อาณาจักรริวกิว

<< < (6/15) > >>

naitang:
อ้างจาก ความเห็นที่ 23

ผมได้ไปค้นดูโน๊ตเก่าๆที่ผมเคยจดไว้เมื่ออ่านพบข้อมูลที่ตนเองสนใจติดตาม จำไม่ได้ว่าจากแหล่งใดบ้าง เลยต้องขอแก้ไขดังนี้ครับ
ที่ผมว่าเป็นทูต?? นั้น ก็คือไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าอะไรดี และที่เขียนว่าครั้งละ 2 คน นั้น แท้จริงแล้วมี 1 คนบ้าง 2 คนบ้างดังนี้
ระหว่างปี ค.ศ.1600 -1610 ชื่อ นาย Sumiiro (ออกพระสุมิโร ???), ค.ศ.1610 - 1617 ชื่อ นาย Kyoamon Shiori, ค.ศ.1617 -1630 ชื่อ นาย Nagamasa Yamada (ออกญาเสนาภิมุข), ค.ศ.1633 - 1640 ชื่อ นาย Taemon Itoya และนาย Kunisuke Hiramatsu, และชุดสุดท้ายก่อนเสียกรุง ค.ศ.1640 - ??? ชื่อ นาย Al Simaon Kimura และนาย Senamon Antony ก็อาจเป็นลักษณะตัวแทนของฝ่ายรัฐของญี่ปุ่น หรือหัวหน้าสถานีการค้า หรือหัวหน้าหมู่บ้านชาวญี่ปุ่นที่มาทำธุรกิจก็ไม่ทราบได้ เพียงแต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นผู้แทนที่ค่อนข้างเป็นทางการ จึงมีการสับเปลี่ยนตามวาระ
ไม่ทราบว่าข้อมูลที่ผมจดไว้นี้ถูกต้องมากน้อยเพียงใดครับ

สำหรับกรณีท้าวทองกีบม้านั้น ขอบพระคุณมากที่ทำให้ผมทราบรายละเอียดมากขึ้นครับ

   
     

เทาชมพู:

ประวัติท้าวทองกีบม้า Maria_Guyomar_de_Pinha

naitang:
กรณีที่ผมเห็นว่าเป็นป่าละเมาะนั้น
จากประสบการณ์ทำงานของผม สัตว์ที่มีเขาโดยเฉพาะกวาง เก้ง กระทิง วัวแดง ละมั่ง ละองนั้น เกือบจะไม่พบในดงป่าดิบและป่าทึบ เนื่องจากมีต้นไม้ค่อนข้างจะหนาแน่น เมื่อเวลาเดินไปใหนมาใหนเขาของเขาจะระชนกิ่งต้นไม้กิ่งไม้ เขาจะพักหลบนอนอยู่บริเวณชายป่าที่มีต้นไม้ค่อนข้างทึบสักหน่อยเพื่อพรางตัว จะพบมากก็ในป่าใหญ่ที่ต้องมีพื้นที่ในลักษณะเป็นทุ่งรวมอยู่ด้วย เนื่องจากมีหญ้าเป็นอาหาร โดยเฉพาะหญ้าระบัดที่ออกใหม่ๆเมื่อฝนตก สำหรับกวางนั้นดูจะชุกชุมมากเป็นพิเศษในบริเวณที่มีห้วยน้ำไหล เก้งนั้นพบทั่วไป จะมีก็เฉพาะเก้งหม้อที่พบได้ในป่าดงดิบ กระทิง ละมั่ง ละอง มักจะพบในบริเวณที่เป็นทุ่งที่มีหนองน้ำ วัวแดงนั้นพบได้ทั้งในทุ่งในพื้นที่ราบและบนเขาที่มีต้นไม้ค่อนข้างโปร่ง เสือปลานั้นก็เช่นกัน อาจจะหากินลึกเข้าไปในป่าส่วนที่ทึบหน่อย เป็นเสือขนาดตัวไม่ใหญ่กินสัตว์เล็กตามลำห้วยจึงพบได้ทั่วไป
อย่างไรก็ตาม การสื่อความหมายของลักษณะป่าต่างๆ รู้สึกว่าจะไม่ค่อยจะตรงกันสำหรับนักวิชาการป่าไม้ ชาวบ้านคนในพื้นที่ และคนในเมือง ป่าดิบของคนในเมืองจะมีลักษณะเป็นป่าใหญ่ของคนทำงานเกี่ยวกับป่า ป่าดงดิบจะเป็นลักษณะป่าที่เกือบจะไม่มีคนเข้าถึงหรืออยู่อาศัย อันนี้ค่อนข้างจะสื่อตรงกัน ในทางวิชาการมีป่าดิบชื้น ซึ่งมีพวกไม้เถาวัลย์และไม้ที่มีหนามมาก มีต้นไม้หนาแน่นทั้งระดัับยอดไม้ ไม้ระดับกลางและระดับล่าง ส่วนป่าทึบนั้นคือป่าที่มีไม้หนาแน่นเดินลำบาก เป็นได้ทั้งป่าไ้ม้เบ็ญจพันธ์และป่าดิบชื้น ป่าละเมาะอันนี้ค่อนข้างจะสื่อตรงกัน คือป่าโปร่ง มีไม้ใหญ่ไม่หนาแน่น ทางเหนือเรียกป่าแพะ ซึ่งบางทีชาวบ้านก็หมายถึงป่าส่วนที่ค่อนข้างเป็นพื้นราบและมีหญ้าขึ้นหรือไม้พื้นล่างขึ้นอยู่มาก

naitang:
ของไทยที่ถ่ายทอดไปอยู่ในสังคมญี่ปุ่นผ่านริวกิว
นอกจากสินค้าอื่นๆที่ไปสู่จีนและญี่ปุ่นผ่านริวกิวแล้วยังมีเรื่องเหล้าที่ผมพอทราบมา
ชาวเกาะโอกินาวาและญี่ปุ่นยอมรับเป็นเอกฉันท์ว่าเหล้า Awamori ซึ่งเป็นเหล้าชั้นดี มีราคาแพงและค่อนข้างจะหายากบนเกาะญี่ปุ่นนั้น มีต้นกำเนิดมาจากไทย
เท่าที่ผมตามอ่านและประมวลข้อมูล เหล้าโรงของไทยนั้นน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากวิธีการทำเหล้าของจีน เนื่องจากวิธีการทำน้ำเมาพื้นบ้านของไทยแท้ๆนั้น ไม่ผ่านกระบวนการกลั่น เรามีน้ำตาลเมา สาโท กระแช่ อุ ล้วนแต่ไม่มีการกลั่น แต่จีนมีการทำเหล้าที่ผ่านการกลั่นมานานมากแล้ว ที่เรียกว่า จู แล้วก็จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า มีคำในภาษาจีนเรียกเหล้าพื้นบ้านที่ทำมาจากข้าวว่า เลาลอน (เหล้าโรง ?) ไม่ทราบว่าแล้วต่างกันอย่างไร แต่ก็มีข้อสงสัยอยู่ว่าเหล้าโรงของไทยนั้นทำจากข้าวเหนียว ในขณะที่จีนไม่น่าจะมีการปลูกข้าวเหนียว จึงน่าจะเป็นการทำเหล้าจากข้าวเจ้ามากกว่า ดังนั้น จู จึงน่าจะต่างจาก เลาลอน ตรงนี้ ดังนั้นจึงอาจจะพอกล่าวได้ว่า เหล้าโรง(ของไทย)นั้นทำโดยไทยโดยวิธีการกลั่นเหล้าของจีน
ในสมัยที่ไทยติดต่อกับริวกิวนั้น มีการขนเหล้าไปริวกิวด้วย จนชาวริวกิวเอาวิธีการทำของไทยไปผลิตในริวกิว เหล้าที่ขนไปก็ใส่ในใหซึ่งเป็นใหดินเผาเคลือบผิวด้านนอก มีปากคอดเล็ก ผมเคยเห็นทั้งที่มีฝาเป็นเกลียวและที่ใช้จุกอุด ใหชนิดนี้น่าจะพบได้หลายๆแห่งใน กทม.ที่เป็นแหล่งอยู่อาศัยดั้งเดิม ที่เคยเห็นเป็นเศษอยู่หลายใบที่บริเวณด้านหลัง รพ.สงฆ์ เมื่อมีการขุดดินฐานรากเพื่อตึก ใหชนิดนี้มีทั้งแบบที่ไม่มีหู มีหูข้างเดียว และมี 2 หู ก็ไม่ทราบว่าใช้บรรจุของเหลวต่างประเภทกันอย่างไร
กรรมวิธีการผลิตเหล้า Awamori ของโอกินาวาในปัจจุบันต่างจากดั้งเดิมไปพอสมควร มีเพียง 2 สิ่งที่ยังคงเดิมอยู่ คือ ข้าว ยังคงต้องใช้ข้าวจากไทย และกลิ่นที่ยังคงเอกลักษณ์ของเหล้าโรง
เหล้าโรงของไทยเป็นการหมักขั้นตอนเดียวจบ (Single fermentation) ใช้เชื้อหมักจากแป้งข้าวหมาก เรียกว่ามีหลากหลายเชื้อยีส ของ Awamori แต่เดิมก็เป็นแบบเดียวกับไทย ในปัจจุบันเป็นการหมักสองขั้นตอน (Double fermentation) จำไม่ได้แม่นว่าเริ่มเปลี่ยนเมื่อใด แต่รู้สึกว่าเริ่มเป็นแบบสมัยใหม่เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เชื้อยีสที่ใช้มีการเพาะและคัดแยกให้บริสุทธิ์ แต่ละโรงเหล้าก็จะมีการเลือกใช้เชื้อที่ต่างกัน ปัจจุบันนี้มีทั้งหมด 48 โรง และจำกัดจำนวนผู้ผลิตให้อยู่เพียงเท่านี้ ใช้ข้าวจากไทยรวมกันระหว่างปีละ 30,000 - 40,000 ตัน
เหล้าที่ผลิตแล้วจะขายทั้งเหล้าใหม่และเหล่าที่เก็บบ่มแล้ว (คล้ายแนวคิดของเหล้าวิสกี้) เหล้าที่เก็บบ่มยิ่งนานยิ่งมีราคาแพง ที่ทราบมีการเก็บบ่มไว้ถึงระดับ 15 ปี การบ่มมีอยู่ 2 แบบ คือ บ่มในแท้งสแตนเลสขนาดหลายพันลิตร และบ่มในโอ่งหรือใหดินเผา หากกลิ่นยังไม่รุนแรงตามมาตรฐานก็จะเติมกลิ่นลงไปอีก เหล้าโรงไทยอย่าไรก็อย่างนั้นแหละครับ แต่กลิ่นเขาดูจะนุ่มนวลกว่าสักหน่อย
เหล้าที่บรรจุขวดขายมักจะเป็นเหล้าบ่มเก็บ 5  ปี 10 ปี และ 15 ปี และใช้วิธี Blend ให้มีความเป็นเหล้าเก่าเหมือนกับเหล้าวิสกี้ของสก๊อต โดยมีมาตรฐานควบคุมของเขาเอง ผมจำอัตราส่วนการผสมไม่ได้ แต่โดยหลักการก็คือเอาเหล้าที่เก่ากว่า (เป็นส่วนน้อย)มาผสมกับเหล้าที่ใหม่กว่า (เป็นส่วนมาก)
เหล้า Awamori นี้กำลังขยายและเริ่มเป็นที่นิยมของตลาดในยุโรป ปัจจุบันนี้มีญี่ปุ่นมาลงทุนผลิตเหล้าขาวในไทยอยู่ 2 - 3 ราย ส่งกลับไปขายในญี่ปุ่น แต่ไม่เรียกว่า Awamori เป็นเหล้าที่มีกลิ่นเหมือนเหล้าโรงแต่กลิ่นเบาบางกว่ามาก เขานิยมกินกันแบบผสมนำ้ร้อน   
       
 
 
     

เทาชมพู:
นึกถึงนิราศภูเขาทอง ของสุนทรภู่ ที่ว่า

ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย

ขออนุญาตเดาซึ่งอาจจะผิดว่า เหล้าโรง เป็นเหล้าใช้กรรมวิธีกลั่น  อาจจะมาจากวิธีแบบจีนตามที่คุณ(นาย)ตั้งเล่าไว้  ผลิตกันมากๆเป็นอุตสาหกรรม ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงกับตั้งเป็นโรงผลิตเอาไว้  ไม่ทราบว่าเป็นของหลวงหรือว่าของเอกชน   
เหล้าที่ผลิตจากที่นี่จึงเรียกว่า เหล้าโรง

ส่วนเหล้าพื้นบ้านแบบไทยๆอย่าง อุ สาโท กระแช่ น้ำขาว ใช้วิธีหมักด้วยลูกแป้ง   พวกนี้คงไม่ได้ผลิตเป็นล่ำเป็นสัน อาจจะทำไว้กินกันเองหรือจำหน่ายกันบ้างในหมู่ชาวบ้าน   

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว