เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 4685 อาหารชัยภูมิ - ขนมจีนน้ำยาไก่ชัยภูมิ
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



 เมื่อ 19 ก.ค. 11, 12:41

ผู้เขียนเป็นชาวชัยภูมิโดยกำเนิด แม้จะมาโตกรุงเทพฯ แต่ที่บ้านก็รักษาความเป็นชัยภูมิไว้พอสมควร ทั้งด้านภาษา และอาหาร

สำเนียงอีสานแบบชัยภูมินี้ไม่เหมือนใคร ผู้เขียนเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าต่างอย่างไร แต่ว่าถ้าเทียบกับที่รอบๆแล้ว จะแตกต่างกว่าคือเสียงออกจะคล้ายภาษาเหนือกว่า ซึ่งคนที่จะพูดสำเนียงนี้จะเป็นชาวชัยภูมิดั้งเดิมที่อยู่ในเขตเมืองเก่า ทุกวันนี้เรียกว่าบ้านเมืองเก่า และใจกลางเมืองชัยภูมิ (ถนนหฤทัย) ตำนานบอกว่าชาวชัยภูมิทั้งหลายมาแต่เวียงจันทร์โน้น..น..น มากับเจ้าพ่อพญาแล ภายหลังได้รับพระราชทานตำแหน่งเป็นพระยาภักดีชุมพล ท่านนี้ประวัติว่าเป็นพระพี่เลี้ยงเก่าของเจ้าอนุวงศ์

ครอบครัวของข้าพเจ้าเป็นชาวชัยภูมิตั้งแต่ช่วงสร้างเมือง แต่ว่าเราไม่ได้อยู่ในเมืองชัยภูมิ เราอยู่ห่างไกลออกไป เรียกว่า บ้านชวน ภายหลังได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าเมืองบำเหน็จณรงค์ เนื่องจากท่านเจ้าเมืองคือ พระฤทธิ์ฤาไชย ได้สู้กับกองทัพลาวอย่างกล้าหาญ ท่านเลยได้พระราชทานตำแหน่งนี้ จากเดิมที่เป็นตำแหน่งเล็กๆที่เรียกว่า "ขุนพล" คือเป็นยศว่า "ขุน" ราชทินนามว่า "พล" ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งเล็กๆ ของจัตุสดมภ์ตามหัวเมือง

ท่านผู้นี้เป็นต้นตระกูลของข้าพเจ้า โดยท่านมีลูกที่เกิดจากภรรยาเอกสองคน ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง ชื่อว่า "ดอกไม้" โดยบุตรสาวเป็นบุตรคนโต ชายชื่อว่าอะไรลืมแล้วต้องไปถามแม่อีกที ทั้งสองน่าจะเกิดสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รูปถ่ายท่านก็ยังมี น้องชายท่านลูกหลานก็ยังอยู่บ้านข้างๆของผู้เขียนที่ชัยภูมิ และลูกหลานก็ยังตามเข้าเรียนที่เดียวกัน...จบธรรมศาสตร์เหมือนกันอีก

คุณยายดอกไม้นี้มีศักดิ์เป็นคุณเทียดของข้าพเจ้า ท่านนี้มีประวัติดังมากจนสืบมาทุกวันนี้ คือ...ท่านแต่งงานใหม่กับคนจีน อันนี้เรื่องจริง เป็นจีนไหหล่ำแซ่เหล็ง คงเป็นเรื่องดังจริงๆ เลยเล่าสืบมาจนทุกวันนี้ ยายเล่าว่าท่านเป็นหมอยา หมอตำแย หมอต่อกระดูก ยายบอกว่า ตอนยายเด็กๆบ้านเราไม่ต้องไปซื้อของ เพราะคนเอามาให้ทุกวันเป็นการตอบแทน

อีกข้อคือยายเล่าว่าบ้านเรานี้ออกจะถือธรรมเนียมมาก...ก...ก ทุกคนจะกินข้าวในสำรับ และจะมีบ่าวยกมาให้พร้อมปรนติบัติ จะนั่งบนตั่ง บ่าวนั่งกับพื้น ทุกวันนี้ทำไม่ไหวแล้ว และไม่ได้คิดจะทำ แต่เรื่องนี้ข้าพเจ้าตอนเด็กๆก็ยังทำอยู่ตอนอยู่ชัียภูมิ ชัยภูมิสมัยก่อนยังทำได้ เพราะค่าจ้างไม่แพง

คุณเทียด...มีลูกกี่คนลืมแล้ว แต่ว่ามีลูกสาวคนสำคัญคือทวดของข้าพเจ้าชื่อ "ข่อ" ท่านนี้ก็มีประวัติดังอีกเหมือนกัน กล่าวคือ พ่อของท่านให้ท่านแต่งงานกับนายทหารชาวจีนและไปอยู่เมืองจีน ท่านไปอยู่ที่โน้น ๑๖ ปี จนกลับมาเยี่ยมแม่ที่ไทยและพาลูกชายมาด้วย ผลคือลูกชายเป็นอหิวาตาย สามีจึงนำท่านกลับไปจีน แต่ท่านคลั่งไม่หาย เลยส่งกลับมาไทย ภายหลังท่านจึงนำลูกของน้อง และหลานๆมาเลี้ยงเป็นลูก
บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 19 ก.ค. 11, 12:59

หลานๆของท่านที่มาเป็นลูก คนโตชื่อคุณตาทองดี คนที่สองชื่อปี และคนที่สามชื่อเนียง สุดท้ายชื่อมุ้ง ทุกคนถูกส่งไปเรียนหมด คุณตาคนใหญ่นี้ขอบอกว่าได้ว่าเด่นมาก คือ ท่านเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าท่านขี่ช้าง ล่องเรือ ต่อรถไฟ เพื่อมาเรียนในกรุงเทพฯ ท่านว่าท่านเรียนโรงเรียน...อะไรก็ลืมไปแล้ว แต่ที่แน่ๆท่านเข้ามหาวิทยาลัย  คือเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมามีเหตุให้ต้องออก ผ่านไปนานมาธรรมศาสตร์เปิดท่านเลยเข้าไปธรรมศาสตร์ สาขากฎหมาย ภายหลังท่านเป็นส.ส.คนที่สอง แต่เป็นคนแรกจากการเลือกตั้งของจังหวัดชัยภูมิ คุณตาคนใหญ่นี้เสียตอนอายุร้อยปีพอดี ถ้าอยู่จนถึงวันนี้ คง ๑๑๐ ปีแล้ว นามท่านคือ ทองดี หาญศึกษา ทุกวันนี้ยังมีซอยหาญศึกษาอยู่ เดิมเป็นบ้านท่าน (บ้านใหญ่มาก แต่ว่าต่อมาทำเป็นตึกแถว...ลูกท่านเยอะ เฉพาะลูกภรรยาหลวงก็ ๑๑ คนแล้ว)

ส่วนน้องๆหญิงท่านเข้าโรงเรียนสตรี...อะไรข้าพเจ้าก็ลืมไปแล้ว เพราะคนเล่าตายไปหมดแล้ว ไม่รู้จะไปถามใคร จนจบมัธยม ข้าพเจ้าจำได้ว่ายายของข้าพเจ้าเก่งมาก ถ้าอยู่วันนี้ก็คง ๙๐ กว่าปี ท่านอ่านและเขียนภาษาอังกฤษได้ ขยิบตา ตอนเด็กๆสอนหลานอ่านด้วย ท่านทั้งสองไม่ได้ทำงานอะไร เป็นแม่บ้าน ขายขนม และปล่อยกู้บ้างตามโอกาส...  ทั้งสองท่านนุ่งซิ่นตลอด

อาหารที่บ้านข้าพเจ้าชอบทำนั้นคือขนมจีนน้ำยาไก่ เดิมเรียกว่า "ข้าวปุ้น" เป็นขนมที่เขาจะไม่ทำตอนงานแต่งงาน จริงๆ ข้าพเจ้าได้รับการอธิบายว่าเพราะว่าเสียงมันเหมือนกับคำว่า "วุ่น" เรื่องนี้แปลกๆอยู่ อย่างที่ชัยภูมิตอนเด็กๆผู้ใหญ่ไม่ให้เอาขนมถ้วยฟูไปไหว้เจ้า เพราะว่าหน้ามันแตก จะทำให้ที่บ้านแตกแยก เขาว่ากันอย่างนี้จริงๆ...

เรื่องอาหารกับไหว้เจ้านี้ขอเล่าเป็นเกร็ดเล็กน้อย บ้านข้าพเจ้ามีเชื้อจีนเหมือนกับคนชัยภูมิอีกหลายๆบ้าน แต่เราไหว้เจ้า แล้วจะต้องรีบเอาของไปถวายพระต่อ และเรียกการไหว้เจ้าว่า "ไหว้ผีปู่ย่าตายาย" เรียกสั้นๆว่า "ไหว้ผี" ก็มี เลยไม่รู้ว่านี้เป็นภาษาลาวเรียกกันหรือเปล่า โต๊ะไหว้เจ้ามีสองโต๊ะ แต่ละโต๊ะหันหน้าไปคนละทิศ เป็นรูปตัว L หันไปทิศไหนบ้างลืมแล้ว โต๊ะหนึ่งไหว้ปู่ย่าตายยาย อีกโต๊ะไหว้เจ้าพ่อ ภายหลังมาอยู่กรุงเทพฯ เห็นคนไหว้แบบจีนแท้ๆก็งง เพราะว่าไม่เคยเห็น ของไหว้ มีอะไรก็ได้ แต่ว่ามี "ก้อย" กับ "ลาบ" ด้วย เพราะเขาว่าเพื่อเก็บโชคลาภไว้ ถือเป็นการไหว้เจ้าที่ไหว้เสร็จก็เอาข้าวเหนียวมากินต่อได้เลย
บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 19 ก.ค. 11, 13:02

ขนมจีนที่ว่าทำอย่างนี้

เครื่องปรุง

๑.   พริกแกงแกงเผ็ด หากไม่ต้องการซื้อที่ตลาดอยากจะตำเองก็ประกอบด้วย พริกแห้งสัก ๑๐ เม็ด พริกขี้หนูสัก ๒๐ เม็ด  กระเทียมสัก ๕ หัว หอมแดงสัก ๗ หัว กระชาย และข่าสักหนึ่งหัวแม่มือ รากผักชีหนึ่งช้อนโต๊ะ ตะไคร้สักสามต้น พริกไทย ๑ ช้อนชา  ลูกผักชีและยี่หร่าคั่วแล้วอย่างละหนึ่ง ๑ ช้อนชา ผิวมะกรูด ๑ ช้อนชา  กะปิและเกลืออย่างละสัก ๑ ช้อนชา

๒.   ไก่สับ น่องไก่ ปีกไก่ เครื่องในไก่ และเลือดไก่

๓.   ใบมะกรูด

๔.   หัวกระทิและสักครึ่งกิโลกรัม และหางกะทิสักหนึ่งกิโลกรัม

๕.   น้ำปลาน้ำตาล

๖.   เส้นขนมจีน

๗.   ผักต่างๆเพื่อนำมาแกล้ม ตามตำรับชัยภูมิจะใช้ผักสาระแหน่ ถั่วงอก และถั่วผักยาว

วิธีทำ

โขลก เครื่องแกงทุกอย่างให้ละเอียด แล้วนำหัวกระทิมาตั้งไฟ หลังจากนั้นใส่เครื่องแกงผัดลงไปให้หอม สักผักจึงใส่ไก่สับลงไปผัด และตามด้วยน่องไก่ ปีกไก่ และเครื่องในไก่ ตอนนี้ให้ใส่น้ำปลา และน้ำตาลลงไปเพื่อปรุงรส ทำให้รสจัดหน่อยเพราะว่าภายหลังจะต้องเติมน้ำกะทิลงไปจนทั่ว แต่ว่าถ้าไม่ชอบน้ำตาลไม่ใส่ก็ได้

ทั้งนี้ ดั้งเดิมจริงๆใส่น้ำปลาร้า หรือกะปิเพื่อรสเค็ม แต่รุ่นข้าพเจ้าชอบน้ำปลามากกว่า

คะเน ว่าไก่เกือบสุกแล้วจึงใส่น้ำกะทิ ลดไฟอ่อนๆ ระวังอย่าให้กะทิแตกมัน ชิมรสหากขาดอะไรก็รีบเติมเสียในตอนนี้ ก่อนยกลงให้ใส่กะทิสักทัพพีลงไปอีกครั้ง เพื่อให้ได้กลิ่นหอมของกะทิ และฉีกใบมะกรูดใส่ลงไปคนสักพักแล้วยกลง
วิธีกินก็ง่ายๆ ราดเส้นขนมจีน แล้วเอาผักที่ใช้แกล้มมาโรย เป็นอันเสร็จ
บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 19 ก.ค. 11, 13:12

ข้าพเจ้ากินขนมจีนเช่นนี้จนชิน พอเข้ามาอยู่กรุงเทพฯแรกๆ ไปสั่ง ผลคือเขาเอาแกงเขียวหวานมาให้กิน ลุกไปบอกว่าจัดมาผิด เขาก็บอกว่าถูกแล้ว สุดท้ายเลยได้รู้ว่าหากินที่กรุงเทพฯไม่ได้

แต่ว่าแปลกแต่จริง พอมาจีนไปนั่งทำกับข้าวกับเพื่อนเวียงจันทร์ เขาบอกว่าจะทำขนมจีนน้ำยาเวียง(จันทร์)ให้กิน ไม่เหมือนที่ไหนในลาว ด้วยความชอบทำอาหารเลยไปช่วย พอเห็นวิธีทำเลยรู้สึกว่าคุ้นๆ พอทำเสร็จก็บอกว่าใช่เลย เพื่อนเขาก็ว่าน้ำยานี้มีแต่เวียง ใช้น้ำกะทิทำผิดจากที่อื่น

อันนี้ภายหลังมาจีนไปกินข้าวร้านอาหารไทย เจอขนมจีนอย่างนี้ เลยขอเจอแม่ครัว ข้าพเจ้าเลยถามว่าเป็นคนที่ไหน ผลคือเป็นคนชัยภูมิเหมือนกัน แต่นั้นสืบมาเลยหาปลาร้ากินฟรีได้ในจีน จนเป็นที่อิจฉาของเพื่อนคนลาว และเป็นที่เกลียดชังของเพื่อนฝรั่งทั้งปวง ยามข้าพเจ้าใช้ปลาร้าปรุงอาหารในครัวรวม

อาหารอีกชนิดที่เด่นคือปลาต้มหม้อปลาร้า ไม่รู้ที่อื่นมีหรือเปล่า แต่มีให้กินในชัยภูมิ คือ เอาปลามาต้มใส่ข่า ตระไคร้ ใบมะกรูด และใส่น้ำปลาร้าลงไป เสร็จแล้ว ทำง่ายๆ แต่อร่อยยากมาก เพราะว่าทำไม่เป็นหรือปลาร้าไม่ดีจะเห็นสุดๆ ก็เสร็จถ้าชอบรสจัดให้โรยพริกป่นลงไป เพื่อนคนเวียงจันทร์ทำเป็น และข้าพเจ้าก็ทำเป็น แถมเรียกเหมือนกันอีก

อีกสิ่งที่แปลกคือสำเนียงชัยภูมิ แม่ข้าพเจ้าไปเวียงจันทร์เพื่อบรรยายเรื่องกฎหมาย กับคณะ แม่นี้แกไม่บอกใครว่าพูดอีสานได้ พอไปบรรยายแม่ก็ใช้ภาษาอีสานพูด สำเนียงแม่นี้คนเวียงจันทร์นึกว่าแม่เป็นคนลาว ที่อพยพไปยังไทยช่วงเมืองลาวเปลี่ยนแปลงการปกครอง ภายหลังเพื่อนคนลาวมาบ้านก็พูดตรงเหมือนกัน แต่ข้าพเจ้าพูดภาษานี้กับเพื่อนคนอื่นที่เป็นอีสานเหมือนกัน เขากลับหาว่าข้าพเจ้าพูดอีสานไม่เป็น...เป็นหยังสิมาว่าข้อยจังซี่

บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 19 ก.ค. 11, 13:15

อันนี้เป็นประวัติของครอบครัวธรรมดาๆครอบครัวหนึ่งชาวอีสาน ไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่เล่าสู่กันฟังเผื่อว่าใครจะลองดูประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

นามสกุลเก่าของข้าพเจ้าคือ "หาญศึกษา"
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 19 ก.ค. 11, 13:31



น่าสนใจมากค่ะ
บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 19 ก.ค. 11, 14:50

นอกจากอาหารอีกอย่างหนึ่งที่อยากเล่า เป็นเรื่องแปลกในๆครอบครัว ท่านจะว่าอัศจรรย์ก็แล้วแต่ แต่ว่าได้รับการสอนมาจริงๆ

กล่าวคึอบ้านข้าพเจ้านั้นเป็นตระกูลเจ้าเมือง บางครั้งจะมีอะไรแปลกสอนกันเรื่อยมารุ่นต่อรุ่น ถ้าไม่นับสูตรอาหารที่ทำไป อีกอันหนึ่งคือเรื่องคาถาอาคม และการดูดวงชะตา

คือเรื่องคาถาอาคม จะสั่งสอนกันสืบๆมาก ข้าพเจ้าเล่นไม่เป็นหรอก ไม่มีใครสอน และดีใจที่ไม่มีใครสอน แต่ดูคนรุ่นเก่าๆเขาเชื่อกันมาก คุณตาคนใหญ่ท่านไม่ได้สัก แต่ว่าเขาว่ากันว่าท่านคงกระพันชาตรี และเลี้ยงผีไว้ ข้าพเจ้าเห็นท่านก็ไม่เห็นว่าเหมือนพ่อมดแต่อย่างใด และไม่เคยเจอผีในบ้านท่าน แต่มาเจอของแปลกคือตอนท่านเสีย ท่านสั่งไว้ก่อนสิ้นว่า ให้เอาไม้ทองหลางมาท่อนหนึ่งใส่ไปในโลงพร้อมเผา ไม่อย่างนั้นจะเผาไม่ไหม้

แต่ท่านสั่งไว้เมื่อตอนแปดสิบ แต่มาสิ้นตอนร้อย ลูกหลานลืมไปหมด ต่อมาเผาศพท่าน สัปปะเหร่อวิ่งมาบอกว่าศพไม่ไหม้ เลยแต่ตื่นทั่ววัดทรงศิลา (อยู่ที่ชัยภูมิ) ข้าพเจ้าเองก็ไปมองที่เตาเผายังเห็นร่างท่านอยู่ ผู้ใหญ่วิ่งวุ่นกัน สุดท้ายคนในบ้านนึกออกว่าให้ไม้ทองหลางใส่ เลยขับรถทั่วจังหวัดกลางดึกเพื่อ เอาไม้มาใส่ สุดท้ายก็เจอ

อันนี้เป็นเรื่องขบขันเล็กน้อย แม่ข้าพเจ้ากลัวว่าจะไม่ไหม้ เลยให้เอาไม้ทองหลางทั้งกิ่ง ใหญ่ขนาดตัวคน เผื่อว่าใส่ไปท่อนเดียวจะไม่ไหม้ พอเอาเข้าเตาเผา ยังไม่ได้ใส่ทั้งกิ่งหรอก ใส่แค่ท่อนเดียวไปก่อน จู่ๆ ต่อหน้าต่อตา ร่างคุณตากลายเป็นผงทันที

ทุกวันนี้บ้านของข้าพเจ้าหาคำตอบให้กับเรื่องนี้ไม่ได้

ผู้หญิงของบ้านข้าพเจ้าจะฝึกด้านอาหารกับดูดวงชะตา ทายฝัน ข้าพเจ้าอยู่ทางสายแม่เลยต้องเรียนมา ไม่สนใจจะฟังก็ต้องฟัง จนสุดท้ายเลยออกจะชอบ เพราะว่าให้ดูกับดวงดาว จนดูดวงดูฤกษ์เป็นในระดับหนึ่ง แม่บอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่คาถาอาคม แต่เป็นวิชาสถิติ รู้ไว้ไม่เสียหลาย ตอนเด็กๆนั่งดูฟ้าแล้วฟังว่าดาวดวงนี้ดวงนั้นคืออะไร และถ้าไปอยู่ตรงนี้เข้าราศีไหน มันแปลว่าอะไร ตอนเด็กๆกลายเป็นคนเก่งด้านดาราศาสตร์ที่สุดในห้อง แต่ทุกวันนี้ยังไม่สามารถพอที่จะดูในกระดานวงกลมได้

แต่โตขึ้นมาใช้วิชานี้ดูชะตาคนรอบๆ และที่สนุกที่สุดคือมาดูว่าอาคารโบราณนี้สร้างในทิศนี้ ตรงกับอะไร เชื่อโยงกับแนวความคิดทางโหราศาสตร์อย่างไร ตอนทำรายงานเรื่องปราสาทหินเขาพนมรุ้ง อาจารย์แซวว่าช่างเป็นงานวิจัยที่ได้กลิ่นไอหมอดูเต็มที่ แต่อาจารย์ก็ชมว่าเขียนดีนะเออ

ท่านที่อ่านถึงตรงนี้เกิดความรู้สึกว่าคุยโม้โอ้อวด ข้าพเจ้าต้องขออภัยด้วย เพราะว่าเล่าไว้เฉยๆ ว่าคนอีสานบ้านหนึ่ง บางทีอาจมีความเชื่อแปลกๆสืบๆกันมา แต่ว่ารุ่นข้าพเจ้าลงมาเรื่องพวกนี้ไม่มีใครสนใจกันเท่าไร และเลือนหายไปกับกาลเวลา เหลือข้าพเจ้าคนเดียวที่นั่งดูดวงเป็นงานอดิเรก (ไว้ว่างๆค้นเรื่องดาราศาสตร์แบบจีนได้ละเอียดเมื่อใด จะเอามาเปรียบกับทางไทยให้ท่านฟัง)
บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 19 ก.ค. 11, 14:59

อนึ่ง พระฤทธิ์ฤาไชยมีสองท่าน ท่านที่เป็นต้นตระกูลรู้สึกเป็นท่านแรก นามท่านว่าอะไรข้าพเจ้าก็ลืมไปแล้ว ตอนกลับไปชัยภูมิทำบุญหลวงพ่อวัดป่าซึ่งเป็นญาติกันท่านก็บอก แต่ว่ามันแต่สนใจอย่างอื่น เลยไม่ได้ฟัง...

ถ้าแม่รู้นี้แม่ตีแน่ๆเลย ฐานผู้ใหญ่พูดแล้วไม่สนใจฟัง

ทั้งนี้ของขึ้นชื่อที่บ้านข้าพเจ้าทำเก่งและทำได้ดีคือขนมผิง กับขนมสัมปันนี ข้าพเจ้าดูว่ามันน่าจะเป็นขนมภาคกลาง ไม่รู้เหมือนกันว่าไปบ้านู่ชัยภูมิของข้าพเจ้าได้อย่างไร เพราะทำเป็นทุกคน (เมื่อก่อนทำขายด้วย)

เรื่องนี้เป็นประวัติศาสตร์ชุมชน ใครมีข้อมูลอะไรเพิ่มก็เล่าสู่กันฟังได้ ข้าพเจ้าฟังจากมุขปาถะตลอด เขียนครั้งแรกในเรือนไทยนี้ หวังว่าคงไม่มีใครว่าข้าพเจ้ามาอวดเรื่องบ้านตัวเอง

สวัสดี
บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 19 ก.ค. 11, 15:41

เล่ามาถึงตรงนี้เผื่อท่านใดสนใจเรื่องชาวจีนในอีสาน ข้าพเจ้ายังไม่ได้ค้นคว้าเรื่องนี้แต่ว่าหากดูจากบ้านของข้าพเจ้าน่าจะเป็นตัวอย่างความสัมพันธ์ของจีนโพ้นทะเลในไทยกับจีนแผ่นดินใหญ่

กล่าวคือ คุณเทียดดอกไม้มีสามีเป็นชาวจีน ลูกท่านทุกคนแต่งงานกับคนจีนทั้งหมด บางคนไปอยู่กับสามีที่จีนอย่างคุณทวดข่อ นับเวลาไปก็น่าจะอยู่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พี่ชายของท่านไปอยู่เมืองจีนเกาะไหหล่ำ คุณยายของข้าพเจ้าซึ่งคุณทวดขอมาเลี้ยงเกิดที่เกาะไหหล่ำ โดยเป็นลูกของพี่ชายของตน

ทั้งนี้ข้าพเจ้าขอยกย่องความสามารถของคุณทวดข่อสักหน่อย ท่านได้ชื่อว่าเป็นคหปตานีย่อยๆในชัยภูมิ และเป็ํนหญิงเก่ง แม่ข้าพเจ้าเล่าว่า ท่านเก่งกาจขนาดลงมารับของจากกรุงเทพฯไปขายที่อีสาน และไปตามหมู่บ้านบ้านป่า เพื่อแลกซื้อของป่า พริกแห้ง อะไรพวกนี้ ส่งไปยังกรุงเทพฯ โดยใช้รถบรรทุกของท่านเอง ขยิบตา คุณตาทองดีท่านเล่าว่าดีนะ ก่อนหน้านั้นยิ่งยาก เพราะต้องนั่งเรือนั่งเกวียน ลำบากกว่าเยอะ นอกจากนี้ยังเป็นคนช่างพูดช่างเล่า
ตอนเด็กๆข้าพเจ้าออกจะช่างพูด คนข้างบ้านที่ท่านคุณทวด (ท่านเสียก่อนข้าพเจ้าเกิด ๕ ปี) บอกว่าข้าพเจ้า "พูดมากเหมือนแม่เฒ่าข่อแท้"

แม่เล่าว่าท่านมีลักษณะพิเศษที่กวนใจบุตรบุญธรมคนโตท่านคือ ท่านชอบทำสวนผัก แต่ไม่สนใจสวนสวยๆ ท่านยกที่ดินแปลงใหญ่ให้คุณตาทองดี คุณตาสร้างบ้านเสียสวย (คล้ายๆจวนที่จังหวัดนครปฐม อายุก็พอๆกัน ปัจจุบันรื้อทำห้องแถวไปแล้ว) ทำสนามหญ้า ปลูกต้นไม้ไว้อย่างงาม แต่ท่านไม่สนใจ ท่านไปบ้านลูกชายท่าน สั่งย้ายต้นไม้ และให้คนปลูกผักทำสวนผัก... ตาเล่าว่าตาไปขอร้องว่าคุณทวดว่าหยุดเถิด บ้านงามๆเสียสวยหมด คำตอบคือ "ที่ข้อยเป็นหยั่งข้อยสิปลูกผัก ปลูกหญ้าของข้อยบ่ได้"

สรุปสวนดอกไม้คุณตาเลยกลายเป็นสวนผักคุณทวด...
บันทึกการเข้า
watanachai4042
อสุรผัด
*
ตอบ: 42


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 27 ก.ค. 11, 14:16

เล่าต่ออีกซิฮะ ค่อยๆต่อจิกซอว์(เก็บความรู้)ไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็เป็นภาพใหญ่(ข้อมูล)ที่สวยงามได้
บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 27 ก.ค. 11, 23:30

จริงๆถ้าเล่าต่อคงต้องค้นอีกมาก ข้าพเจ้าเองก็มีแต่สายบ้านผมที่เป็นจีนที่พอจะค้นได้

ฝ่ายคุณตาของข้าพเจ้าท่านเป็นจีนไหหล่ำ แซ่ห่าน ชื่อขอละไว้เพราะว่าพูดไปจะเกี่ยวข้องกับผู้มีชีวิตหลายคน ท่านมาเมืองไทยหลังสงครามโลก และประเทศจีนเริ่มเป็นคอมมิวนิสต์

เนื่องด้วยบ้านท่านเป็นเจ้าของที่ดินรายย่อยๆคนหนึ่ง บิดาท่านหรือที่ข้าพเจ้าเรียกว่าก๋งเฒ่า เคยมาอยู่เมืองไทยมาก่อน ประกอบอาชีพ...เออ กระดากปากที่จะพูด เปิดบ่อนไหหล่ำที่ใหญ่พอควรในเยาวราช ฟังคุณป้าเล่า ท่านเปิดบ่อนจนร่ำรวย และเก็บเงินไปซื้อที่ซื้อทางที่เกาะไหหล่ำ พอจีนเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ ทุกคนกลัวมาก เลยหนีมาที่ไทย

คุณตาข้าพเจ้าเป็นคนหรู ไม่ใช่คนเสื่อผื่นหมอนใบ ท่านขึ้นฝั่งที่นครศรีธรรมราช บริเวณนี้เคยได้รับการบอกเล่าจากอาจารย์ว่า เป็นเมืองท่าที่ชาวไหหล่ำนิยมใช้เป็นเส้นทางเข้าสู่เมืองไทย มาได้ปีหนึ่งก็กลับไปเปิดร้านนาฬิกาที่เยาวราช ภายหลังท่านขยายกิจการไปเปิดโรงสี เปิดโรงเลื่อย และโรงปอที่ชัยภูมิ ไม่ทราบว่าด้วยเงินที่ท่านหาเองหรือเงินของก๋งเฒ่า แต่เอาเป็นว่าได้รับคำยกย่องว่าเป็นเศรษฐีย่อยๆเลยทีเดียว

ภายหลังจะด้วยความหล่อของท่าน ข้าพเจ้าเห็นท่านใส่ชุดสูทสีขาวล้วนแบบอาณานิคมเท่ห์มากๆ ข้างบ้านของข้าพเจ้าเล่าว่าท่านเป็นคนเดียวในชัยภูมิ ที่มีชุดซาฟารีสั่งมาจากกรุงเทพฯ เพื่อใส่เวลาไปดูไร่นา และเป็นคนแรกๆในชัยภูมิที่ใส่สูทเวลามีงาน เลยทำให้รักกับยายของข้าพเจ้า

แต่สองท่านรักกันนั้นเป็นความรักท่ามกลางความไม่เห็นชอบของคนในครอบครัวยาย อันนี้คุณตาพี่ชายคุณยายเล่าให้ฟังกับปาก ด้วยเขาว่าท่านดูเจ้าชู้ ยายข้าพเจ้าจะต้องเสียใจ

แต่ด้วยแรงรัก...ท่านทั้งสองก็ได้แต่งงานกัน เรื่องภายหลังเป็นเรื่องเศร้า เพราะคุณตาข้าพเจ้าต้องการบุตรชาย แต่คุณยายข้าพเจ้ามีแต่บุตรสาว เรื่องเป็นอย่างไรไม่รู้ว่าเล่าแล้วจะเข้ากับบรรยากาศวิชาการของเรือนไทยหรือเปล่า

ช่วงนั้นคนในชัยภูมิแต่งงานกันไปแต่งงานกันมาเยอะ แต่ยายข้าพเจ้าขอแต่งกับคนข้างนอก จริงๆถ้ายายของข้าพเจ้าไม่แต่งกับก๋ง ดีไม่ดีอาจได้แต่งกับลูกชายของคนข้างบ้าน คือ บุตรของขุนภูมิบริรักษ์ เศรษฐีจีนรายใหญ่ที่สุดของชัยภูมิยุคโน้น...น...น คนชัยภูมิสมัยก่อนไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แต่งกันไปแต่งกันมาในวงแคบๆ เข้าทำนองเรือล่มในหนองทองไม่ไปไหน ถ้าพูดทางทฤษฎีความสัมพันธ์จีนโพ้นทะเลกับคนพื้นเมือง ชัยภูมิเป็นตัวอย่างที่ดีแห่งหนึ่ง พอแต่งงานเสร็จ ก็แต่งกันไปกันมาต่อในหมู่ลูกจีนปนลาว

แต่ถึงจะไม่ได้แต่งงานกัน สองบ้านก็สนิทกันดี และคอยช่วยเหลือกันตลอด สุดท้ายบุตรของขุนภูมิบริรักษ์ ก็ไปแต่งงานกับลูกสาวผู้มีอันจะกินในจังหวัด และรุ่นหลานก็ไปแต่งงานกับลูกคุณหลวงท่านหนึ่งอีก ครอบครัวนี้เป็นประวัติของจีนโพ้นทะเลในชัยภูมิที่น่าสนใจมาก แต่เรื่องนี้เป็นของอีกครอบครัวหนึ่ง แม้สนิทกันมาก แต่ด้วยไม่ใช่บ้านข้าพเจ้าจึงขอละไว้ไม่เล่า ต้องไปขออนุญาติจากเขาก่อน

ทั้งนี้ในอดีตบ้านของท่านขุนถือเป็นบ้านที่สวยที่สุดในชัยภูมิ แต่ต่อมารื้อลง (ข้าพเจ้าเสียดายแทนเพราะอายุร้อยกว่าปี) แต่บ้านของครอบครัวนี้ที่่สร้างใหม่...ยังได้รับการยกย่องว่าใหญ่ที่สุดและกว้างที่สุดในจังหวัดอยู่เหมือนเดิม ไม่รู้จะเรียกว่าตึกแถวหรืออะไรดี เพราะว่าสร้างเป็นตึกพักอาศัยริมถนน คล้ายตึกแถว แต่ว่ากว้างหนึ่งไร่ และสูงห้าชั้น ตระหง่าน... สวยแต่ว่าไม่สวยเหมือนกับเรือนไม้ที่มีลายฉลุแบบขนมปังขิง ประดับกระจกสี และมีการวางอาคารทรงจีน
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.036 วินาที กับ 19 คำสั่ง