เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
  พิมพ์  
อ่าน: 29613 ประตูแลป้อมในพระนครสมัยต้นรัชกาลที่ ๕
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10784



ความคิดเห็นที่ 90  เมื่อ 14 ก.ย. 11, 21:57

แม่พลอย-คุณเปรม ที่ประตูย่ำค่ำ

 ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10784



ความคิดเห็นที่ 91  เมื่อ 14 ก.ย. 11, 22:14

แม่พลอย-ช้อย ที่ประตูย่ำค่ำ

ยิ่งใกล้วันมีงานเข้าไปอีก ทั้งพลอยและช้อยก็อดรนทนไม่ไหว กลางวันว่างๆ ก็ต้องชวนกันเล็ดลอดหนีจากตำหนัก แล้วออกทางประตูย่ำค่ำไปดูเขาสร้างเขาไกรลาสที่ข้างๆ พระที่นั่งอัมรินทร์ เริ่มดูตั้งแต่เขาไกรลาสนั้นยังเป็นโครงไม้ไผ่สาน จนถึงเวลาที่เขาเอาแผ่นดีบุกหุ้มแล้วทาสีให้เหมือนศิลาจริงๆ ทุกครั้งที่ไปดูก็จะเห็นเขาไกรลาสอันเป็นที่สรงน้ำหลังโสกันต์นั้นผิดตาไปทุกครั้ง จนในที่สุดเมื่อใกล้วันงานเข้า มณฑปใหญ่ยอดเขาก็สร้างเสร็จ บุษบกที่สรงก็เสร็จลงข้างๆ กัน เจ้าพนักงานเริ่มใส่ต้นไม้ต่างๆ และต่อท่อน้ำพุในเขา และกั้นราชวัตรปักฉัตรโดยรอบบริเวณเขาไกรลาส ...

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 92  เมื่อ 15 ก.ย. 11, 08:16

แล้วจัดการต่อสายไฟฟ้า    ที่ขาดลงมากลางวิถี
สามทุ่มเศษยี่สิบนาที        จึงต่อเสร็จดีแล้วเปิดไฟ
เมื่อสายไฟฟ้าขาดทำลาย   รถรางสองสายเดินไม่ได้
ที่จริงสายขาดนั้นสายใน     สายนอกมิได้อันตราย
แต่สายนอกอิฐปิดทางไว้    จึงเดินไม่ได้ทั้งสองสาย
พวกกุลีขนอิฐปูนทราย       ที่พังทลายทับหนทาง...
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 93  เมื่อ 15 ก.ย. 11, 08:55

แล้วจัดการต่อสายไฟฟ้า    ที่ขาดลงมากลางวิถี
สามทุ่มเศษยี่สิบนาที        จึงต่อเสร็จดีแล้วเปิดไฟ
เมื่อสายไฟฟ้าขาดทำลาย   รถรางสองสายเดินไม่ได้
ที่จริงสายขาดนั้นสายใน     สายนอกมิได้อันตราย
แต่สายนอกอิฐปิดทางไว้    จึงเดินไม่ได้ทั้งสองสาย
พวกกุลีขนอิฐปูนทราย       ที่พังทลายทับหนทาง...

ให้ภาพประกอบประตูสะพานหัน ที่มีรถรางทั้ง ๒ สายวิ่งให้บริการ สายในคือวิ่งรอบเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนสายนอกวิ่งออกไปยังถนนเจริญกรุง ย่านบางรักถึงบางคอแหลม


บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 94  เมื่อ 16 ก.ย. 11, 08:53

ไม่ใช่ขอแรงหรือกะเกณฑ์      กรมกองตระเวนได้จัดจ้าง
ให้ขุดรื้อขนไปจนสว่าง          ให้ร้อยสตางค์ทุกคนไป
ที่พวกกุลีทำการนั้น              จุดวอชิงตันสว่างไสว
คนยิ่งยัดเยียดเบียดกันใหญ่    เพราะอยากจะใคร่เห็นด้วยกัน
เห็นเขารื้อขนอิฐปูนทราย       นึกว่าคนตายมีในนั้น
บ้างยืนชะเง้อเขย่งยัน           บ้างเอาร่มรันกันก็มี
สีการ้องว่าอ้ายหน้าโสมม      มันจะเอาด้ามร่มตำของดี
บ้างเล่นซุกซนจับก้นป่นปี้      ครั้นถึงราตรีย่ำสองยาม
คนค่อยซาห่างบางกว่าเก่า     ถึงจะบางเบาก็ยังล้นหลาม
ตั้งใจอุตส่าห์พยายาม           ยืนล้อมสนามประตูพัง
ครั้นถึงเวลาเกือบเจ็ดทุ่ม       คนยังประชุมอยู่สะพรั่ง
ทันทีทันใดก็ได้ฟัง               กุลีบอกดังว่าเจอแล้วขา
คนคอยดูนั้นสำคัญหมาย       ว่าเจอะคนตายแน่แล้วหนา
จึงร้องถามไปมิได้ช้า            ว่าอะไรจ๋าเจออะไร...
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 95  เมื่อ 16 ก.ย. 11, 09:01

ตะเกียงวอชิงตัน จุดกันสว่างไสว คือแบบนี้

ที่มา http://www.thailantern.com/main/boards/lofiversion/index.php/t510.html


"โคมวอชิงตัน" เป็นอย่างไร http://www.reurnthai.com/index.php?topic=657.0  ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 96  เมื่อ 16 ก.ย. 11, 10:04

ฝ่ายพวกกุลีมารายงาน     ว่าหมวกทหารเจอหนึ่งใบ
แต่เจ้าของหมวกไม่รู้ไปไหน   หรือดำดินไปใต้บาดาล
อย่าเพ่อดูหมิ่นดำดินทราย    เขาก็เป็นชายชาติทหาร
ทิ้งหมวกไว้ให้เป็นพยาน      แล้วหนีบันดาลดำดินไป
เหมือนโทเฮงสูนเรื่องห้องสิน    เขายังดำดินไปได้
เรื่องหมวกไม่รู้ของผู้ใด      ฉันสืบไม่ได้ต้องยอมจน
คนที่คอยดูอยู่จนรุ่ง           สู้ทนให้ยุงมันกัดป่น
ไม่พบคนตายเลยสักคน      จนแสงสุริยนส่องนภา
กุลีขนอิฐยังไม่หมด           แต่ครบกำหนดตามสัญญา
ครั้นรุ่งสางสว่างจ้า            กุลีถ้วนหน้าหยุดงานพลัน
เมื่อแรกรับจ้างต้องเซ็นชื่อ     หรือลงลายมือเป็นสำคัญ
ครั้นถึงรุ่งเช้าเอารางวัล       บาทหนึ่งเท่ากันทุกคนไป
โรงพักถนนพาหุรัด            เป็นที่จ่ายจัดค่าจ้างให้
กรมกองตระเวนไม่เกณฑ์ใคร   คิดค่าจ้างให้ทั่วทุกคน
กุลีพวกก่อนอดนอนเพลีย      ต้องหยุดพักเสียไม่รื้อขน
จ้างกุลีใหม่อีกหลายคน        ให้ขุดรื้อขนต่อไปนา
ขนอีกสองวันจึงสำเร็จ         รวมกุลีเสร็จหกสิบห้า
จ้างคนละบาทไม่ขาดราคา    ไม่หย่อนไม่กว่าร้อยสตางค์...
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 97  เมื่อ 16 ก.ย. 11, 10:13

ยังไม่หมดเรื่องประตูพัง        ขอกล่าวแต่ครั้งเมื่อแรกสร้าง
ฉันจะแก้ไขให้กระจ่าง           ประตูนี้สร้างสามครั้งครา
ครั้งแรกรัชกาลที่หนึ่งชัด        ครั้งที่สองรัชกาลที่ห้า
ถึงครั้งที่สามตามอัตรา          รัชกาลที่ห้าอีกเหมือนกัน
ถึงรัชกาลที่หกนี้                  ประตูพังหมดที่สะพานหัน
จึงพังทลายกระจายลั่น          นี่กล่าวสั้นๆ ไม่พิสดาร
ถ้าท่านผู้ฟังยังไม่แจ้ง           ฉันจะแสดงให้วิตถาร
ท่านที่ไม่ชอบจะรำคาญ        ว่ากล่าวยาวยานจนเกินดี...
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 98  เมื่อ 16 ก.ย. 11, 10:14

เมื่อครั้งรัชกาลที่หนึ่งหนา      เสวยราชย์มาได้สองปี
จะสร้างประตูพระบุรี             พร้อมกำแพงมีรอบนคร
แต่ประตูยอดครั้งก่อนใช้       ยอดทำด้วยไม้สูงสลอน
ทำช่องกุดบ้างเป็นตอนๆ       จนรอบนครแต่เดิมมา
ส่วนประตูที่สะพานหัน          ทำครั้งแรกนั้นช่องกุดหนา
ลงมือศกสองถึงศกห้า         จึงแล้วเสร็จว่าแต่ตั้งแผ่นดิน...
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 99  เมื่อ 16 ก.ย. 11, 10:18

ถึงรัชกาลที่สามชัด        ประตูด้านวัดพรหมสุรินทร์
ยอดไม้ผุพังกระทั่งดิน     ทับคนตายดิ้นกลางมรรคา
จึงรื้อประตูยอดทั่วหมด    ทำซุ้มอิฐลดต่ำลงมา
เรียกว่าหอรบมีหลังคา     เผื่อข้าศึกมาได้ป้องกัน
แต่ช่องกุดที่มีประตู        ยังคงเดิมอยู่ไม่แปรผัน...
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 100  เมื่อ 16 ก.ย. 11, 10:40

ประตูด้านวัดพรหมสุรินทร์ คือ ประตูยอดบริเวณป้อมมหากาฬ เป็นประตูยอดที่ออกไปวัดพรหมสุรินทร์ ซึ่งพงศาวดากล่าวไว้ว่า วัดแห่งนี้สร้างขึ้นโดยเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้สร้างไว้และเมื่อท่านได้สิ้นชีพลง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงสถาปนาวัดต่อและโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "วัดปรินายก" 

ประตูนี้ยังออกไปยังสนามควายอีกด้วย จึงเรียกว่า "ประตูไปออกสนามคอกควาย" และในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีรถเจ๊กจอดคอยท่ามากมาย ใครใคร่สัญจรก็จ้างว่า "ไปประตูวัดปรินายก" ได้เลยราคาไม่กี่อัฐเท่านั้นเอง

และวัดปรินายกแต่ก่อนมีพื้นที่วัดกว้างมาก แต่ภายหลังโดนถนนราชดำเนินในตัดผ่านไปเกือบครึ่ง จึงเห็นอยู่เพียงแค่ปัจจุบัน
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 101  เมื่อ 16 ก.ย. 11, 10:43

ถึงรัชกาลที่ห้านั้น          ท่านทรงจัดสรรการแผ่นดิน
ศกเก้าสิบหกพระทูลเกล้า   โปรดให้เจ้าพระยามหินทร์
เปลี่ยนแปลงประตูพระบุริน  แต่ไม่ทั่วสิ้นทั้งบุรี
รื้อซุ้มหอรบที่มีอยู่         ทำเป็นประตูยอดสูงดี
ประตูตัดสั้นนั้นก็มี          ท่านทำท่วงทีดูโสภณ
แต่ประตูที่สะพานหัน      เมื่อคราวครั้งนั้นแปลงอีกหน
เป็นประตูตัดดาดฟ้าบน    ดูเหมือนจะทนทำแข็งแรง
ถึงศกร้อยปีมีสมโภช       โขนเขนเต้นโลดงิ้วตุ้งแชง
พระสงฆ์สวดมนต์รอบกำแพง   เลี้ยงข้าวเลี้ยงแกงสนุกครัน
ครั้นมาถึงศกร้อยเจ็ดปี       แปลงประตุที่สะพานหัน
เป็นประตูยอดตั้งแต่นั้น      มิได้แปรผันอีกเลยนา
ครั้นถึงศกร้อยสามสิบเอ็ด   ประตูเสด็จพังลงมา
เพราะเก่าชะแรแก่ชรา        ขอยุติกาจบกันที...นั้นแหล่........

แหล่เรื่องประตูสะพานหันพัง เป็นเครื่องเล่นมหาชาติกัณฑ์มหาพน
แหล่ตั้งแต่วันที่ ๙ กันยายน  ๒๕๕๔  มาจบลงในวันนี้
สาธุชนคนใดที่ติดตามฟัง/อ่านแหล่นี้มาอย่างสนใจ (และไม่เหน็บแนม)
ขอให้อานิสงส์โดยทั่วกัน อิอิ..
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 102  เมื่อ 16 ก.ย. 11, 11:02

แสดงว่า ก่อน ร.ศ. ๑๐๐ เป็นประตูยอดตัด และ ร.ศ. ๑๐๗ ทำเป็นประตูยอด และพังลงใน ร.ศ. ๑๓๑

+++

ไม่ได้เหน็บแนบ แต่ให้ "ไส้กรอกปลาแนม" ติดกัณฑ์เทศน์ไว้  แลบลิ้น


บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 103  เมื่อ 16 ก.ย. 11, 11:05

สาธุชนหลั่งไหลกันมา ถวายกัณฑ์เทศน์ พร้อมทั้งรอฟังแหล่เรื่องต่อไปค่ะ... ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 104  เมื่อ 16 ก.ย. 11, 11:18

.. เจ๋ง


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.039 วินาที กับ 19 คำสั่ง