเขาบอกอย่างนั้นแล้ว      โอ้โห...ไม่อยากจะนึกภาพเลย"

 
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 10 พ.ย. 11, 22:17



       ในสายตาคนส่วนใหญ่   คุณพินิจเป็นคนเรียบง่าย   ใจเย็น  และอารมณ์ดี

แต่เพื่อน ๆที่สนิทกันจะทราบว่า   ภายใต้ความอารมณ์ดีนั้น   มีความเด็ดเดี่ยวอย่างชนิดที่เรียกว่า

ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนมาก่อนว่าคุณพินิจจะทำได้

       อาจารย์เรืองสุข  อรุณเวช  เล่าว่า

       "ท่านอาจารย์พินิจเป็นคนที่ใช้ชีวิตคุ้มค่า   ผมเองก็ตามท่านไปขึ้นเครื่องบินบ่อย ๆ    ผมรู้สึกว่าท่านชอบขับเครื่องบินมาก   

ขับแป๊บเดียวก็ปล่อยเดี่ยวได้เลย  ผมถึงรู้ว่าท่านเป็นคนมั่นใจในตัวเองมาก   เพราะคนที่ไม่มั่นใจในตัวเองแล้ว   จะขับเรือบินไม่ได้



       ความใจเด็ดของท่านผมเห็นมาจริงๆก็ตอนที่ท่านเข้าไปช่วยคนติดอยู่ในเรือบินตอนที่เรือบินตก    แถมเรือลำนั้นเป็นหมายเลข ๑๔  ที่

อาจารย์ท่านขับบ่อย ๆเสียด้วย    เวลาที่ท่านขับก็ไม่เห็นเป็นอะไร   แต่พอคนอื่นเขามาเอาไปขับอยู่ครั้งหนึ่งก็ตก   รู้สึกว่าคนที่เอาไปขับ

เป็นนายทหารอากาศเสียด้วย        ตัวเรือบินพังยับเลย    เขาว่าที่ตกเพราะคนขับดึงคันบังคับให้หัวเชิดมากไป   แล้วนักบินก็ติดอยู่ในเครื่องออกไม่ได้

โชคดีที่ไม่ตาย   แต่ขาขัดอยู่กับที่นั่งดึงเท่าไรก็เอาไม่ออก


       ทีนี้ทุกคนก็ไม่รู้ว่าเครื่องมันจะเกิดระเบิดขึ้นมาเมื่อไหร่ใช่มั้ย   อาจารย์ท่านก็ตัดสินใจเอามีดของทหารสวิสตัดขาที่ติดในเครื่องออก   

เห็นว่าขามันแหลกแล้ว   เหลือติดอยู่นิดเดียวแหละ   เอามีดตัดขากางเกงก่อน    นักบินร้องโวย ๆ ว่าอย่าตัด ๆ   

ท่านก็ไม่ฟังเสียงตัดฉับเดียวขาดเลย  แล้วแบกออกมา

       ถ้าเป็นคนอย่างเราๆก็คงไม่กล้าหรอก   แต่ท่านกลัวว่าถ้าหากไม่รีบเอาตัวออกมาก่อน   ถ้าเกิดเครื่องระเบิดขึ้นก่อน

ก็จะเสียมากกว่าขา   ก็เลยตัดสินใจแบบนั้น"
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 11 พ.ย. 11, 08:10


       อาจารย์เรืองสุขเป็นเพื่อนสนิทที่สุดที่สุดของคุณพินิจในตอนนั้น   สมัยที่เข้าไปทำงานที่กรมศิลปากรใหม่ ๆ

บ้านอาจารย์เรืองสุขอยู่สะพานควาย    ในเวลาเช้าคุณพินิจไปฝึกบินที่ดอนเมืองตั้งแต่ ๖​โมงเช้าถึง ๗​โมงครึ่ง

แล้วก็ขับรถมาทำงานต่อ  แล้วแวะรับอาจารย์เรืองสุชมาด้วย   นานเข้าก็เลยพาเขาขึ้นเครื่องไปด้วย

       อันที่จริงทางทหารอากาศไม่อนุญาตให้ขึ้นหรอก   แต่อาจารย์เรืองสุขเป็ประติมากรที่เก่ง   ก็ได้ไปรู้จักกับผู้อำนวยการบินที่นั้น  

แล้วไปซ่อมอะไรให้สักอย่างนี่แหละ   ก็เลยได้รับอนุญาตให้ขึ้นเครื่องคุณพินิจขับได้


       คุณพินิจบินโดยมากจากดอนเมืองไปปากน้ำแล้วก็กลับ    ท่านเล่าว่าขนาดเห็นทุกวันก็ไม่เคยเบื่อ  เพราะท้องฟ้าแต่ละวันไม่เหมือนกัน

บางวันมีเมฆ  บางวันไม่มีเมฆ     แสงอาทิตย์ที่สาดมาเปลี่ยนมุมนิดเดียวความแตกต่างก็เกิดขึ้นแล้ว


บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 11 พ.ย. 11, 08:42



       คุณพินิจสะสมมีด   บางส่วนเป็นมรดกมาจากพ่อตา พระยาภักดีนรเศรษฐ์(เลิศ  เศรษฐบุตร)    เนื่องจากคุณพินิจเดินทางไปรอบโลก

เนื่องจากในหน้าที่การงานและการพักผ่อนส่วนตัว     จึงเสาะแสวงมีดที่มีเอกลักษณ์น่าสนใจ   


       ท่านว่า "ผมรักที่จะสะสมมีด  เพราะมันเป็นของที่ใช้งานได้    และในขณะเดียวกันมันก็คงทนต่อการเก็บรักษาเอาไว้ได้นาน ๆด้วย

คงเป็นความสุขอย่างหนึ่งในห้าร้อยจำพวกของมนุษย์    ผมชอบสะสมมีด   ไปราชการหรือดูงาน  แม้กระทั่งไปพักผ่อนส่วนตัว   

ผมก็ชอบหามีดของท้องถิ่นเหล่านั้นติดไม้ติดมือมาเก็บไว้ที่บ้าน"


       มีดที่สะสมไว้มีสามร้อยด้าม       มีชนิดต่างๆกัน    ถ่าจะคิดเป็นราคาค่าเงิน  ก็ไม่มีราคาค่างวดอะไร     แต่ถ้าให้ราคาตามความรู้สึกแล้ว 

ก็ประเมินราคาของความสุข  ความพอใจ  และความภาคภูมิใจที่ได้ใช้ความพยายามรวมรวมมาอย่างต่อเนื่องและยากเย็น

มีดของคุณพินิจเป็นมีดที่หายาก   โดยเฉพาะมีดอีโต้ตัดคอวัวอันเป็นอาวุธคู่กายของนักรบกุรข่า   ที่อยู่แถบเนปาลบริเวณเทือกเขาหิมาลัย

และมีดรัสเซียที่ทั้งฝักและด้ามเป็นสีขาวไร้ลวดลาย  ไม่มีขายในตลาดเพราะเขาตีว่าเป็นอาวุธ      รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมมอบให้เมื่อครั้งนำคณะศิลปิน

ไปโชว์ที่มอสโคว์

       เนื้อเหล็กที่คุณภาพดีมากมาจากกลุ่มสแกนดิเนเวียและเยอรมันตะวันตก    เหมาะกับการใช้งานทุกประเภท

       การดีไซน์ที่สวยหรู  เป็นของอเมริกา

       ความสวยงามของแต่ละประเทศก็แตกต่างกันไป   บางประเทศดูผาดๆไม่ละเอียดงดงามเท่าไหร่   แต่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์ของประเทศเหล่านั้น

คนที่รักการสะสมจริงๆถึงจะรู้

       มีดในตู้ของคุณพินิจทีตั้งแต่มีดพก   มีดดาบยาว   มีดล่าสัตว์   มีดปอกผลไม้   มีดล่าสัตว์   ได้มาจากชาวบ้าน  ร้านขายของที่ระลึก   และร้านขายของเก่า
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 12 พ.ย. 11, 07:17


       ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจของคุณพินิจอีกหลายอย่างที่ไม่สามารถนำมาเสนอได้ทั่วถึง   งานของท่าน

การเดินมางไปในท้องถิ่นที่ไม่เป็นที่รู้จักกันดีนัก    การเล่นกล้อง  และอื่นๆอีก   แต่เรื่องสุดท้ายที่ขอคัดย่อ

มาเพื่อแสดงความรักและเมตตาสัตว์คือเรื่องการอุปถัมภ์ช้างในโครงการรักษ์ช้างภาคเหนือ

คุณพินิจทราบข่าวว่า   ลูกกบที่ถูกพรากจากแม่จากคนใจร้ายตั้งแต่อายุเพียง ๗ - ๘ เดือนในจังหวัดสุรินทร์

นำไปแสดงหนังฮอลลีวู้ดชื่อ Operation Dumbo Drop  


       ตามธรรมดาลูกช้างต้องได้นมแม่จนอายุ ๒ ขวบจึงจะแข็งแรงเต็มที่    ลูกกบมีปัญหาเรื่องกระดูกเปราะและผิดรูป

เนื่องจากหย่านมแม่ก่อนวัย   แพทย์ต้องให้ยาบำรุงและเสริมแคลเซียมในกระดูก  (จากหนังสือ "เพื่อนช้าง" ปีที่ ๒  ฉบับที่ ๕ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๓๘)

เมื่อการถ่ายทำภาพยนต์จบลง  ผู้กำกับได้ขอซื้อตัวลูกกบจากเจ้าของแล้วนำตัวมามอบให้ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย  


จึงรับอุปการะไว้ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๓๘        เป็นเวลา ๑ ปีกับ ๑ เดือนที่ ช้างน้อย(สูง ๑ เมตร ๔๖ ซม. หนัก ๔๐๐ กก.)

ได้รับความรักที่ไร้ขีดจำกัดจากคุณพินิจ


       คุณพินิจบันทึกไว้ว่า   "ขี้เล่น   ช่างประจบ และเจียมตัว   งาโผล่ออกมาแล้ว ๕ ซม.    ควาญพี่เลี้ยงประจำชื่อ นายบุญยั้ง  บุญเทียม"

คุณพินิจได้ตั้งชื่อลูกกบเป็นทางการว่า "ศิรินิจ"


       คุณพินิจไปเยี่ยมศิรินิจบ่อย   ในการเยี่ยมครั้งที่สอง  ศิรินิจใช้งวงคล้องแขนคุณพินิจไว้ไม่ให้กลับ     คุณพิินิจจะป้อนกล้วยและกอดคอ

ลูกช้างที่โตเร็วไว้    ช้างเป็นสัตว์แสนรู้  มีหรือจะรับกระแสความเมตตาจากสุภาพบุรุษในชุดซาฟารีใจดีไม่ได้

       คนที่รักและเข้าใจสัตว์  รู้กันว่าสัตว์มีใบหน้าที่แสดงอารมณ์แตกต่างกัน

       คุณพินิจพาดมือซ้ายเหนือคอศิรินิจ(เพราะโอบไม่รอบ)  มือขวาจับที่ต้นงวงและก้มไปกระซิบที่หน้าผาก      ศิรินิจทำตัวเป็นเด็กดีที่สุดในวันนั้น

ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์รับอุปการะศิรินิจต่อมา



        ขออนุญาตจบเพียงแค่นี้   หนังสือปกแข็ง  หนา ๔๑๒ หน้า         ยังพอหาได้ในตลาดหนังสือมือสอง

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.03 วินาที กับ 19 คำสั่ง