เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 9
  พิมพ์  
อ่าน: 36886 อัตลักษณ์ของอาหารไทย
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 60  เมื่อ 26 ส.ค. 11, 21:45

น้ำตับดูจะเป็นคำเรียกทางเหนือ มีสูตรอย่างละเอียดตามเว็ปไซด์นี้

http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood/detail_lannafood.php?id_food=94

ไส้กรอกนี้ถ้าใส่ข้าวเพื่อทำให้เปรี้ยว แต่ถ้าใส่มากๆ คือไส้กรอกข้าว คนละชนิดกับใส่กรอกอีสาน

จริงๆสูตรไส้กรอกก็ไม่ต่างอะไรจากแหนมเลย
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3735


ความคิดเห็นที่ 61  เมื่อ 26 ส.ค. 11, 21:52

ขอแวบออกไปอีกเรื่องหนึ่ง คือ เราส่งเสริมอาหารไทยประเภทที่เราคิดว่าเหมาะจะขายในร้านอาหารและกินในลักษณะเป็นสำรับ ก็ประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่อาจจะลืมไปว่าฝรั่งเขาถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมการกินว่าของใครของมัน จานใครจานมัน เขาไม่คุ้นกับการกินแบบเป็นสำรับ จึงทำให้มีการแจ้งเกิดอาหารไทยอีกมากมายที่มิได้มีการสนับสนุนอย่างเป็นกิจลักษณะ เช่น ข้าวราดผัดกระเพราไก่ไข่ดาวกรอบ กินกับน้ำปลาพริกขี้หนู กะเพราไก่ไข่ดาวนี้ไปถึงระดับใส่ขนมปังแบบฮ็อดดอกแล้ว
ทอดมันปลา ข้าวเหนียวไก่ย่างส้มตำ ข้าวหมูทอดกระเทียมพริกไทย ข้าวผัดแบบไทย ข้าวขาหมู ที่ไปไกลมากๆนึกไม่ถึงเลยคือข้าวต้มที่กินกับกับ เช่น หัวไชโป้วผัดไข่ กุนเชียง จับฉ่าย ข้าวต้มนี้พบที่กลางกรุงโตเกียวชานย่านกินซ่าที่ขายของแพงริบลิ่ว กลางกรุงเวียนนาใกล้สะเตฟานพลัดก็มีร้านก๋วยเตี๋ยวแบบไทย สั่งได้แบบไทยเลยทั้งเนื้อและหมู แถมมีเครื่องปรุงด้วย
จะว่าไป เครื่องปรุงน้ำปลา พริกป่น น้ำตาล น้ำส้มพริกดอง ก็ดูจะเริ่มเป็นเครื่องแสดงอัตลักษณ์ของอาหารไทย ด้วยเมื่อใดก็ตามที่เป็นอาหารเส้นก็จะมีสิ่งนี้ตามมา รวมทั้งน้ำปลาพริก ซอสพริก
และที่ขาดไม่ได้ ที่ผมเห็นว่าเป็นอีกอัตลักษณ์หนึ่งก็คือ ช้อน กับ ซ่อม ครับ ฝรั่งเขากินซ่อมกับมีด ช้อนใช้กินซุปอย่างเดียว ซ่อมกับมีดมีหลายอัน ใช้แต่ละคู่สำหรับเนื้อสัตว์ประเภทต่างๆ แต่ของไทยใช้คู่เดียวกินทุกอย่าง รวมทั้งฉีกหั่นด้วย แต่เราใช้ช้อนกลางแทนสำหรับตักอาหารจากจานกลาง ญี่ปุ่นใช้แต่ช้อน เมื่อขอซ่อมเขาจะแปลกใจมากว่าจะเอาไปใช้ไปกินอย่างไร จีนก็มีแต่ช้อนกับตะเกียบไม่มีซ่อม ว่าไปแล้วไทยเราดูจะเป็นประเทศเดียวที่ใช้ช้อนกับซ่อมในการกินข้าว      
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 62  เมื่อ 26 ส.ค. 11, 22:40

      ช้อนกับส้อม เริ่มจับคู่กันในรัชกาลที่ ๔ นี้เอง เมื่อไทยเริ่มวิธีกินอาหารแบบฝรั่ง  คือนั่งโต๊ะ   มีจาน ชาม แก้วน้ำ แบบฝรั่ง   ไม่เปิบข้าวเข้าปากอีก   เคยอ่านพบว่าการใช้ช้อนกับส้อม มาจากพระราชนิยมของสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ที่ทรงดัดแปลงการใช้มีดกับส้อมมาเป็นช้อนกับส้อม 
      เพราะคนไทยกินข้าว  ไม่ได้หยิบขนมปังมาทาเนยส่งเข้าปาก   แต่ข้าวสวย จะจิ้มเมล็ดข้าวด้วยส้อมหรือใช้มีดปาดเอาเข้าปากก็ไม่ได้    จึงทรงดัดแปลงช้อนหวาน เปลี่ยนเป็นช้อนคาว ขนาดเข้าคู่กับส้อม เพื่อตักข้าวเข้าปากได้สะดวก
     ส่วนที่ทิ้งไปบนโต๊ะ ไม่ใช่กันอีก คือมีด กับช้อนซุป   คนไทยกินแกงจืด ไม่กินซุปอย่างฝรั่ง
 
     วิธีกินอาหารแบบสำรับ  มีข้าวเปล่าเป็นของกลาง แล้วตักกับหลายๆอย่างมาคลุกข้าว  แต่ตักทีละอย่าง ไม่กองลงไปพร้อมกันอย่างกินบุฟเฟ่ต์ ก็เป็นอัตลักษณ์ของการกินอาหารแบบหนึ่ง
     ตอนนี้ อาหารจานเดียวที่คุณตั้งเรียกว่าจานใครจานมัน น่าจะเป็นอาหารที่เผยแพร่ในต่างประเทศได้ง่ายมาก 
     เมื่อก่อน ไปต่างประเทศ จะหาอาหารที่ไม่ใช่อาหารฝรั่งกิน ต้องไปหาอาหารจีนที่มีอยู่ตามเมืองต่างๆ มากินแก้เลี่ยน  เดี๋ยวนี้อาหารไทยแซงหน้าไปแล้ว   
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 63  เมื่อ 26 ส.ค. 11, 23:43

เมื่อวานเพิ่งรับประทานอาหารกลางวันเป็นมัสมั่นไก่ ที่ใต้ถุนโรงแรมเชอราตันที่โตรอนโต คนขายเป็นคนจีน บอกเขาว่าหน้าตาอาหารที่เขาขายช่างเหมือนอาหารไทยเสียเหลือเกิน

อาตี๋คนขายได้แต่ยิ้ม

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 64  เมื่อ 27 ส.ค. 11, 20:50

เสียดายคุณเพ็ญชมพูไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 65  เมื่อ 27 ส.ค. 11, 20:57

เครื่องจิ้ม ก็เป็นอัตลักษณ์ไทยอีกอย่าง    ไม่ว่าน้ำพริก หลน หรือน้ำตาลปนกับเกลือใส่พริกนิดหน่อย ที่เอามาจิ้มผลไม้ อย่างง่ายๆ  ก็ทำให้รสชาติอาหารอร่อยขึ้น
เมื่อพูดถึงหลน นึกไม่ออกว่าอังกฤษจะเทียบกับอะไร เพราะอาหารเขาไม่น่าจะมีหลน   ถามกูเกิ้ลดู ได้คำตอบว่า simmer  ซึ่งไม่น่าจะใช่   simmer น่าจะเป็นเคี่ยวมากกว่าหลน
แต่จะเป็นอะไรก็เถอะค่ะ    เครื่องจิ้มของไทย ไม่ว่าน้ำพริกหรือหลน  กินกับผักจืดๆ  มีรสอร่อยเข้ากันที่สุด

แอปเปิ้ลเปรี้ยว จิ้มน้ำตาลเกลือใส่พริกนิดหน่อย อร่อยกว่ากินแอปเปิ้ลเปล่าๆ


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3735


ความคิดเห็นที่ 66  เมื่อ 27 ส.ค. 11, 22:18


     ตอนนี้ อาหารจานเดียวที่คุณตั้งเรียกว่าจานใครจานมัน น่าจะเป็นอาหารที่เผยแพร่ในต่างประเทศได้ง่ายมาก  
     เมื่อก่อน ไปต่างประเทศ จะหาอาหารที่ไม่ใช่อาหารฝรั่งกิน ต้องไปหาอาหารจีนที่มีอยู่ตามเมืองต่างๆ มากินแก้เลี่ยน  เดี๋ยวนี้อาหารไทยแซงหน้าไปแล้ว  

ใช่ครับ อาหารจานเดียวเป็นอาหารที่เผยแพร่ได้ง่ายมาก
 
ที่ผมเรียกว่าจานใครจานมันนั้น ก็เพราะในระยะแรกๆที่เคยเห็นในต่างประเทศ แม้กระทั่งในปัจจุบันและในไทยด้วย ร้านอาหารอาจจะคิดคนละอย่างกับคนกิน ก็เลยเอารูปกับข้าวมาแสดงในเมนู คนต่างชาติที่ไม่คุ้นเคยก็จะดูรูปแล้วชี้เอา สิ่งที่ได้มาก็มักจะเป็นเพียงกับข้าวจานเดียว ไม่มีข้าวมาให้ด้วย บางทีทางร้านก็จะถามว่าเอาข้าวด้วยใหม ฝรั่งก็งงเพราะนึกว่ามันมาด้วยกันบนจานเดียวกันนั้น บางคนก็สั่งเอาข้าวด้วย ซึ่งเนื่องจากวัฒนธรรมอาหารจานเดียว ทำให้บนโต๊ะนั้นมีทั้งคนที่กินกับข้าวเปล่าๆ และคนที่กินข้าวกับกับข้าว กับข้าวบางอย่างก็ซ้ำกัน หรือบางทีซ้ำกันเกือบทั้งโต๊ะ เป็นในลักษณะของใครของมันไป ก็น่าเห็นใจเพราะก่อนๆนั้น คนไทยที่ไปอยู่ในต่างแดนมีน้อย นักท่องเที่ยวไทยก็มีน้อยแถมทัวร์มักจะจัดให้กินอาหารจีน ก็เลยไม่มีตัวอย่างให้เห็นว่าคนไทยเขากินกันอย่างไร ที่จริงแล้วผมว่าฝรั่งเขาเอาความคิดเช่นนั้นมาจากการกินในร้านอาหารจีน ซึ่งแพร่หลายก่อนอาหารไทย ซึ่งจะทำในลักษณะนั้น บางทีก็น่าสงสารเพราะสั่งเอาแกงเผ็ดเข้า ก็เลยกินไม่ได้หรือต้องพยายามกินให้ได้ มิฉะนั้นอาจเสียมารยาทและเป็นการดูถูกร้านอาหารมากเกินไป คิดูเถอะครับ ซดแกงเผ็ดเปล่าๆ จะให้เป็นรสฝรั่งอย่างไรก็คงจะไม่ไหว
 
ระยะต่อมาไม่นานก็คงเริ่มได้ความคิดและเห็นว่าไม่น่าจะผิดกฎกติกามารยาทบนโต๊ะอาหารตามส้งคมวัฒนธรรมของเขาอะไรมากมายนัก ที่เจ้าของอาหารจานที่สั่งมาจะชักชวนให้ชม หรือตนเองก็ไปขอชิมเสียเอง พัฒนาการนี้เร็วมากจนเห็นเป็นการช่วยกันสั่งคนละอย่าง แต่ก็ยังไม่วายที่ผู้สั่งจานนั้นๆจะต้องรับผิดชอบกวาดให้หมด

โชคดีนะครับ ที่ร้านอาหารจีนที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดทุกหย่อมหญ้านั้นทำลายอัตลักษณ์ของอาหารจีนลงด้วยตนเอง (แล้วค่อยเล่าให้ฟังถึงเหตุหลที่มาที่ไปทีหลัง หากสนใจครับ) ในขณะที่อาหารญี่ปุ่นก็แพงเกินไปและก็ถูกทำลายอัตลักษณ์ด้วยฝีมือของคนชาติอื่น (เช่นกัน หากสนใจจะเล่าให้ฟังทีหลังครับ) ในช่วงนี้เองที่อาหารไทยเข้าไป แล้วก็โชคดี แต่หากเราไปทำให้การพัฒนาการเป็นไปตามเส้นทางของอาหารจีนและญี่ปุ่น ก็คงจบและกลายเป็นอาหารทางเลือกรายวันเหมือนกัน

ผมคิดว่า อาหารที่จัดเป็นสำรับของไทยนั้น ในหลายๆกรณี หรือเกือบจะทั้งหมดก็ว่าได้ เราสามารถเอาอาหารในสำรับนั้นๆมาจัดลงให้เป็นอาหารจานเดียวได้ เรียกว่าย่อส่วนได้ ยกเว้นแกงจืดที่ต้องแยกออกไป ที่สำคัญ เราสามารถเลือกอาหารต่างๆที่มีรสชาติฉูดฉาดต่างกัน นำมาอยู่รวมกันได้อย่างนุ่มนวล ตัวอย่างเช่น สำรับน้ำพริกกะปิปลาทู ผักจิ้ม เราก็อาจจะทำเป็นอาหารจานเดียวได้โดยผัดน้ำพริกคลุกข้าว แกะปลาทูเอาแต่เนื้อใส่ข้างจาน แต่งจานด้วยผักสดหรือผักต้มหยอดด้วยกะทิ จะโปะด้วยใข่เจียวเปล่าๆสักเสี้ยวเล็กๆ หรือมะเขือชุบไข่ทอดก็ได้ ดูน่ากินเหมือนกัน อื่นๆก็เช่น ข้าวน้ำพริกลงเรือ ไข่เค็มและปลาสิด หรือข้าวแกงต่างๆกับผัดหรือไข่ต้ม ไข่เจียว ไข่พะโล้ ฯลฯ
นึกถึงข้าวคลุกกะปิ ที่มีหอมซอย มะม่วงซอย กุ้งแห้งทอด กะเทียมเจียว หมูหวาน พริกขี้หนู มะนาว และไข่เจียวซอย และข้าวราดแกงเขียวหวานกับปลาสละหรือปลาตะเพียนแดดเดียวหรือกับไข่พะโล้
ข้าวเฉโป หรือเสียโป ?? ก็เห็นในเมืองไทยนี้แหละครับ ในภูเก็ตยังไปถึงขนาดใช้ข้าวมันไก่ ปะหน้าด้วยไก่ตอน เป็ด หมูแดง หมูกรอบ จำไม่ได้ว่าเขาเรียกว่าข้าวอะไร       
  
  
  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 67  เมื่อ 27 ส.ค. 11, 22:32

อ้างถึง
โชคดีนะครับ ที่ร้านอาหารจีนที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดทุกหย่อมหญ้านั้นทำลายอัตลักษณ์ของอาหารจีนลงด้วยตนเอง (แล้วค่อยเล่าให้ฟังถึงเหตุหลที่มาที่ไปทีหลัง หากสนใจครับ) ในขณะที่อาหารญี่ปุ่นก็แพงเกินไปและก็ถูกทำลายอัตลักษณ์ด้วยฝีมือของคนชาติอื่น (เช่นกัน หากสนใจจะเล่าให้ฟังทีหลังครับ) ในช่วงนี้เองที่อาหารไทยเข้าไป แล้วก็โชคดี แต่หากเราไปทำให้การพัฒนาการเป็นไปตามเส้นทางของอาหารจีนและญี่ปุ่น ก็คงจบและกลายเป็นอาหารทางเลือกรายวันเหมือนกัน

สนใจค่ะ 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3735


ความคิดเห็นที่ 68  เมื่อ 28 ส.ค. 11, 14:26

ครับ คุณเทาชมพู
ที่จะเล่านี้เป็นสิ่งที่ได้พบเห็นด้วยตนเอง และสอดคล้องกับที่ได้พูดคุยกับนักการทูตจีนและญี่ปุ่น ผมคงจะเริ่มได้ไม่ไกลไปกว่าปี พ.ศ.2517 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้ไปสัมผัสอเมริกา บังเอิญผมได้พบนายทหารอากาศสหรัฐฯที่เคยประจำการอยู่ในไทย เขาลาเรียนต่อแล้วก็ได้กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน เที่ยวด้วยกัน ซึ่งทำให้ผมได้สัมผัสเมืองต่างๆมากมายที่อยู่ในรัฐด้านตะวันออกของสหรัฐ ตั้งแต่ฟลอริดาไปจนถึงโตรอนโตในแคนาดา และโดยเฉพาะนิสัยที่ชอบเที่ยวไปตามเส้นทางหลังบ้าน (เส้นทางลัดเลาะไปตามเมืองเล็กๆ) จะใช้ทางหลวงหลักก็เฉพาะเมื่อต้องวิ่งข้ามรัฐหรือเมืองที่อยู่ห่างกันมากๆ

ช่วงนี้เป็นช่วงหลังจากประธานาธิบดีเคนเนดีเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 10 ปี เป็นช่วงของสงครามเวียดนามกำลังเข้มข้นเข้าสู่ขั้นแตกหัก ในอเมริกานั้นเริ่มมีคนลาวและเวียดนามอพยพมาอยู่มากขึ้นด้วยเหตุด้านการเมืองบ้าง การศึกษาบ้าง และเยี่ยมญาติบ้าง คนดำอเมริกันก็ยังอยู่ในช่วงการย้ายถิ่นฐานจากใต้ขึ้นเหนือ การเหยียดผิวสียังคงแรงแต่ไม่รุนแรงมากนักทั้งพวก KKK และ Red neck หรือ Rough neck หากผมไปเองโดยไม่มีเพื่อนคนนี้ก็คงโดนอยู่พอสมควรและก็คงจะไม่ค่อยได้เห็นอะไร ขนาดมีเพื่อนคนนี้ไปด้วยก็ยังโดนอยู่บ้างในลักษณะของการไม่ให้บริการ ผมรู้สึกได้จากคำถามที่ถามเพื่อนผม และอากัปกริยาต่างๆ สรุปได้ในทำนองว่า ไอ้งั่งนี้มันเป็นใคร มาจากใหน มันรู้และเข้าใจภาษาของเราใหม และมันกินอยู่แบบเราเหรอ พอเื่พื่อนผมตอบไปว่า เขารู้ทุกอย่างแหละ แล้วเขาก็มาเรียนต่อใน Grad. school เท่านั้นเองวิธีการปฏิบัติและคำพูดก็จะเปลี่ยนไปทันที เหตุการณ์ลักษณะนี้หลายคนไทยอาจจะไม่ได้ประสบ เพราะอยู่ในเมืองใหญ่ หรืออยู่ในเมืองมหาวิทยาลัย ที่ฮิปปี้ ความเสมอภาค และสันติภาพกำลังเบ่งบาน

ในภาพดังกล่าวนี้ จึงไม่เกือบไม่จะพบคนเอเซียและร้านอาหารจีนหรือแม้กระทั่งร้านอาหารต่างชาติใดๆในเมืองขนาดเล็ก จะมีก็เฉพาะในเมืองหลักหรือเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งก็มีอยู่น้อย ร้านอาหารก็จะเป็นลักษณะของภัตตาคาร (มีใบอนุญาตให้ขายแอลกอฮอล) เปิดปิดเป็นเวลา แสดงถึงการลงทุนที่เป็นธุรกิจที่เป็นกิจลักษณะ ในภาพนี้ยกเว้นบริเวณที่เป็นไชน่าทาวน์ เช่น ในซานฟรานซิสโกและนิวยอร์ค   

ในแคนาดาก็ไปอีกภาพหนึ่ง ในขณะที่คนอเมริกันนิยมใส่กางเกงยีน เสื้อยืด ผมยาว คนแคนาดากลับแต่งตัวใส่เสื้อนอก ตัดผมสั้นเรียบร้อย เป็นลักษณะของเมืองผู้ดีในยุโรป ผมคิดว่าก็คงมีร้านอาหารจีนอยู่บ้าง แต่คงหายากเต็มทน ช่วงนั้นผมไม่เห็นเลย

   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3735


ความคิดเห็นที่ 69  เมื่อ 28 ส.ค. 11, 15:11

อีกประมาณ 10 ปีต่อมา คือช่วง พ.ศ.2528 ถึง 2531 ผมก็มีโอกาสไปคุมงานอยู่ที่เมืองหลวงของแคนาดา อยู่เป็นช่วงๆ ส่วนมากก็ตลอดหนาว แล้วก็มีโอกาสเข้าไปในอเมริการอีกครั้งหนึ่ง

ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีผู้ลี้ภัยจากเวียดนามและลาว มาตั้งรกรากกิจการร้านค้าค่อนข้างจะมั่นคงแล้ว อยู่กันเป็นย่าน เป็นชุมชน
ในอเมริกาเอง ก็ได้เห็นร้านอาหารจีนเกือบจะทั่วไปแล้ว เรียกว่ามีประจำเมืองก็ได้ ที่ทำเป็นลักษณะของภัตตาคารก็มีแต่ขนาดเล็กลง แต่ที่เป็นแบบร้านแทรกอยู่ตามห้องแถวแบบบ้านเรานั้นมีมาก ชนิดของอาหารของทั้งสองลักษณะร้านก็เกือบจะเหมือนกัน ซึ่งที่ฮิตไปทุกแห่งหน ก็คือ ข้าวเกรียบทอด หมูชุบแป้งทอดราดด้วยน้ำเปรี้ยวหวาน (Sweet and sour pork) ผัดผักที่มีถั่วงอกปนอยู่ด้วย (Chop suey) และบะหมี่ผัด (Fried noodle) ส่วนอาหารในภัตตาคารก็เป็นพวกราดด้วยแป้งเปียกแทบจะทุกเมนู อาหารรสจัดหรือเผ็ดแบบเสฉวนยังหายาก พวกนึ่งๆ เช่น ขนมจีบ ฮะเก๋า ซาละเปา ก็พอมีอยู่บ้าง แต่จะอยู่ในภัตตาคารมีระดับหน่อย
อาหารจีนในอเมริกาได้ผันไปสู่ระบบเอากลับบ้านและกลายอาหารทางเลือกประจำวันมากขึ้น

สำหรับในแคนาดานั้น ขอเล่าต่อในคราวหน้า ที่นี่เองที่ทำให้เห็นภาพของความถดถอยของความนิยมในอาหารจีน และได้เห็นจุดเริ่มต้นของอาหารญี่ปุ่น
 
ครับผม   

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 70  เมื่อ 28 ส.ค. 11, 17:00

ขอเล่าประสบการณ์ของลูกค้าร้านอาหารจีนในอเมริกาให้ฟังบ้างค่ะ
สมัยไปเรียนในยุค 1970s  ร้านอาหารจีนมีอยู่ในเมืองใหญ่    ในรัฐที่ไปเรียน ก็กระจุกตัวกันอยู่ในเมืองหลวงของรัฐ    ถ้าในเมืองเล็กๆ จะหาได้ยาก    ร้านอาหารไทยไม่ต้องพูดถึง  ไม่มีเลยทั้งรัฐ   อยากกินต้องไปแอลเอ   

นักเรียนไทยที่คิดถึงอาหารไทยก็ต้องหาข้าวผัด  เป็ดย่าง หรือหมี่ผัด กินแก้ขัดไปก่อน  รสชาติไม่ต้องพูดถึง  เพราะรสมันๆเลี่ยนๆยืนพื้นอยู่แล้ว มากกว่าอาหารไทย  แต่ก็แวะไปกินกันบ้าง พอให้คลายคิดถึงบ้าน   เพราะยุคนั้นไม่มีมาม่าไวไว  อยากกินก๋วยเตี๋ยวก็ต้องไปซุปเปอร์ของจีน  ซื้อเส้นหมี่เส้นก๋วยเตี๋ยวมาต้มเอาเอง เคี่ยวน้ำกระดูกหมูเอง 
อาหารจีนที่อร่อยสำหรับนักเรียนไทยคือ Cantonese  หรือกวางตุ้ง   เป็นร้านใหญ่บ้างเล็กบ้างแล้วแต่ขนาดของเมือง

ผ่านไปสามสิบกว่าปี   กลับไปอเมริกาอีกครั้งพบว่าร้านอาหารจีนยังอยู่   แต่เพิ่มประเภทขึ้นมา    เดิมมีแต่ประเภท restaurant เป็นร้านเดี่ยวๆก็มี    มีลูกค้าจีนที่ไปตั้งรกรากในอเมริกาไปอุดหนุนกันประจำ      กับอีกประเภทหนึ่งเหมือนแคนทีน บวกแฟรนไชส์  คือร้านอาหารจีนที่ทำอาหารใส่ถาดไว้  กินที่ร้านก็ได้หรือใส่กล่องกลับบ้านก็ได้
อาหารยืนพื้นก็พวกทำง่ายๆ  ข้าวผัด  หมูผัดเปรี้ยวหวาน (ซึ่งหวานมากกว่าเปรี้ยว) ไก่ผัดซอส  อะไรพวกนี้
ร้านในเมืองที่อยู่ คือ Panda Express    ถ้าไม่รู้จะทำอะไร  ก็แวะไปซื้อข้าวผัดใส่กล่องกลับมาบ้าน
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 71  เมื่อ 28 ส.ค. 11, 17:01

นี่คือหน้าตาของร้านอาหารจีนแบบแฟรนไชส์  แพนด้าเอกซเปรส   ตามเมืองต่างๆจะก๊อปออกมาเป็นพิมพ์เดียวกัน  แตกต่างด้านสีสันและขนาดกันเล็กน้อย




บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 72  เมื่อ 28 ส.ค. 11, 17:02

ข้างในร้านก็เป็นแบบนี้ละค่ะ



บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 73  เมื่อ 28 ส.ค. 11, 17:04

หน้าตาอาหารในร้านอาหารจีนจานด่วน




บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 74  เมื่อ 28 ส.ค. 11, 19:36

ในแคนาดาก็ไปอีกภาพหนึ่ง ในขณะที่คนอเมริกันนิยมใส่กางเกงยีน เสื้อยืด ผมยาว คนแคนาดากลับแต่งตัวใส่เสื้อนอก ตัดผมสั้นเรียบร้อย เป็นลักษณะของเมืองผู้ดีในยุโรป ผมคิดว่าก็คงมีร้านอาหารจีนอยู่บ้าง แต่คงหายากเต็มทน ช่วงนั้นผมไม่เห็นเลย

เพิ่งกลับจากแคนาดา ถึงเมืองไทยตอนบ่ายนี้เอง

ได้ไปพบเห็นบรรยากาศในแคนาดาอยู่ ๒ เมืองคือ มอนทรีออล และ โตรอนโต สองเมืองนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง

เมืองแรกเป็นเมืองพูดฝรั่งเศส เงียบสงบ รถบนถนนแทบนับคันได้ ที่จอดรถมีมากมายอยู่ริมถนน ใครใคร่จอด ๆ  พบร้านขายอาหารไทยอยู่บริเวณสถานีรถไฟกลาง (ซึ่งอยู่ใต้ดิน) ชื่อร้านไทยเอ็กซ์เพรส ขายพวกผัดไทย ผัดซีอิ๊ว คนขายเป็นเวียตนาม หน้าตาไม่ค่อยรับแขก เลยไม่ได้ลองรับประทาน

เมืองที่สองเป็นเมืองพูดอังกฤษ รถราค่อนข้างแน่นพอสมควร ร้านอาหารที่ไปรับประทานอย่างที่เล่าไว้ข้างบนอยู่ใต้ถุนโรงแรมที่พัก  ราคาไม่แพง คนขายเป็นคนจีนอัธยาศัยดี ลองรับประทานมัสมั่นไก่ราดข้าวผัด คนขายตักมาให้เยอะมากสไตล์ขายให้ฝรั่งรับประทาน ร้านนี้เป็นร้านหนึ่งในหลาย ๆ ร้านที่อยู่ในศูนย์อาหารขายอาหารนานาชาติ

ถ่ายรูปมาเยอะเหมือนกัน แต่ทำมั้ย ทำไม ไม่มีรูปอาหารไทยในต่างแดนหนอ

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 9
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.039 วินาที กับ 19 คำสั่ง