เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3]
  พิมพ์  
อ่าน: 17583 เที่ยวไพรไปกับวรรณกรรม
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 30 ส.ค. 11, 10:35

ไปหาเรื่องป่าของคุณชาลี เอี่ยมกระสินธุ์มาให้อ่านค่ะ  จากโอเคเนชั่น

ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์
นักเขียนเรื่องป่าระดับตำนาน

ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์เคยบันทึกไว้ว่า “ในช่วงระยะเวลากว่าสี่สิบปีที่ข้าพเจ้าใช้เวลาว่างจากงานออกแสวงหาความสุขสงบจากชีวิตกลางแมกไม้และโตรกธาร ท่ามกลางสีเขียวของธรรมชาติ ในป่าสูงที่แน่นขนัดด้วยไม้ใหญ่น้อย  ป่าเริ่มเปลี่ยนสภาพจากรกทึบเป็นโปร่งกว้างมากเข้าทุกปี  การตัดไม้ การเผาป่า การบุกรุกเข้าไปถากถางเพื่อสลายป่าให้กลายเป็นไร่  พฤติกรรมของมนุษย์ผู้บดขยี้ป่าเป็นต้นเหตุของความวิบัติไปถึงดินฟ้าอากาศ  สัตว์ป่าซึ่งมีอยู่ชุกชุมย่อมต้องดิ้นรนหนีเข้าไปอยู่ในป่าที่ลึกเข้าไปอีก  แต่มันจะไปไหนได้ เพราะป่าดงดิบที่มีขุนเขาหยัดยอดยืนตระหง่านเหล่านั้นไม่ใช่ป่าที่มีอาหารให้มันเหมือนป่าที่มันเคยใช้ชีวิตอยู่แต่เดิม
 
ข้าพเจ้าพาท่านผู้อ่านไปพบกับป่าของเราสมัยที่ยังอุดมสมบูรณ์ งดงาม ผ่องแผ้ว และเป็นป่าพรหมจรรย์อันน่าสัมผัสยิ่งนัก  สี่สิบปีที่เที่ยวป่ามานั้นได้ถูกจดไว้ในอนุทินแห่งชีวิต

ตั้งแต่ก้าวแรกที่ข้าพเจ้าก้าวเข้าไปในป่า ข้าพเจ้าต้องการเที่ยวป่าเท่านั้น ไม่ใช่ล่าสัตว์  ข้าพเจ้าได้บอกไว้แล้วว่า ข้าพเจ้าไม่เคยยิงสัตว์อะไรตายสักตัวเดียว ความจริงเรื่องนี้ก็รู้กันดี ในประดาท่านผู้ใหญ่ที่รู้จักข้าพเจ้า  เพราะข้าพเจ้าเป็นนักเขียน  ต้องการเก็บทุกสิ่งทุกอย่างในป่ามาเป็นตัวหนังสือ
 
ข้าพเจ้าค่อนแคะและติเตียนพวกที่ยิงสัตว์อย่างไม่เป็นกีฬาค่อนข้างรุนแรง  ข้าพเจ้าไม่คัดค้านในการที่เพื่อนจะยิงเสือกินคน  หรือสัตว์ที่เป็นอันตรายเมื่อจำเป็นต้องป้องกันตัว  แต่ข้าพเจ้าไม่ต้องการเห็นการยิงอย่างล้างผลาญ  เรื่องนี้พูดมาตั้งแต่แรกเขียนเรื่องป่าลงในหนังสือพิมพ์ไทยรายวันเมื่อปี 2493
 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 30 ส.ค. 11, 10:35

ป่านั้นมีทั้งเรื่องตื่นเต้น น่าพิศวง เพลิดเพลิน บริสุทธิ์ และงดงามด้วยสีสันอันมีชีวิตชีวาในตัวของมันเอง  สี่สิบปีที่ข้าพเจ้าได้ตระเวนไพร ได้รับความสุขสันต์หรรษาอย่างเต็มเปี่ยม  สิ่งที่ได้เห็นมาจากป่าล้วนฝังในจิตสำนึกอย่างไม่ลบเลือน”
 
บันทึกดังกล่าว ชาลีได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งของเขา เพื่อเน้นย้ำให้เห็นถึงตัวตนที่แท้ของความเป็นนักเขียน

 นักเขียนที่ไม่ต้องการจับปืน  แต่ต้องการหยิบทุกสิ่งทุกอย่างจากป่ามาเป็นตัวหนังสือ

 ชาลีนำเอาประสบการณ์ของตนจากป่ามาผนวกกับเรื่องเล่าของเหล่าพรานจนกลายเป็นนิยายที่ยิ่งใหญ่หลายต่อหลายเล่ม  ไม่ว่าจะเป็นไพรผาดำ สมิงไพร ดงพญาไฟ รวมทั้งสารคดีอย่างป่าโบราณ ป่าในอดีต ป่าอาถรรพณ์ ป่ามหัศจรรย์ ทุกเล่มได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านอย่างกว้างขวาง

 ชาลีเล่าว่านักอ่านท่านหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่การรถไฟ เขียนจดหมายมาถามถึงผลงานเล่มใหม่ของเขาอยู่เสมอ  เคยถึงขนาดเขียนจดหมายมาทวงต้นฉบับให้พิมพ์เป็นเล่ม  เขาต้องการอ่านและเก็บรักษาไว้ให้คนรุ่นใหม่ต่อไป  นักอ่านท่านนั้นเชื่อว่า ต่อไปจะไม่มีป่าเหลืออีกแล้ว  ดังนั้นหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องป่าต้องมีคุณค่านับอนันต์
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 30 ส.ค. 11, 10:40

รายชื่อหนังสือเกี่ยวกับป่า ของคุณชาลี  เท่าที่ใช้อินทรเนตรมองหา
๑  วิญญาณไพร
๒  ป่าสมิง
๓  กระทิงล่าพราน
๔  ป่าสูงและยูงยาง
๕  ดงพญาไฟ
๖  เสือดาวที่เสางาม

ส่วนนวนิยายที่ท่านเขียน  คือ
    ชุมนุมฟ้าผ่า ตีพิมพ์ใน ปิยมิตรรายสัปดาห์
    โป่งผี ตีพิมพ์ใน สกุลไทยรายสัปดาห์
    ไพรมหากาฬ ตีพิมพ์ใน เพลินจิตต์รายวัน นำไปออกอากาศละครวิทยุโดย เสนีย์ บุษปะเกศ เมื่อ พ.ศ. 2500
    เรื่องสมิงไพร ไพรมัจจุราช ไพรพยัคฆ์ ตีพิมพ์ใน เพลินจิตต์สามรส รายวัน
    ไพรผาดำ ตีพิมพ์ใน นครไทยเบื้องหลังข่าว

บันทึกการเข้า
chupong
พาลี
****
ตอบ: 303


ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 30 ส.ค. 11, 11:01

ผมเข้ามากราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เทาชมพูอีกคราหนึ่งครับที่ท่านกรุณารวมผลงานเขียนของท่านชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ให้พวกเราได้อ่านกัน สำหรับตัวผมเอง อ่านแล้ว เห็นที ภารกิจเบื้องแรกคือต้องไปเคลียหนังสือสามเล่มในตู้ (สมิงไพร ไพรมัจจุราช ไพรพยัคฆ์) รวมถึงไพรผาดำอีกหนึ่งชุด (สี่เล่ม) ก่อนอื่นใดทั้งสิ้น ซึ่งก็มิรู้เหมือนกันครับว่าอีกเมื่อไรจึงจะจบ จากนั้น ค่อยตามล่าหาขุมทรัพย์หนังสือเล่มอื่นๆครับอาจารย์
 
บันทึกการเข้า
chupong
พาลี
****
ตอบ: 303


ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 01 ก.ย. 11, 13:44

ผมขออนุญาตทุกๆท่านถ่ายทอดความประทับใจที่ผมมีต่อนวนิยายสองเรื่องอันเกี่ยวกับ “ป่า” และ “เสือ” สักเล็กน้อยครับ

   จริงอยู่ แม้ผมจะชอบนวนิยาย “หุบเขากินคน” ของท่านอาจารย์มาลา คำจันทร์ ฟังกลับไปกลับมาหลายเที่ยว ทว่านิยายจากปลายปากกาของผู้เขียนท่านเดียวกันที่ตราตรึงล้ำลึก คือ “เขี้ยวเสือไฟ” ครับ ซึมซับกับบรรยากาศป่าทางเหนือ เรียนรู้ความเป็นอยู่อันพึ่งพิงอิงอาศัยกันระหว่างคนกับป่า ได้อ่านขนบจารีต คติความเชื่อซึ่งฝังแนบแน่นอยู่ในวิญญาณของชาวบ้าน เหนืออื่นใด ตื่นใจบวกตื่นเต้นกับวีรกรรมของเธอ...อีแก้วเฮือน เด็กหญิงห้าวกล้าผู้ประกาศให้ทุกคนรู้ผ่านการกระทำของเธอว่า เสือไฟยังรู้จักตาย แต่หัวใจเสือไฟไม่มีวันตาย

   เมื่อสองปีก่อนนี้เอง (พ.ศ. ๒๕๕๒) ผมเพิ่งจะได้ฟังนวนิยายเรื่อง “ทางเสือ” ของท่านอาจารย์ศิลา โคมฉาย เป็นครั้งแรก แล้วก็ต้องออกอุทานกับตนเองยามได้ตระหนักรู้ว่าการเขียนถึงตัวละครเอกเพียงตัวเดียว แต่จงใจเล่นกับอารมณ์ผันผวนปรวนแปรแบบตามความคิดในสมองของเขาทุกๆวินาทีมิใช่เรื่องง่ายดายสำหรับนักเขียนเลย พลอยทำเอาผมเครียดไปด้วยครับ แหละเมื่อเขาสบตากับเสือร้ายอย่างตรงๆ ไม่หลบเลี่ยง ไม่หลีกลี้ ช่างน่าแปลกแท้ๆ แววตาเสือกลับเป็นดั่งดวงแก้วส่องสัจจะ เขา ตัวละครเอกได้ค้นพบความจริงของชีวิต เจอทางออกจากป่าและออกจากอุปาทานบางอย่างที่เคยยึดติด ผมก็ผ่อนลมหายใจโล่งอกเช่นกัน ทั้งหมดที่เขียนมา คือเรื่องราวอันอยากเล่าสู่ทุกท่าน ครับผม
 
บันทึกการเข้า
atsk
มัจฉานุ
**
ตอบ: 59


ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 05 ก.ย. 11, 15:08

ผมชอบ ล่องไพร ของครู มาลัย ชูพินิจมากๆครับ อ่านแล้ววางไม่ลงจริงๆครับ

ของ ชาลี เอี่ยมกระสินธุิ์ ก็ชอบเรื่อง   เทวรุปงาช้าง 


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 27 ก.ย. 11, 18:58

กระทู้นี้แยกไปเป็นกระทู้  สัมผัสกับป่าในอดีต ค่ะ

หรือจะเข้าตามลิ้งค์
http://www.reurnthai.com/index.php?topic=4769.0
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 29 ก.ย. 11, 11:27

ดิฉันมีบทความเรื่องป่าของคุณชาลี  เอี่ยมกระสินธุ์ มาฝากคุณชูพงศ์อีกเรื่องหนึ่ง

แสงไฟในป่าเปลี่ยว
โดย...ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์
จาก นิตยสารต่วยตูน
            เหนือกองไฟที่สุมไว้สว่างรุ่งโรจน์ ช่วยให้ความหนาวเหน็บเหนือป่าลำแม่ประจันต์ในวันนั้นผ่อนคลายไปได้มากทีเดียว พวกพรานใหญ่ๆรุ่นเก่าๆได้เดินทางมาชุมนุมกันเกือบครบถ้วนเพราะเมื่อท่านเจ้าเมืองมาเยี่ยมและมาตระเวนไพรแล้ว ดูเหมือนว่าต่างก็มีความชื่นชมยินดีที่จะได้สนองความต้องการในการเข้าป่าล่าสัตว์ เหมือนทุกครั้งที่พรานอาวุโสบรรดาศักดิ์ของเราเดินทางเข้าไป เนื่องจากเขาจะได้รับทุกสิ่งทุกอย่างนอกเหนือจากเงินบำเหน็จ หยูกยารักษาโรค อาหารการกินที่จะพร้อมบริบูรณ์ซึ่งจะแจกจ่ายกันทั่วไปในหมู่บ้าน
                การเข้าป่าของพวกเราจึงเป็นการช่วยบำบัดทุกข์ โรคร้าย และชีวิตของชาวป่าที่น่าสงสารเหล่านั้นไปในตัวตราบใดที่มีนายแพทย์ใหญ่ทหารบก คุณพระ ศัลย์เวทย์ วิศิษฏ์ ไปด้วยพร้อมโรงพยาบาลสนามของท่านที่เต็มไปด้วยเครื่องมือแพทย์อันจำเป็นได้เคยช่วยชีวิตชาวป่ามามากแล้วหลายคน  รวมทั้งชาวกะเหรี่ยงที่พาเรือนร่างอันมีโรคร้ายมาให้ท่านรักษาพยาบาลโดยไม่ต้องเสียอะไรทั้งสิ้น กะเหรี่ยงและชาวป่าจะเป็นโรคไข้ป่า โรคทางเดินอาหาร โรคเกี่ยวกับลำไส้เสียเป็นส่วนใหญ่
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 29 ก.ย. 11, 11:28

ไก่ป่า ครับผ๊ม...!

     ชีวิตที่ดับลงไปแล้ว แต่วิญญาณยังอยู่ ชาวกะเหรี่ยงก็มีความเชื่อเช่นนั้น  แม้พรานมือฉมังชาวกะเหรี่ยงก็ยังกลัวผี เรื่องภูตผีปีศาจเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อน เพราะดูหมือนว่าวิญญาณที่วอดวายไปแล้วนั้นจะกลับปรากฏร่างอีกครั้งหนึ่งก็ในยามค่ำคืนหรือในยามที่เกิความวิปริตบางอย่าง
     ในเรื่องเกี่ยวกับผีสางนางไม้ เสือสมิง หรือภูตพรายอันเป็นความอ่อนแอของพรานป่าทั้งหลายนั้น เจ้าเพชร์ราชฯรับสั่งกับข้าพเจ้าว่า
     “เป็นเรื่องกลัวกันไปเอง”
     แต่มิได้รับสั่งว่ามันจะเป็นเรื่องจริงตามความหวาดกลัวหรือไม่เพราะ ข้าพเจ้าเองก็ยอมรับว่ากลัวผีป่าผีโป่งแน่นอน
     ใครจะไปกล้าหาญกับสิ่งที่มองไม่เห็นเช่นนั้น ในจิตสำนึกอันลึกล้ำ พวกเราเชื่อกันว่าป่านี้มีอาถรรพณ์ มีเจ้าของที่คอยปกป้องอยู่ และมักจะสำแดงเดชให้เห็นเมื่อถูกลบหลู่หรือดูหมิ่น เนื่องจากพวกเรานั่นแหละที่ชอบแซวเจ้าป่า ชอบยั่วเย้าท้าทายอะไรทำนองนั้น แล้วผลมันก็ออกมาเป็นไปอย่างน่าระทึกใจจริงๆ
     จากป่าทางตอนเหนือไร่ร้าง-ไร่ซาก หรือไร่ผีกินที่พรานกะเหรี่ยงกลัวนั้น เป็นป่าที่เก้งกวางและสัตว์ทั้งหลายชอบเข้ามาหากินจากพืชพันธุ์ธัญญาหารที่หลงเหลือค้างจากการทิ้งไร่อพยพครอบครัวหนีไป   ไร่จึ่งรกร้างเต็มไปด้วยหญ้าพงขึ้นเต็ม แต่ขณะเดียวกันผลไม้อย่างฟักแฟงแตงกวามะเขือ และฟักทองที่ขึ้นมาตามมีตามเกิดเนื่องจากฝนฟ้าดี มันก็งอกงามขึ้นมาให้สัตว์ป่าที่พากันเข้ามากินในยามดึกสงัดหลังจากน้ำค้างตกหนักจนเปียกชุ่มชื้นทั่วไปตลอดทั้งไร่ซากนั้นแล้ว
    ตรงหนองน้ำแห่งหนึ่งนั้น พรานกะเหรี่ยงรายงานให้เรารู้ว่า กวางผู้ตัวหนึ่งถูกเสือกัดตาย หมดไปครึ่งตัว พวกแมลงตอมกันเต็มไปหมด รวมทั้งพวกสัตว์เลื้อยคลาน อย่างตะกวดก็พลอยมามะรุมมะตุ้มกินกันเปรมไปเลย แต่มันอยู่ใกล้กับไร่ซากร้างของกะเหรี่ยงที่ทอดทิ้งไว้นมนานแล้ว จึงไม่มีใครอยากจะไปนั่งซุ้มซุ่มยิงเสือซึ่งน่าจะหวนกลับมากินซากที่มันฆ่าไว้นั้นต่อ
    “คุณชายไม่กลัวผี ป่าผีเขาอยู่แล้วออกไปนั่งซุ้มกับคุณชาลีซี”
   เป็นคำแนะนำของคุณพระศัลยเวทย์ฯ เพราะถ้าท่านแข็งแรงเหมือนก่อนก็คงจะต้องทดสอบเหมือนกัน หากขาของท่านไม่ค่อยดีนัก จึงสมัครทีจะพักผ่อนกับแค้มป์พร้อมพรานใหญ่มากกว่า
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 29 ก.ย. 11, 11:31

         ตามเส้นทางที่เราออกไปทางไร่ผีกินของกะเหรี่ยง แต่พรานตีไม่ยอมพาตัดเข้าไปเหนือไร่ซากนั้นโดยตรง เนื่องด้วยความหวาดผวาต่อวิญญาณของปู่ย่าตายายที่ตายเพราะไข้ทรพิษนั้นยังฝังอยู่ในความทรงจำของเขา ความเชื่อเรื่องนี้ก็คงเหมือนๆ กับกะเหรี่ยงทั่วๆไป
         เรามั่นมุ่งในเรื่องซากกวางที่เสือกัดตายมากกว่าอื่น คุณชายตกรางวัลให้กะเหรี่ยงตีล่วงหน้าเพื่อเป็นกำลังใจในการออกไปล่าเสือเหนือซากกวางกันครั้งนี้ รางวัลจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้พรานกะเหรี่ยงวัยรุ่นของเรานอกเหนือไปจากยาสูบอาหารการกิน และเหล้า
กะเหรี่ยง ตีสะพายปืนแก๊ปกระบอกคร่ำคร่าที่ล่าเก้งกวางมาอย่างโชกโชน แล้วออกเดินนำหน้า กะเหรี่ยงพวกนี้จะล่าแบบหากินชายป่ามากกว่าจะออกไปล่ากระทิงยิงวัวแดงซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตมากกว่าเพราะยังไม่มี ความจัดเจนเพียงพอ
     ซากกวางเริ่มส่งกลิ่นแล้ว ตับไตไส้พุงเรี่ยรายอยู่ตรงโคนต้นไม้นั้น   เราต้องเลือกที่นั่งห่างออกมาและเหนือลมเพื่อป้องกันมิให้กลิ่นของมันเข้ามาในลมหายใจ  อันก่อให้เกิดอาการกระอักกระอ่วนคลื่นเหียนเวียนหัวไปตามกัน
     ห่างออกไปไม่น้อยกว่า 30 เมตรกะเหรี่ยงจัดการตกต่างซุ้มบังไพรไว้อย่างรวดเร็วว่องไว   แม้จะเพียงชั่วคราวแต่ก็มิดชิดพอสมควรทีเดียว ป่าค่อนข้างรกหญ้าบางตอนสูง เนินเขาข้างหน้านั้นครึ้มด้วยแมกไม้ใหญ่ห่มคลุมอยู่อย่างหนาแน่น
     เย็นย่ำลงมากแล้วยังไม่มีวี่แววว่าพยัคฆ์ร้ายจะย่างกรายเข้ามา ข้าพเจ้าเอนหลังพิงย่าม  พร้อมกับเปิดจุกขวดเหล้าใบเล็กออกมาดื่มสองสามอึก    เพื่อระงับความหนาวเย็นที่เริ่มกรายเข้ามาด้วยกระแสลมแรงจัดขึ้นเป็นลำดับ
      “มันคงจะเข้ากินตอนกลางคืน”  คุณชายพึมพำเบาๆ
      “เสือมันระวังตัวกลัวตายเหมือนกัน”
      คุณชายไม่ดื่ม จึงคว้ากระติกที่บรรจุกาแฟขึ้นมาดื่มกลั้วคอ มองท้องฟ้าที่หม่นมัวแล้วถอนใจยาว กะเหรี่ยงตีจุดบุหรี่ใบตองแห้งสูบ ไม่พูดจาแต่อย่างใด มองชะเง้อไปชะเง้อมาเกือบตลอดเวลา แต่ทุกส่งก็เงียบสงบมีแต่เสียงลมที่พัดเสียดสีแนวไม้จนดังเหมือนเสียงคนละเมอ   ป่าซออันหนาแน่นข้างหน้าโน้นเป็นทางเดินของไฟป่า   ที่พรานกะเหรี่ยงบอกว่ามันจะเกิดขึ้นเสมอในยามลมแรง
     ลมที่พัดจัดทำให้ความหวังของเราน่าจะต้องเลิกล้ม แต่กะเหรียงตียังคิดว่าเมื่อลมสงบแล้วสักสองสามทุ่มเสือก็คงจะเข้าหาซากกวาง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 29 ก.ย. 11, 11:33

     การมองป่าของพวกเรากับพรานป่ามักจะไม่เหมือนกัน เนื่องจากความเคยชินของพราน ทำให้เขาสามารถแยกทุกสิ่งออกได้ต่างกับข้าพเจ้าที่มักจะต้องหวาดผวาเมื่อมองไปในแนวป่ายามตามรอยนั้น ให้รู้สึกว่าจะมีสัตว์ร้ายมาคอยแอบๆอยู่ร่ำไปตามพงไม้ทึบ
     เกือบสองทุ่ม เราเริ่มเอนหลังบ้าง  สนทนากันถึงเรื่องราวของพรานกะเหรี่ยงรุ่นเก่าก่อนสมัยที่ออกนำเจ้าคุณสุรพันธ์สมุห์เทศาภิบาลมณฑลราชบุรีออกป่าล่าสัตว์  พรานเหล่านั้นต่างก็ล้มหายตายจากไปตามอำนาจกฏธรรมดาของโลก แต่พรานกะเหรี่ยงหลายคนได้แสดงความกล้าหาญในการเข้าล่าสัตว์ร้ายอย่างเสือ กระทิง ด้วยปืนเพลิงที่บรรจุกระสุนแต่ละนัดก็ต้องเสี่ยงตายด้วยกัน ทุกนัดที่เขายิงจึงจะต้องเข้าเป้าและเป็นระยะเผาขนที่ล้มสัตว์นั้นให้ตาย   มิฉะนั้น-พรานก็ตาย
     เสียงลมดังอื้ออึงข้างหน้าโน้น หวีดหวิวๆ พริ้วมาจนกระทั่งข้าพเจ้าต้องยันร่างจากที่เอนหลังเพราะเคลิ้มๆไปจากการเดินป่ามาอย่างเหน็ดเหนื่อย
    “เสียงอะไรกัน  ตี?”
    ข้าพเจ้าถามคุณชายขยับตัวพร้อมกับเตรียมไรเฟิล 30/60 พร้อมอยู่เสมอตามวิสัยคนตื่นไวในยามหลับ พรานกะเหรี่ยงระบายลมหายใจหนักๆ เมื่อตอบอึกอักว่า
   “ยังไม่รู้นาย เหมือนมีใครกำลังเดินทางมาที่เรานั่งอยู่กันนี่”
   “ใครถือคบไฟมานั่นน่ะ?”
   คุณชายชี้มือให้กะเหรี่ยงตีดู เพราะแสงไฟที่สว่างไม่ต่างอะไรกับพวกขาวป่าเดินป่าในยามค่ำคืน  จะต้องมีไต้ส่องมาตามทาง   แสงสีแดงวูบวาบไปมาเป็นเส้นตรง  เหมือนต่างเดินเรียงหนึ่งมาตามทางด่านแคบๆ   มันเป็นนาทีระทึกขวัญสั่นประสาทจนกระทั่งพรานกะเหรี่ยง ต้องร้องออกมาเบาๆว่า
   “นั่นไม่ใช่ผู้คนเดินทางมานะ ไม่ใช่แสงไต้.....”
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 29 ก.ย. 11, 11:36

     แสงไฟในป่ามองเหมือนชาวเขาชาวป่ากำลังชูคบเพลิงเดินตามลงมา   พรานกะเหรี่ยงของเราแสดงความสะทกสะท้านอย่างขวัญเสีย เพราะความเชื่อในเรื่องผีโป่งผีป่าเป็นความอ่อนแออย่างยิ่งของพวกเขา   ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
    “มีเสียงคนพูดกันนี่นะ ตี?”
    คุณชายจับแขนกะเหรี่ยงซึ่งนิ่งขึงตะลึงตะไล  เพราะเห็นแสงไฟในป่าเปลี่ยวที่ทอดยาวมานั้น เป็นแสงไฟที่เป็นเส้นยาวยังสว่าง บางครั้งก็มองเหมือนไฟป่า
    “ไฟป่าอย่างนั้นหรือ?”
    คุณชายแสดงความกังขาอย่างยิ่ง
    “ใครจะเดินทางมาในตอนกลางคืนอย่างนี้? แล้วเป็นแสงไฟยาวต่อกันพิกลอยู่”
    กะเหรี่ยงตีขยับปืนแก๊ปอย่างกระเหี้ยนที่จะยิงเต็มที่ เพราะบอกว่าแสงที่เห็นนั่นเป็นแสงของพวกผีป่าที่แห่พากันมาทั้งนั้น จะเป็นได้ อย่างไร ข้าพเจ้าห้ามกะเหรี่ยงตี คุณชายถอนหายใจลึกๆ
    “มันอะไรกันแน่?”
    แสงไฟจากป่าในยามนั้นเป็นสิ่งอัศจรรย์...
   “คุณชายคอยระวังนะ ผมจะเปิดสปอร์ตไลท์”   ข้าพเจ้าบอก
    ขบวนคบเพลิงที่เห็นนั้นสว่างโรจน์อีกครั้งเมื่อใกล้เข้ามาในระยะประมาณ 200 เมตร ใกล้เข้ามาอีก มีเสียงดังอย่างโกรธแค้นที่เกิดขึ้นระหว่างแสงไต้เหล่านั้น    ข้าพเจ้าเปิดสปอร์ตไลท์สว่างจ้าออกไปทันที แสงไฟส่องไปยังร่างที่เห็นนั้นกลับหมดสิ้นไป มีเสียงร้องราวกับได้รับความโกรธแค้น เพราะเหนือซากกวางนั้น ร่างของเสือลายพาดกลอนกำลังกระโดดข้ามซากไปอย่างรวดเร็ว คุณชายวาดปืนตามไปอย่างทันควันเหมือนกัน เสียง
    “โฮกๆๆ อึมๆ”
    นั้นทำเอาข้าพเจ้าขนลุกเกรียว
   ในป่าเปลี่ยวบางครั้งก็มีประสบการณ์อย่างไม่น่าจะเป็นไปได้แต่มันก็เป็นไปอย่างที่ทำให้เราต้องอกสั่นขวัญแขวน เพราะไม่เข้าใจในสภาพของมายาป่า........
 http://www.o2blog.com/myblog/blog.php?month=&year=&user=assanee1&page=&syear=&smonth=&sdate=&style=1&id=1626
บันทึกการเข้า
chupong
พาลี
****
ตอบ: 303


ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 29 ก.ย. 11, 11:50

กำลังสนุกเลยครับท่านอาจารย์เทาชมพู บรรยากาศเข้าด้ายเข้าเข็มทีเดียว ตกลง คณะของท่านชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ จะเจอเสือ หรือเจอภูตพรายก่อนกันแน่ ผมรอลุ้นแบบกลั้นลมหายใจครับ

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.2 วินาที กับ 19 คำสั่ง