เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6
  พิมพ์  
อ่าน: 28920 ซิสซี่ จักรพรรดินีแห่งออสเตรีย
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 60  เมื่อ 03 พ.ย. 11, 09:12

ไม่มีใครรู้ว่าทำไมจดหมายถึงถูกส่งกลับ โดยไม่อ่าน      เป็นไปได้ว่าซิสซี่เปลี่ยนใจไม่อยากจะติดต่อกับเพื่อนเก่าของเธออีก    จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม    เธอก็เลยขอจบเรื่องเพียงแค่นี้ 
แต่ก็เป็นไปได้ว่า จดหมายของฟรีดริชไม่ถึงมือซิสซี่   เพราะคนกลางที่รับส่งจดหมายชิงตัดรอนเสียก่อน  เห็นว่าไหนๆจบแล้วก็ควรจบเลย  ขืนยื้ดเยื้อเป็นลมหวนแบบนี้อีก  เดี๋ยวได้อื้อฉาวเป็นอันตรายกับฝ่ายหญิงขึ้นมาสักวัน  ก็เลยส่งจดหมายกลับไปโดยไม่เปิด
ซิสซี่ก็เลยไม่มีโอกาสรู้ว่า เพื่อนของเธอตายไปแล้ว    หรือว่ายังอยู่แต่ไม่ประสงค์จะติดต่อกับเธออีก

ถ้าเป็นอย่างหลัง ก็นับว่าเป็นตอนจบที่คุณมะยมควรจะเลือกผ้าเช็ดหน้าข้างบนนี้สัก 3 ผืนไว้ก่อน ส่วนที่เหลือ  เอาไว้สำหรับเหตุการณ์ต่อไปในชีวิตของผู้หญิงสูงศักดิ์ที่สุดในราชอาณาจักรออสเตรีย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 61  เมื่อ 03 พ.ย. 11, 10:14

ถ้าจะถามว่าทำไมซิสซี่ให้ความสำคัญกับเพื่อนคนนี้มาก  คำตอบคือถึงแม้ว่าแวดล้อมด้วยข้าราชบริพารมากมาย   แต่ซิสซี่ก็ไม่มีเพื่อนจริงๆเลยสักคน  ผิดกับสามัญชนทั่วไปที่อาจจะหาเพื่อนไว้พูดคุย ปรับทุกข์ ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกันได้     ตำแหน่งของเธอสูงส่งเกินกว่าใครจะอาจเอื้อมเป็นเพื่อน  จะมีก็แต่ข้าราชบริพารที่อยู่ด้วยตามหน้าที่ หรืออย่างร้ายก็ประจบสอพลอหวังผลประโยชน์ให้ตนเอง
ฟรีดริชผู้เป็นเพื่อนรับฟังความในใจของซิสซี่ได้ มาตลอด 10 ปี    จึงเป็นเพื่อนที่เธอระลึกถึงได้ยาวนาน   แต่ก็ต้องจบลงในที่สุด

ความอ้างว้างของซิสซี่ที่เห็นได้อีกอย่างหนึ่งคือ ครอบครัวของเธอต่างคนต่างอยู่ ห่างเหินกันคนละทาง     จักรพรรดิอยู่กับพระสนม   จักรพรรดินีใช้เวลาส่วนใหญ่ท่องเที่ยวหรือพักผ่อนอยู่นอกประเทศ   ลูกๆก็ต่างคนต่างไป
เมื่อเธอล่วงเข้าวัยกลางคน  พระโอรสองค์เดียวของเธอกับจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟก็เจริญพระชนม์ขึ้นเป็นหนุ่ม     แต่เจ้าฟ้าชายรูดอล์ฟก็ไม่เคยเป็นมิตรสนิทของแม่    ตามประวัติศาสตร์ บอกว่าเจ้าชายมีพระอัธยาศัยค่อนข้างเพี้ยน  คือหมกมุ่นกับอะไรก็ปักใจอยู่กับสิ่งนั้นไม่ลืมหูลืมตา   โปรดวิชาสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ  ทรงศึกษาค้นคว้าเรื่องนก และเรื่องหิน  จนเขียนตำรับตำราทางด้านนี้เอาไว้   ทางด้านการเมืองก็หนักไปทางเสรีนิยม ตรงกันข้ามกับพระราชบิดา

เจ้าชายเสกสมรสกับเจ้าหญิงสเตฟานีแห่งเบลเยี่ยม  ด้วยเหตุผลด้านความเหมาะสม  มิใช่ด้วยความสมัครใจ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 62  เมื่อ 03 พ.ย. 11, 21:28

ตอนที่อภิเษกสมรสกัน  เจ้าหญิงสเตฟานียังพระชันษาไม่ครบ 17 เสียด้วยซ้ำ    เป็นเด็กสาวไม่ประสีประสาพอจะเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่ใจของเจ้าชายรูดอล์ฟได้    ผลก็เป็นอย่างที่คาดเดากันได้ไม่ยาก คือเจ้าชายก็ไปตามทางของเจ้าชาย  เจ้าหญิงก็อยู่ตามประสาเจ้าหญิง
ซิสซี่เคยวิจารณ์เจ้าชายเจ้าหญิงว่า " ผู้ชายก็เซ่อซ่า ผู้หญิงก็ปัญญานิ่ม"

เจ้าชารูดอล์ฟมีพระนิสัยเหมือนพระบิดาอยู่อย่างหนึ่งคือโปรดมีพระสนมลับๆ   เท่าที่ปรากฏชื่อมี 2 คนคือ  มิตซี่ คาสปาร์   เป็นโสเภณีชั้นสูง    ในยุคนั้นการที่ชายผู้ดีมีตระกูลจะไปเที่ยวโสเภณีไม่ใช่เรื่องแปลก    และไม่ได้ถือเป็นเรื่องต้องอับอายขายหน้าถ้าถูกจับได้     
ผู้หญิงที่ไม่ได้เรียกตัวเองว่าโสเภณี ทั้งๆไม่ต่างจากกัน  คือพวกเมียเก็บที่ผู้ชายเอาไปเลี้ยงดูคนแล้วคนเล่า ก็มีอยู่ไม่น้อย   ถ้าหากว่าสวยถึงขั้นก็จะมีชีวิตอยู่อย่างหรูหรา  มีสังคมและแวดวงของตัวเอง   ทั้ง 2 ประเภทนี้เรียกกันว่า demimonde  (อ่านว่าเดมิมอนด์)

รูปของมิตซี่ คาสปาร์


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 63  เมื่อ 03 พ.ย. 11, 21:53

เจ้าชายทรงมีมิตซี่ ก่อนอภิเษกสมรส   และมีอย่างไม่กระมิดกระเมี้ยนปิดบังเสียด้วย    ทรงพาหญิงสาวร่วมทางไปด้วยแม้แต่ตอนเสด็จไปเบลเยี่ยมเพื่อจะไปรับเจ้าสาวกลับมาอภิเษกที่เวียนนา
แม้ว่าโปรดปรานหล่อนมาก  เจ้าชายก็ไม่ได้มีหล่อนอยู่คนเดียว   วันหนึ่ง  ก็ทรงไปพบสาวน้อยเข้าอีกคนหนึ่งชื่อบารอนเนสมารี เวทเซร่า   ด้วยการชักนำของสตรีในราชสำนักคนหนึ่ง    มารีเป็นผู้หญิงสวยมาก   พบกันครั้งแรก ก็หลงรักหล่อนจนถอนองค์ไม่ขึ้น  อายุที่ห่างกันมาก คือพระชันษา 30 กว่า ส่วนมารีเพิ่งจะ 17  ไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด

ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายกับมารี  เล่ากันหลายเวอร์ชั่นด้วยกัน    ไม่รู้เรื่องไหนจริงเรื่องไหนใส่สีใส่ไข่เข้าไป     เวอร์ชั่นหนึ่งบอกว่าทรงลุ่มหลงสาวน้อยผู้สวยบริสุทธิ์ไร้เดียงสาจนถึงขั้นตั้งพระทัยจะหย่าจากเจ้าหญิงสเตฟานีให้จงได้      แต่ไม่มีใครเห็นด้วยสักคน รวมทั้งพระบิดา ที่ทรงเคี่ยวเข็ญบังคับให้พระโอรสเลิกกับมารีแทน     แต่อีกเวอร์ชั่นหนึ่งก็บอกว่ามารีเป็นสาวนักตกเบ็ดที่ไล่จับเจ้าชายอย่างออกหน้าออกตา      ผลคือได้เป็นพระสนมสมใจ  แต่ก็เป็นเพียงหนึ่งในสองคน(หรือมากกว่านั้น) ที่เจ้าชายทรงคบหาด้วยเท่านั้น



บันทึกการเข้า
mayom
อสุรผัด
*
ตอบ: 23

วิศวกรตกยาก


ความคิดเห็นที่ 64  เมื่อ 04 พ.ย. 11, 02:57

.......คุณมะยมควรจะเลือกผ้าเช็ดหน้าข้างบนนี้สัก 3 ผืนไว้ก่อน ส่วนที่เหลือ  เอาไว้สำหรับเหตุการณ์ต่อไปในชีวิตของผู้หญิงสูงศักดิ์ที่สุดในราชอาณาจักรออสเตรีย

อ้าว....มะยมดันใช้ผ้าเช็ดหน้าข้างบน เช็ดน้ำหูน้ำตาอย่างไม่ประหยัดไปซะหมด ..เอ้ามะยมยังเห็นจุดสว่างในความสัมพันธ์อันมืดมนครั้งนี้ ว่าอย่างน้อยเธอก็ต้องมีสุขที่ มีคนรู้ใจอยู่ช่วงหนึ่งในชีวิต  อายจัง

 
(ยิ่งสูงยิ่งหนาว จริงๆ)


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 65  เมื่อ 04 พ.ย. 11, 10:28

เอาผ้าเช็ดหน้าไปซัก ตากและรีดเรียบ กลับมาส่งให้คุณมะยม หมดทุกผืนแล้วค่ะ

วันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 1889   เจ้าชายรูดอล์ฟเสด็จไปประทับอยู่ที่ตำหนักเล็กๆส่วนพระองค์  ซึ่งเป็นบ้านพักเวลาไปล่าสัตว์  ที่เมเยอร์ลิ่ง นอกกรุงเวียนนา   พร้อมกับมารี     เป็นเหตุการณ์ธรรมดาๆเสียจนไม่มีใครระแวงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น   จนกระทั่งตอนเช้าวันที่ 30   มหาดเล็กจึงไปพบร่างไร้ลมหายใจของทั้งสอง
รูปการณ์ดูเหมือนว่า เจ้าชายทรงยิงมารีก่อน แล้วปลงพระชนม์ตาม  ข้างๆกายของทั้งสองมีจดหมายลาตายวางอยู่

เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องช็อคคนทั้งยุโรปก็ว่าได้     ผู้ที่กระทบกระเทือนใจมากที่สุดคือจักรพรรดิและจักรพรรดินี ผู้สูญเสียรัชทายาทไปอย่างไม่คาดฝันในชั่วคืน     เราคงจำได้ว่า เจ้าชายเป็นพระโอรสองค์เดียว     ออสเตรียไม่มีการสืบราชบัลลังก์ผ่านทางผู้หญิง    ดังนั้น ก็แปลว่ารัชทายาทจะต้องเปลี่ยนเป็นเจ้าชายพระญาติห่างออกไป  ไม่ใช่เจ้าหญิงพระธิดาองค์ใดองค์หนึ่งของซิสซี่

เหตุการณ์นี้สะเทือนใจซิสซี่ถึงที่สุด  จนทำให้เธอแต่งดำตลอดนับจากนั้น

แต่...อะไรๆหลายอย่างก็ยังคลุมเครือในเรื่องนี้    การสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายและมารีนับเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์        จนบัดนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดคลี่คลายออกมาได้แจ่มแจ้งว่าเกิดจากสาเหตุอะไร


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 66  เมื่อ 04 พ.ย. 11, 13:05

ในครั้งแรก  ราชสำนักปิดบังข่าวนี้อย่างสุดตัว ด้วยการออกคำประกาศว่าเจ้าชายสิ้นพระชนม์ด้วยโรคพระหทัยวายเฉียบพลัน   และปกปิดเรื่องมารี ด้วยการลอบขนศพเธอออกจากตำหนัก ในรถม้าธรรมดาๆ  แล้วเอาไปฝังที่สุสานใกล้ๆกันนั้นโดยเร็วที่สุด   ไม่มีคำอธิบายใดๆ

แต่ข่าวซุบซิบก็แพร่สะพัดออกไป ว่าเป็นการฆ่าตัวตายหลังจากฆ่าหญิงคนรักไปแล้ว  เป็นโศกนาฏกรรมแบบโรมิโอและจูเลียต     คือเจ้าชายทรงหาทางออกไม่เจอว่าจะครองรักกับหญิงที่ทรงรักอย่างแท้จริงได้อย่างไร   ในเมื่อถูกผูกมัดด้วยพันธะทางกฎหมายและราชประเพณีกับเจ้าหญิงสเตฟานีจนกระดิกกระเดี้ยไม่ไหว     ทั้งสององค์มีพระธิดาด้วยกันองค์หนึ่ง  ไม่มีพระโอรส    เจ้าชายพยายามจะขอหย่า เพื่อจะให้มารีขึ้นเป็นพระชายา และมีรัชทายาทด้วยกัน  แต่พระบิดาก็ไม่ยินยอมท่าเดียว 
ทางออกมีทางเดียวก็คือขอตายไปด้วยกัน

พระศพเจ้าชาย  ผ้าที่คลุมพระเศียร ปิดบังมิให้เห็นรอยกระสุน


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 67  เมื่อ 04 พ.ย. 11, 15:43

     เมื่อเวลาผ่านไป   เรื่องนี้แทนที่จะเงียบลง ก็กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเรื่อยๆ  เพราะยิ่งสาวลึกลงไปก็ยิ่งเจอหลักฐานอะไรหลายอย่าง ที่ไม่สอดคล้องกับโศกนาฏกรรมโรมิโอและจูเลียตอย่างที่เชื่อกันแต่แรก
      หลักฐานที่ค้านมีหลายอย่าง   ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เจ้าชายสามารถมีมารีได้อย่างเปิดเผย ไม่เห็นจะมีอุปสรรคอย่างใดจากพระบิดา  เพราะพระเจ้าฟรานซ์ โจเซฟเองก็ทรงมีพระสนมคัทธาลีนาตามเสด็จออกงานได้ทุกแห่ง   ข่าวลือที่ว่าทรงบีบบังคับพระโอรสให้เลิกกับมารีจึงไม่น่าจะเป็นไปได้
      เหตุผลต่อมาก็คือ เจ้าชายไม่ได้มีมารีคนเดียว  ทรงมีมิตซี่อีกคนหนึ่งที่ยังไม่ได้เลิกกัน     ข้อสำคัญจากปากคำของมิตซี่คือ ก่อนไปค้างที่เมเยอร์ลิงในคืนนั้น   เจ้าชายทรงชวนมิตชี่ไปด้วย  ไม่ใช่มารี   ตรัสชวนให้ไปฆ่าตัวตายด้วยกัน    แต่หล่อนไม่รู้ว่าเจ้าชายพูดเล่นหรือพูดจริง    แต่ถึงจริงหรือเล่นหล่อนก็ไม่สนุกด้วย   จึงปฏิเสธไม่ยอมไป    เจ้าชายก็เลยพามารีไปแทน
     ถ้าหากว่าเจ้าชายทรงรักมารีแบบโรมิโอและจูเลียต  ไม่สมหวังก็ต้องฆ่าตัวตาย   งั้นจะเลือกมิตซี่เป็นคนแรกทำไม  แบบนี้ก็แสดงว่าในเมื่อไม่ได้ จึงเอามารีไปเป็นตัวสำรอง     
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 68  เมื่อ 04 พ.ย. 11, 18:31

อีกเรื่องหนึ่งที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาคือ เจ้าชายทรงชอบไปเยือนสำนักอย่างว่าอยู่บ่อยๆ ตั้งแต่หนุ่ม     ทำให้ได้รับเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มา    ผลจากโรคที่ติดไปถึงเจ้าหญิงสเตฟานี ทำให้เจ้าหญิงมีพระธิดาได้องค์เดียว  ก็ติดเชื้อจนไม่สามารถมีพระโอรสธิดาได้อีก 
เจ้าชายบำบัดโรคนี้ด้วยยาในสมัยนั้น คือมอร์ฟีน   ทรงติดยาเสพติดชนิดนี้จนทำให้พระอนามัยทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว     เป็นได้ว่าการฆ่าตัวตายเป็นผลมาจากโรคร้ายที่คุกคามหนัก    ไม่ใช่เรื่องรักใคร่อย่างที่ลือกันแต่แรก

ความสงสัยที่เกิดขึ้นอีกอย่างก็คือ  มีการขุดศพของมารีขึ้นมาชันสูตร  พบว่าไม่มีร่องรอยกระสุนที่ศีรษะอย่างเธอ  แต่มีรอยเหมือนถูกตีด้วยของแข็งอย่างแรงจนเสียชีวิต   ส่วนเจ้าชายถูกยิงด้วยกระสุนที่พระเศียร
ด้วยเหตุนี้   ผู้สงสัยบางคนจึงมุ่งไปที่การฆาตกรรม ที่ทั้งสองคนตกเป็นเหยื่อ มากกว่าเป็นโศกนาฏกรรมของความรัก
บันทึกการเข้า
mayom
อสุรผัด
*
ตอบ: 23

วิศวกรตกยาก


ความคิดเห็นที่ 69  เมื่อ 05 พ.ย. 11, 05:02

มะยมที่เข้าไปค้น และอ่าน เกี่ยวกับคดีเมเยอร์ลิ่ง  ยิ่งอ่านยิ่งคิดถึงเรื่องราโชมอน
ข้อมูลใน http://www.mayerling.de/ น่าสนใจมาก มีการเปรียบเทียบ จากหลักฐาานจากพยาน และ เหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุ แถม ยังเปิดเป็นforum แลกเปลี่ยนข้อมูลอีกด้วย
(มีแต่จดหมายลาตายฉบับคัดลอก จดหมายของแท้ลายมือเจ้าชายรูดอล์ฟ ก็ไม่มีอยู่ใน National Archiv ->หอจดหมายเหตุ ฮืม แปลไม่ถูกค่ะ)

ตรงกับที่คุณเทาชมพูบรรยายมาทั้งหมด และ กล่าวถึงหนังสือ 3 เล่ม ที่เชื่อในเหตุที่ต่างกันทั้ง 3 เล่ม
1) Mayerling ohne Mythos  เล่มนี้ให้เหตุผลหลายอย่างที่ทำให้เจ้าชายรูดอล์ฟฆ่ามารีก่อนแล้วฆ่าตัวตาย
2) Die Schicksalstage von Mayerling  เล่มนี้บอกว่าเจ้าชายรูดอล์ฟและมารีเป็นเหยื่อของคนสกุล Baltazzis ที่ต้องการจะแยกมารีจากเจ้าชาย
3) Mayerling: Die Lösung des Rätsels เล่มนี้บอกว่ามารีตายเพราะการทำแท้ง แล้วเจ้าชายรูดอล์ฟฆ่าตัวตาย

ส่วนตัวแล้วมะยมเคยไปเที่ยวเมเยอร์ลิ่ง(กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว) จำได้แต่ว่าเป็นที่ที่เหงียบและให้ความรู้สึกเหงาเศร้าสร้อย
รูปจำลองห้องเกิดเหตุ



บันทึกการเข้า
mayom
อสุรผัด
*
ตอบ: 23

วิศวกรตกยาก


ความคิดเห็นที่ 70  เมื่อ 05 พ.ย. 11, 05:13

Schloss Mayerling


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 71  เมื่อ 06 พ.ย. 11, 19:18

เบื้องหลังการเมืองในเรื่องนี้ ก็ยิ่งซับซ้อน    จักรพรรดินีองค์สุดท้าย คือจักรพรรดินีซิต้า ซึ่งมีพระชนม์ยืนยาวมาจนถึงค.ศ. 1989  เคยตรัสว่าพระองค์เชื่อว่าเจ้าชายรูดอล์ฟถูกลอบปลงพระชนม์ ด้วยฝีมือบงการของนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสในสมัยนั้น      เพราะไม่น่าจะเป็นไปได้ว่า เจ้าชายผู้มีอนาคตสดใสของราชบัลลังก์ออสเตรียรออยู่ในอนาคต  จะวู่วามปลงพระชนม์ตัวเองขึ้นมาง่ายๆ

แผนของฝรั่งเศสในตอนนั้นคือกำจัดจักรพรรดิ์ฟรานซ์ โจเซฟ  แล้วสนับสนุนเจ้าชายขึ้นครองบัลลังก์    เพราะเจ้าชายไม่โปรฯเยอรมันอย่างแรง    จะเป็นผลดีกับฝรั่งเศสถ้าออสเตรียแตกกับเยอรมัน แล้วหันมาเป็นพันธมิตรของฝรั่งเศส   แต่ในเมื่อเจ้าชายปฏิเสธแผนนี้   ผลก็คือก็ต้องถูกปิดปากไปตลอดกาล

ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็ตาม  คดีเมเยอร์ลิงก็ยังคงครองความซับซ้อนซ่อนเงื่อนมาจนทุกวันนี้       ดูรูปที่คุณมะยมไปหามาให้  บรรยากาศที่นั่นดูวังเวงและอึมครึม สมกับความลับที่ถูกซ่อนอยู่จริงๆด้วย   เห็นแล้วไม่น่าจะไปเยือนเลยเชียว
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 72  เมื่อ 07 พ.ย. 11, 11:03

การสิ้นพระชนม์ของเจ้าชาย เป็นเรื่องสะเทือนขวัญไปทั่งออสเตรีย  คนที่รู่สึกเหมือนโลกถล่มลงตรงหน้าคือซิสซี่     แม้ว่าเธอไม่ได้สนิทกับพระโอรส แต่เจ้าชายก็เป็นพระโอรสองค์เดียว   เป็นผู้ที่สนับสนุนฮังการีเช่นเดียวกับเธอ    เธอเคยร่วมทุกข์กับเจ้าชายในเรื่องต้องอภิเษกกับเจ้าหญิงสเตฟานี   เพราะซิสซี่รู้ดีว่าชีวิตสมรสที่ขาดรักย่อมไปไม่รอด   เจ้าหญิงเป็นเด็กสาวซื่อบื้อในสายตาเธอ  ไม่มีทางนำความสุขและความเจริญมาให้เจ้าชายได้
หลังจากเจ้าชายสิ้นพระชนม์  ซิสซี่เขียนจดหมายถึงพระธิดา เจ้าหญิงวาเลอรี่  "คนที่เอาแต่นินทาว่าร้ายแม่ นับแต่แม่มาอยู่เวียนนา ก็คงจะสาสมใจเสียที ที่แม่จะจากออสเตรียไปโดยไม่เหลือร่องรอยใดๆไว้ที่นี่อีก" 
คำว่า "เหลือร่องรอยใดๆ" เธอหมายถึงเจ้าชายพระโอรส   เมื่อสิ้นรูดอล์ฟ   วันหนึ่งข้างหน้าจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟก็จะสวรรคตไปตามอายุขัย   เชื้อสายของเธอในออสเตรียก็จะหมดเพียงแค่นี้   ส่วนเจ้าหญิงพระธิดาทั้งหลายก็เสกสมรสไปอยู่ที่อื่น  ไม่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 73  เมื่อ 07 พ.ย. 11, 11:20

ซิสซี่ยังเชื่อด้วยว่า ตระกูลของเธอเหมือนกับถูกคำสาปจากอะไรสักอย่างให้มีอันเป็นไป     เธอเชื่อว่าเจ้าชายรูดอล์ฟปลงพระชนม์ตัวเองด้วยพระสติที่ไม่ปกติ     เคราะห์ร้ายไม่ได้มาหนเดียว  พระญาติของเธอคือพระเจ้าลุดวิกที่ 2  ก็สวรรคตจากจมน้ำตายหลังจากถูกระบุว่าเสียพระสติ  และเจ้าหญิงโซฟี พี่สาวของเธอก็สิ้นพระชนม์จากไฟไหม้ในปารีส
ซิสซี่แต่งดำตั้งแต่หัวจรดเท้า เป็นการไว้ทุกข์นับแต่นั้น    เธอออกจากออสเตรีย ท่องเที่ยว- หรือพูดให้ถูกคือร่อนเร่ไปตามประเทศต่างๆ  เพื่อจะแสวงหาความสงบทางใจที่เธอไม่เคยมีวันพบ  นับแต่ขึ้นสู่ตำแหน่งจักรพรรดินีเป็นต้นมา
สถานที่ที่ซิสซี่ชอบเดินทางไปพักคือทะเลสาบเจนีวา  คอร์ฟู  ริเวียร่าฝรั่งเศส และบัด อิเชิล ที่เธอกับจักรพรรดิได้ประกาศว่าจะเสกสมรสกัน     
ซิสซี่เป็นโรคเกลียดการเป็นเป้าสายตา ไม่ชอบมีใครต่อใครรุมล้อมอารักขา  หรือติดตามไปทุกหนทุกแห่ง    เธอชอบไปไหนมาไหนเงียบๆ ไม่ให้ใครรู้จัก   โดยไม่กลัวอันตรายใดๆอย่างที่จะพึงเกิดกับบุคคลสำคัญ   เธอเป็นคนเชื่อพรหมลิขิต  ถึงขั้นประกาศว่า " ฉันพร้อมที่จะเผชิญชะตากรรม    ถ้าชีวิตมาถึงจุดจบ ก็ให้มันจบตามชะตาฟ้าลิขิต  "
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 74  เมื่อ 07 พ.ย. 11, 11:42

ความจริง ซิสซี่ก็รักและเป็นห่วงประชาชนออสเตรียอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะคนยากจน   เธอสร้างโรงพยาบาลและให้สวัสดิการหลายอย่างแก่คนพวกนี้  แต่ซิสซี่ทำอย่างเงียบๆ ไม่มีสื่อคอยประโคมข่าวให้เอิกเกริก    คนก็เลยไม่ค่อยรู้กัน
สิบปีหลังจากเจ้าชายรูดอล์ฟสิ้นพระชนม์  ซิสซี่เปลี่ยนจากหญิงวัยกลางคนเป็นหญิงชรา    เธอก็ยิ่งถอยห่างจากโลกภายนอกมากขึ้น  เธอเดินทางไปที่ต่างๆ โดยไม่ให้ตำรวจประจำเมืองต่างๆมาอารักขา  เธอใช้ชื่อปลอม เดินทางไปไหนมาไหนกับนางพระกำนัลเพียงคนเดียว

วันที่ 10 กันยายน ค.ศ. 1870  เมื่อซิสซี่อายุได้ 60 ปี   เดินทางอยู่ในเจนีวา เธอกำลังเดินอยู่ตามทางเลียบทะเลสาบเพื่อจะไปลงเรือ  พร้อมกับนางกำนัลเดินตามมาด้วย  ก็มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งพรวดเข้ามาถึงตัว แล้วแทงเธอเต็มแรงด้วยมีดปลายแหลม

ชายคนนั้นเป็นนักอนาธิปไตย ( anarchist) พวกหัวรุนแรง    เขาเป็นชาวอิตาเลียนชื่อลุยกิ ลูซินี   ซึ่งตั้งใจว่าจะต้องฆ่าบุคคลสำคัญคนใดคนหนึ่งให้ได้   เพื่อตอบสนองอุดมการณ์บ้าคลั่งของเขา
ก่อนหน้านี้เขาตั้งใจจะลอบสังหารดยุคแห่งออเลองส์ แต่ยังหาโอกาสไม่ได้  พอดีอ่านพบข่าวในหนังสือพิมพ์ว่าจักรพรรดินีแห่งออสเตรียเสด็จมาเจนีวา   แม้ไม่มีรายละเอียดอะไรมากกว่านั้น   แต่เมื่อเขาเห็นหญิงสูงวัย  รูปโฉมงามสง่าผิดจากสามัญชนทั่วไป  เดินอยู่โดดเดี่ยวบนทางเลียบทะเลสาบ มีแค่ผู้หญิงอีกคนเดินตามหลังมาด้วย   เขาก็รู้ทันทีว่านี่คือเหยื่อสำคัญที่จะทำให้ชื่อเขาถูกจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ชั่วกาลนาน


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.14 วินาที กับ 19 คำสั่ง