เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6
  พิมพ์  
อ่าน: 37320 ชาติภพใช่เพียงฝัน - การระลึกชาติในประวัติศาสตร์ไทย
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 60  เมื่อ 17 ส.ค. 11, 15:22

ไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับ Dr. Ian Stevenson มาอ่านจากกูเกิ้ล ก็น่าสนใจดีค่ะ    ดร.สตีเวนสันรวบรวมจากการสัมภาษณ์ผู้คนที่อ้างว่าระลึกชาติได้มาทั่วโลก   หลายกรณีก็ดูน่าเชื่อถือ
คนไทยที่อ่าน อาจไม่มีปฏิกิริยาแปลกใจหรือไม่เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด   เพราะแนวคิดเรื่องชาติก่อนชาตินี้ปรากฏอยู่มากมายในพระไตรปิฎก  ว่าด้วยการเสวยพระชาติต่างๆของพระพุทธเจ้า
แต่ฝรั่งไม่ค่อยตอบรับ     เพราะตามความเชื่อในศาสนาคริสต์ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดแบบพุทธ   โดยเฉพาะที่ว่ามนุษย์อาจเคยเกิดเป็นสัตว์ หรือสัตว์มาเกิดเป็นมนุษย์ ยิ่งยากจะกลืนลงคอไปได้

ไปเจอข่าวไทยรัฐเมื่อพ.ศ. 2521   ลงเรื่องการระลึกชาติของเด็กชายคนหนึ่ง ระบุชื่อนามสกุลและเหตุการณ์ไว้ละเอียด  เลยขอลอกเอามาให้อ่านกัน

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับที่ 7423 วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 ได้ลงข่าวว่า ได้พบเด็กระลึกชาติรายใหม่ อายุเพียง 3 ขวบ หนียายออกจากบ้านไปหาครอบครัวเมื่อชาติก่อน เผยความหลังชาติก่อนเป็นครู ถูกคนร้ายยิงตาย มีลูก 4 คน เมียเก่าและลูกได้ยินเรื่องราวถึงกับตะลึง เพราะรู้เรื่องชาติก่อนได้ถูกต้อง เพื่อนเก่าเป็นตำรวจก็อัศจรรย์ใจ เมื่อเด็ก 3 ขวบทักทายว่า จำได้ไหม ? แล้วเล่าความหลังให้ฟัง

เด็กระลึกชาติรายใหม่ที่จำความชาติปางก่อนได้ถูกต้อง คือ ด.ช.ชนัย ชูมาลัยวงศ์ เดี๋ยวนี้อายุ 10 ขวบ (พ.ศ. 2521) บุตรของนายเบิ้ม หรือคำรณ - นางสมคิด อยู่บ้านเลขที่ 189 หมู่ 1 กิ่งอำเภอวังทรายพูน จ.พิจิตร นายเบิ้มผู้เป็นพ่อมีอาชีพเป็นช่างตัดผม แม่ตัดเย็บเสื้อผ้า ปัจจุบันได้ย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพ ฯ พักอยู่ที่ บ้านเลขที่ 20 ซ.โลหิตสุข ถ.ดินแดง แขวงห้วยขวาง เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร แต่ ด.ช.ชนัย อาศัยอยู่กับยายที่พิจิตร ชื่อนางพรม เบ็ญทอง อายุ 79 ปี พักอยู่ที่ 608 หมู่ 1 ต.พับคล้อ อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 5 ร.ร. วัดเขาทราย อ.ตะทานหิน จ.พิจิตร
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 61  เมื่อ 17 ส.ค. 11, 15:23

นางพรม เบ็ญทอง ผู้เป็นยาย ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวไทยรัฐว่า มารู้ว่า ด.ช.ระลึกชาติได้ ก็เพราะ ด.ช.ชนัย ได้เล่าเรื่องแต่ชาติปางก่อนให้ยายฟังว่า เมื่อชาติก่อนตัวเองเป็นครู ชื่อ บัวไข หล่อนาค สอนประจำอยู่ที่โรงเรียนท่าบ่อ ต.บางหว้า อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร จากนั้น ด.ช. ชนัย ยังได้เล่าว่า แต่เดิมตนมีพ่อชื่อนายเขียน แม่ชื่อนางยวง แล้วยังมีภรรยาชื่อนางสวน มีลูกกับนางสวน 5 คนด้วยกันเป็นหญิง 3 ชาย 2 คนโตชื่อ น.ส. บรรจง หรือติ่ม คนที่สอง ชื่อ น.ส. เบญจา หรือต๋อย ทั้งสองคนนี้เป็นฝาแฝด คนที่สามชื่อ นายณรงค์ คนที่สี่ชื่อ นายบุญเทียม และคนสุดท้องชื่อ น.ส. น้ำค้าง

ด.ช.ชนัย ชูมาลัยวงศ์ หรือนายบัวไข หล่อนาค เมื่อชาติก่อน ได้เล่าเหตุการณ์ณ์ที่ตนต้องตายว่า ขณะนั้นภรรยาในชาติก่อน คือนางสวนได้ตั้งท้องลูกสาวคนเล็ก คือ น.ส. น้ำค้าง ได้ 3 เดือน นายบัวไขได้ขี่รถจักรยานจะไปสอนหนังสือที่โรงเรียน ได้ถูกคนร้ายไม่ทราบว่าเป็นใครลอบยิงจากท้ายทอยทะลุหน้าผาก

ฝ่ายผู้เป็นยายคือนางพรม เมื่อรับฟังเรื่องราวจากหลานชายวัย 3 ขวบ ในตอนแรกก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง อยู่มาวันหนึ่ง ด.ช.ชนัย ได้พยายามหนีออกจากบ้านขึ้นรถประจำทางจาก ต.ทับคล้อ อ.ตะพานหิน ไปที่อ.เมือง จ.พิจิตร เพื่อเยี่ยมครอบครัวของนางสวน ภรรยาในชาติก่อน นางพรมจึงต้องตามไปด้วย เมื่อพบกันและเล่าความหลังให้ฟัง ก็ปรากฏว่าฝ่ายครอบครัวของนางสวนเขื่อสนิทว่า ด.ช.ชนัย คือนายบัวไขในชาติก่อน นอกจากนี้ ด.ช.ชนัย ยังสอบถามนางสวนว่า ของมีค่าที่ให้เก็บไว้ในชาติก่อนนั้นยังอยู่ดีหรือ ซึ่ง ด.ช.ชนัยหมายถึงปืนสองกระบอกพรือมกับบอกที่ซ่อนของ ซึ่งสมาชิกในครอบครัวเมื่อได้รับคำบอกเล่าถึงกับตะลึง

เมื่อ ด.ช.ชนัย ได้พบหน้ากับ จ.ส.ต. สนาน เจ้าหน้าที่ตำรวจแห่ง ส.ภ.อ. เมืองพิจิตร ซึ่งเดิม จ.ส.อ. สนานเป็นเพื่อนสนิทของนายบัวไข ทันทีที่พบหน้า ด.ช.ชนัย ก็เอ่ยปากทักว่า เฮ้ย หนาน ยังอยู่สบายดีหรือ จำเราได้ไหม ? เราบัวไขเพื่อนเก่าของนายไงล่ะ

จ.ส.อ. สนานถึงกับตะลึงงันไปเช่นกัน นึกไม่ถึงว่า เด็กอายุ 3 ขวบ จะเป็นเพื่อนของตน เมื่อสอบถามเรื่องความหลังซึ่งกันและกัน ด.ช.ชนัย ก็เล่าความหลังได้ถูกต้องทุกอย่าง และเมื่อถามถึงอาหารการกินที่ชอบ ด.ช.ชนัย ก็บอกว่า ชอบไข่ดาวกับข้าวหลาม
ซึ่งทุกคนยอมรับว่า นายบัวไขเมื่อชาติก่อนชอบอาหารเช่นนั้นจริงๆ และแม้แต่ในชาตินี้ ด.ช. ชนัย ก็ยังชอบอาหารชนิดนี้ นอกจากนี้ จ.ส.อ. สนาน รวมทั้งสมาชิกในครอบครัวของนางสวนทุกคน รวมทั้งลูกๆ ทุกคนของนายบัวไขในชาติก่อน ต่างก็ยอมรับว่า ด.ช.ชนัย ผู้นี้คือพ่อของตนในชาติก่อนจริง และปัจจุบัน ด.ช.ชนัย ยังไปมาหาสู่กับครอบครัวนี้โดยสนิทสนม

ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ ถาม ด.ช.ชนัย ซึ่งปัจจุบัน อายุ 10 ขวบ ในทำนองกระเซ้าว่า ถ้ามีคนมาสู่ขอนางสวนภรรยาเก่าในชาติก่อนของ ด.ช.ชนัย จะว่าอย่างไร ด.ช.ชนัย ไม่ตอบ แต่แสดงอาการหึงหวงเห็นได้ชัด และไม่พอใจต่อคำถามนี้มาก แต่ได้หัวเราะกลบเกลื่อนความรู้สึกไว้

ต่อจากนี้จะขอนำข้อความที่น่าสนใจที่คุณประสิทธิ์ การุณยวณิช ไปสัมภาษณ์ ยาย พ่อ แม่ และภรรยาในชาติก่อน มาเพิ่มเติมอีกสักหน่อย ตอนที่นางพรม เบ็ญทอง - ยาย ได้พา ด.ช.ชนัย ไปพบ พ่อ - แม่ ในชาติก่อน ด.ช.ชนัยเป็นผู้บอกนำทาง เมื่อไปทางถนนใหญ่แล้ว ก็ชี้ให้เข้าตรอกซอยจากถนนใหญ่อีกไกลกว่าจะถึงบ้านพ่อแม่เขา เมื่อไปถึงเขาก็เดินนำเข้าไปในบ้านซึ่งมีคนมานั่งอยู่หลายคน ทั้งคนอายุมากและเด็กๆ ด.ช.ชนัย ก็ตรงเข้าไปกราบชายอายุมากคนหนึ่ง และหญิงอีกคนหนึ่งแล้วก็ร้องไห้ พูดว่า

“พ่อจ๋า แม่จ๋า ลูกมาหา ลูกคิดถึงพ่อคิดถึงแม่มาก”

ชายหญิงมีอายุทั้งสองที่เด็กอ้างว่าเป็นพ่อแม่ในชาติก่อน ก็ตะลึงงงและสงสัย เพราะจู่ๆ ไม่ทันรู้ตัวก็มีเด็กเข้ามากราบ แล้วร้องไห้เรียก พ่อ แม่ ทั้งที่ไม่เคยเห็นเด็กและยายมาก่อน ส่วนยายเองก็ตื่นเต้น เพราะว่าที่นั่นมีผู้ใหญ่อยู่บนเรือนหลายคน ทำไมเด็กอายุแค่นั้น (สามขวบ) จึงไปเจาะจงว่าคนนั้นคนนี้เป็นพ่อ เป็นแม่มาแต่ชาติก่อน เด็กบอกว่าเป็นครูบัวไขมาเกิด ผู้ใหญ่ทั้งสองยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นครูบัวไข ลูกของตัวมาเกิด แต่เมื่อเห็นแผลเป็นเหมือนครูบัวไข ลูกชาย ที่ถูกยิงจากท้ายทอยทะลุออกหน้าผาก ก็ชักจะมีน้ำหนักพอที่จะเชื่อ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 62  เมื่อ 17 ส.ค. 11, 15:23

ตอนที่ยายได้พา ด.ช.ชนัย ไปพบพ่อแม่อีกครั้งหนึ่งตามนัด มีผู้คนทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่ คนเฒ่า คนแก่ พ่อแม่ นั่งคอยอยู่ในบ้านก่อนแล้ว เพื่อเป็นพยานช่วยกันพิสูจน์เรื่องครูบัวไขกลับชาติมาเกิดจริงหรือไม่ ญาติผู้หนึ่งได้ถามขึ้นว่า เราอ้างว่าเป็นครูบัวไขน่ะ จำเมียของเราได้ไหมว่า ชื่ออะไร ด.ช.ชนัยก็หันไปมองเมียแล้วตอบทันทีว่า ชื่อสวนนะซิ เสียงพึมพำเกิดขึ้น ต่างก็แปลกใจที่เด็กบอกได้ถูกต้อง ต่อมาแม่เขาก็นำของใช้ของธรรมดาหลายอย่างปนกันมาให้ดูแล้วบอกว่า

อะไรเป็นของลูกเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ยังจำได้ไหม ? หยิบให้แม่ดูซิ เด็กก็หยิบดูแล้วว่า นี่ก็เป็นของผม นี้ไม่ใช่ของผม โน่นก็เป็นของผม เสร็จแล้วเขาก็จูงมือแม่เขาเดินดูในบ้านแล้วก็ชี้ว่า อ้ายตรงนี้ของๆ ผมตั้งอยู่ที่นี่มันหายไปไหน ? ตรงโน้นของผมตั้งอยู่หายไปไหน ? หนังสือของผมอยู่ในตู้มันหายไปไหนหมด เมียในชาติก่อนเขาก็บอกว่า เมื่อเจ้าของไม่อยู่ฉันก็ให้เขาไปซิ จะได้เป็นประโยชน์กับผู้อื่นต่อไป เมื่อ ด.ช. ชนัยได้ยินเช่นนั้นก็พูดว่า

เมื่อให้ไปแล้วก็แล้วไปนะ ต่อมาแม่เขาก็ถามขึ้นอีกว่า แล้วอะไรของลูกนี่นึกออกว่ายังมีอะไรบ้าง เด็กก็บอกว่า พระของผมยังมีอยูพวงหนึ่ง แม่ถามว่า พระของลูกมีอยู่กี่องค์ เด็กบอกว่า พระของผมมีอยู่ สาม องค์ เป็นพระเครื่องนางพญา คราวนี้พวกที่ไม่รู้เรื่องมาก่อนแอบกระซิบถามเมียเมื่อชาติก่อน ว่าจริงไหมที่เขาพูดเมียเขาก็บอกว่าเป็นความจริงทุกอย่าง

คราวนี้มีผู้ถามว่าก่อนที่ครูจะถูกยิงตายวันนั้น ครูทำอะไรบ้าง พอจะนึกออกไหม ? ด.ช. ชนัยบอกว่า เช้าขึ้นวันนั้นผมก็ซักผ้าก่อน และผมก็ถอดพระที่ห้อยคอไว้ที่โต๊ะ แล้วก็ไปอาบน้ำเสร็จแล้วก็มากินข้าวแล้วก็แต่งตัวถีบจักรยานไปโรงเรียน วันนั้นผมลืมพระไว้ ไม่ได้ห้อยคอติดตัวไปเลย ถ้าผมไม่ลืมเอาไปด้วย เมื่อถูกยิงตายก็คงไม่มีอะไรเหลือ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 63  เมื่อ 17 ส.ค. 11, 15:24

พ่อในชาติก่อนของเด็กได้ถามขึ้นว่า ปืนอะไรที่ลูกมี เด็กก็ตอบว่า ก็ปืนสั้น ปืนยาวอย่างละกระบอก พ่อแม่และเมียต่างก็รับจริง ตอนนั้นทั้งพ่อแม่และเมียและญาติต่างก็เช็ดน้ำตาบางคนก็ก้มหน้าสะอึกสะอื้น ญาติที่สนใจถามว่า ที่หนูอ้างว่าเป็นครูบัวไขถูกยิงตายกลับชาติมาเกิดคงจะรู้เรื่องวันที่ถูกยิงได้ดี ถูกยิงเวลาเช้าไปโรงเรียน หรือบ่ายกลับจากโรงเรียน เด็กตอบว่า เขายิงเงลาที่ฉันถีบจักรยานที่จะไปโรงเรียน

แล้วมีผู้ถามต่อไปว่า เมื่อครูตายแล้วเขาเอาศพครูไปเผาที่วัดไหน ? เด็กตอบว่า เขาก็เอาไปเผาที่วัดตะพานหินนะซิ ต่อจากนั้นแม่เขาก็ไปหยิบเข็มขัดที่เป็นช่องสำหรับใส่ลูกกระสุนปืนคาดเอว 5 - 6 สาย ทำเหมือนจะเสี่ยงทายแล้วพูดว่า เข็มขัดกระสุนเหล่านี้ หากลูกจำได้ว่าอันไหนเป็นของลูกก็หยิบขึ้นมา ถ้าหยิบไม่ถูกจำไม่ได้ก็เป็นอันว่าไม่ใช่ลูกของแม่

ตอนนั้นยายของเด็กรู้สึกตื่นเต้นใจคอไม่สบาย เพราะกลัวว่าหลานชายจะหยิบผิดจำไม่ได้ และกลัวเขาจะว่ายายพาหลานมาหลอกลวงเขา ทำให้คิดวุ่นวาย ใจเต้น คอยจ้องตาดูว่าเด็กจะหยิบถูกหรือผิด เป็นการตัดสินครั้งใหญ่ แต่เมื่อเด็กมองดูแล้วก็ไม่ได้ชักช้าเสียเวลาหยิบเข็มชัดสายหนึ่งยังมีลูกกระสุนปืนเสียบอยู่ 3 ลูก ออกมาชูขึ้นบอกว่า

แม่ เข็มขัดลูกปืนเส้นนี้เป็นของฉัน เมื่อผู้เป็นแม่ในชาติก่อนเห็นเช่นนั้นก็ร้องไห้โฮ และพวกญาติที่นั่นก็ร้องไห้ตามไปด้วยหลายคน ส่วนยายที่ใจกำลังเต้นกุกกักอยู่นั้นก็ค่อยโล่งอกหายใจทั้วท้อง เมื่อพ่อแม่เขารับว่าถูกต้องแล้ว เป็นครูบัวไขมาเกิดแน่ แล้วแม่เขาก็คร่ำครวญว่า

พุทโธ่เอ๋ย ลูกของแม่ ญาติของเราก็มีถมเถไป ทำไมลูกจึงไม่มาเกิดในสายญาติของเราละลูก ทำไมต้องไปเกิดทางโลกไกลอย่างนี้ ด.ช. ชนัย ได้ตอบว่า เราจะเลือกเกิดไม่ได้หรอกแม่ แล้วแต่ผู้จัดการบันดาลให้เราเกิด เราขัดคำสั่งเขาไม่ได้ เขาสั่งให้เราเกิดที่ไหน เราก็ต้องเกิดที่นั่น ถ้าหลบไปเกิดที่อื่น ไม่ช้าเขาก็เอาตัวกลับไปอีก เราก็ต้องรับโทษ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 64  เมื่อ 17 ส.ค. 11, 15:24

ต่อจากนั้นก็ได้ยินเสียงเมียในชาติก่อนเขาพูดอย่างเยาะๆ ว่า เกิดมาชาตินี้จะเจ้าชู้มีเมียมากอีกไหม ? เด็กได้ตอบว่า ฉันเข็ดแล้วไม่เอาอีกแล้วเล่าให้เมียฟังว่า เขาบังคับทำโทษให้ฉันแก้ผ้าหมดเหลือแต่ตัวเปล่าส่อนจ้อน เขาพาไปที่สระบัวกว้างใหญ่ เขาให้ฉันเดินลัดบุกฝ่าป่าดงบัวเหมือนทำโทษที่ฉันเจ้าชู้มีเมียมาก ฉันได้รับความลำบากมาก กว่าจะเดินฝ่าดงบัวออกมาได้ เมื่อพ้นแล้วเขาก็ให้ใส่เสื้อผ้า มีคนมาประกบคุมตัวอยู่สองข้าง พาฉันให้เดินมาพักหนึ่งแล้ว เขาก็บอกว่า ให้ไปเกิดได้ เขาส่งได้แค่นี้ ฉันก็มาเกิด แล้วฉันก็หมดความรู้สึก

อีกตอนหนึ่งที่นับว่าสำคัญเกี่ยวกับเรื่อง วิญญาณ คือการที่ คุณประสิทธิ์ การุณยวณิช ได้สัมภาษณ์ ด.ช.ชนัย ข้อความบางตอนเป็นดังนี้

ประสิทธิ์ : วันที่หนูก่อนจะถูกยิงนั้น มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง ที่ผิดปกติกว่าวันธรรดา

ชนัย : วันที่ผมตาย ผมลืมไม่ได้แขวนพระติดตัวไปด้วย ธรรมดาผมไม่เคยลืม ปืนสั้นที่ผมเคยพกไม่ได้พก เมื่ออาบน้ำกินข้าวเสร็จก็รีบแต่งตัว คว้าจักรยานถีบออกจากบ้าน เคราะห์ดีครับที่ผมไม่ได้ห้อยพระและพกปืนไปไม่เช่นนั้นเมื่อผมถูกยิงตาย มันคงเก็บเอาไปหมด

ประสิทธิ์ : แล้วหนูรู้จักชื่อเสียงตัวคนร้ายที่ยิงหนูไหม ? แล้วเวลาตายรู้สึกอย่างไรบ้าง ? ใจวูบไปเลยหรือเจ็บปวดสาหัสก่อนจะตาย หรือเหมือนหลับไปเฉยๆ

ชนัย : ไม่หรอกครับ คนยิงไม่รู้จักว่าเป็นใคร เพราะเขายิงผมข้างหลัง ไม่รู้ตัวเวลาตาย รู้สึกวิญญาณผมออกจากร่างแล้ว ผมยังมองเห็นตัวเองนอนอยู่บนถนน ขายังสั่นกระดิกๆ เลือดออกทางแผลที่ถูกยิงตรงหัวไหลนองถนน

ประสิทธิ์ : เมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้วล่องลอยไปอยู่ที่ไหน ? พบปะอะไรบ้าง ? หนูยังจำได้ไหม ? ก่อนจะกลับมาเกิดใหม่ มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง

ชนัย : วิญญาณผมเร่ร่อนไปในที่ต่างๆ วนเวียนไปหลายแห่ง จะไปไหนบ้างเวลานี้ผมจำไม่ได้ ผมลืมไปหมดแล้วครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 65  เมื่อ 17 ส.ค. 11, 15:31

ได้มาจากอีกเว็บ   เรื่องเดียวกัน

      จากการที่ ด.ช.ชนัย อ้างว่าเมื่อถูกยิงตายอยู่บนถนน วิญญาณได้ออกจากร่างแล้ว ยังมองเห็นตัวเองนอนอยู่บนถนน ขายังสั่นริกริก ๆ เลือดออกทางแผล ที่ถูกยิงตรงหัวไหลนองถนน นี้ตรงกับการศึกษาค้นค้วาของนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เกี่ยวกับการตายแล้วรู้สึกอย่างไร โดยแพทย์รับรองว่าตายแน่ เพราะหัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ และกระแสคลื่นสมองก็ไม่มี และภายหลังได้ฟื้นขึ้นมาอีก กลับมีชีวิตต่อไปได้ แล้วได้เล่าเรื่องต่าง ๆ ที่ได้ปรากฏและพบเห็นขณะที่วิญญาณได้ออกจากร่างไปนั้น นักวิทยาศาสตร์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนายแพทย์ ที่ควรจะกล่าวชื่อ คือ แพทย์หญิงเอลิซาเบธ คืบเลอร์ - รอสส์ (Dr. Rlisabeth kubler- ross) ซึ่งได้เขียนลงในหนังสือเรื่อง ความตายและกำลังตาย (On Death and Dying) และอีกคนหนึ่ง คือ ดร . เรมอนย์ เอ มูดี (Dr. Raymond A Moody Jr) ท่านผู้นี้เป็น ดร . ทางปรัชญา และภายหลังได้เรียนต่อทางแพทย์ จนได้รับ M.D. มหาวิทยาลัย เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ท่านผู้นี้ได้กล่าวถึง ชีวิตภายหลังการมีชีวิตอยู่ (Life After Life) ในหนังสือเรื่อง การคำนึงถึงเรื่องชีวิตภายหลังการมีชีวิตอยู่ (Reflection on life After Life) ได้ศึกษามานานถึง ๑๒ ปี

       ทั้งสองท่านนี้ได้พบว่ามีหลายต่อหลายรายด้วยกัน มีความรู้ว่าได้ล่องลอย ออกจากร่าง และมองเห็นตัวเอง ทั้งได้ยินผู้คนที่มาแวดล้อมพูดจากันทุกอย่าง กระทำการแก้ไขเพื่อให้ฟื้น บางรายลอยไปในอุโมงค์มืดตื้อแล้วไปสู่ที่สว่างสวยงาม พบเพื่อนฝูงคนที่ได้ตายไปแล้วมาต้อนรับ และชวนอยู่ด้วย บางรายเล่าว่า ความตายเป็นสุขและความหวัง และไม่มีสักรายที่จะกลัวว่าจะตายอีก นอกจากสองท่านนี้ยังมีอีกท่านหนึ่ง ชื่อ คาร์ลิส โอซีส (karlis osis) เป็นนักจิตวิทยา สมาชิกของชมรมค้นคว้าทางจิตของอเมริกาในกรุงนิวยอร์ค ท่านผู้นี้ได้สัมภาษณ์นายแพทย์จำนวน ๘๗๗ คน ซึ่งเป็นผู้ที่ทำการรักษาพยาบาลดูแลคนป่วยหนัก ที่ กำลังจะสิ้นชีวิต คนป่วยเหล่านี้มากต่อมากที่เล่า มีคนมาคอยรับจะเอาชีวิตไป
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 66  เมื่อ 17 ส.ค. 11, 15:33

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2552 รายการ ตีสิบ ได้เชิญ คุณชนัย  ชูมาลัยวงศ์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็น ครูบัวไข  หล่อนาค สืบชาติมาเกิด พร้อมทั้งบุตรสาวฝาแฝด คือ นางบรรจง(ติ๋ม) นางเบญจา(ต๋อย) และบุตรอีก 3 คนของ ครูบัวไข คือ นายณรงค์ นายบุญเทียม และน.ส.น้ำค้าง มาร่วมรายการด้วย


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 67  เมื่อ 17 ส.ค. 11, 15:35

 ในรายการ คุณชนัย ได้แสดงให้เห็นว่าเขายังจำเรื่องราวในอดีตชาติได้อยู่  เขาได้เล่าถึงชีวิตหลังความตายตอนหนึ่งว่าหลังจากเสียชีวิต เขาได้ถูกคนรูปร่างสูงใหญ่พาเดินไปตามทาง จนไปถึงทางสองแพ่งเขาก็เลือกที่จะไปในทางที่เป็นป่ารก จนกระทั่งมาถึงสถานที่หนึ่งมีน้ำขังอยู่เป็นแอ่งกระทะ ผู้คนที่เดินผ่านไปบริเวณนั้นส่วนใหญ่ก็จะตักดื่มกัน แต่ตัวเขาไม่ได้ดื่มน้ำนั้น (ซึ่งเขาเชื่อว่านั่นคือสาเหตุที่ทำให้เขายังสามารถจำอดีตชาติได้ไม่ลืม)  ต่อมาเขาถูกบังคับให้ขึ้นต้นไม้สีดำมีหนามด้านล่างมีคนร่างใหญ่คอยเอาหอกแหลมคอยแทง ข้างบนก็มีอีกาคอยจิก เขาถูกอีกาจิกที่ลูกตา ซึ่งคล้ายกับตอนที่เขาเป็นครูบัวไข  แล้วถูกยิงกระสุนถูกที่ท้ายทอยทะลุหน้าผาก  ทำให้ตาข้างซ้ายถลนออกมานอกเบ้า     เมื่อตายแล้วยังมาถูกนกกาจิกที่ตาอีก และที่สำคัญเมื่อถึงวันครบรอบวันตายของครูบัวไข คุณชนัยจะรู้สึกเจ็บตาข้างซ้ายอยู่เป็นประจำทุกปี และเขาจะเจ็บตาข้างซ้ายเวลาที่พูดถึงเรื่องราวในอดีตชาติ ซึ่งก่อนที่จะมาเล่าเรื่องราวในอดีตชาติให้ฟังในรายการนี้ เขาก็รู้สึกเจ็บตาข้างซ้ายเช่นกัน คุณชนัยเชื่อว่าการที่วิญญาณของครูบัวไขถูกลงโทษให้ปีนต้นไม้มีหนามคงเป็นเพราะเวรกรรมที่ครูบัวไขมีเมียหลายคน และที่ต้องถูกกระทำกับดวงตาข้างซ้ายก็คงเป็นเพราะเวรกรรมที่เคยทำไว้
            คุณชนัย เล่าถึงความผูกพันที่มีต่อครอบครัวในอดีตชาติว่ารู้สึกผูกพันตลอดมา ส่วนทางฝั่งของบุตรสาวฝาแฝดทั้งสองคนของครูบัวไขก็มีความรู้สึกผูกพันกับคุณชนัยด้วยเช่นกัน โดยยังคงเรียกคุณชนัยซึ่งมีอายุน้อยกว่าว่า "พ่อ" ได้อย่างสนิทใจ  และทั้งสองคนได้เล่าถึงความห่วงใยของผู้เป็นพ่อว่า แม้จะเกิดมาในชาติใหม่นี้ก็ยังเป็นห่วงเมื่อตอนเด็กๆ ด.ช.ชนัย มักจะนั่งรถโดยสารมาหาที่บ้านและจะซื้อต้นอ้อยที่พวกเธอชอบมาฝากเสมอ

         จากเว็บ Reincarnation Thailand
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 68  เมื่อ 17 ส.ค. 11, 20:25

จากงานวิจัยของดร.เอียน สตีเวนสัน    มีตอนหนึ่งบอกว่า คนหลายคนที่ระลึกชาติได้ มักจะเป็นคนที่ประสบการตายอย่างรุนแรง เช่นถูกฆ่าตาย    พวกนี้เมื่อเกิดใหม่จะจดจำรายละเอียดการตายได้ทุกขั้นตอน   
แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน  บางคนก็ตายไปตามธรรมชาติด้วยโรคภัยไข้เจ็บ   ไม่มีอะไรรุนแรงในชาติก่อน

ไม่มีเหตุผลหรือที่มาที่ไปพอจะตั้งทฤษฎีได้ว่า  ทำไมคนบางคนระลึกชาติได้  ทำไมบางคนระลึกไม่ได้       เหมือนกับว่าถ้าระลึกได้ก็ระลึกได้ขึ้นมาเฉยๆ     นอกจากนี้ยังหลากหลายด้วย   บางคนก็ระลึกได้เมื่อวัยเด็ก แต่พอโตก็ลืมเลือนจำอะไรไม่ได้     บางคนก็จำได้แม่นยำอยู่ยาวนาน 
แต่เท่าที่อ่าน   การระลึกชาติได้จะระลึกได้ตั้งแต่ยังเล็ก    ไม่ใช่ว่าอยู่มาจนแก่ถึงเพิ่งระลึกขึ้นมาได้
ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับว่าคนนั้นเคยบรรลุญาณ หรือปฏิบัติภาวนาอะไรมาแต่ชาติก่อน จึงระลึกได้     แต่เป็นคนธรรมดาๆ มีดีมีชั่วอย่างทั่วๆไปนี่เอง
ไม่พบว่าการระลึกชาติได้มีผลต่อการดำเนินชีวิตใหม่ของคนนั้น ในแง่บวกหรือลบ      ดูเหมือนว่าพวกนี้ก็ดำเนินชีวิตไปได้ตามปกติ   ไม่ได้รับกระทบกระเทือนมากมายจากชีวิตเก่าที่เขาระลึกได้
บันทึกการเข้า
Ruamrudee
องคต
*****
ตอบ: 627



ความคิดเห็นที่ 69  เมื่อ 18 ส.ค. 11, 00:23

อ้างถึง
การระลึกชาติได้จะระลึกได้ตั้งแต่ยังเล็ก    ไม่ใช่ว่าอยู่มาจนแก่ถึงเพิ่งระลึกขึ้นมาได้
ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับว่าคนนั้นเคยบรรลุญาณ หรือปฏิบัติภาวนาอะไรมาแต่ชาติก่อน จึงระลึกได้     แต่เป็นคนธรรมดาๆ มีดีมีชั่วอย่างทั่วๆไปนี่เอง

การจำชาติที่เพิ่งตายจากไปได้ เป็นการระลึกได้เพียงชาติสุดท้ายก่อนชาติปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องมีอภิญญา ขอเพียงมีความติดยึด ผูกพัน ฝังใจ หรือ สะเทือนใจ ก็ย่อมทำให้ความจำติดแน่น อาการจึงเหมือนการจำได้ และ มักจะจำได้เมื่อเป็นเด็ก โตขึ้นก็ค่อย ๆลืมไป เว้นแต่มีเรื่องผูกพันฝังใจมาก เช่น กรณีที่มาออกตีสิบเป็นต้น

สำฟรับการระลึกได้ด้วยอำนาจจิตทีี่่ฝึกดีแล้ว ที่เรียกว่า อภิญญานั้น เรียกกันว่า ปุพเพนิวาสานุสติญาน หรือ บ้างก็เรียกว่า อตีตะตังสะญาน(อาจสะกดไม่ถูกนะคะ)

อภิญญานั้น เลือกค้นหาไปได้หลาย  ๆชาติตามกำลังของฌาน ไม่ใช่จำได้แค่ชาติสุดท้ายที่เพิ่งตายจากเท่าันั้น

อ้างถึง
ไม่พบว่าการระลึกชาติได้มีผลต่อการดำเนินชีวิตใหม่ของคนนั้น ในแง่บวกหรือลบ      ดูเหมือนว่าพวกนี้ก็ดำเนินชีวิตไปได้ตามปกติ   ไม่ได้รับกระทบกระเทือนมากมายจากชีวิตเก่าที่เขาระลึกได้

การระลึกชาติได้ ในบางรายมีผลกระทบ เพราะเจ้าตัวเองนั่น ต้องการ "แก้แค้น หรือแก้ไข" ก็มีค่ะ บางคนคิดว่าเป็นหน้าที่ ๆ ต้องมาทำต่อให้แล้วเสร็จก็มี

แต่ส่วนใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไป ก็ลืม และไม่ใส่ใจติดตามอีก พ่อแม่ของคน ๆ นั้น ก็มักจะพยายามให้ลูกที่ระลึกชาติได้ลืม เพื่อทำปัจจุบันชาติให้ดีต่อไป
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 70  เมื่อ 20 ส.ค. 11, 09:18

ยินดีที่เห็นคุณร่วมฤดีเข้ามาร่วมวงด้วยค่ะ      ดิฉันอยากฟังความเห็นของคุณในเรื่องพุทธศาสนาอีก  หวังว่าคงมีเวลาแวะมาสนทนากันอีกนะคะ

มีเรื่องระลึกชาติ ที่เป็นข่าวในไทยรัฐ มาฝากอีก ๑ เรื่อง 
เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อพ.ศ. ๒๕๐๘  ผู้ให้สัมภาษณ์คือนางไสว พรหมสิน (หรือพรหมศิลป์) อยู่ที่ร้านพาณิชย์พัฒนาในตลาดท่าตะโก ต.ดอนคา อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์   สามีชื่อ นายอมร พรหมศิลป อายุ ๔๖ ปี เป็นครูใหญ่โรงเรียนวัดแรง ต.ดอนคา อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์
นางไสวเล่าว่า บุตรชายคนที่ ๙ ของเธอชื่อด.ช.บงกช    เมื่อเริ่มจะพูดได้ ก็พูดบ่นและร้องไห้เสมอว่าจะไปหาพ่อแม่ เมื่อนางบอกว่าพ่อแม่ก็อยู่ที่นี่ เด็กปฏิเสธว่าไม่ใช่ เลยเกิดโทสะถึงกับตีด้วยไม้ก็มี
หลายเดือนต่อมา เด็กไปบอกคนข้างบ้านว่า เขาไม่ใช่ลูกของนางไสว เขาคือนายจำรัส ลูกชายของนายม่านและนางศรีนวล พุภูเขียว บ้านอยู่ ต.หัวถนน อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ ตายเพราะถูกแทง เขาอยากไปหาพ่อแม่ (เก่า) ขอให้พาไปด้วย เมื่อนางไสวกับสามีทราบข่าวจากชาวบ้านจึงสอบถามด.ช.บงกช เด็กบอกว่าเขาชื่อจำรัส ไม่ใช่ชื่อบงกช เขาถูกแทงตายที่ข้างศาลเจ้า ต.หัวถนน นายแบนและนายมาซึ่งเขารู้จักดี ช่วยกันแทงจนเขาตาย แล้วเอาสร้อยคอทองคำหนัก ๓ บาท แหวนทองคำ ๒ วง และนาฬิกาข้อมือของเขาไปด้วย
ตั้งแต่เกิดมา ด.ช.บงกชชอบกินปลาร้า ผิดจากพ่อแม่และพี่น้องอื่นๆ (มี ๑๐ คน แต่ตายไป ๒ คน) ซึ่งไม่กินปลาร้า โดยด.ช.บงกชไปกินกับคนข้างบ้าน และยิ่งกว่านั้นยังพูดภาษาอีสานได้ดีอีกด้วย ทั้งๆ ที่ในหมู่บ้านนั้นไม่มีชาวอีสานเลย และบางครั้ง ด.ช.บงกชยังขอร้องมารดาให้บวชให้ ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมาก เพราะเด็กอายุแค่ ๓ ขวบเท่านั้น
นางไสวเล่าว่า ครั้งหนึ่งเมื่อไปตลาด ด.ช.บงกชเห็นผลฝรั่งก็อยากกิน จึงบอกนางไสวว่าอยากกินหมากสีดา นางไสวไม่เข้าใจ เด็กจึงชี้ให้ดูผลฝรั่ง นางไสวจึงได้รู้ว่า ชาวอีสานเรียกฝรั่งว่าหมากสีดา

เรื่องการตายของนายจำรัส ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบหลักฐานจากทะเบียนคดีอาญาของอำเภอท่าตะโก ก็พบว่ามีจริง นายจำรัสอายุ ๑๘ ปี บุตรนายม่าน พุภูเขียว และนางศรีนวล ถูกแทงตายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๙๖ เหตุเกิด ที่บริเวณงานวัดหัวถนน ต.หัวถนน อ.ท่าตะโก
นายม่านซึ่งเป็นบิดาของนายจำรัส ได้เล่าถึงการตายของลูกชายว่า วันนั้นมีงานที่วัดหัวถนน มัน (จำรัส) บอกผมว่าจะไปเที่ยว ตอนไปมันใส่ทองหนัก ๓ บาท นาฬิกา ๑ เรือน แหวนทองนาค ๒ วง พอ ๒ ยามเศษ ตำรวจก็มาบอกว่าลูกชายถูกคนร้ายแทงตายและชิงทรัพย์ไปหมด ผมจำได้ว่ามันสวมเสื้อขาวแขนสั้น นุ่งกางเกงสีกากี ขาสั้น นอนตายอยู่โคนต้นตะโก ข้างศาลเจ้า
บ่ายวันรุ่งขึ้น เมื่อชันสูตรศพแล้ว ผมก็เอาไปวัดเผาเลย พอเขาตายได้ ๓ เดือนผมก็เอาจักรยานของเขาไปขายให้ทิดมี พอตกกลางคืน ลูกชายคนเล็กของผมก็ร้องไห้จนไม่ต้องหลับนอนกัน ผมเลยไปจุดธูปบอกจำรัสเรื่องรถจักรยาน เจ้าลูกคนเล็กก็หยุดร้อง ผมเลยไปซื้อรถจักรยานมาเก็บไว้จนถึงทุกวันนี้ แต่เสื้อผ้าของเขาผมให้ทานไปหมด เก็บไว้แต่มีดพกและกางเกงขายาวดำอีกตัวหนึ่งเพราะไม่มีคนใส่

นายม่านเล่าเรื่องเกี่ยวกับด.ช.บงกชว่า ผมรู้เรื่องเมื่อต้นปีนี้เอง มีคนลือกันว่าลูกผมไปเกิดที่ ต.ดอนคา ผมก็ไปกับเมียผม พอไปถึงบ้านนางไสว ด.ช.บงกชก็วิ่งมาหา ดูหมาให้ผมแล้วพูดภาษาอีสานกับผม ผมนึกเอะใจก็ลองถามเขาเรื่องสีของรถจักรยานและมีดพก เขาก็บอกว่าช่วยเก็บไว้ให้เขาด้วย เขาเอามีดพกเสียบไว้ข้างฝา ผมก็งงเป็นไก่ตาแตก ยิ่งคุยถามไปเด็กก็ตอบได้ถูกต้อง เขาต่อว่าผมไม่ไปหาเขาเลย เขาคิดถึงผมตลอดเวลา เด็กตัวเล็กๆ พูดจาเหลือเชื่อ เมื่อผมถามว่าเวลาตายใส่เสื้ออะไร เขาตอบว่าใส่เสื้อขาวแขนสั้น นุ่งกางเกงขาสั้นสีกากี ก็พ่อเป็นคนให้ใส่จำไม่ได้หรือ ผมถึงกับน้ำตาไหล แม่ของเขาก็ร้องโฮ แล้วเขาถามถึงเกวียนที่ผมเคยซื้อ ผมบอกว่าขายไปแล้ว เขาก็ไม่ว่าอะไร และยังพูดถึงน้องๆ ของเขาอย่างถูกต้อง มันเคยตีน้องมันยังเล่าถูก ผมร้องไห้เพราะเชื่อแน่ว่าเป็นลูกผม กลับถึงบ้านผมปรึกษากับเมียว่า จะขายนาสัก ๓๐ ไร่ เอาเงินไปซื้อตัวลูกคืนมา แต่ทางฝ่ายครูอมรและนางไสวไม่ยอม ส่วนเรื่องมือมีดนั้น ตำรวจจับนายมาได้ ส่วนนายแบนหนีไป ยังจับไม่ได้ เมื่อฟ้องศาลแล้ว ศาลตัดสินให้ปล่อยตัวเพราะหลักฐานอ่อน

นายม่านเล่าถึงนิสัยใจคอของนายจำรัสว่า เมื่อ ๒ ปีก่อนจะตาย นายจำรัสเคยปรารภว่าอยากจะบวชเณร แต่นายม่านนางศรีนวลทัดทานไว้เพราะเกรงว่าไม่มีคนช่วยทำนา เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ด.ช.บงกชในขณะนี้ ก็บ่นกับนายอมรและนางไสวเสมอว่าอยากบวช บางคราวด.ช.บงกชเอาผ้าคลุมหัวแล้วทำท่าเป็นพระ บางคราวก็บอกนางไสวว่า เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็จะบวช ทั้งชาติก่อนและชาตินี้ นายจำรัสหรือด.ช.บงกชมีจิตเป็นกุศล ใคร่จะบวชในพระศาสนาอยู่เสมอ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 71  เมื่อ 20 ส.ค. 11, 09:27

ผู้สื่อข่าวไทยรัฐถามเด็กชายบงกชว่า "เมื่อถูกแทงตายไปแล้วไปอยู่ที่ไหน" 
เด็กชายตอบว่า "อยู่ข้างกอไผ่นั่นแหละ"  (หมายถึงสถานที่ที่ถูกแทงตาย)  และเล่าต่อไปว่า อยู่คนเดียวสบายดี ข้าวปลาก็ไม่ต้องกิน อิ่มดี แต่จะไปหาพ่อแม่ก็ไปไม่ถูก  ก็เดินเที่ยวอยู่จนกระทั่งพบพ่อ (หมายถึงครูใหญ่อมร พ่อคนปัจจุบัน) ขี่จักรยานกลับจากประชุมครูที่หัวถนน จะไปบ้านที่ต.ดอนคา  ก็เลยโดดเกาะท้ายจักรยานพ่อมา

ความตายที่ด.ช.บงกชระลึกได้หลังจากถูกแทง  ไม่เจ็บปวดอย่างกรณีนายชนัย    เขาเล่าว่า "หลับไปไม่รู้เรื่อง  รู้แต่ว่าไม่หิวอะไรเลย"  แต่ว่าจำเหตุการณ์ตอนถูกฆ่าได้แม่นว่าฆาตกรคนหนึ่งล็อคคอ  อีกคนเอามีดแทงพุง    เด็กทำท่าให้ผู้สื่อข่าวดูด้วย

หนังสือพิมพ์ไม่ได้ติดตามข่าวต่อ  จึงไม่ทราบว่าด.ช.บงกช ซึ่งปัจจุบันคงอายุเกือบ ๕๐ แล้ว เป็นอย่างไรต่อไป   

ตรวจวันเดือนปีที่เกิดเหตุ    นายจำรัสหรือด.ช.บงกชในชาติก่อน ถูกแทงตายเมื่ออายุได้ ๑๘ ปี  ที่ต.หัวถนน  อ.ท่าตะโก   ในพ.ศ. ๒๔๙๖  ส่วนด.ช. บงกชเกิดเมื่อพ.ศ. ๒๕๐๕    มีระยะเวลาห่างกัน ๙ ปี
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 72  เมื่อ 20 ส.ค. 11, 09:41

กรณีครูบัวไข หล่อนาคที่ถูกยิงตายแล้วกลับมาเกิดเป็นนายชนัย ชูมาลัยวงศ์ ในข่าวไทยรัฐไม่ได้บอกว่าครูบัวไขตายเมื่อพ.ศ.อะไร  แต่ไปเช็คจากในเน็ต  มีเว็บหนึ่งบอกว่าครูบัวไขตายไป ๒ ปีก็มาเกิดเป็นเด็กชายชนัย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 73  เมื่อ 20 ส.ค. 11, 14:07

เรื่องนี้เคยอ่านพบในหนังสือ หลายปีมาแล้ว     ลองใช้อินทรเนตรค้นดูก็พบว่ามีบันทึกไว้ในหลายเว็บด้วยกัน   จึงลอกมาให้อ่านกันอีกครั้ง
เป็นเรื่องที่บอกว่าได้มาจากหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พ.ต.อ.ชติ ลัทธาพงศ์     ท่านผู้ถึงแก่กรรมได้เขียนบันทึกถึงตัวท่านเองไว้ว่า

""ผม (คือ พ.ต.อ.ชติ ลัทธาพงศ์) ก็ระลึกชาติได้เหมือนกัน แต่แตกต่างจากคนอื่นที่เขาเป็นกัน คนอื่นเขาเคยเป็นช้าง เคยเป็นงูซึ่งอยู่บนพื้นโลกด้วยกันเขาจะบอกสถานที่ พ่อ แม่ พี่น้อง และชื่อเสียงในชาติก่อนได้    แต่ผมบอกสถานที่เดิมในชาติก่อนได้บ้างไม่มาก จะชี้ให้ใครเห็นไม่ได้ เพราะไม่ใช่ที่มนุษย์อยู่กัน"

พ.ต.อ.ชติ บอกว่าการระลึกชาติของท่านนั้นมันเป็นความรู้สึกชัดเจนในความทรงจำของท่านมาตั้งแต่เด็กๆไม่มีลืมเลย ท่านบอกสถานที่ในชาติก่อนที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ว่า

" รู้สึกตัวว่านอนอยู่บนแท่นๆหนึ่งลอยอยู่บนที่สูงมาก แท่นที่นั่งนอนนั้นไม่ใช่แท่นหินหรือแท่นไม้ หากแต่เป็นแท่นบางใส   เป็นที่นอนสบาย ยังจำเหตุการณ์ในช่วงนั้นได้ว่าแท่นที่นอนอยู่เกิดแข็งกระด้างขึ้นมา ไม่อาจนอนนิ่งสบายอยู่ได้        รอบๆ ตัวที่จำได้มองเห็นเป็นท้องฟ้าสีคราม รู้สึกตัวลอยอยู่ผู้เดียวท่ามกลางความโดดเดี่ยวและอ้างว้าง รู้สึกเปล่าเปลี่ยวอยากมีเพื่อนสนทนาด้วย     มองต่ำลงมาห่างออกไปอีกไม่มากมีชมรมเทพ ชมรมใหญ่กำลังสนุกสนานกันอยู่ อยากจะไปก็ไปไม่ได้

ขณะนั้นก็ได้ยินเสียงบอกแกมสั่งว่า " ถึงเวลาไปเกิดเป็นมนุษย์แล้ว "

จึงตอบเจ้าของเสียงนั้นไปว่า " ข้าพเจ้าไม่อยากไปเกิดเป็นคน อยู่ที่นี่ดีกว่า"

เสียงที่ไม่เห็นตัวบอกว่า "ต้องไป...หมดเวลาแล้ว ไปอยู่เมืองมนุษย์   ถึงเวลาจะต้องกลับมาก็ไม่อยากจะกลับเสียอีก"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 74  เมื่อ 20 ส.ค. 11, 14:09

      พ.ต.อ.ชติในชาตินั้นค่อยๆเคลื่อนจากที่อยู่   ลอยเลื่อนไปจนถึงที่อยู่ของเทพยดากลุ่มใหญ่ อากาศ ณ ที่นั้นสว่างไสว เทพยดาหญิงชายอยู่กันเป็นหมู่ 7-8 องค์บ้าง 2-3 องค์บ้าง    วิมานคล้ายศาลาสวยงามมาก เทพยดาสนทนาปราศัยกันเป็นที่สนุกสนานเพลิดเพลิน    บางวิมานมีการขับร้องดนตรีไพเราะ เทพยดาบางกลุ่มไม่มีวิมาน และเทพยดาเหล่านั้นก็ไม่สนใจ พ.ต.อ.ชติ เหมือนเขามองไม่เห็น

       พ.ต.อ.ชติในร่างเทพค่อยๆลอยเลื่อนไปๆจนรู้สึกเหมือนตกฮวบลงที่ต่ำมองไปรอบๆรู้สึกตัวกำลังลอยอยู่เหนือสะพานผ่านฟ้า ถนนราชดำเนินนี่เอง ลอยสูงกว่าพื้นประมาณตึก 2 ชั้น ลอยนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ทราบว่าตัวเองจะลอยไปไหน ทันใดนั้นก็มีดวงกลมของจิตวิญญาณเคลื่อนมาจากทางป้อมพระกาฬ    ลอยมาหยุดเคียงกับ พ.ต.อ.ชติ          ดวงวิญญาณทั้งสองดวงมีลักษณะเป็นทรงกลมมีแสงเรืองออกไปโดยรอบ     เมื่อมีวิญญาณใหม่มาลอยเคียงข้าง พ.ต.อ.ชาติในร่างของดวงวิญญาณก็รู้สึกดีใจหายว้าเหว่

       ทั้งสองจึงลอยจากเหนือสะพานผ่านฟ้าคู่กันไปทางนางเลิ้ง ตามแนวถนนนครสวรรค์ ก่อนถึงสี่แยกนางเลิ้งเล็กน้อยมีลำคลองเล็กจากทางข้างวัดโสมนัสไปทะลุคลองข้างวัดสระเกศ    ทางขวามือมีสะพานไม้เล็กพอที่ 2 คนจะหลีกกันได้      สะพานไม้เล็กๆนี้เลียบริมคลองไปมีบ้านริม   วิญญาณดวงที่ลอยมาด้วยกันก็ลอยเลี้ยวหายแว้บไปทางสะพานนั้น     วิญญาณ พ.ต.อ.ชติจะลอยตามไปบ้างก็ทำไม่ได้ ต้องค่อยๆลอยเลื่อนไปทางนางเลิ้ง    ถึงตรงหน้าโรงหนังนางเลิ้ง (เฉลิมธานี) หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น

     วิญญาณ พ.ต.อ.ชติในชาติที่แล้วรู้ว่า   ถ้าเลยไปจะถึงสนามม้านางเลิ้ง เลี้ยวซ้ายจะเป็นที่น่าอยู่มาก     อยากจะไปอยู่     แต่ก็ไปไม่ได้  คงลอยนิ่งอยู่ที่เดิมก่อน    แต่แล้วก็ต้องลอยเลี้ยวไปทางโรงหนังนางเลิ้งทั้งๆที่ไม่อยากไป    หลังจากนั้นก็ไม่มีความรู้สึกอย่างใดอีก   รู้สึกตัวอีกทีเหมือนอยู่ในถ้ำมืด (อยู่ในครรภ์มารดา) รู้สึกอึดอัดคับแคบ ขาดอากาศ ไม่สบาย บางช่วงก็หมดความรู้สึกเหมือนหลับไป มารู้ตัวชัดเจนอีกทีก็เมื่อคลอดพ้นจากครรภ์มารดามาเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ    เป็นบุตรชายของขุนนางที่มีนามบรรดาศักดิ์พระราชทานจากในหลวงว่าอำมาตย์ตรีพระลัทธาพงศ์พิรัชพากย์ (ต่วย ลัทธาพงศ์)
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.049 วินาที กับ 19 คำสั่ง