เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6
  พิมพ์  
อ่าน: 37546 ชาติภพใช่เพียงฝัน - การระลึกชาติในประวัติศาสตร์ไทย
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 19 ก.ค. 11, 15:06

เรียนคุณหาญ

การมุ่งไปสู่นิพาน จะว่าง่ายก็ง่าย แต่ทำได้ยากมาก ต้องฝึกฝนจิต ไม่ให้หลงไปกับกิเลส

การฝึกจิตไม่ให้โกรธนั้น ครั้งหนึ่งคุณสมัคร สุนทรเวช เคยกล่าวไว้ว่า (น่าจะฟังจากท่านเจ้าคุณสักวัด แล้วนำมาบอกต่อ)

"เราต้องฝึกจิตของเราไม่ให้หลงกับความโกรธ เหมือน ๓ ระดับ

ระดับแรก เหมือนเอาไม้ขีดบนทราย คือ ทรายเป็นรอยตามแรงของไม้ โกรธมาก เกลียดมาก เกิดทันที

ระดับสอง เหมือนเอาไม้กรีดหิน  คือ หินเป็นรอยนิด ยังเห็นรอยจาง ๆ ละความโกรธ ให้ช้าลง

ระดับสาม เหมือนเอาไม้กรีดน้ำ คือ น้ำแหวกสักพัก แล้วกลับคืนเดิม คือ รีบละจากโกรธทันทีและปล่อยวางให้เร็ว"

แต่คุณสมัคร ท่านจะทำได้หรือเปล่าไม่รู้ แต่เป็นหลักธรรมเปรียบเทียบให้เห็นว่า เราต้องหัดฝึกจิต รู้ทัน กิเลส
บันทึกการเข้า
Ruamrudee
องคต
*****
ตอบ: 627



ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 19 ก.ค. 11, 21:54

อ้างถึง
อย่างนี้คำว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ
แสดงว่า คนแรกทำเลวโดยไม่ทุกข์ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตกนรก ไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไร
ส่วนอีกคนที่เป็นคนดี พอทำเลวนิดหน่อย เป็นทุกข์มาก ตกนรกอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วเราควรจะทำจิตใจให้กระด้าง ไม่ต้องรู้ดีรู้ชั่ว ไม่ต้องรู้ถูกรู้ผิด ไม่ดีหรือคะ..

ที่คุณ D:D:ถามมาก็หนีไม่พ้นเรื่อง ภพชาติการระลึกชาติหรอกค่ะ

 หากนรกสวรรค์มีแต่ในใจ แบ่งกันด้วยสภาพสุขหรือทุกข์แล้วละก็

ไม่จำเป็นต้องมีธรรมชาติที่เรียกว่า วิบากกรรม ผลกรรม กฏเกณฑ์การให้ผลของกรรม ตามชนิด ตามความหนักเบา และ ระยะเวลาให้ผล ที่เรียกกันว่า กรรม 12(หาอ่านกันเอาเองนะคะ อาจารย์วศิน อินทสระ เขียนไว้ก็อ่านง่ายดี)

ต่อให้ทำบาปแล้วยังเป็นสุขใจ ก็ไม่สุขได้ตลอดหรอกค่ะ ผลกรรมตามมาเมื่อไร คงบอกว่าสุขไม่ได้แน่
และหากสามารถระลึกชาติได้ ดีไม่ดี ขนลุกทั่วตัวทันทีที่พบคู่เวรคู่กรรมของตนตัวเป็น ๆ ยืนตรงหน้า

พวกที่ตายแล้วกลับมาเกิดจำอดีตชาติได้ มีข้อดีตรงที่พิสูจน์ได้ชัดว่า เวียนว่ายตายเกิดมีจริง
ดังนั้น ผลกรรมที่สนองไม่ทันชาตินี้ ก็ตามเหมือนหมาล่าเนื้อของคุณหนุ่มสยามและคุณหาญนั่นแหละ
มันตามล่าต่อไปจนกว่าจะนิพพาน เพราะนั่นคือการหนีแบบสาปสูญหลังจากกายแตก(ตาย)

หากกายยังไม่แตก ขันธ์ยังไม่ถูกทำลาย แม้จะนิพพานแล้ว ต่อให้เป็นถึงพระพุทธเจ้า กรรมก็ยังตามมาให้ผลได้อยู่ค่ะ
หาอ่านได้ในมหาปรินิพพานสูตร อรหันต์อย่างพระโมคคัลลานะ ก็ถูกทุบตายด้วยผลกรรมในอดีตชาติ

ดิฉันยังไม่บรรลุอะไรเลยนอกจากกิเลส รับรองว่า ทำใจให้สุขหลังก่อกรรมทำเข็ญไม่ไหวเจ้าค่ะ
ตกนรกตั้งแต่ทำกรรมสำเร็จนาทีนั้นเทียว
บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 19 ก.ค. 11, 22:28

บางคนทำบาป เช่นฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ยกตัวอย่าง เช่น ตบยุง พ่นยาฆ่ายุง วางยาเบื่อสุนัข ฯลฯ
โดยที่เขาไม่รู้สึกว่าทำบาป กลับรู้สึกภาคภูมิใจ ที่ได้กำจัดต้นตอของโรคร้าย อย่างไข้เลือดออก มาลาเรีย พิษสุนัขบ้า ฯลฯ
รู้สึกเป็นฮีโร่ ...ไปซะอีก...

บางคนโกงบ้านเมืองโดยคิดว่า ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ถ้าเขาไม่โกงคนอื่นก็ต้องโกงเอาไป...

พวกฉกชิงวิ่งราว เอาของคนอื่นไปเป็นของตัวเอง พวกรับจ้างฆ่าคน...ฯลฯ

ผลกรรมที่จะติดตามพวกเขาไป มีจริงหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่พวกเขาไม่ได้เป็นทุกข์ เพราะใจเขาไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำเป็นความผิดบาป อาจจะรู้สึกสะใจ ภาคภูมิใจ ด้วยซ้ำที่ทำแล้วยังลอยนวลอยู่ได้ ไม่มีใครจับได้ ไม่ถูกลงโทษ


คนแบบนี้ในปัจจุบันยิ่งมีมากขึ้นนะคะ  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 19 ก.ค. 11, 23:06

คนเราจะได้รับผลของกรรม เมื่อใด แบบไหน อย่างไร ไม่มีใครรู้ได้   เป็นเรื่องอจินไตย หรือเรื่องที่ไม่ควรคิด ๑ใน ๔ อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามไว้
กรรมไม่ได้ส่งผลตรงไปตรงมา ว่าเคยไปตีหัวใครหนึ่งที  ต่อมาเราก็จะถูกคนอื่นมาตีหัวหนึ่งทีเช่นกัน      คนเหล่านั้นที่คุณดีดียกตัวอย่างมา อาจกำลังเสวยผลแห่งกรรมอยู่โดยเราไม่รู้ก็ได้     หรือแม้แต่ตัวเขาเองก็อาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำไป ว่าเขากำลังเสวยกรรมอยู่  ทั้งๆหลงภูมิใจว่าตัวเองเก่งยังงั้นยังงี้ก็ตาม 
กรรมมาในสารพัดรูปแบบ นับไม่ถ้วน    ไม่ได้มาเป็นรูปธรรมอย่างคุกตะราง  แต่มาในรูปของสุขภาพกายและใจ   ของอุบัติเหตุ ของเงินทองทรัพย์สินอะไรก็ได้ทุกอย่าง   หรือแม้แต่ในรูปของคนใกล้ตัว หรือบุคคลผู้เป็นที่รัก ก็ยังเป็นได้  ไม่มีข้อจำกัดค่ะ  มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่จะประสบเอง  เราคนนอกมองไม่เห็น  แต่ไม่ได้แปลว่ากรรมไม่ได้ตอบสนองเขาอยู่
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 09:37

           ขอสรุปความเห็นจากการเคยอ่านมาบ้างเมื่อนานพอสมควรแล้ว ครับ

             เจ้ากรรมนายเวร ไม่มีในพระไตรปิฎก เป็นคำในชั้นหลังเรียกกัน

             ถ้าจะมีเจ้ากรรมนายเวร ก็ควรจะเป็นตัวผู้กระทำกรรมนั้นแหละที่เป็น เจ้า(ของผล-วิบากแห่ง)กรรม นั้น

             ในพระไตรปิฎกมีเรื่องการผูกโกรธพยาบาท คนที่เราทำให้เจ็บช้ำน้ำใจอาจผูกพยาบาท
ในชาติก่อนๆ ชาติปัจจุบันอาจตามมาจองเวรให้ร้ายได้ แต่ มีจำนวนเท่าไร เป็นใครบ้างเราก็ไม่อาจรู้ได้
จะขออโหสิหรืออุทิศส่วนกุศลให้เขาก็ไม่แน่ว่าใช่หรือไปถึง(เพราะไม่ใช่ทุกรูปนามจะรับการอุทิศนี้ได้)
และถึงอย่างไรเราก็ต้องรับวิบากกรรมนั้น ทางที่ดีจึงเป็นการเจริญเมตตาจิต(แผ่ส่วนกุศล) และ
หมั่นสร้างกุศลกรรม เพราะ

             ผลของกรรมนั้นเราหนีไม่พ้น แต่บรรเทาได้ด้วยกุศลกรรม ดังคาถาธรรมบทที่ว่า

                 ผู้ใดทำกรรมอันลามก ผู้นั้นย่อมปิด (ละ)เสียได้ด้วยกุศล
                 บุคคลนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว
                 เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น.

           นอกจากนี้ยังมีพระสูตรอธิบายเปรียบเทียบ เกลือกับน้ำ ดังว่า เกลือก้อนหนึ่งทำให้น้ำ
ในแก้วมีรสเค็ม แต่ถ้านำเกลือก้อนขนาดเท่ากันนี้ไปทิ้งลงแม่น้ำ น้ำในแม่น้ำนั้นจะไม่มีรสเค็ม

                 ก้อนเกลือ คือ กรรมไม่ดี น้ำคือ กรรมดีของคนๆ นั้น

           กรรมเท่ากัน (เกลือก้อนขนาดเดียวกัน) คนที่มิได้อบรมกาย ไม่มีศีล ไม่ได้อบรมจิต
ไม่ได้อบรมปัญญา มีคุณความดีน้อย (น้ำในแก้ว) ทำแล้วนำไปตกนรกได้  ในขณะที่
           กรรมเท่ากันนี้ (เกลือก้อนขนาดเดียวกัน) คนที่อบรมกาย มีศีล อบรมจิต อบรมปัญญา
มีคุณความดีมาก (น้ำในแม่น้ำ) ทำแล้วกรรมนั้นให้ผลในชาตินี้ ไม่ปรากฏผลมากต่อไปเลย

           ตัวอย่างกรณีนี้ที่ชัดเจน คือ องคุลิมาลที่ก่อกรรมหนักหนาฆ่าคนตายมากมาย ภายหลังได้บวช
(และต่อมาสำเร็จอรหันต์) ผลกรรมของท่านจึงบรรเทาเบาลงเป็นการถูกก้อนหิน ท่อนไม้ที่ชาวบ้าน
ขว้างปาไล่นกกากระทบระหว่างทางที่ท่านออกไปบิณฑบาต
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 09:56

อยากจะชวนให้คนรุ่นใหม่ อ่านมิลินทปัญหา
http://www.dharma-gateway.com/dhamma/dhamma-25-index.htm
มีอยู่ในหลายเว็บ เลือกอ่านได้ตามอัธยาศัยค่ะ

มิลินทปัญหา เป็นเรื่องการถาม-ตอบปัญหาธรรมะ  ระหว่างพระเจ้ามิลินท์ หรือ พระเจ้า เมนันเดอร์ (หรือ Menandros ในภาษากรีก) ซึ่งเป็นกษัตริย์เชื้อสายกรีกที่สนใจพระพุทธศาสนา   กับพระนาคเสนเถระ พระอรหันต์รูปหนึ่งในยุคหลังพุทธกาล
หนังสือเขียนในรูปคำถามของพระเจ้ามิลินท์ และคำตอบของพระนาคเสน

" ข้าแต่พระนาคเสน กรรมดีและกรรมชั่ว ที่บุคคลทำด้วยนามรูปนี้ไปอยู่ที่ไหน ? "
" ขอถวายพระพร ติดตามผู้ทำไปเหมือนกับเงาตามตัว "

" ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า อาจชี้กรรมเหล่านั้นได้หรือไม่ว่า กรรมเหล่านั้นอยู่ที่ไหน ? "
" ขอถวายพระพร ไม่อาจชี้ได้ "
" ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนต้นไม้ที่ยังไม่มีผล มหาบพิตรอาจชี้ได้หรือไม่ว่าผลอยู่ที่ไหน ? "

" ไม่อาจชี้ได้ พระผู้เป็นเจ้า "
" ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร เมื่อการสืบต่อยังไม่ขาด ก็ไม่อาจชี้กรรมเหล่านั้นได้ว่ากรรมเหล่านั้นอยู่ที่ไหน "

พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสว่า
" ถูกดีแล้ว พระผู้เป็นเจ้า "
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 09:57

*************************
" ข้าแต่พระนาคเสน บุญและบาปข้างไหนมากกว่ากัน ? "
" ขอถวายพระพร บุญมากกว่าบาป บาปน้อยกว่า "

" ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ทำไมจึงว่าบุญมากกว่า บาปน้อยกว่า? "
" ขอถวายพร บุคคลทำบาปแล้วย่อมร้อนใจในภายหลังว่า เราได้ทำบาปไว้แล้วเพราะเหตุนั้นบาปก็ไม่ได้มากขึ้น ส่วนบุญเมื่อบุคคลทำเข้าแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง มีแต่เกิดปราโมทย์ ปีติ ใจสงบมีความสุข จิตเป็นสมาธิ เพราะฉะนั้น บุญจึงมากขึ้น ดังมีบุรุษผู้มีมือมีเท้าขาดแล้ว ได้บูชาพระด้วยดอกบัวเพียงกำเดียว ก็จักได้เสวยผลถึง ๙๑ กัปด้วยเหตุนี้แหละ จึงว่าบุญมากกว่า ขอถวายพระพร"

" ชอบแล้ว พระผู้เป็นเจ้า "
******************
ปัญหาที่ ๑๐ ถามถึงการทำบาปแห่งผู้รู้กับผู้ไม่รู้

" ข้าแต่พระนาคเสน สมมุติว่ามีคน ๒ คน คนหนึ่งรู้จักบาป อีกคนหนึ่งไม่รู้จัก แต่กระทำบาปด้วยกันทั้งสองคน ข้างไหนจะได้บาปมากกว่ากัน ? "
" ขอถวายพระพร ข้างไม่รู้จักได้บาปมากกว่า "

" ข้าแต่พระนาคเสน ราชบุตรของโยมหรือราชมหาอำมาตย์คนใดรู้ แต่ทำผิดลงไป โยมลงโทษแก่ผู้นั้นเป็นทวีคูณ "
" ขอถวายพระพร มหาบพิตรจะเข้าพระทัยความข้อนี้อย่างไร...คือสมมุติว่ามีคน ๒ คน จับก้อนเหล็กแดงเหมือนกัน คนหนึ่งรู้ว่าเป็นก้อนเหล็กแดง อีกคนหนึ่งไม่รู้ คนไหนจะจับแรงกว่ากัน ? "

" ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า คนไม่รู้จับแรงกว่า "
" ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร คือผู้ไม่รู้บาปได้บาปมากกว่า"

" ชอบแล้ว พระนาคเสน "
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 10:10

^
ปัญหาในข้อที่ ๑๐. ที่อ้างถึง คงเป็นคำตอบที่ดีสำหรับปัญหาของคุณ ดีดี

แต่สำหรับผมอยากทราบว่า เมื่อทราบว่าเหล็กแดง ยังจับต้องแต่บาปน้อยกว่า

แล้วอย่างกรณี "พนักงานที่ทำงานโรงฆ่าสัตว์"

๑. รู้ว่าเป็นบาปแน่นอน เสมือนรู้ว่าเหล็กแดง

๒. ต้องฆ่าสัตว์ทุกวัน เสมือน ยอมที่จะจับเหล็กแดง

แต่ความบาปและเวรกรรมนั้นจะหนักหน่วงสักแค่ไหนกัน หากย้อนกลับไปเรื่องความบาป ดังก้อนเกลือกับน้ำ คงเป็นเกลือเต็มแก้ว

อนึ่ง พวกเพชฌฆาต นั้นกระทำหน้าที่ตามหน้าที่รับมอบหมาย แต่หากต้องฆ่าอีกหนึ่งชีวิตลง ก่อนกระทำการมีการอโหสิกันและกัน แต่ก็มิได้ว่าความบาปนั้นจะหมดสิ้นไป (ในการประหารพระนางแมรี่ ด้วยคมขวาน พระนางยังยังบอกเพชฌฆาตด้วยว่า ด้วยความประสงค์แห่งพระเป็นเจ้า ข้ารู้ว่าเจ้าทำตามหน้าที่ ขอให้ข้าไปในคมขวานเดียว อย่าให้ข้าได้ทรมาน ข้าให้อภัยแก่เจ้า ..... อาเมน....ฉึก !!)
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 10:28

ความเชื่อในแต่ละศาสนาไม่เหมือนกัน   บางศาสนา การฆ่าสัตว์เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงชีพให้มนุษย์ ก็ไม่ถือว่าบาป   
ดิฉันเคยถามตัวเองอย่างคุณหนุ่มสยามถามเหมือนกัน  แต่เดี๋ยวนี้เลิกถามไปแล้ว เพราะถามไปก็ไม่ได้คำตอบ  เป็นกรรมวิสัยอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
ถึงแม้ว่าเราตัดสินใจว่าจะไม่ทำบาป แม้แต่ฆ่ามดฆ่ายุงก็ไม่ทำ  แต่อย่าลืมว่ารอบๆตัวเรา การหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ก็ล้วนแต่แลกมาด้วยชีวิตสัตว์โลก        กว่าจะกินข้าวกันได้แต่ละจาน กินผลไม้ได้แต่ละลูก   ต้องแลกกับชีวิตในท้องทุ่งที่หมดไปกับยาปราบศัตรูพืชตั้งเท่าไร   สร้างบ้าน ต้องถมดิน  มดปลวกในพื้นที่ตายไปทั้งนั้น    แม้แต่เดินๆไป เหยียดมดตายไปกี่ตัวโดยไม่ทันเห็น
ยังไม่รวมว่าบางทีต้องถอนหญ้า ตัดต้นไม้ในบ้าน  ล้วนแต่ทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งนั้น

เราไม่ได้อยู่อย่างพวกศาสนาเชน ที่เดินไปไหนก็ต้องกวาดพื้นให้มดให้แมลงพ้นทางเพื่อจะไม่เหยียบเข้า   กินก็เฉพาะผลไม้ที่สุกงอมหล่นจากต้นลงมาเอง  ตัดปัญหาเรื่องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไปได้
เพราะฉะนั้นคิดอะไรที่เกินวิสัยจะหาคำตอบ   ก็ต้องหยุดความคิดตัวเองไว้แค่นั้นค่ะ
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 11:05

เรื่องการฆ่าสัตว์ ตบยุง ฆ่ามด นั้นในทางพุทธศาสนาสอนว่า การซ่าสัตว์ตัดชีวิต เข้าองค์ประกอบถึงพร้อมดังนี้

การฆ่านั้นต้องประกอบไปด้วยหลัก ๕ ประการนี้
(๑) สัตว์นั้นมีชีวิต
(๒) รู้อยู่ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต
(๓) มีจิตคิดจะฆ่า
(๔) เพียรพยายามฆ่า
(๕) สัตว์นั้นตายลง

ต่อด้วยหลวงพ่อก้าน วัดถ้ำเป็ดได้แสดงธรรม ต่อมาเรื่องการกินอาหารของคนเรานั้น ถ้าไปทาน Sea Food ไปชี้ที่ตู้ เอาตัวนั้น เอาตัวนี้ แบบนี้ก็เป็นกรรมหมู่ ...ฟังแล้วตกใจไม่น้อย

ดังนั้นการกินอาหาร โดยไม่รู้ไม่เห็นถึงการฆ่า ก็ไม่นับว่าบาป มันเป็นอาหารตามที่ อ.เทาชมพูกว่าวไว้ ดังนั้นเวลาทาน Sea Food แม้ว่าไม่ได้สั่งเชือด นึ่งปูสด ๆ ก็ตาม ทุกคนที่ร่วมโต๊ะรับกรรมหมู่  ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
willyquiz
องคต
*****
ตอบ: 501


ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 11:18

     โดยปกติผมจะไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับความเชื่อในศาสนาของบุคคล  และไม่คุยเรื่องอจินไตย   แต่ชอบอ่านความคิดเห็นของแต่ละบุคคล   
แต่ผมกังวลว่ายังมีบุคคลบางกลุ่มที่เมื่อประสบปัญหาชีวิตบางประการก็จะเข้าหาพระเพื่อให้พอเป็นที่พึ่งทางใจ  อีกอย่างหนึ่งคือ  บังเอิญมีการอ้างถึง
ชื่อของพระภิกษุบางรูปขึ้นมา  และผมก็ประสบกับการเคยถูกทักทายจากภิกษุสงฆ์เช่นกัน  จึงอยากนำข้อความจากภิกษุปาฏิโมกข์ข้อที่ ๔ มานำลง
ไว้ให้อ่านเพื่อการพิจารณาร่วม

   ๔.  โย  ปน  ภิกฺขุ  อนภิชานํ  อุตฺตริ-               ๔.    อนึ่ง ภิกษุใดไม่รู้เฉพาะ (คือไม่รู้จริง) 
มนุสฺสธมฺมํ  อตฺตูปนายิกํ   อลมริยญาณ-               กล่าวอวดอุตตริมนุสสธัมม์ อันเป็น   
ทสฺสนํ  สมุทาจเรยฺย                                       ความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ             
                                                          น้อมเข้าในตัวว่า                                             
" อิติ  ชานามิ  อิติ  ปสฺสามีติ;                           ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้
ตโต  อปเรน  สมเยน  สมนุคฺคาหิยมาโน                ครั้นสมัยอื่น แต่นั้น อันผู้ใดผู้หนึ่ง  ถือเอา
วา   อสมนุคฺคาหิยมาโน   วา   อาปนฺโน                ตามก็ตาม*  ไม่ถือเอาตามก็ตาม ก็เป็นอัน
                                                          ต้อง
...
                *คือเชื่อก็ตามไม่เชื่อก็ตาม  แต่ในบทภาชนย์วิภังค์แก้ความว่า
                  ถูกซักก็ตาม ไม่ถูกซักก็ตาม.                                                             
...
 วิสุทฺธาเปกฺโข  เอวํ  วเทยฺย                              อาบัติแล้ว มุ่งความหมดจด (คือพ้นโทษ)
                                                            จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า                                     
" อชานเมวํ  อาวุโส  อวจํ  " ชานามิ "                 “ แน่ะท่าน ข้าพเจ้าไม่รู้ ได้กล่าวว่ารู้ ไม่เห็น
อปสฺสํ  " ปสฺสามิ "                                      ได้กล่าวว่าเห็น
ตุจฺฉํ   มุสา  วิลปินฺติ,                                  ได้พูดพล่อยๆ เป็นเท็จเปล่า ๆ”
อญฺญตฺร  อธิมานา;                                      เว้นไว้แต่ว่าสำคัญว่าได้บรรลุ                         
อยมฺปิ  ปาราชิโก  โหติ   อสํวาโส.                    แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้.

ความโดยรวมก็คือ   ภิกษุใดไม่รู้ ไม่เห็น แต่กล่าวอวดอุตริมนุสธรรมว่าได้รู้ ได้เห็นแก่บุคคลอื่น  โดยเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม  ภิกุนั้นต้อง
อาบัติ “ปาราชิก” คือขาดจากการเป็นภิกษุสงฆ์  เว้นแต่จะเข้าใจเอาเองว่าตนได้บรรลุถึงขั้นนั้นๆ

แล้วถ้าภิกษุนั้นได้บรรลุฌานแล้วล่ะ  จะกล่าวได้หรือไม่?   ก็ไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะจะต้องอาบัติ “ปาจิตตีย์” ข้อที่ ๘ ทันที

   ๘.  โย ปน ภิกฺขุ อนุปสมฺปนฺนสฺส                   ๘.  อนึ่ง ภิกษุใด บอกอุตตริมนุสสธรรม
อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อาโรเจยฺย,                         ( ของตน) แก่อนุปสัมบัน
ภูตสฺมึ ปาจิตฺติยํ.                                     เป็นปาจิตตีย์  เพราะมีจริง

พระที่ท่านบรรลุแล้วท่านไม่ทำตนของท่านให้มัวหมองจากอาบัติหรอกครับ

ผู้อ่านท่านใดที่ประสบกับปัญหาชีวิตแล้วใคร่จะสนทนาธรรมกับพระภิกษุก็คงไม่เสียหายอะไร   แต่ถ้าภิกษุรูปใดบอกกล่าวว่า  เป็นเพราะท่าน
เคยทำกรรมไว้เมื่อชาตินั้นชาติโน้น  ท่านเคยเกิดเป็นใครเมื่อชาติใดก็ตาม (ดังที่ผมได้เคยประสบมา) ก็ขอให้พิจารณาข้อบัญญัติของภิกษุสงฆ์
ที่ผมได้นำมาลงไว้ให้อ่านให้ดี   ส่วนการที่ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อเป็นสิทธิส่วนบุคคลของท่านเองครับ

เมื่อผู้อ่านเข้าใจข้อบัญญัติของภิกษุสงฆ์แล้ว   การอ่านกระทู้นี้ต่อไปก็คงจะอ่านกันอย่างมีสติ  เรื่องของ “อจินไตย ๔” เป็นปัญหาโลกแตก   
ต้องรู้ได้ด้วยตนเองเท่านั้นครับ   เราอ่านกันเพื่อนำมาพิจารณาประกอบเพื่อละเว้นการกระทำชั่วเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 17:39

          เรื่องการรับประทานผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ที่ข้องเกี่ยวกับการฆ่า การตายนั้น ท่านให้ดูที่เจตนา ครับ

            เราไม่ได้มีเจตนาให้ฆ่า ไม่ได้ยินดีที่มีการฆ่าและการตายของสัตว์ จึงไม่ถือว่า
เป็นบาป ครับ

             ในพระไตรปิฎกมีกรณีตัวอย่าง ได้แก่ ภรรยาซึ่งบรรลุโสดาบันแล้วจัดเตรียมอาวุธให้สามี
ผู้มีอาชีพเป็นพรานออกไปล่าสัตว์ทุกวัน ก็มีคำอธิบายว่า ไม่ผิดไม่บาปเพราะเป็นการกระทำไป
ตามหน้าที่ จิตขณะนั้นไม่ได้คิดหรือยินดีให้สามีไปฆ่าหากแต่คิดว่าเป็นการปฏิบัติต่อสามีตามสมควรแก่หน้าที่

คาถาพระธรรมบทว่า เมื่อฝ่ามือไม่มีแผล ก็ย่อมถือยาพิษได้โดยที่พิษไม่ซึมซาบเข้าสู่ร่าง ฉันใดก็ฉันนั้น
                           บาปย่อมไม่มีแก่คนที่ไม่คิดจะทำ

             อีกกรณีหนึ่งคือ ภิกษุตาบอดเดินจงกรมแล้วเหยียบแมลงตาย ภิกษุรูปอื่นไปทูลพระพุทธองค์
ทรงตอบว่าภิกษุรูปนั้นไม่ผิดเพราะไม่ได้มีเจตนาตั้งใจเหยียบแมลงเหล่านั้นให้ตาย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30546

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 57  เมื่อ 25 ก.ค. 11, 10:37

บังเอิญเมื่อวานพบเว็บนี้ค่ะ

https://sites.google.com/site/reincarnationthailand/ceaphraya-sursakdi-mntri

มีประวัติส่วนหนึ่งของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (อ่านพบเฉยๆ นะคะ ยังไม่ได้ได้ค้นข้อมูลจากที่อื่นเพิ่มเติมว่าตรงกันหรือเปล่า เพราะถ้าค้นในเว็บส่วนมากก็สำเนาต่อๆ กันมา หาข้อเท็จจริงยาก)

เคยอ่านพบในประวัติบุคคล หลายท่านด้วยกัน เล่าถึงเด็กในตระกูลที่ตายไปก่อน  พ่อแม่เอาดินหม้อหรือปูนทำเครื่องหมายไว้บนร่างกายก่อนเผา เพื่อขอให้มาเกิดใหม่
ต่อมาพอมีลูกหลานมาเกิด   ก็พบรอยปานแบบเดียวกัน

ตอนนี้กำลังอ่านงานของม.ร.ว.คึกฤทธิ์เพื่อเอามาเล่าในกระทู้ความเป็นนักประพันธ์ของท่าน   ก็พบว่าท่านเล่าประสบการณ์นี้ไว้ใน "โครงกระดูกในตู้"
ท่านพ่อของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช คือพระองค์เจ้าคำรพ  ทรงมีหม่อมคนแรกชื่อหม่อมผาด  มีบุตรชายด้วยกันคนหนึ่ง  ตายเมื่อแรกเกิด
พระองค์เจ้าคำรพท่านเสียดายมาก ก็เอาปูนป้ายไว้ที่ก้นเด็ก  แล้วบอกว่า "เกิดมาเป็นลูกพ่อใหม่นะ"
ต่อมาท่านมีหม่อมคนที่สอง คือหม่อมแดง บุนนาค   มีบุตรชายคนแรกคือม.ร.ว.เสนีย์    พอทรงทราบว่าได้บุตรคนแรกเป็นชาย ก็ทรงรีบพลิกดูที่ก้น
ก็ปรากฏว่าที่ก้นของม.ร.ว.เสนีย์มีปานแดงจริงๆ   ตรงที่ท่านพ่อเอาปูนหมายก้นบุตรชายคนแรกไว้
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ทิ้งท้ายไว้ตามสไตล์ของท่านว่า

" เรื่องนี้ใครอยากพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างไร  ก็ขอให้ไปเปิดก้นคุณเสนีย์ดูเอาเองเถิด"
บันทึกการเข้า
Ruamrudee
องคต
*****
ตอบ: 627



ความคิดเห็นที่ 58  เมื่อ 25 ก.ค. 11, 20:50

อ้างถึง
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ทิ้งท้ายไว้ตามสไตล์ของท่านว่า

" เรื่องนี้ใครอยากพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างไร  ก็ขอให้ไปเปิดก้นคุณเสนีย์ดูเอาเองเถิด"

ดิฉันรักเสน่ห์ในการเขียนหนังสือของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ตรงนี้มาก ให้ทั้งอารมณ์ขันและ

ท้าให้พิสูจน์ก่อนเชื่อไม่งมงายสักแต่เชื่อตามทีเล่าลือกันปากต่อปาก

ทุกวันนี้มีเรื่องเล่าลือกันมากนะคะ โดยเฉพาะในยุคที่ Internet เฟื่องฟู ข้อมูลหาง่ายมาก

ปัญหาคือ อะไรจริง อะไรไม่จริง ควรด่วนเชื่อหรือควรพิสูจน์ และ คุ้มไหมที่จะเสียเวลาไปพิสูจน์
บันทึกการเข้า
samun007
องคต
*****
ตอบ: 433


ความคิดเห็นที่ 59  เมื่อ 13 ส.ค. 11, 17:46

ถ้าจะให้เป็นกึ่งวิทยาศาสตร์หน่อย ก็น่าจะมีผลงานของ คุณลุงหมอ อาจินต์ บุณยเกต  กับ ดร. คลุ้ม วัชโรบล( บิดาคุณลีลาวดี ) ซึ่งท่านได้จดบันทึกเรื่องทางจิตไว้เป็นจำนวนมาก วิธีการของท่านก็ไปในแนวทางกับ ดร. เอียน สตีเฟนสัน บิดาของการพิสูจน์เรื่องระลึกชาติ ซึ่ง ดร. เอียน ก็เคยเข้ามาทำงานวิจัยเรื่องการระลึกชาตินี้กับ ดร. คลุ้ม หลายหนนะครับ

คุณหมออาจินต์ ท่านเป็นลูกศิษย์ของ หลวงปู่อ่ำ วัดวงษ์ฆ้อง อยุธยา ซึ่งเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบองค์หนึ่งครับ และมีความสามารถทางจิตสูงมากครับ

วงการวิทยาศาสตร์จริง ๆ เขาจะเรียกความรู้แขนงนี้ว่าเป็น psudo science ครับ ไม่นับเป็นวิทยาศาสตร์(ในความคิดของเขา)


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.633 วินาที กับ 19 คำสั่ง